7........
เปมิกาจมปลักอยู่ในห้องเพียงคนเดียว หล่อนได้ประจักษ์ชัดด้วยตัวเองแล้วว่า โรคเครียดวิตกกังวลนั้นมันร้ายแรงดั่งโรคเอดส์บวกมะเร็งเลยทีเดียว เพราะมันส่งผลต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ทำให้จิตใจหดหู่สิ้นหวัง ท้อแท้ทุกอย่าง คิดมากจนหน้าเหี่ยวย่นทำให้ความงามที่เคยมีลดลงไปกว่าครึ่ง
เปมิกาพยุงร่างที่คิดว่าเหมือนผีดิบของตัวเองไปนั่งหน้ากระจกแล้วก็แสยะยิ้มให้ตัวเอง
“ทำไมนะ..คนสวยจึงอาภัพ..ดูสิ ทั้งเก่งทั้งสวยอย่างนี้แต่มีกรรมมีแฟนก็เหมือนไม่มีหายหัวไปไม่ติดต่อมาให้กำลังใจกันเลยรู้ว่าเรากำลังตกงานไม่มาเหลียวแลสักนิด งานก็ไม่มีทำ ที่สมัครงานไว้ก็ไม่มีติดต่อให้ไปสัมภาษณ์สักที่ …ได้แต่รอ รอ รอจะให้รอไปถึงศตวรรษไหนกัน”
เปมิกาจ้องหน้าตัวเองพร้อมกับพูดกับกระจกด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“แต่ฉันไม่มีวันแพ้แกหรอกเ้าโชคชะตาบ้าฉันจะต้องชนะเพราะฉันคือ แม่เปมิกาจอมอึด เนฟเวอร์ไดน์ ถึงโชคชะตาจะกลั่นแกล้งให้ฉันตกงานไร้อนาคตแต่อย่าหวังเลยว่าจะแกล้งฉันได้ตลอดไป สักวันต้องเป็ของฉัน ฮ่า ๆๆ”
และแล้วเปมิกาก็ไม่ต่างจากคนเสียสติ เสียงหัวเราะของหล่อนดังก้องอยู่ในห้อง และเล็ดรอดออกไปถึงห้องของน้องชาย ปัญญาได้ยินเสียงหัวเราะของพี่สาว เขาจึงเดินไปเอาหูแนบกับประตูห้องของเปมิกา
“พี่ป่าน…พี่อยู่กับใครน่ะ…”
ปัญญาตัดสินใจเคาะประตูพร้อมส่งเสียงถามเข้าไปแต่ไม่มีเสียงตอบ เขาเองก็รู้สึกแปลกใจกับพฤติกรรมของพี่สาวอยู่เหมือนกันนอกจากจะชอบเก็บตัวแล้วยังชอบพูดคนเดียวอีกด้วย
“ระวังอย่าปล่อยให้พี่สาวเอ็งอยู่คนเดียวนะมันจะคิดสั้น หรือไม่ก็อาจจะคิดมากจนเป็บ้าไปเลยก็ได้ รู้จักชวนพี่เอ็งพูดคุยบ้างนะ..”
คำเตือนของบิดาทำให้ปัญญาเริ่มกังวลว่าพี่สาวอาจจะเครียดจนเพี้ยนแล้วก็ได้
“โธ่..พี่ป่าน..นี่พี่บ้าไปแล้วจริงๆ หรือเนี่ย..ทำไงดีวะ..”
ปัญญาคิด แล้วเขาก็ตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาสิตาเพื่อนรักของพี่สาวโดยหวังว่าสิตาจะเป็ที่พึ่งช่วยพูดคุยให้เปมิกาคลายเครียดได้ดีกว่าเขาเป็แน่
“พี่ก็มีอาการไม่ต่างจากยัยป่านนักหรอกนะปอ...” สิตาสารภาพ
“คนตกงานต้องมีอาการแปลก ๆเก็บเนื้อเก็บตัวพูดอยู่คนเดียวแบบนี้ทุกคนเหรอครับ”
“ก็ไม่ทุกคนหรอก..แต่พวกพี่มันตกงานแบบจู่โจมก็เลยทำใจลำบากนิดหนึ่ง..พี่เองก็แค่
ซึมๆ คิดถึงอดีตที่เคยทำงานน่ะไม่ถึงกับพูดเพ้อเจ้อคนเดียวแบบยัยป่านหรอก..”
“ผมเป็ห่วงพี่ป่านจริง ๆนะพี่ตา..กลัวพี่ป่านจะเครียดจนสติแตกไปเสียก่อนน่ะสิครับ..”
“ความจริงการพูดคนเดียวก็เหมือนกับการระบายความอึดอัดในใจน่ะแหละ..ไม่มีอะไร
หรอกเดี๋ยวพี่ก็ว่าจะโทรไปชวนยัยป่านไปปฏิบัติธรรมอยู่พอดี..”
“ตอนนี้พี่ตาอยู่กรุงเทพฯหรือเปล่าครับ..”
“พี่เพิ่งกลับบ้านที่สุพรรณ…แต่ไม่ต้องห่วงนะปอเดี๋ยวพี่อาบน้ำเสร็จจะรีบโทรไปหา
ยัยป่านทันที…”
สิตารับปากทำให้ปัญญารู้สึกสบายใจขึ้น
นภาพร รู้สึกกระวนกระวายที่ธีรยุทธยังมาไม่ถึงที่สนามบินหล่อนมารอรับสมรพร้อมครอบครัวที่กำลังจะเดินทางมาถึงเมืองไทย หล่อนตั้งใจไว้แล้วว่าจะให้ธีรยุทธทำความสนิทสนมกับเอริคพี่เขยของหล่อน เพื่อจะได้มีลู่ทางในการทำธุรกิจที่ประเทศแคนาดา
“มาไม่ทันก็ไม่ต้องมาเรามากันสามคนพ่อแม่ลูกนี่ก็พอแล้ว…”
ปรางทอง บอกแก่ลูกสาวด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยชอบใจนักที่ธีรยุทธไม่ตรงต่อเวลา ปรางทองยอมรับว่าั้แ่ทราบข่าวกิจการของธีรยุทธกำลังจะปิดตัว หล่อนก็เริ่มเป็ห่วงอนาคตของลูกสาวชีวิตของปรางทองเคยยากจนมาก่อนจึงรู้รสชาติความจนเป็อย่างดีว่าขมขื่นเพียงใดนางจึงไม่อยากเห็นลูกต้องตกระกำลำบากกับผู้ชายที่กำลังจะเหลือแต่ตัวอย่างธีรยุทธ
ความจริง ปรางทอง ก็ไม่ได้รังเกียจว่าที่ลูกเขยคนนี้ แต่นางรักลูกต่างหากลูกของนางจะต้องได้รับสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต เหมือนกับสมรผู้เป็ลูกสาวคนโตที่แต่งงานไปกับชาวต่างชาติ ได้ดิบได้ดีมีความสุขและยังได้แบ่งปันความสุขนั้นมาให้ครอบครัว ด้วยการสร้างบ้านหลังใหญ่ซื้อรถให้อรรคพงษ์ ผู้เป็บิดา แล้วยังส่งเงินมาให้มารดาไม่เคยขาดจนปรางทองสามารถนำเงินไปออกกู้ได้เงินเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
ปรางทอง จึงคาดหวังว่านภาพรก็ต้องเจริญรอยตามพี่สาว ควรจะได้สามีที่ดีเช่นกัน ซึ่งในตอนแรกที่นางรับรู้ว่านภาพรคบหาอยู่กับ ธีรยุทธ นั้น นางก็คอยสนับสนุนอยากจะให้ทั้งคู่ได้ลงเอยกันโดยเร็ว แต่เมื่อฝ่ายชายมาประสบปัญหาทางธุรกิจจนถึงขั้นที่อาจจะต้องล้มละลายได้เช่นนี้ นางก็ต้องเปลี่ยนท่าที จากสนับสนุนมาเป็ฝ่ายคัดค้านไม่คิดที่จะส่งเสริมความรักของทั้งสองอีกต่อไป นางไม่ผิดที่คิดจะปกป้องลูกสาวให้ได้รับสิ่งที่ดีกว่าในเมื่อทั้งธีรยุทธกับนภาพรเป็เพียงคู่รักกันเท่านั้นยังไม่ได้แต่งงานกันย่อมมีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงได้
“ยัยหมอน กับ เอริค มาโน่นแล้ว…”
อรรคพงษ์ มีน้ำเสียงตื่นเต้นเมื่อเห็นลูกสาวเดินมาแต่ไกล
เอริค สามีของสมร จูงลูกสาววัยน่ารักมาหยุดตรงหน้าพ่อตาและแม่ยายแล้วเขาก็ยกมือไหว้ด้วยกิริยาแบบไทย ๆ ก่อนจะเข้าไปกอดอรรคพงษ์และปรางทองเป็การทักทายตามธรรมเนียมของเขาด้วย
เมื่อทุกคนทักทายกันครบแล้ว สมรก็หันไปพูดกับชายหนุ่มชาวต่างชาติที่เดินตามมาเขาอยู่ในวัยเดียวกับเอริค และมีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาตามแบบฉบับชายชาวยุโรป
“พ่อจ๋า แม่จ๋า…นี่ มิสเตอร์มาร์คค่ะ เป็เพื่อนกับเอริคตามมาเที่ยวเมืองไทยด้วย…”
สมร บอกพร้อมกับแอบสบตามารดาอย่างรู้กัน ปรางทองยิ้มอย่างพอใจ
มาร์ค ยกมือไหว้อรรคพงษ์ และ ปรางทองอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ตามประสาชาวต่างชาติที่ไม่คุ้นเคยกับการไหว้แบบไทย ๆแต่ทั้งสองก็ไม่ถือสากลับมองเห็นเป็กิริยาที่น่ารักไป
“แมว..รู้จักกับมาร์คเอาไว้..เพราะพี่บอกไปแล้วว่าจะให้แมวเป็คนพาเขาไปเที่ยว”
สมร หันมาบอกกับน้องสาว ทำให้นภาพรรีบยิ้มให้กับแขกของพี่สาว ทั้งที่ไม่รู้มาก่อนว่าจะมีแขกพิเศษติดตามมาด้วยเพราะพี่สาวหล่อนไม่ได้บอกมาล่วงหน้า
“คุณสวยกว่ารูปที่พี่สาวคุณให้ผมดูเสียอีก…”
มาร์ค ส่งภาษาของเขากล่าวชมนภาพร
“พี่หมอน…เอารูปของแมวให้เขาดูด้วยหรือคะ…”
นภาพรหันไปถามพี่สาว
“อ๋อ…ก็รูปที่แม่ส่งไปให้ไง…ที่ถ่ายพร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัวน่ะ…”
นภาพร จึงพยักหน้าเข้าใจ หล่อนสังเกตเห็นว่าแขกพิเศษของพี่สาวกับพี่เขยดูจะให้ความสนใจในตัวหล่อนมากเป็พิเศษ ดูได้จากแววตาของเขาที่มองหล่อนด้วยความชื่นชมตลอดเวลา
“ว่าไงจ๊ะหลานคนสวย….มาให้น้ากอดให้ชื่นใจหน่อยสิ…”
นภาพรก้มตัวไปพูดภาษาอังกฤษกับลูกสาวของสมรพร้อมกับกอดน้องจีน่า ด้วยความเอ็นดูเด็กสาวลูกครึ่งที่หน้าตาน่ารักเหมือนตุ๊กตายืนทำหน้างงๆ แต่ก็ยอมให้น้าสาวกอดแต่โดยดี
“แม่ว่ารถคันเดียวคงนั่งกันไม่หมดแน่เลย…เอางี้..ให้มาร์คนั่งรถไปกับยัยแมวก็แล้วกันพร้อมกับบรรทุกกระเป๋าทุกใบไปด้วยส่วนพ่อกับแม่ เอริค น้องจีน่าแล้วก็หมอนเราไปแท็กซี่กัน…” ปรางทองรีบเป็คนจัดแจงทันที
“รอรถของธีมอีกคันดีกว่าค่ะแม่…เดี๋ยวธีมก็ใกล้จะถึงสนามบินแล้ว…”
นภาพรบอกมารดา พร้อมกับยกนาฬิกาข้อมือดูด้วยสีหน้าไม่สบายใจที่ธีรยุทธมาไม่ทันเวลา
“ไม่รงไม่รอแล้ว…คนไม่รู้จักรักษาเวลาไม่รู้จะคอยไปทำไมเสียเวลา…คนเป็นักธุรกิจทำตัวแบบเนี้ยบริษัทถึงได้เจ๊ง”
“แม่!…”
นภาพรเรียกชื่อมารดาเสียงดังด้วยความไม่ชอบใจ
“คุณก็พูดอะไรก็ไม่รู้….คนเรามันก็มีพลาดกันได้…” อรรคพงษ์ติงภรรยา
“ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย..ทำมารุมทั้งพ่อทั้งลูกเชียว…เอ๊า..ไปกันได้แล้ว…”
“รออีกสักนิดก็ไม่เห็นจะเป็ไรนี่นา…ยังไงธีมเขาก็อุตส่าห์มา”
อรรคพงษ์ดูจะเข้าข้างว่าที่ลูกเขยคนเล็กอยู่ไม่น้อยเขารู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมนักที่เวลานี้ภรรยาของเขาทำท่าจะกีดกันธีรยุทธ ออกไปให้พ้นทางลูกสาวทั้งที่ก่อนหน้านี้มีแต่ความชื่นชม
ยินดี
“คุณจะรอก็รอไปคนเดียวเถอะค่ะ…ไปลูก..เราขนกระเป๋าไปที่รถของยัยแมวกันก่อน..”
เมื่อปรางทองเป็ผู้นำเช่นนั้นจึงไม่มีใครกล้าขัด
นภาพร แอบโทรศัพท์ไปบอกธีรยุทธด้วยความไม่สบายใจแต่ธีรยุทธก็ตอบมาว่า
“ธีมรีบมาแล้วนะแมว…แต่พอดีมันมีรถชนกันอยู่ข้างหน้ารถก็เลยติดกันยาวเลย…”
ธีรยุทธ มีน้ำเสียงไม่สบายใจเช่นกันที่ไม่สามารถมาตามนัดหมายได้ตรงเวลา
“แมวเข้าใจธีมค่ะ…ตอนนี้พี่หมอนก็มาถึงแล้วพวกเขาอยากจะกลับบ้านกันเร็วๆ เอาเป็ว่าธีมก็ไม่ต้องมาที่สนามบินแล้ว…เอาไว้พรุ่งนี้ธีมค่อยไปหาแมวที่บ้านจะได้พาครอบครัวพี่หมอนไปเที่ยวกันนะคะ”
ธีรยุทธ จึงเลี้ยวรถกลับบ้านทันทีหลังจากที่นภาพรบอกว่ากำลังจะออกจากสนามบินกันแล้วเขาขับรถออกไปยังเส้นทางใหม่หวังจะหลีกเลี่ยงการจราจรที่แออัด แต่เขาคิดผิด เพราะเส้นทางใหม่ที่เลือกไปติดพอกัน ซึ่งระหว่างที่รถติดอยู่เส้นทางนั้นเขาก็อดเหลียวมองขึ้นไปบนตึกสูงของคอนโดข้างทางไม่ได้ เพราะเคยมาส่ง เปมิกา ที่นี่
เขานั่งหลับตาด้วยความง่วงเมื่อรถติดเป็เวลานาน กระทั่งลืมตาขึ้นมาอีกทีสายตาเขาก็ไปปะทะเข้ากับร่างบางระหงส์ของเปมิกาที่กำลังเดินออกมาจากคอนโด และกำลังจะข้ามถนนโดยเดินผ่านด้านหน้ารถของเขา ทำให้เขาไขกระจกรถพร้อมกับร้องเรียกชื่อหล่อนออกไป
เปมิกา หันหาคนที่เรียกชื่อหล่อนเมื่อเห็นว่าธีรยุทธโบกมือเรียก หล่อนก็ชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะยิ้มให้กับเขาไป
“ขึ้นรถสิครับคุณป่าน…”
“เอ้อ..ป่าน..”
เปมิกา ทำมือชี้ไปฝั่งตรงข้ามทำนองว่าจะข้ามถนน
“เร็วสิครับ..คุณป่าน..”
ธีรยุทธเร่งเร้าเมื่อเห็นว่ารถคันหน้ากำลังจะเคลื่อนไปเปมิกาจึงวิ่งมาขึ้นรถตามคำเร่งของเขาด้วยความใ คล้ายคนป้ำ ๆ เป๋อ ๆ
“คุณป่านกำลังจะไปไหนครับ…”
ธีรยุทธถามผู้โดยสารสาวที่เข้ามานั่งรถของเขาเหมือนคนถูกบังคับ เขาอยากจะขำท่าทางของเปมิกาอยู่เหมือนกัน แต่คนที่น่าขำควรจะเป็เขาเองเสียมากกว่า
“แล้วคุณธีมล่ะคะกำลังจะไปไหน แล้วทำไมต้องเรียกป่านขึ้นรถด้วย…”
“ผมไม่รู้จะไปไหนเหมือนกันพอดีเหลือบไปเห็นคุณป่านเข้า ก็เลยเรียกไว้ก่อน…”
คำตอบของเขาถึงกับทำเปมิกาขำไม่ออกหรือว่าเขาจะเซ็งชีวิตเหมือนกับหล่อนในตอนนี้ที่ไม่ค่อยจะมีสติอยู่กับตัวนัก น้องชายของหล่อนก็เป็ห่วงหล่อนอยู่มากถึงกับโทรศัพท์ไปบอกสิตา และสิตาก็ชวนหล่อนไปวัดเพื่อฝึกปฏิบัติธรรมให้จิตใจสงบไม่ฟุ้งซ่าน
“คงไม่รังเกียจนะครับคุณป่าน ถ้าผมจะขออาสาไปส่งคุณป่าน…”
“ไปส่งป่าน…ที่ไหนคะ…”
เปมิกาทำหน้าตาเหลอหลาจนธีรยุทธอดยิ้มไม่ได้
“อ้าว..แล้วคุณป่านกำลังจะไปไหนล่ะครับ…”
เขาถามเสียงกลั้วหัวเราะ
“อ๋อ..นึกออกแล้วขอโทษค่ะพอดีป่าน่นี้เบลอไปหน่อย”
“ผมก็ว่าคุณป่านดูแปลกไปนะครับ..ยังไงก็พยายามดูแลตัวเองหน่อยนะครับอย่าให้เบลอมาก”
“น้องชายของป่านก็พูดเหมือนคุณธีมนี่แหละค่ะ.ป่านก็พยายามรวมรวมสติอยู่ค่ะ ถึงต้องนัดเพื่อนไปที่วัดไงคะไปฝึกนั่งสมาธิให้จิตนิ่งน่ะค่ะ”
“คุณป่านจะเข้าวัดหรือครับ…มิน่าล่ะถึงได้ใส่ชุดขาวผมก็เพิ่งสังเกตเห็น”
ธีรยุทธมองคนนั่งข้าง ๆ ด้วยใบหน้าเปือนยิ้มที่เห็น เปมิกาใส่เสื้อยืดคอกลมสีขาว และกางเกงขายาวสีขาว
“คุณป่านตกงานแล้วคิดมากจนต้องหาที่พึ่งแล้วหรือครับ..ความจริงผมก็น่าจะหาที่พึ่งทางใจแบบคุณบ้างก็ดีเหมือนกันจะได้ปลงกับชีวิตบ้าง…ตกลงไปวัดไหนครับผมจะได้ไปด้วย”
ธีรยุทธหันมาถามเปมิกา