แสงอรุณยามเช้าตรู่สาดส่องลงมากระทบยอดหญ้าที่ยังเปียกชื้นด้วยน้ำค้าง หลี่อ๋องในชุดขุนนางเต็มยศสีน้ำเงินเข้มปักลายพยัคฆ์ ก้าวเดินออกจากเรือนพักด้วยฝีเท้าหนักแน่นและรวดเร็ว เพื่อเตรียมตัวเข้าวังไปสะสางราชกิจ
ทว่าเมื่อเดินผ่านสวนหินด้านหลังจวน สายตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวก็เหลือบไปเห็นความผิดปกติที่พุ่มไม้ใหญ่ริมกำแพง
เงาร่างบอบบางในชุดสีกลีบบัวกำลังนั่งยองๆ หลบซ่อนตัวอยู่อย่างมีพิรุธ นางหันซ้ายแลขวาด้วยท่าทางระแวดระวัง ราวกับกลัวว่าใครจะมาเห็นเข้า
ไป๋ลั่ว?
หลี่หยางหรี่ตาลง รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก
'นางแอบมาทำลับๆ ล่อๆ อะไรตรงนี้แต่เช้า? หรือว่าจะแอบนัดแนะส่งข่าวให้สายลับของพ่อนาง?'
ความคิดระแวงครอบงำจิตใจ แม่ทัพหนุ่มรีบสาวเท้าเข้าไปใกล้อย่างเงียบเชียบ อาศัยทักษะวรยุทธ์เร้นกายไปหลังต้นไม้ใหญ่ หมายจะจับนางให้ได้คาหนังคาเขา จะได้ลากตัวนางไปลงโทษฐานสมคบคิดกับศัตรูให้สาสม
"อยู่นิ่งๆ นะเด็กดี..."
เสียงหวานใสที่แ่เบาดังแว่วมาเข้าหู หลี่หยางชะงักฝีเท้า คิ้วเข้มขมวดมุ่นเมื่อน้ำเสียงนั้นช่างแตกต่างจากยามที่นางคุยกับเขา มันไม่ได้สั่นเครือด้วยความกลัว และไม่ได้เจือสะอื้นด้วยความเ็ป แต่มันเต็มไปด้วยความเมตตาและอ่อนโยนอย่างประหลาด
เขาค่อยๆ ชะโงกหน้าออกไปดู และภาพที่เห็นก็ทำให้ความดุดันในแววตาของเขาเปลี่ยนเป็ความประหลาดใจวูบหนึ่ง
ไป๋ลั่วไม่ได้กำลังพบนัดแนะสายลับ หรือแอบซ่อนจดหมายลับแต่อย่างใด
ในอ้อมแขนของนางมีสุนัขจรจัดตัวมอมแมมผอมโซตัวหนึ่ง ขาหลังของมันมีเืไหลซึมจากาแฉกรรจ์ดูน่าเวทนา หญิงสาวไม่แสดงท่าทีรังเกียจความสกปรกนั้นแม้แต่น้อย นางกำลังใช้มือเรียวเล็กที่ปลายนิ้วพันผ้าไว้ ค่อยๆ ทำแผลให้มันอย่างทุลักทุเล
แคว่ก!
เสียงฉีกผ้าดังขึ้นเบาๆ หลี่หยางเบิกตากว้างเล็กน้อยเมื่อเห็นไป๋ลั่วฉีกชายแขนเสื้อผ้าไหมราคาแพงของตนเองออกมาโดยไม่เสียดาย เพื่อนำมาพันแผลห้ามเืให้เ้าสัตว์ตัวนั้น
"เจ็บหน่อยนะ... อดทนหน่อย" นางกระซิบปลอบโยน ลูบหัวมันเบาๆ เมื่อเ้าสุนัขส่งเสียงครางหงิงๆ
นิ้วมือที่เจ็บระบมของนางสั่นเทาเล็กน้อยยามที่ต้องออกแรงผูกปมผ้า แต่นางก็กัดฟันทำจนเสร็จ ไป๋ลั่วโอบกอดเ้าสุนัขมอมแมมตัวนั้นไว้แนบอก ซุกใบหน้าหวานลงกับขนที่เปรอะเปื้อนดินโคลน ราวกับกำลังหาที่พึ่งพิงทางใจ
"เจ็บใช่ไหม..." นางเอ่ยกับมันด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือและเศร้าสร้อย "ข้ารู้ว่าเ้าเจ็บ... ข้าเองก็เจ็บเหมือนเ้า..."
หลี่หยางที่แอบฟังอยู่รู้สึกเหมือนมีบางอย่างกระตุกวูบในอก คำว่า 'ข้าเองก็เจ็บ' ของนางฟังดูบาดลึกยิ่งกว่าคำตัดพ้อใดๆ
"แต่เราต้องอดทนมีชีวิตอยู่ต่อไปนะ..."
นางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่มีแสงตะวันเริ่มสาดส่อง แววตาที่คลอหน่วยด้วยน้ำตานั้นดูเด็ดเดี่ยวแต่ก็เปราะบางจนน่าใจหาย
"ต่อให้โลกนี้จะโหดร้ายกับเราแค่ไหน ต่อให้ใครจะมองไม่เห็นค่าของเรา... แต่เราก็ต้องหายใจต่อไป เข้าใจไหม?"
เ้าสุนัขเลียแก้มของนางเบาๆ ราวกับรับรู้ความรู้สึก ไป๋ลั่วยิ้มออกมาทั้งน้ำตา เป็รอยยิ้มที่บริสุทธิ์และงดงามที่สุดเท่าที่หลี่หยางเคยเห็น
แม่ทัพหนุ่มยืนนิ่งงันอยู่หลังต้นไม้ ความคิดในหัวตีกันยุ่งเหยิง
'สตรีมารยาเช่นนางจะมีความเมตตาต่อสัตว์ชั้นต่ำถึงเพียงนี้เชียวรึ? หรือนี่เป็เพียงละครฉากหนึ่ง? แต่ถ้านางแสดงละคร นางจะแสดงให้ใครดูในที่ลับตาคนเช่นนี้?'
ความสับสนตีตื้นขึ้นมาในใจ เขามองดูหญิงสาวที่เขาตราหน้าว่าเป็นางจิ้งจอกร้อยเล่ห์ กำลังมอบความรักให้สิ่งมีชีวิตที่ไม่มีใคร้า ภาพนั้นมันขัดแย้งกับข้อกล่าวหาในใจเขาอย่างสิ้นเชิง จนทำให้ความเกลียดชังที่เคยตั้งตระหง่านเริ่มมีรอยร้าวเล็กๆ
หลี่หยางตัดสินใจไม่ปรากฏตัว เขาหมุนตัวเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ ทิ้งให้ไป๋ลั่วอยู่กับความอ่อนโยนเพียงลำพัง ทว่าตลอดทางเดินไปขึ้นรถม้า คำพูดของนางยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเขาไม่จางหาย
แสงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลง ทาบทับเงาสีส้มแดงไปทั่วห้องหนังสือในจวนแม่ทัพ หลี่หยางนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ หลับตาลงเพื่อนวดขมับที่เต้นตุบๆ ภาพรอยยิ้มเศร้าๆ ของไป๋ลั่วที่มอบให้สุนัขจรจัดเมื่อเช้ายังคงตามหลอกหลอนเขาไม่เลิก
‘เราต้องอดทนมีชีวิตอยู่ต่อไปนะ...’
คำพูดนั้นทำให้กำแพงน้ำแข็งในใจเขาเริ่มสั่นคลอน หรือที่ผ่านมาเขาจะมองนางผิดไป? หรือนางอาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เขาคิด...
"ขออนุญาตรายงานขอรับท่านอ๋อง!"
เสียงขององครักษ์จางดังขึ้นขัดภวังค์ความคิด หลี่หยางลืมตาขึ้น ปรับสีหน้าให้กลับมาเคร่งขรึมเ็าดั่งเดิม
"เข้ามา"
องครักษ์หนุ่มก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับถาดไม้ที่มีห่อกระดาษสมุนไพรวางอยู่ สีหน้าของเขาดูหนักใจและลำบากใจที่จะเอ่ยปาก
"ได้เื่แล้วหรือ? ใครเป็คนวางยาข้า" หลี่หยางถามเสียงเรียบ สายตาจ้องมองหลักฐานบนถาดเขม็ง
"ทูลท่านอ๋อง... สายสืบของเราตรวจพบห่อสมุนไพรนี้ถูกซุกซ่อนอยู่ในห้องพักของสาวใช้เรือนหลังขอรับ เมื่อนำไปให้หมอหลวงตรวจสอบ ก็พบว่ามันคือผงรากโลหิตซึ่งเป็ส่วนผสมหลักที่ทำให้ยาปลุกกำหนัดทั่วไปกลายสภาพเป็พิษเหมันต์รัญจวนที่รุนแรง"
"ห้องของใคร?" หลี่หยางถามเสียงต่ำ ั์ตาวาวโรจน์ขึ้นมาทันที
องครักษ์จางก้มหน้าลงต่ำ
"…ห้องของเสี่ยวชุ่ยสาวใช้คนสนิทที่ติดตามฮูหยินมาั้แ่เด็กขอรับ"
ชื่อนั้นเปรียบเสมือนค้อนเหล็กที่ทุบทำลายความรู้สึกดีๆ เมื่อเช้าจนแหลกละเอียด
"เสี่ยวชุ่ย..." หลี่หยางทวนชื่อนั้นด้วยความขมขื่น "นางสารภาพหรือไม่?"
"นางยังไม่รู้ตัวว่าเราค้นเจอขอรับ แต่สายของเราแอบได้ยินนางบ่นพึมพำด้วยความสำนึกผิดอยู่หลายครั้งว่า... ข้าขอโทษฮูหยิน ข้าแค่อยากช่วยให้ท่านอ๋องหันมาสนใจท่าน ไม่คิดว่ามันจะกลายเป็แบบนี้'"
องครักษ์รายงานตามตรง แต่สำหรับหลี่หยางที่กำลังมีอคติ เขาตีความคำพูดนั้นไปในทางที่เลวร้ายที่สุด
ปัง!
ฝ่ามือหนาฟาดลงบนโต๊ะจนถ้วยชาะเื
"อยากช่วยให้ข้าหันมาสนใจงั้นรึ? หึ... ช่างเป็บ่าวที่จงรักภักดีเสียจริง!"
หลี่หยางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินวนไปมาด้วยโทสะที่ปะทุขึ้นมาใหม่ ความสงสารที่เริ่มก่อตัวเมื่อเช้ามลายหายไปจนสิ้น แทนที่ด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์
ในความคิดของเขา เสี่ยวชุ่ยเป็เพียงบ่าวตัวเล็กๆ จะไปกล้าทำเื่ใหญ่โตเช่นนี้โดยพลการได้อย่างไร? หากไม่มีใครบางคนคอยหนุนหลังหรือเป่าหูว่า้าความรักจากเขา
"แผนสูงนักนะไป๋ลั่ว..." เขาคำรามในลำคอ "เ้าคงไปคร่ำครวญบีบน้ำตากับสาวใช้ ว่าผัวไม่รัก ผัวไม่สนใจ จนสาวใช้ของเ้าต้องวิ่งโร่ไปหายาต่ำๆ มามอมเมาข้า เพื่อหวังให้ข้าหลงใหลในตัวเ้าสินะ"
"ท่านอ๋องจะให้จับตัวเสี่ยวชุ่ยมาสอบสวนเลยหรือไม่ขอรับ?"
"ไม่ต้อง!" หลี่หยางยกมือห้าม รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมปาก "จับปลาซิวปลาสร้อยไปก็ไร้ประโยชน์ ในเมื่อตัวการใหญ่ยังลอยหน้าลอยตาเสแสร้งทำตัวน่าสงสารอยู่"
เขามองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าเริ่มมืดมิดลงแล้ว ...ได้เวลาสำหรับราตรีที่ห้า
"คืนนี้... ข้าจะไปสอบสวนนายหญิงของมันด้วยตัวเอง"
หลี่หยางเอ่ยเสียงพร่าที่เต็มไปด้วยความคุกรุ่น
"ข้าอยากจะรู้นักว่า ถ้านางรู้ว่าข้ารู้ความจริงเื่นี้แล้ว... นางจะยังแสร้งทำตัวเป็แม่พระผู้เมตตาได้อีกหรือไม่!"