เทพสงครามสายเลือดมังกร

    ตอนที่ 78 ห้วงมิติขนาดเล็ก

    เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ หลงเฉินค่อนข้างสับสน  เพราะเขารู้เพียงว่าตระกูลหลิงอู่เป็นตระกูลที่ทรงอำนาจสูงสุดในนครหยวนหลิง  เขาจึงมุ่งหน้ามายังนครหยวนหลิงและเข้าร่วมกับตระกูลนี้โดยตรง


    ในความเป็นจริงแล้ว แม้แต่ในนครหยวนหลิง ผู้คนทั่วไปต่างก็รับรู้ถึงความจริงข้อนี้อย่างคลุมเครือเท่านั้น นั่นเป็นสาเหตุที่เมื่อกานหลินเอ่ยถึงถึงเรื่องนี้ขึ้นมา  จิตใจของหลงเฉินจึงงุนงงไปหมด


    กานหลินรู้ว่าหลงเฉินไม่ได้มาจากนครหยวนหลิง ดังนั้นเขาจึงอธิบายทุกอย่างให้ละเอียดมากขึ้น


    “ทุกคนต่างรู้ดีว่าตระกูลหลิงอู่ของเราเป็นผู้ปกครองนครหยวนหลิง  พวกเราได้สร้างศาลากลางและศาลาหมู่บ้านไว้รอบนครหยวนหลิง ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นของผู้ใต้บังคับบัญชาของตระกูลหลิงอู่ ก็เหมือนกับตระกูลหยางของเจ้านั่นล่ะ ข้าเชื่อว่าพวกเขาเพิ่งตั้งตัวเป็นเจ้าเมืองใช่ไหม?”


    หลงเฉินพยักหน้า


    “เป็นอย่างที่ท่านว่าจริง ๆ”


    กานหลินเล่าต่อ


    “นครหยวนหลิงนั้นกว้างใหญ่ไพศาล มีเรื่องมากมายเกิดขึ้นไม่เว้นวัน ทั้งโจรปล้นฆ่า ขโมยม้า และเรื่องอื่น ๆ เมื่อเจ้าเมืองไม่สามารถจัดการได้ พวกเขาก็จำต้องพึ่งพากำลังของเหล่าคนนอกของตระกูลหลิงอู่”


    เมื่อกานหลินอธิบาย หลงเฉินจึงเข้าใจได้ในที่สุด


    ตระกูลหลิงอู่เป็นเหมือนกับผู้ปกครอง ในขณะที่เหล่าคนนอกตระกูลเป็นเหมือนผู้ใต้บังคับบัญชา คอยช่วยพวกเขาจัดการเรื่องต่าง ๆ เพื่อให้พวกเขาสามารถรักษาอำนาจการปกครองไว้ได้อย่างมั่นคงด้วยอิทธิพลอันแข็งแกร่ง


    กานหลินมองออกไปที่ด้านนอกประตู ดวงตาของเขาหรี่เล็กลง


    “เหล่ามรกตของพวกเราดูแลรับผิดชอบเรื่องการดูแลความสงบและความเป็นอยู่ของนครหยวนหลิง  ภายในเหล่ามรกตมีอาคารขนาดใหญ่ที่เรียกว่า ‘หอภารกิจ’ ตระกูลหลิงอู่ของเรามีเครือข่ายข่าวกรองที่ล้ำเลิศ นั่นก็หมายความว่าพวกเราจะมีงานมากมายที่ประกาศในหอภารกิจในทุก ๆ วัน ตราบใดที่เจ้าเป็นคนของตระกูลหลิงอู่ เจ้าก็สามารถรับภารกิจจากหอภารกิจได้ เมื่อทำสำเร็จก็จะได้รับรางวัลเป็นการตอบแทน อันที่จริงแล้ว... ตระกูลอาจเป็นผู้มอบหมายภารกิจให้เจ้าโดยตรงและสั่งให้เจ้าปฏิบัติหน้าที่ให้สำเร็จลุล่วง พวกเจ้าที่เป็นผู้ติดตามระดับสี่จะต้องทำภารกิจในระดับสี่อย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้งเพื่อเลี่ยงไม่ให้ถูกไล่ออกจากตระกูลหลิงอู่ และเช่นเดียวกัน ผู้ติดตามระดับสามก็ต้องทำภารกิจระดับสามในทุก ๆ เดือนเช่นกัน!”


    “ภารกิจบางอย่างก็เป็นข้อบังคับที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ อย่างไรก็ตาม พวกเจ้าไม่ควรถือโทษโกรธเคืองใด ๆ และต้องรู้ว่าในตระกูลหลิงอู่พวกจะได้รับรางวัลสำหรับผลงานและความดีความชอบของเจ้า ตระกูลหลิงอู่ของเรามีทรัพยากรนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นทักษะยุทธ์ อาวุธศักดิ์สิทธิ์ หรือน้ำทิพย์ แต่เจ้าต้องทำความดีความชอบครั้งใหญ่ให้กับตระกูลพวกเจ้าถึงจะได้รับรางวัลที่ว่า สำหรับคนตระกูลหลิงอู่แล้ว คุณค่าของสิ่งของเหล่านี้ไม่สามารถตีค่าเป็นหยกศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างที่คนนอกพึงกระทำ  พวกเขาจะไม่สามารถซื้อหาสินค้าของตระกูลหลิงอู่ด้วยหยกศักดิ์สิทธิ์ หากเจ้าต้องการสิ่งใด เจ้าต้องแลกมาด้วยผลงาน  ทุกครั้งที่ทำภารกิจเสร็จสิ้น จะมีผู้เชี่ยวชาญมาทำการประเมินผลงานของเจ้า สกุลเงินที่สำคัญที่สุดในตระกูลหลิงอู่ก็คือคะแนนผลงานที่ได้รับ”


    “และทุกอย่างก็สามารถแลกมาด้วยคะแนนผลงาน  ยิ่งมีคะแนนมากเพียงใด พวกเจ้าก็จะสามารถแลกทรัพยากรได้มากขึ้นเท่านั้น  ตระกูลหลิงอู่ของพวกเรามีทรัพยากรอย่างล้นหลามต่อให้เทียบกับสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งก็ตาม และทรัพยากรที่ว่านี้เจ้าก็สามารถแลกเปลี่ยนภายในตระกูลได้ง่ายกว่า และมีราคาถูกกว่าที่เจ้าจะได้มาจากการใช้หยกศักดิ์สิทธิ์ซื้อจากพวกคนนอก”


    เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของหลงเฉินก็ลุกโชน ขณะที่หลงเฉินถูกปลุกเร้าด้วยจำนวนทรัพยากรที่มากมายและความยิ่งใหญ่ของตระกูลหลิงอู่  เขายังคิดไปถึงสมุนไพรที่สามารถบำรุงวิญญาณได้  ตระกูลขนาดใหญ่เช่นนี้จะต้องมีไว้ในครอบครองบ้างอย่างแน่นอน


    ‘ตราบใดข้าทำความดีความชอบให้ตระกูล ข้าก็จะได้สมุนไพรมาเช่นนั้นหรือ? และไม่จำเป็นต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อหาเงินอีกแล้ว?’


    ระบบคะแนนผลงานนี้ทำให้หลงเฉินรู้สึกประหลาดใจและพอใจอย่างมาก


    ในความเป็นจริงแล้ว แม้จะเป็นตระกูลหยาง  หากทำความดีความชอบให้กับตระกูลก็ย่อมได้รับรางวัลเช่นกัน  แต่ไม่มีระบบระเบียบในเรื่องนี้  ทุกอย่างขึ้นอยู่กับผู้นำตระกูลเท่านั้นและไม่มีใครมีอำนาจเข้าไปแทรกแซงได้  แต่ตระกูลหลิงอู่กลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง  เมื่อกลุ่มอิทธิพลขนาดใหญ่เช่นนี้กระตุ้นให้ทุกคนทำงานอย่างขยันขันแข็งเพื่อสิ่งที่พวกเขาปรารถนามากที่สุด!


    หลงเฉินรู้สึกชื่นชมในใจ


    ‘ตระกูลหลิงอู่นี่ไม่ธรรมดาจริง ๆ คนที่เพิ่งเข้าร่วมเหล่านอกตระกูลอาจไม่จงรักภักดีมากพอและไม่ทุ่มเทแรงกายแรงใจทำงานให้พวกเขา แต่ด้วยการเพิ่มระบบนี้เข้ามา  ทุกคนจะไม่เสี่ยงชีวิตเพื่อทำภารกิจให้สำเร็จเชียวหรือ?’


    เมื่อพูดจบ กานหลินก็ถามขึ้น


    “พวกเจ้าทั้งห้าคนเข้าใจในสิ่งที่ข้าพูดหรือไม่?”


    หลงเฉินและคนอื่น ๆ ต่างพยักหน้า จากนั้นคนผู้หนึ่งได้เอ่ยปากถาม


    “พี่กาน แล้วพวกเราจะได้คะแนนผลงานในรูปแบบใดหรือ?”


    กานหลินชะงักไปจากนั้นก็หัวเราะ


    “โอ้ ข้าลืมบอกพวกเจ้าไป”


    เขาเอาตราที่ทำจากหยกสีขาวออกมาจากถุงมิติ  ทันใดนั้น พลังปราณก็เปล่งแสงออกมา ตรานั้นทำจากหยกศักดิ์สิทธิ์!


    “นี่เป็นตราสัญลักษณ์แสดงตัวที่สมาชิกของตระกูลหลิงอู่ทุกคนต้องมี เจ้าเห็นสัญลักษณ์ที่ด้านหลังหรือไม่ มันบันทึกรายละเอียดส่วนตัวของพวกเจ้าเอาไว้ ทั้งระดับพลัง พื้นเพ และรายละเอียดอื่น ๆ แต่แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือคะแนนผลงาน  เพราะเหตุนี้เมื่อเจ้าได้รับภารกิจหรืออยากจะแลกกับทรัพยากรพวกเจ้าจึงต้องใช้ตรานี้ ปกติแล้วพวกเจ้าแค่ต้องทำใจให้สงบ วางฝ่ามือไว้บนตราและถ่ายเทพลังปราณเพียงเล็กน้อย จากนั้นรายละเอียดต่าง ๆ ที่ว่าก็จะปรากฏขึ้นมา”


    บางครั้งความอัศจรรย์เช่นนี้ก็ทำให้หลงเฉินต้องยอมรับว่าหลิงซีพูดถูกเรื่องที่เขาเป็นกบในกะลา


    เขาสนใจตราสัญลักษณ์นั้นมาก ดังนั้นจึงเอ่ยถาม


    “แล้วพวกเราจะได้ตราสัญลักษณ์นั่นเมื่อใดรึ?”


    กานหลินยิ้มและพูดต่อ


    “มีคนกำลังทำตราพวกนั้นให้อยู่ พวกมันจะมาถึงในอีกไม่ช้า ทันทีที่เจ้าได้รับตราสัญลักษณ์เจ้าจะได้เป็นคนของตระกูลหลิงอู่อย่างเป็นทางการ  และกลุ่มทั่วไปในเมืองก็จะไม่กล้าท้าทายเจ้าอย่างเปิดเผยอีกต่อไป”


    ตระกูลหลิงอู่มีภูมิหลังที่แข็งแกร่งซึ่งเปรียบได้กับอาณาจักรเลยทีเดียว!


    หลงเฉินสัมผัสได้ถึงคลื่นความรู้สึกที่ถาโถมอยู่ในหัวใจของพวกเขา


    เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มทั้งห้าพยายามสะกดกลั้นความกระตือรือร้นของตนเองเอาไว้ กานหลินก็ส่ายศีรษะและไม่พูดอะไรอีก  หลังจากเฝ้ารออยู่ครู่หนึ่งเขาก็เอ่ยขึ้น


    “พวกเจ้าควรจำสถานที่สำคัญ ๆ ไว้บ้างก็ดี แห่งแรกก็คือหอภารกิจซึ่งเป็นที่ที่พวกเจ้ารับและส่งมอบภารกิจ แห่งที่สองคือศาลาแลกสมบัติที่ซึ่งพวกเจ้าสามารถแลกเปลี่ยนทรัพยากรได้  พวกเจ้าทุกคนสามารถใช้สถานที่ทั้งสองแห่งได้ แต่แห่งที่สามคือสนามฝึกซ้อม พวกเจ้าต้องบรรลุระดับแก่นศักดิ์สิทธิ์เสียก่อนถึงจะเข้าไปได้”


    “สนามฝึกซ้อมรึ?”


    สิ่งนี้กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของหลงเฉินขณะที่เขาถามขึ้นอย่างรวดเร็ว


    “พี่กาน ท่านบอกข้าเกี่ยวกับสถานฝึกซ้อมมากกว่านี้จะได้หรือไม่?”


    การที่หลงเฉินมีความสนใจในเรื่องนี้พิสูจน์ให้เห็นถึงความทะเยอทะยานอันแรงกล้าของเขา


    เมื่อเห็นสายตาเป็นประกายของเด็กหนุ่ม กานหลินแอบคิดในใจ


    ‘เขาบรรลุขอบเขตชีพจรมังกรเพียงขั้นแปดแต่สามารถใช้ทักษะยุทธ์ในระดับอำพันขั้นกลางได้ ความจริงแล้วไม่เคยมีใครในเหล่ามรกตทำเช่นนั้นได้เลย ผู้คุมกฎแสดงความสนอกสนใจเขาเป็นพิเศษและเขายังเป็นแรงจูงใจที่ยอดเยี่ยม  หวังว่าเขาจะยังมีแรงจูงใจเช่นนี้อยู่หลังจากผ่านปีแรกไป...’


    ด้วยเหตุนี้ กานหลินจึงยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้น


    “ก็ได้ ข้าจะบอกเจ้าอีกสักหน่อย ตระกูลหลิงอู่ของเราจะมี ‘ห้วงมิติ’ ของตัวเอง ทางเข้าทุกทางอยู่ในเมืองหลิงอู่ และเหล่าคนนอกทั้งเก้าเหล่าต่างมีทางเข้าของตัวเองเช่นกัน ชื่อของห้วงมิตินั้นก็คือ มิติห้วงนภา”


    เมื่อเห็นสายตาที่ว่างเปล่าของพวกเขา กานหลินถึงกับยิ้ม 


    “ดูเหมือนว่าพวกเจ้าจะไม่รู้ว่าห้วงมิติขนาดเล็กคืออะไรสินะ? มันก็เหมือนกับถุงมิติที่พวกเจ้าถืออยู่นั่นล่ะ มิติที่อยู่ในนั้นไม่ได้อยู่ในภพนี้  เช่นนั้นแล้วห้วงมิติขนาดเล็กนี้ก็สามารถจินตนาการได้ว่ามันเป็นถุงมิติขนาดมหึมา และมันไม่ได้อยู่ในภพนี้เช่นกัน แต่ทว่ามันบรรจบกับห้วงมิติขนาดเล็กในทวีปของเรา มิติห้วงนภานั้นมีขนาดเท่ากับนครหยวนหลิง  ภายในมีสัตว์อสูรอยู่ทุกชนิดและความสามารถในการสืบพันธุ์ของมันก็รวดเร็วจนน่ากลัว ข้าคิดว่าพวกเจ้าน่าจะพอนึกภาพออกสินะ? พวกเราในฐานะคนของตระกูลหลิงอู่ นอกจากรับภารกิจก็จะทุ่มเทเวลาเพื่อฝึกวิชาแล้ว ทว่าการฝึกฝนธรรมดา ๆ ไม่สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งของเราได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ต้องฝึกด้วยการต่อสู้กับสัตว์อสูร  มิติห้วงนภาจึงถือเป็นสวรรค์ในการฝึกฝนของตระกูลหลิงอู่ จริงสิ มีอีกอย่างที่ข้าต้องบอกพวกเจ้าทุกคนเอาไว้...”


    เมื่อเห็นความกระตือรือร้นของพวกเขา ในที่สุดกานหลินก็เอ่ยขึ้น


    “ด้วยความสามารถในการสืบพันธุ์ของสัตว์อสูร จำนวนของพวกมันภายในมิติห้วงนภาจึงมากมายนับไม่ถ้วน มีแม้กระทั่งสัตว์อสูรระดับเก้า เช่นนั้นแล้ว ด้วยพลังของพวกเจ้าในตอนนี้ พวกเจ้าต้องพยายามฆ่าสัตว์อสูรในมิติห้วงนภาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อครอบครองทั้งผลึกอสูร วิญญาณอสูร และซากสัตว์อสูร  พวกเจ้าสามารถไปที่ศาลาแลกสมบัติเพื่อแลกเปลี่ยนพวกมันเป็นคะแนนผลงานได้ จากที่นั่นเจ้าอาจจะแลกคะแนนเป็นทรัพยากรอื่น ๆ ได้ด้วย ยกตัวอย่างก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน ข้าฆ่าสัตว์อสูรระดับล้ำลึกขั้นสามไปตัวหนึ่ง และใช้ผลึกอสูรกับวิญญาณอสูรของมันแลกเป็นคะแนนผลงาน จากนั้นข้าก็นำไปแลกเป็นน้ำทิพย์ระดับลึกล้ำ!”


    “นั่นใช่ภูเขาเดียวดายของเมืองพฤกษาหมอกหรือไม่นะ?” หลงเฉินพูดกับตัวเอง


    หลงเฉินไม่เคยได้ยินเรื่องห้วงมิติขนาดเล็กมาก่อน แต่หลังจากที่กานหลินอธิบาย หลงเฉินก็พอเข้าใจขึ้นมาบ้างเล็กน้อย


    ‘หลิงซีเคยพูดว่า ทวีปมังกรอุทิศแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาล ต่อให้เกิดการบรรจบกันและก่อกำเนิดเป็นห้วงมิติขนาดเล็กขึ้นก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกนักหรอก’


    ตอนนั้นเอง เสียงของหลิงซีก็ดังออกมา


    “โอ้ ในสถานที่เล็ก ๆ เช่นนี้มีห้วงมิติอยู่ด้วยรึ? แปลกจริง หลงเฉิน หากเจ้ามีโอกาสพวกเราน่าจะเข้าไปดูสักหน่อยไหม?”


    ความอยากรู้อยากเห็นอันแรงกล้าของผู้หญิงไม่ใช่สิ่งที่ผู้ชายจะเข้าใจได้ ดังนั้น หลงเฉินจึงทำได้เพียงรีบรับปาก


    “เสี่ยวซี เจ้าเคยเจอห้วงมิติขนาดเล็กเช่นนี้มาแล้วรึ?”


    หลิงซีกะพริบตาและเอ่ยขึ้น


    “ในที่ของข้า ของเช่นนี้มีให้เห็นอยู่ทั่วไปนั่นแหละ”


    หลงเฉินรู้สึกหมดความมั่นใจในทันทีจนไม่กล้าถามอะไรนางอีก


    เวลานี้ แม้แต่เมืองหลิงอู่เองก็เป็นดั่งสรวงสวรรค์ในสายตาของหลงเฉิน พลังความยิ่งใหญ่ของมันช่างซับซ้อนเกินความเข้าใจ แต่สำหรับหลิงซีแล้ว... นางมาจากภพใดกันแน่นะ?


    ในขณะที่หลงเฉินใคร่ครวญถึงที่มาของหลิงซี  กานหลินเข้าใจผิดคิดว่าที่เขานิ่งเงียบไปนั้นเพราะหวาดกลัวมิติห้วงนภา  เขาจึงตบไหล่หลงเฉินพร้อมกับยิ้ม


    “อย่าห่วงไปเลย เมื่อเจ้าเข้าสู่ระดับแก่นมนุษย์แล้ว เจ้าสามารถหาวิญญาณสัตว์อสูรปฐมภูมิตัวใหม่ได้จากมิติห้วงนภา เมื่อเวลานั้นมาถึง ในฐานะที่พวกเราเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้คุมกฎหลิว นางจะช่วยเจ้าเอง”


    ทุกครั้งที่นักรบอสูรเข้าสู่อาณาจักรพลังในระดับใหม่  พวกเขาจะสามารถหล่อหลอมวิญญาณสัตว์อสูรตัวใหม่ได้ในฐานะวิญญาณสัตว์อสูรปฐมภูมิ  หลงเฉินรู้เรื่องนี้ดี ทว่าเขาไม่ได้เป็นนักรบอสูรอย่างแท้จริงและเขาไม่เคยหล่อหลอมวิญญาณสัตว์อสูรใด ๆ เลย  ดังนั้นเขาจึงไม่รู้จะอธิบายอย่างไรหากเข้าสู่ระดับแก่นมนุษย์จริง ๆ แต่ในตอนนี้คงยังไม่ต้องรีบร้อนนัก


    “ขอบคุณพี่กานที่ชี้แนะ ข้าจะพยายามให้มากที่สุดเพื่อบรรลุระดับแก่นศักดิ์สิทธิ์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้!”


    เมื่อมีสมบัติล้ำค่าอย่างผลกระจัดวิญญาณอยู่  สิ่งเดียวที่เขาต้องทำก็คือบรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเก้าก่อนที่เขาจะเข้าสู่ระดับแก่นศักดิ์สิทธิ์ต่อไป


    เวลานี้ หลงเฉินรู้สึกกดดันจากทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งคือลัทธิเซียนโลหิตและอีกด้านหนึ่งจากตระกูลหลิงอู่  ทั้งสองสิ่งนี้ล้วนกระตุ้นให้เขาต้องแข็งแกร่งขึ้นเพื่อความอยู่รอด


    “หากมิติห้วงนภาเป็นอย่างที่กานหลินว่าไว้จริง และจำนวนสัตว์อสูรนั้นไร้ขีดจำกัด  พลังของข้าคงพุ่งสูงขึ้นหากมีโอกาสได้เข้าไปแล้วใช้วิชา [สกัดโลหิตสลายปราณ]  ยิ่งไปกว่านั้น ข้ายังสามารถใช้ผลึกอสูรและวิญญาณอสูรเป็นคะแนนผลงานได้อีก  ตระกูลหลิงอู่นี่ช่างเหมาะกับข้าเสียจริง!”


    ทว่าตอนนั้นเอง เงาร่างของชายผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่ประตู


    *************************



    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามสายเลือดมังกร ที่คุณอ่าน