ไอแดดร้อนระอุสายลมพัดฝุ่นทรายสีทองฟุ้งกระจายเป็เกรียวคลื่น ต้นไม้สีเขียวขจียังมีให้เห็นทั่วดูขัดกับทะเลทรายที่เห็นจากบนเครื่องบินเมื่อครู่อาคารบ้านเรือนทรงสี่เหลี่ยมแปลกตาดูครึกครื้นสมเป็ตัวเมืองไม่ต่างจากทุกครั้งที่มาเยือนนอกเสียจากผู้คนที่แต่งกายชุดทันสมัยมากขึ้น
ระรินดาวเดินเรื่อยเปื่อยมาตามห้องกระจกกว้างที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพข้างนอกได้สุดลูกหูลูกตาภายในอาคารสีขาวของท่าอากาศยานอันกว้างขวางใหญ่โตได้มาตรฐานอากาศภายในเย็นสบายจนหญิงสาวเผลอหย่อนตัวลงนั่งหลับตาพริ้มคล้าย้าผ่อนคลายความอ่อนล้าสักครู่
“รินนา รินนาจ๊ะ”เสียงเรียกทำเ้าของชื่อรีบผึงเปลือกตา
“นีห์ยะ” ระรินดาวขานรับขณะถลันลุกเพื่อโผเข้ากอดเต็มรัดแม้จะไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันฉันท์พี่น้องอย่างครอบครัวอื่น
แต่สำหรับนีห์ยะนับได้ว่าเป็พี่สาวเพียงคนเดียวที่คอยห่วงใยและไถ่ถามทุกข์สุขกันโดยตลอด
“เป็อะไรไป เมาเครื่องหรือเปล่าหน้างี้ซีดเชียว” คนฟังส่ายหน้าน้อยๆ
“ไม่เป็ไรค่ะ นีห์ยะสบายดีใช่ไหมแล้วเด็กๆ ล่ะเป็ไงบ้าง”
“สบายดีกันทุกคนจ้ะ ยิ่งเด็กน้อยนะ่นี้ติดฉันน่าดูเลย” คนฟังเผยยิ้มบางได้เพียงครู่ ก่อนสลดลงเมื่อนึกถึงบิดา
“แล้วอัลฟาลล่ะคะเป็ยังไงบ้าง” นีห์ยะทำหน้ายุ่งยากเมื่อถูกถามถึงเื่นี้
“ยังคงต้องรอดูอาการไปก่อน ่นี้หมอบอกให้คอยระวังเื่ความดันที่มันสูงๆต่ำๆ ไม่ค่อยนิ่ง เดี๋ยวจะกระทบโรคหัวใจ”
คนฟังหน้าเผือดลงทันตาเห็นจนอีกฝ่ายรีบพูดดักคอ
“อย่าดูถูกฝีมือหมอที่นี่ด้วยการทำหน้าอย่างนั้นสิจ๊ะอัลฟาลน่ะรักษาตัวในโรงพยาบาลที่ดีที่สุดของไคเมนเชียวนะไม่เอาละ..อย่ามัวแต่ถามเื่คนอื่นอยู่เลยว่าแต่เราเถอะเพิ่งผ่านวันเกิดครบอายุยี่สิบสองมาหมาดๆ ไม่ใช่เหรอ ขอให้สุขภาพแข็งแรงและมีความสุขมากๆนะ” คนเป็พี่รีบอวดของขวัญให้คนเป็น้องได้ตื่นเต้นตาโต
“สวยจังเลยค่ะ”
“ดีใจที่ชอบ”
“ไม่ใช่แค่ชอบนะพี่ แต่นี่คือถูกใจมากๆเลยล่ะ ขอบคุณมากนะคะ” ระรินดาวยิ้มกว้างจนเห็นฟันซี่ขาวเรียงเป็ระเบียบ
นับเป็รอยยิ้มแรกั้แ่มาเหยียบดินแดนทะเลทรายแห่งนี้ก็ว่าได้ดวงตาโตกลมจับจ้องจี้รูปร่างแปลกตาแต่น่าพิสมัยอย่างบอกไม่ถูกมันเข้ากันดีกับสายสร้อยสีเงินหม่นที่เดาว่าอาจเป็ทองคำขาว
“คิดไม่ผิด มันเหมาะกับเธอมากกว่าฉันจริงๆ”ระรินดาวเงยหน้าพิศวงขึ้นมอง บัดนี้สร้อยคอเส้นสวยประดับอยู่ที่ลำคอของเธอแล้ว
“อย่าถือสานะถ้านี่ไม่ใช่ของใหม่แต่เป็ของขวัญที่อัลฟาลเคยให้ฉันตอนอายุเท่าเธอนี่แหละ”
“อ้าว! แล้วนีห์ยะเอามาให้ฉันอย่างนี้..”คนเป็พี่รีบส่ายหน้าปรามก่อนบอกเหตุผลที่ทำให้คนฟังรู้สึกตื้นตันใจ
“ของที่ได้จากบุพการีถือเป็สิริมงคลอันสูงสุดฉันก็เลยอยากให้เธอได้รับสิ่งดีๆ นั้นด้วย ฉันเองยังไม่เคยใส่สักครั้งอัลฟาลยังไม่เห็นว่าอะไรเลย ไม่ว่าแล้วยังไม่ถามถึงอีกต่างหาก นี่ถ้ารู้ว่าให้เธอแล้วเธอยิ้มแก้มปริอย่างนี้อัลฟาลต้องปลื้มใจมากแน่ๆ”
“ขอบคุณอีกครั้งค่ะฉันโชคดีจังที่ได้เกิดเป็น้องนีห์ยะ”พลางลากสายตาไปยังทิศทางที่ใครคนหนึ่งกำลังนอนพักรักษาตัว“ได้เกิดเป็ลูกสาวอัลฟาล นีห์ยะ..งั้นเรารีบไปหาอัลฟาลกันดีกว่า”
“แหม!อยากเจอแค่อัลฟาลคนเดียวหรือจ๊ะรินนา”เสียงแทรกจากคนมาใหม่สร้างความแปลกใจให้กับสองสาวที่ยืนอยู่ก่อน
ร่างสูงเพรียวผู้ไม่ยอมทิ้งท่วงท่าเฉิดฉายบนเวทีระดับโลกเดินปราดมาใกล้
“มันน่าน้อยใจจริง..แม่น้องสาวฉันยินดีต้อนรับสู่ไคเมน”
“เอริซา! ไม่อยากจะเชื่อ” นีห์ยะหลุดอุทานอย่างคาดไม่ถึง
เพราะเ้าหล่อนไม่เคยเอาใส่ใจ ‘น้องสาวเืผสม’อย่างที่เ้าตัวชอบพูดเหยียดอยู่บ่อยครั้ง หรือแม้แต่ชื่อก็ยังจำไม่ค่อยได้แล้วนี่อะไร! ถึงกับมารับที่สนามบินด้วยตนเอง
น้ำจะท่วมไคเมนคราวนี้กระมัง
เอริซาตวัดแขนกอดอก
“ทำไม! รินนาก็น้องสาวฉันเหมือนกัน มารับแค่นี้ไม่เห็นแปลกตรงไหนจริงไหมนีห์ยะซิแปลก นึกจะมาก็มา..ไม่ยอมชวนสักคำ นี่ถ้าอาฟียาไม่บอกคงไม่ต้องรู้กัน”ระรินดาวอมยิ้มก่อนรีบตัดบทด้วยรู้นิสัยพี่สาวจอมโวยคนนี้
“ฉันดีใจมากและขอบคุณจริงๆที่เอริซาอุตส่าห์มาทั้งที่งานยุ่งจนแทบไม่มีเวลา แต่ตอนนี้ฉันอยากไปหาอัลฟาลแล้วค่ะ”เมื่อเห็นอีกฝ่ายฉีกยิ้มกว้างแทนการแหกปากแวดแหว ระรินดาวจึงลอบพ่นลมออกปากโล่งอก
“ดีจ้ะ งั้นเราไปกันเลย” เอริซาเห็นด้วยอย่างยิ่งและเพียงแค่เท้าก้าวแรกของนางแบบระดับอินเตอร์ขยับก็เรียกเสียงหลงจากนีห์ยะได้ทันที
“เดี๋ยวสิ! รถน่ะจอดทางนี้นะ”คนถูกท้วงสะบัดหน้านิ่งมาจ้อง
“แต่รถฉันจอดทางโน้น อีกอย่างฉันว่านีห์ยะมีอย่างอื่นต้องทำมากกว่านะ”คนระบายยิ้มเ้าเล่ห์พลันเบือนหน้าไปยังช่องทางเดินทรงกลมที่เชื่อมต่อระหว่างตัวอาคาร
เด็กหญิงฝาแฝดวัยสี่ขวบเศษที่กำลังแข่งกันวิ่งโร่มาแต่ไกลทำให้มิอาจปฏิเสธ
“พอดีพวกแกตื่นนอนขึ้นมาไม่เห็นแม่ก็พากันร้องโยเยใหญ่ ฉันเลยต้องพามาด้วย”นีห์ยะพูดอะไรไม่ออก
ได้แต่ยืนมองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ ก่อนย่อตัวลงอ้าแขนรับเหล่าเด็กน้อย
“ทำไมตื่นนอนกันเร็วจังล่ะลูก ไม่ง่วงกันหรือคะ”ศีรษะเล็กๆ พากันส่ายยิก
“ม่ายค่ะ ม่ายง่วง”
“นีห์ยะหนีมาเที่ยวโคนเดียว ม่ายยยยยอมชวน”
เรียกรอยยิ้มกว้างบนใบหน้าระรินดาวได้อีกครั้ง เธอโน้มตัวไปทักทายหลานๆอย่างเอ็นดู
“นีห์ยะมารับรินนาไงคะ ไม่ได้แอบหนีมาเที่ยวสักหน่อย”เสียงหวานเรียกดวงตาบ้องแบ้วมารวมเป็จุดเดียว สองเด็กน้อยเอียงคอนิดๆตามประสาช่างสงสัย คนเป็แม่จึงบอก
“จำน้ารินนาได้ไหมลูก รินนาทั้งสวยทั้งใจดีคนที่เคยพาพวกหนูไปดูผีเสื้อในสวนดอกไม้บ้านเราไงคะ”
“ริน..นา” – “ริน..นา” สองเด็กน้อยพยายามออกเสียงกันง่วน ช่างน่ารักน่าเอ็นดู
“คนเก่งของน้า ไหนมาให้รินนาหอมหน่อย” ปลายจมูกโด่งกดลงบนแก้มนุ่มนิ่มสลับไปมาครั้งแล้วครั้งเล่าครอบครัวหรรษาพากันหยอกเอิน โดยมิทันสังเกตว่ามีบางคนเริ่มยืนไม่อยู่สุข
ชักหงุดหงิด
“พอเถอะน่ะ! ไว้ไปคุยเล่นกันที่บ้านดีไหมรินนา ไหนบอกอยากรีบไปหาอัลฟาลไง”คนเผลอตัวหลุดเดือดได้ตกเป็เป้าสายตาทันที
“เอ่อ..คือ..ฉันแค่กลัวว่าขืนอยู่นานกว่านี้เดี๋ยวอาจจะไม่ได้ทำในสิ่งที่เราตั้งใจกันไว้น่ะตอนนี้ี้เีแจกลายเซ็นแล้วก็ไม่อยากถ่ายรูปกับใครด้วย”คนผันอารมณ์เร็วราวพลิกฝ่ามือโปรยยิ้มพราวพลางโน้มตัวหาหลานๆ
“เด็กดีของเอริซารีบพานีห์ยะกลับบ้านนะไว้ให้น้ารินนากลับจากเยี่ยมคุณตาที่โรงพยาบาลก่อนแล้วค่อยไปเล่นกัน ตกลงไหมคะ”
ว่าแล้วก็เหยียดตัวตรงหมุนขวับก้าวเดินโดยไม่ลืมคว้ามือระรินดาวไปด้วย
นีห์ยะยังคงเผยสีหน้างุนงงอย่างคนที่คิดไม่ตกอะไรนะที่ทำให้คนอย่างเอริซาผู้ไม่เคยสนใจใครนอกจากตัวเองต้องลงทุนถ่อสังขารมา
น่าแปลก!