ไป๋ฉีเห็นท่าทีที่เข้าใจผิดของศิษย์พี่หยางจึงเร่งกล่าวออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่ครุ่นคิดสิ่งใดๆให้มากความอีกต่อไป
“หาได้เป็นเช่นนั้น หากเทียบกับศิษย์พี่เจ้าเด็กสารเลวนั่น ก็ราวกับมดตัวหนึ่งเท่านั้น!”
“เด็กสารเลว?” หยางหั่วหมิงอดคิดไม่ได้ว่าผู้ที่ทำให้ศิษย์น้องของมันอยู่ในสภาพเช่นนี้ กลับเป็นเพียงรุ่นเยาว์!
เมื่อเห็นท่าทีที่สงสัยของศิษย์พี่ ไป๋ฉีจึงเร่งกล่าวต่อออกมาทันที
“ใช่แล้ว... มันเป็นเพียงผู้เยาว์ที่อายุเพียง 15-16ปีเท่านั้น แม้ว่าข้าจะสัมผัสได้ ว่าพลังลมปราณที่มันปลดปล่อยออกมาจะเพียงระดับเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 1 แต่ยามที่ลงมือข้ากลับไม่สามารถรับมือด้วยได้ เสมือนมันมีระดับพลัง ถึงขั้นเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่9!” แม้มันจะรู้สึกอับอายอยู่บ้างในขณะที่กล่าวแต่ปีศาจระดับนั้น ภายภาคหน้าย่อมเป็นผู้ทำให้ทั้งทวีปสั่นสะเทือนอย่างแน่นอน
“เพียงเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 1 แต่กลับสำแดงพลังได้ถึง เชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 9!” เสียงที่กล่าวออกมา เต็มไปด้วยความรู้สึกไม่อยากเชื่อแม้ตัวมันที่เคยได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะของสำนัก ในยามเมื่ออายุเท่ากับผู้เยาว์ที่ศิษย์น้องกล่าวถึง ก็หาได้น่าหวาดกลัวถึงขั้นนี้!
เมื่อเห็นท่าทีตกตะลึงของศิษย์พี่หยางที่แสดงออกไป๋ฉีจึงเร่งกล่าวออกมาอีกครั้ง เพราะเกรงว่าศิษย์พี่จะเปลี่ยนใจ
“ถึงแม้อนาคตของมัน จะเป็นอัจฉริยะที่น่าหวาดกลัวแต่อย่างใด มันก็เป็นเพียงเรื่องของอนาคต สำหรับท่านในตอนนี้... การสังหารมันนับว่าง่ายดายราวเชือดไก่!”
ตอนนี้หยางหั่วหมิงได้แต่กล่าวพึมพำออกมา
“อัจฉริยะระดับนี้ ช่างน่าเสียดายช่างน่าเสียดายจริงๆ...” พร้อมกับส่ายศรีษะด้วยความรู้สึกถอดถอนอยู่ภายในแต่ก็เพียงชั่วครู่เท่านั้น ก่อนที่จะหันไปกล่าวกับศิษย์น้องอีกครั้ง
“แม้จะรู้สึกเสียดาย ที่ต้องลงมือกับอัจฉริยะระดับนั้นแต่เรื่องในอดีตที่ข้าติดค้างเจ้า โดยที่ไม่เคยตอบแทนคืนเจ้าแม้แต่น้อยหากข้าคิดปฏิเสธ จะกล้าเรียกตนเอง ว่าเป็นพี่น้องกับเจ้าได้เช่นไร”บุญคุณในอดีตเป็นสิ่งที่ติดอยู่ภายในใจของมันมาเนิ่นนาน เพราะมันเป็นต้นเหตุ ทำให้ศิษย์น้องต้องถูกขับออกจากสำนัก
เมื่อไป๋ฉีได้ยินเช่นนั้น ดวงตาจึงเป็นประกายขึ้นมาพร้อมกล่าวออกมาอย่างตื่นเต้น
“ขอบคุณศิษย์พี่หยาง! บุญคุณครั้งนี้ข้าไป๋ฉีจะไม่มีวันลืม!! ” พร้อมโค้งคำนับไปยังศิษย์พี่หยาง
“ช่างเถอะๆ แล้วรุ่นเยาว์ผู้นั้นอยู่ที่ใดกัน?”
ในเมื่อตัดสินใจช่วยเหลือแล้วหยางหั่วหมิงจึงอยากเร่งจัดการเรื่องราวนี้ให้จบสิ้นโดยเร็ว
“เจ้าสารเลวน้อยผู้นั้น อาศัยอยู่ในเมืองแสงอรุณซึ่งมีนามว่า จูเยว่ คาดว่าคงเป็นบุตรชายของตระกูลใดตระกูลหนึ่งภายในเมืองแห่งนั้น”
หลังจากได้ยินคำกล่าวของศิษย์น้องหยางหั่วหมิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าวออกมา
“เมืองแสงอรุณนับว่าอยู่ห่างไกลพอสมควรหากเดินทางปกติคงใช้เวลาเกือบ 10 วันเพื่อไปถึงแต่หากใช้สัตว์อสูรของข้า อินทรีมรกตแล้วละก็ เพียงไม่เกิน 2-3 วัน ก็สามารถที่จะไปถึงยังเมืองแห่งนั้นได้”พร้อมหันไปทางข้ารับใช้ที่อยู่ด้านหลังของไป๋ฉีที่ยังคงนิ่งเงียบไม่กล่าวสิ่งใดออกมา
“อย่างที่เจ้าได้ยิน ข้าจะไปทำธุระที่ภายนอกสำนักภายในไม่เกิน 7 วันข้าจะกลับมา หากผู้ใดต้องการพบข้าก็ให้กล่าวแจ้งไปตามนั้น” เมื่อแจ้งแก่ข้ารับใช้เสร็จสิ้นจึงเดินออกไปจากที่พักพร้อมกับไป๋ฉีทันที
ณ ตระกูลชิวซึ่งเป็นตระกูลอันดับสามของเมื่องแสงอรุณ
“ลูกพ่อ...ข้านึกว่าเจ้าจะมาไม่ทันร่วมคัดเลือกซะแล้ว” เป็นเสียงชิวเหวินจางผู้นำตระกูลชิวเป็นผู้กล่าวออกมาเพราะเมื่อครู่ได้มีคนส่งข่าว ว่าบุตรชายได้มาถึงเมืองแสงอรุณแล้วมันจึงได้รีบออกมารอรับที่หน้าตระกูล
“ท่านพ่อ ข้าจะพลาดได้อย่างไรกันเพราะที่ข้าออกไปฝึกฝนอยู่ภายนอกถึงครึ่งปี ก็เพื่อมาเข้าร่วมงานคัดเลือกในฐานะอัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองแสงอรุณ!” เป็นเสียงของชิวอี้เหวิน ผู้ซึ่งเป็นบุตรชายได้กล่าวออกมาด้วยความมั่นใจ
เมื่อมองไปยังร่างของผู้ที่กล่าวออกมา ที่มีอายุเพียง 17 ปี แต่กลับมีลักษณะร่างกายที่กำยำ คล้ายผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักถึงแม้ใบหน้าจะไม่ดูหล่อเหลาอย่างหนุ่มรูปงาม แต่ก็หาได้แลดูอัปลักษณ์แต่อย่างใด
เมื่อเห็นถึงท่าทีเช่นนั้นของบุตรชาย ชิวเหวินจางจึงชะงักไปชั่วครู่ก่อนที่จะกล่าวออกมา
“หรือว่าเจ้า...”
ชิวอี้เหวินเพียงพยักหน้าตอบรับเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้ม
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดี! ตระกูลชิวของข้าในอนาคต ย่อมไม่ตกเป็นเพียงตระกูลอันดับสามอีกต่อไป!”ชิวเหวินจางกล่าวออกมาอย่างมีความสุข เมื่อมองเห็นอนาคตตระกูลชิวที่จะรุ่งเรืองอยู่ไม่ไกล
“ท่านพ่อ แล้วท่านมีข่าวของแม่นางหลี่บ้างรึไม่?”ชิวอี้เหวินได้รู้สึกชอบพอหลี่ฟางซิ่นมานาน เมื่อได้จากเมืองไปนานจึงอยากทราบข่าวคราวของนาง
ชิวเหวินจางที่เข้าใจบุตรชายเป็นอย่างดีจึงกล่าวบอกเรื่องราวที่มันได้ยินมา เกี่ยวกับการหนีงานแต่งร่วมทั้งเรื่องที่นางได้กลับมายังตระกูล ให้บุตรชายทราบ
“เจ้านายน้อยบัดซบนั่น มันช่างรนหาที่ตาย!”
“หึ! หากมีโอกาส ข้าจะเหยียบย่ำมันให้จมดิน!!”เมื่อเป็นเรื่องของสตรีที่มันชอบพอชิวอี้เหวินจึงไม่สามารถควบคุมอารมณ์ให้ใจเย็นได้อีกต่อไป
ชิวเหวินจางที่เห็นท่าทีบุตรชาย ทำได้เพียงส่ายศีรษะเพราะถึงมันกล่าวอันใดไป ก็คงไม่ฟังอยู่ดี
ณ ตระกูลหลี่ในเช้าวันถัดมา
ภายในที่พักของหลี่ฟางซิ่น ร่างที่งดงามของนางยังคงเหม่อลอยมองลอดหน้าต่างออกไปภายนอก โดยไม่กล่าวสิ่งใด คล้ายเป็นเพียงตุ๊กตาตัวหนึ่งที่ถูกตั้งไว้ภายในห้องเท่านั้น ซึ่งมีลีซือยืนอยู่ไม่ห่างมากนัก
ตอนนี้ผู้นำตระกูลหลี่ได้แย้มยิ้มเดินเข้ามาในห้องบุตรสาวอย่างอารมณ์ดี ต่างจากช่วงเวลาเดือนครึ่งที่ผ่านมา พร้อมหันไปกล่าวกับร่างที่ยังคงนั่งเหม่อลอยอยู่ริมหน้าต่าง
“ฟางเอ๋อร์... พ่อมีบางอย่างที่จะแจ้งแก่เจ้า”แต่หลังจากที่เอ่ยออกไป กลับไร้ปฏิกิริยาตอบกลับใดๆจากบุตรสาวสีหน้าจึงเริ่มเคร่งเครียดขึ้นมาเล็กน้อยด้วยความเป็นห่วง
“อะเอ่อ..คุณหนู!ท่านผู้นำตระกูลมีเรื่องต้องการแจ้งให้ท่านทราบ!” ลี่ซือกล่าวเรียกคุณหนูของนางด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้นมา
“อ๊ะ! ท่านพ่อ ท่านมาเมื่อใดกัน?” นางหันไปตามเสียงเรียกของลี่เอ๋อร์ที่เรียกนางเมื่อสักครู่จึงได้เห็นร่างของบิดาที่เข้ามาอยู่ภายในห้องโดยที่นางไม่ทันรู้สึกตัว
ถึงแม้หลี่ฮุ่ยเหอตอนนี้ จะเกิดความกังวลกับท่าทีที่แปลกไปของบุตรสาวแต่ก็รีบปรับสีหน้าเป็นยิ้มแย้ม พร้อมกล่าวออกไปอีกครั้ง
“ฟางเอ๋อร์... พ่อจะมาแจ้งข่าวดีแก่เจ้า!”
“ข่าวดี?”
“อีกสองวัน จะมีการคัดเลือกเข้าสำนักจันทร์กระจ่างเจ้าในฐานะอัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองแสงอรุณย่อมสามารถผ่านการคัดเลือกได้อย่างแน่นอน!”
“อัจฉริยะอันดับ 1 ของเมืองแสงอรุณ?”หลี่ฟางซิ่นพึมพำออกมาเสียงเบา พร้อมกับใบหน้าของนางที่เริ่มหม่นหมองลงไป เมื่อได้ยินคำกล่าวของบิดาหากเป็นก่อนหน้านางคงรู้สึกภูมิใจกับคำชื่นชมเหล่านี้แต่เมื่อนึกถึงร่างของบุรุษผู้นั้นขึ้นมา คำว่าอัจฉริยะสำหรับนางก็เป็นเพียงเรื่องที่น่าตลกขบขัน
เมื่อหลี่ฮุ่ยเหอเห็นใบหน้าที่หมองลงของบุตรสาวจึงกล่าวถามออกไปด้วยความกังวลใจ
“หรือว่าลูก...ไม่ต้องการที่จะเข้าสำนักจันทร์กระจ่างแล้ว?”
เมื่อได้ยินคำกล่าวถามจากบิดาด้วยน้ำเสียงไม่สบายใจหลี่ฟางซิ่นจึงเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับตอบกลับไป
“หาใช่เช่นนั้นไม่ท่านพ่อ...ข้าจะเข้าร่วมการทดสอบด้วยเช่นกัน” พร้อมกับคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยเพื่อให้บิดาคลายความกังวลลง
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า... ดีแล้วๆ...”
“เช่นนั้น ลูกพักผ่อนให้มากๆ พ่อจะไม่กวนใจเจ้า”พร้อมกับเดินออกไปจากห้องพักของบุตรสาว
เมื่อหลี่ฮุ่ยเหอได้จากไป หลี่ฟางซิ่นได้มองออกไปยังนอกหน้าต่างอีกครั้งพร้อมกับพึมพำออกมาด้วยเสียงอันแผ่วเบา
“แล้วเขา... จะเข้าร่วมการทดสอบในครั้งนี้ด้วยไหมนะ?”