เขารีบวิ่งไปให้ถึงตัวหลิวอิ่น คว้ามือและดึงให้วิ่งไปอีกทางพร้อมกับที่ผีดิบตนนั้นกระโจนตะครุบอย่างเฉียดฉิว ก่อนจะวิ่งฝ่าพุ่มไม้ไปอย่างไม่สนใจว่ามันจะเกี่ยวเสื้อผ้าหรือบาดผิว ตอนนี้พวกเขาต้องรีบเอาตัวรอดก่อน ยิ่งผีดิบตนนั้นเล็งวิญญาณหลิวอิ่นไว้แล้วจนกว่าจะฆ่าได้พวกมันไม่มีทางหยุด"อาชิ่ง มันตามมาแล้ว! "หลิวชิ่งพาหลิวอิ่นวิ่งไปข้างหน้าและพยายามหาทางกลับ ทว่ายิ่งวิ่งก็ยิ่งไม่คุ้นทางขึ้นเรื่อย ๆ ในความมืดมิอาจมองเห็นอะไรชัดเจนได้แม้แต่อย่างเดียว จะทางซ้ายก็ไม่ใช่ ทางขวาก็ไม่ใช่ ตัวเขาในตอนนี้จำทางกลับไม่ได้แล้ว!"อาชิ่ง...""บัดซบ! หุบปากเสียที! "เขาหันไปสบถใส่หลิวอิ่นที่แหกปากร้องไห้จนสุดทางอย่างหมดความอดทน ร้องเรียกอยู่ได้น่ารำคาญ! ถ้าไม่ติดว่าต้องวิ่งไม่หยุดคงได้ต่อยให้เลือดกลบปากสักหมัด แค่นี้ก็สร้างเรื่องให้ปวดหัวมากพออยู่แล้ว ยังคิดจะตะโกนเรียกพวกผีดิบให้มารุมทึ้งทั้งป่าหรือไงหลิวอิ่นปิดปากเงียบกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้ ในขณะที่กำลังวิ่งไปอย่างไม่รู้ทิศทางและจุดหมายอยู่นั้น แสงจากพลุสีแดงที่ถูกจุดขึ้นฟ้าก็ส่องสว่างให้เห็นจากทางด้านซ้าย หลิวชิ่งมองแสงที่จางหายไปอย่างดีใจ อย่างน้อยก็รู้แล้วว่าต้องตรงไปทางไหน เขารีบดึงหลิวอิ่นให้เลี้ยวไปอีกทางทันทีดูเหมือนว่าบิดาจะรู้แล้วว่าพวกเขาหายตัวไป แต่ตอนนี้ทั้งคู่อยู่ไกลจากแสงนั้นมาก กว่าจะมีคนตามหาเจอก็คงใช้เวลา ดังนั้นต้องรีบวิ่งกลับไปให้เร็วที่สุด!เพราะเอาแต่วิ่งมาตลอดทางโดยไม่หยุดพัก ทำให้ทั้งคู่เริ่มรู้สึกเหนื่อยหอบและวิ่งช้าลง ต่างจากผีดิบอีกตนที่ตามหลังมาติด ๆ แต่ถึงจะก้าวขาแทบไม่ไหวเขาก็ต้องฝืนหากยังไม่อยากตาย“เร็วเข้า! เราใกล้ถึงบ้านกันแล้ว”หลิวชิ่งกล่าวเพื่อให้หลิวอิ่นมีแรงวิ่งต่อเพราะดูท่าว่าเจ้าตัวเริ่มจะช้าลงไปทุกที ตอนนี้พวกเขาเข้าใกล้เขตของพรรคมากแล้ว สังเกตจากป่าที่รกทึบเริ่มจะโล่งขึ้น แต่ว่าก็ยังไม่พบคนของท่านพ่อแม้แต่คนเดียว บางทีคงต้องไปใกล้ให้มากกว่านี้และเพราะไม่ทันสังเกตรอบด้านให้ดี ระหว่างที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาจูงมือหลิวอิ่นวิ่งไปข้างหน้า ทางด้านซ้ายมือหลังต้นไม้ใหญ่มีผีดิบตัวหนึ่งยืนอยู่ แน่นอนว่ามันสังเกตเห็นเด็กสองคนนั้น กายเน่าที่เคยขยับอย่างเชื่องช้าก็กระโจนเข้าหามนุษย์ทั้งคู่ หลิวชิ่งที่สังเกตเห็นก่อน เขาจึงรีบปล่อยมือจากคนพี่ทันทีและเอี้ยวตัวหลบ ทว่าหลิวอิ่นที่ไม่ทันตั้งตัวกลับถูกตระครุบจนล้มลงไปกับพื้น ด้วยสัญชาติญาณเจ้าตัวรีบยกมือขึ้นมากันเอาไว้ ทำให้ผีดิบตนนั้นกัดเข้าที่แขนเล็กเต็มแรง"ไม่เอานะ! ช่วยด้วย!! "เสียงร้องของอีกฝ่ายทำให้หลิวชิ่งลังเลใจ เขามองพี่ชายสลับกับผีดิบตนแรกที่วิ่งตามมาก่อนหน้านี้ หากตัดสินใจช่วยหลิวอิ่นตนอาจถูกฆ่าตายไปด้วย แต่ถ้าเลือกจะหันหลังวิ่งหนีแน่นอนว่าเขาจะรอดจะทิ้งหรือจะช่วยดี...“บัดซบ!”เสียงสบถดังขึ้นพร้อมกับขาที่วิ่งเข้าไปหาหลิวอิ่นอย่างรวดเร็ว มือเล็กหยิบมีดสั้นที่เคยแอบนำออกมาจากคลังอาวุธไว้แน่น แม้ว่าเขาจะเคยเป็นคนชั่วช้าสามานย์มามากแค่ไหน แต่หลิวอิ่นก็เป็นแค่เด็กคนหนึ่งที่ใสซื่อดั่งผ้าขาวไม่เคยทำร้ายเขา อีกทั้งยังเป็นครอบครัว จะทิ้งให้ตายก็ทำไม่ได้“ท่านพ่อ! ท่านพ่อ! ช่วยข้าด้วย!”หลิวอิ่นทั้งตะโกนทั้งร้องไห้ ทั้งกลัวทั้งเจ็บ ต่างจากหลิวชิ่งที่ตรงเข้าไปกระชากกลุ่มผมแข็งสากสกปรกของผีดิบตนที่กำลังกัดหลิวอิ่น มือเล็กเงื้อคมมีดขึ้นสูงก่อนจะแทงเข้าไปยังขมับจนมิดด้าม เมื่อเห็นว่าคมเขี้ยวนั้นยังไม่คลายจากแขนเล็กของตนเป็นพี่ หลิวชิ่งจึงดึงมีดออกมาก่อนจะแทงซ้ำอย่างไม่ยั้งมือคล้ายคนเสียสติ ใบหน้าและหัวของผีดิบพรุนไปทั่ว เนื้อจากศพหลุดกระเด็นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เลือดสีดำเน่าเหม็นสาดกระเซ็นใส่ใบหน้าของหลิวอิ่น กลิ่นเหม็นน่าสะอิดสะเอียนคละคลุ้งไปทั่ว ทว่ามันกลับไม่ทำให้ผีดิบตนนี้ปล่อยเหยื่อตรงหน้าแต่อย่างใด“หลิวอิ่น! หลิวอิ่น! ได้ยินไหม!”เด็กน้อยตะโกนเรียกชื่อคนที่นิ่งไปคล้ายกับหวาดกลัวจนเสียสติ ร่างกายนิ่งแข็งค้างทั้งที่ยังลืมตา อาจจะเป็นเพราะเมื่อครู่หลิวอิ่นได้เห็นภาพอันโหดร้าย ทั้งเจ้าตัวเองก็ขี้กลัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อยู่ ๆ กลับต้องมาเจอเหตุการณ์สะเทือนขวัญคงตั้งรับไม่ไหว เขาเองก็ลืมนึกไปเสียสิ้น ไม่งั้นคงบอกให้หลับตาแล้วแย่! แย่! แย่! สภาพแบบนี้มีแต่จะเลวร้ายเพิ่มขึ้น มีดในมือก็ไม่ใหญ่พอที่จะตัดคอผีดิบให้ขาดออกจากตัวได้ เขาควรจะทำอย่างไรดีในขณะที่กำลังคิดหาทางออกอยู่นั้นไหล่ข้างหนึ่งก็รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมา หลิวชิ่งร้องออกมาด้วยความปวดร้าว ดวงตากลมโตเหลือบมองก่อนจะพบผีดิบอีกตนกำลังกัดเข้าที่ไหล่ รู้สึกราวกับว่าเนื้อจะหลุด ยังโชคดีที่มีเสื้อผ้าคั่นกลางไว้ไม่อย่างนั้นไหล่เขาคงแหว่งไปแล้ว"ไอ้ซากศพระยำ! "สิ้นคำด่านั้นหลิวชิ่งก็ปักมีดเข้าไปในตาของผีดิบ ก่อนจะดึงออกมา ปลายมีดมีลูกตาสีซีดหลุดติดออกมาด้วย แต่เขาไม่สนใจ ปักมีดเข้าไปที่ตาอีกข้างของมันต่อทันที แต่ท้ายที่สุดแรงกัดก็ยังคงอยู่พร้อมกับกรงเล็บของผีดิบที่จิกเข้าไปในเนื้อแทงหัวจนเละก็แล้ว แทงลูกตาจนไม่เหลือทั้งสองข้างก็แล้ว ทำไมถึงไม่ได้ผลสักอย่าง เขาไม่เคยจนปัญญามากถึงเพียงนี้มาก่อน เทียบกันแล้วให้เผชิญหน้ากับมนุษย์ชั่วช้าแทนผีดิบพวกนี้ยังจะดีกว่า อย่างน้อยพวกมันก็ยังฆ่าให้ตายได้ทว่าดูเหมือนมันจะยังเลวร้ายไม่พอ เพราะนอกจากผีดิบสองตนที่อยู่ตรงนี้แล้วยังมีตนอื่น ๆ เพิ่มขึ้นมาอีก ทั้งพวกมันยังสังเกตเห็นเขากับหลิวอิ่นและวิ่งเข้ามาทันที เด็กน้อยมีสีหน้าตึงเครียดอย่างหนัก แค่นี้พวกเขายังจะไม่รอดอยู่แล้ว ยังจะมีเพิ่มมาอีกเท่าตัว ศพของพวกเขาคงถูกกัดจนเนื้อหนังกระจุยกระจายไม่เหลือชิ้นดีความหวังที่ว่าจะรอดกลับไปก็สูญสลายเสียสิ้น เขาพยายามแล้วแต่ก็ไม่ไหวจริง ๆ คงต้องถอดใจยอมรับความตายอีกครั้งกระมัง“โชคร้ายที่พวกเรามีชีวิตอยู่ได้เพียงแค่ไม่กี่ปี”เขากล่าวอย่างเศร้าสร้อย แต่หลิวอิ่นคงไม่มีสติมากพอที่จะได้ยินคำพูดนี้แล้ว ไม่รู้ว่าหลังจากนี้หากบิดากับมารดามาพบศพพวกเขาจะรู้สึกใจสลายมากเพียงใดที่บุตรชายทั้งคู่ต้องมาตายหลิวชิ่งมองผีดิบสามตนที่เข้ามาประชิดตัวเขา เด็กหนุ่มหลับตาลงเตรียมรับความเจ็บปวดและความตายพลางกลั้นหายใจ ทว่าเงียบไปครู่ใหญ่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีเพียงเสียงบางอย่างคล้ายของแข็งหักดังกร๊อบเขาตัดสินใจลืมตาขึ้นมามอง สิ่งแรกที่เห็นคือผีดิบเหล่านั้นกำลังถูกบิดาจับหักคอเป็นว่าเล่น ทั้งพวกมันยังสิ้นฤทธิ์ทันที ดูง่ายดายราวกับหักคอหุ่นกระบอก ต่างจากเขาที่ไม่ว่าจะทำอย่างไรพวกมันก็ไม่ตายเมื่อจัดการผีดิบสามตนนั้นเรียบร้อยหลิวเต๋อหมินก็รีบหันกลับมาช่วยบุตรทั้งสองทันที ศีรษะเน่าเหม็นที่อยู่ตรงไหล่หลิวชิ่งถูกบีบกระโหลกจนแตกเละคามือ เช่นเดียวกับผีดิบที่กัดแขนหลิวอิ่นก็ถูกกำจัดไปด้วยเช่นเดียวกันเมื่อรอดตายหลิวชิ่งก็ทรุดลงกับพื้นอย่างรู้สึกเหนื่อยที่สุดในชีวิต การใช้ร่างกายของเด็กหกขวบมาวิ่งรอบป่าเพื่อหนีตายนี่มันเลวร้ายมาก เขาไม่ไหวจริง ๆ“หลิวอิ่น! ได้ยินพ่อไหม”หลิวชิ่งหันไปมองบิดาที่ก้มลงไปจับไหล่ของพี่ชายตนพลางเขย่าหมายเรียกสติ ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับเหม่อลอยและไร้ปฏิกิริยาใดใด หลิวเต๋อหมินมีสีหน้าไม่สู้ดี เขารีบอุ้มร่างของบุตรคนโตขึ้นพาดไหล่ ก่อนจะหันมาหาหลิวชิ่ง“เกาะไว้ พ่อจะพาเจ้ากลับเรือน”หลิวเต๋อหมินย่อกายลงพลางกางแขนข้างหนึ่งออกให้บุตรคนเล็กสามารถเกาะไหล่ตนได้ หลิวชิ่งมองพลางขยับกายเข้าไปอย่างเชื่อฟัง แม้เขาจะไม่ชอบถูกอุ้มทว่าตอนนี้ร่างกายเขามิอาจเดินเองได้ไหว อีกทั้งต้องรีบพาหลิวอิ่นกลับไปรักษา เพราะหากช้าเพียงนิดเกรงว่าอาการอีกฝ่ายจะแย่ลงบิดาพาพวกเขาทะยานกลับเรือนสี่ฤดูด้วยความรวดเร็ว ใช้เวลาเพียงอึดใจเดียวก็กลับมาถึง เขาก็เห็นมารดายืนรอด้วยสีหน้าเป็นกังวล เมื่อเห็นพวกเขากลับมาก็รีบรุดเข้าหาทันที แต่ถูกบิดาห้ามเอาไว้พร้อมกับเรียกให้คนไปตามหมอ“ไปตามซู่เผยเหยี่ยนมา! เร็วเข้า!”กล่าวพลางก้าวฉับเข้าไปในตัวเรือน หลิวเต๋อหมินปล่อยให้เขายืนบนพื้นก่อนจะพาหลิวอิ่นไปที่เตียง จัดการสั่งคนรับใช้ให้รีบเตรียมอ่างน้ำและเสื้อผ้ามาเปลี่ยนให้บุตรเสียงดัง เด็กน้อยมองบิดาที่ตรวจร่างกายและชีพจรของคนผู้พี่โดยมีเฟิงจื่อซือกล่าวถามอาการอยู่ข้าง ๆ“หลิวเต๋อหมิน เกิดอะไรขึ้นกับลูกเรา ทำไมหลิวอิ่นถึงไม่รู้สึกตัวเลย?” เฟิงรุ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเครียด นางใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดเลือดสีดำที่เปื้อนใบหน้าของบุตรชายคนโตออก แม้หลิวอิ่นจะยังลืมตาทว่าก็ไม่มีท่าทีจะตอบรับนางแม้แต่น้อย“น่าจะเป็นเพราะหวาดกลัวพวกผีดิบในป่าอย่างรุนแรง ร่างกายเขาเลยเป็นเช่นนี้” หลิวเต๋อหมินกล่าวพลางถอนหายใจ ก่อนจะหันกลับไปหาบุตรคนเล็กที่ยืนนิ่งอยู่ด้านหลัง “กลับไปรอพ่อที่ห้องก่อน”หลิวชิ่งพยักหน้ารับ บิดาจึงเรียกให้สาวใช้ที่อยู่แถวนั้นพาเขาเดินกลับห้อง แต่ละย่างก้าวช่างทรมานกว่าจะถึงที่หมาย แต่ก็ยังพักผ่อนไม่ได้เพราะเนื้อตัวของเขาเองก็เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดของศพที่กระเซ็นมาใส่ ระหว่างที่รอให้สาวใช้ไปเตรียมอ่างน้ำมาเช็ดตัวหลิวชิ่งก็นั่งรออยู่ที่เก้าอี้ พลางหยิบมีดเล่มเดิมขึ้นมาดูด้วยสายตานิ่งเรียบปนผิดหวังในตนเองเขา...ทำอะไรไม่ได้เลยไม่นึกว่ามันจะกลายเป็นเพียงแค่ของไร้ค่าไม่มีประโยชน์ทำอะไรศพพวกนั้นไม่ได้ ผีดิบเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นมาด้วยวิชามารมีหรือจะพ่ายต่อมีดธรรมดา แต่เริ่มแรกเดิมทีเขาก็ไม่ได้คิดจะเอามีดมาใช้กับศพพวกนั้นเสียหน่อย เขาตั้งใจหยิบมาเพื่อใช้ป้องกันตัวเองจากคนเหมือนกันต่างหากเล่าทว่ากับศพปลายแถวยังทำอะไรไม่ได้ คงไม่ต้องนึกถึงเหล่าคนที่มีพลังปราณแข็งแกร่ง แม้ภพเดิมของเขาไม่เคยได้ยุ่งเกี่ยวกับยุทธภพ แต่การจะมีชีวิตรอดในครั้งนี้เขาจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้วิชาอาคมเพื่อสร้างจินตันให้สำเร็จ ไม่อย่างนั้นก็เป็นเพียงแค่เศษขยะปลายแถวไร้ค่าที่จะถูกเหยียบหรือเตะทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้“คุณชาย...”เสียงของสาวใช้ดังขึ้น นางมีสีหน้าตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นมีดในมือเขา หลิวชิ่งถอนหายใจก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด“รีบจัดการสิ ข้าจะได้พักผ่อน”สาวใช้คนนั้นรีบกุลีกุจอเข้ามาจัดการเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ใหม่ กลิ่นเหม็นเน่าจากเลือดที่ติดตามตัวถูกเช็ดออกไปจนหมด หลิวชิ่งรู้สึกสบายตัวขึ้นมาก เมื่อเรียบร้อยดีแล้วเขาจึงบอกให้สาวใช้คนนั้นออกไปเสีย ทว่ายังไม่ทันได้ลงจากเก้าอี้ประตูห้องก็เปิดออก พร้อมกับร่างของบิดาที่ก้าวเข้ามาข้างในสาวใช้โค้งกายให้กับประมุขวังโลหิตและเดินออกไป เหลือเพียงแต่หลิวชิ่งที่นั่งเงียบก้มหน้าหลบสายตาของบิดา หลิวเต๋อหมินก้าวเข้ามานั่งข้าง ๆ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายทำอะไรจนกระทั่งได้ยินเสียงเอ่ยสั่ง“ขยับเข้ามาใกล้ ๆ”หลิวชิ่งลอบมองบิดา เขาเห็นอีกฝ่ายถือตลับยาเอาไว้ในมือ เห็นดังนั้นจึงยอมขยับเข้าไปใกล้และปล่อยให้หลิวเต๋อหมินทายาให้ นอกจากบาดแผลจากรอยกัดและรอยเล็บจากผีดิบแล้วก็ยังมีรอยจากกิ่งไม้เกี่ยวมากมายเต็มตัวไปหมด แต่สิ่งที่ทำให้หลิวชิ่งกังวลคือความเงียบสงัด เขาเกรงว่าบิดาจะโกรธและสั่งลงโทษหลังจากนี้แม้ว่าตนจะไม่ได้ทำผิดก็ตาม ทุกอย่างมันเกิดขึ้นก็เพราะพี่ชายตัวดีของเขานั่นแหละ"เข้าไปในป่ากันได้ยังไง"น้ำเสียงทุ้มไร้ซึ่งความโกรธเคืองหรือแววตำหนิเอ่ยถามขึ้น ทำให้หลิวชิ่งชะงักไปด้วยความสงสัย ตามปกติแล้วเวลาลูกทำผิดต้องรู้สึกโกรธไม่มากก็น้อยมิใช่รึ ยิ่งร้ายแรงจนเกือบตายกันแบบนี้แล้วด้วย แต่นี่กลับดูไม่ใส่ใจเสียเท่าไหร่...น่าแปลกนัก"พวกข้าเล่นลูกหนังกันอยู่...แต่ดันมีกระต่ายโผล่มาก็เลยวิ่งไล่จับมัน"เพราะเกรงว่าจะมีอะไรมากกว่าคำถามเรียบง่ายเขาเลือกตอบแบบเป็นกลางมากที่สุด ซึ่งหลังจากที่เขาพูดจบบิดาก็เงียบไปครู่ใหญ่จนรู้สึกอึดอัดและกดดัน ไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวอย่างไรนอกจากก้มหน้าหลบสายตา"กลัวไหม? "หลิวชิ่งพยักหน้าทันทีเมื่อได้ยินคำถามนั้น ครั้งนี้เขายอมรับว่ากลัวไม่น้อยทีเดียวกับการที่ต้องเผชิญหน้ากับเหล่าผีดิบ พวกมันไม่ใช่คนธรรมดา เขาไม่รู้วิธีรับมือ ไม่รู้วิธีฆ่า ได้แต่วิ่งหนีเพียงอย่างเดียวหลิวเต๋อหมินส่งเสียงหึ "ถ้ากลัวคราวหลังจงจำไว้ อย่าได้ออกจากเขตพรรคไปคนเดียวอีก""ข้าเข้าใจแล้ว" เขาตอบเสียงอ่อน ต่อให้ไม่ต้องเตือนหลิวชิ่งก็ไม่คิดจะออกไปเดินเล่นในป่านั่นอีกเป็นครั้งที่สอง เขาไม่อยากจะต้องไปวิ่งฝ่าดงหนามเพื่อหนีผีดิบจนเกือบตายนักหรอกหลิวเต๋อหมินละมือออกมาเมื่อทายาเสร็จ ตลับยาถูกยัดใส่ในมือหลิวชิ่งให้เก็บไว้ทาซ้ำจนกว่าแผลจะหายดี ก่อนหลิวชิ่งจะเห็นบิดาเอื้อมมือไปหยิบมีดสั้นที่เขาเผลอวางไว้บนโต๊ะ เขามีสีหน้ากลืนไม่เข้าคลายไม่ออกเมื่อเห็นหลิวเต๋อหมินจ้องมัน อีกฝ่ายต้องจำได้อยู่แล้วว่ามีดเล่มนี้อยู่ในคลังอาวุธ เพราะที่เรือนสี่ฤดูไม่มีมีดรูปร่างแบบนี้"มีดนี่ไม่เหมาะกับเจ้าหรอก"หลิวชิ่งคอตกเมื่อเห็นบิดาหยิบมันกลับคืนไป แม้จะรู้สึกเสียดายแต่ก็ไม่กล้าแย้ง"ข้าขอโทษที่แอบหยิบมา"เขากล่าวอย่างสำนึกผิด แต่ครู่ต่อมากลับรู้สึกงุนงงแทนเมื่อหลิวเต๋อหมินยื่นมีดเล่มใหม่ที่มีอักขระแกะสลักบนด้ามมาให้ หลิวชิ่งเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกประหลาดใจ"ท่านพ่อ? " ไม่ใช่ว่าจะตำหนิที่เขาแอบขโมยมาหรอกหรือ แล้วนี่มันอะไรกัน“รับไปสิ” หลิวเต๋อหมินกล่าวมือเล็กยื่นไปหยิบมีดเล่มใหม่อย่างเก้ ๆ กัง ๆ เพราะผิดคาดจากที่ตนคิดไว้ในตอนแรกนัก ไม่โดนต่อว่าก็ว่าแปลกแล้ว ยังสนับสนุนการกระทำของเขาอีก"ผีดิบพวกนั้นต่อให้หัวขาดก็ยังคงเดินได้ ฉะนั้นหากต้องเผชิญหน้ากับมันอีกให้ใช้มีดเล่มนี้แทงไปตรงจุดรวมวิญญาณ เข้าใจใช่ไหม"หลิวเต๋อหมินกล่าวสอนวิธีกำจัดผีดิบเหล่านั้นให้ฟัง พลางชี้นิ้วไปที่จุดกึ่งกลางระหว่างคิ้วของหลิวชิ่ง เด็กน้อยนั่งฟังอย่างตั้งใจและพยักหน้ารับเมื่อบิดาพูดจบ ความกังวลกดดันว่าจะถูกตำหนิในตอนแรกหายไป แทนที่ด้วยความอยากรู้ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่บิดาเอ่ยปากสอนเรื่องจำพวกนี้ให้ประมุขวังโลหิตส่งยิ้มให้กับบุตรชาย มือใหญ่เอื้อมไปลูบศีรษะหลิวชิ่งครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืน"พักผ่อนเสีย วันนี้เจ้าเหนื่อยมากแล้ว"คล้อยหลังยามบิดาออกไปแล้ว หลิวชิ่งก็มีท่าทีเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เขาก็เดาะปากอย่างอารมณ์ดี มีดในมือถูกโยนขึ้นลงพร้อมกับเสียงฮัมเพลงในลำคอ หลิวชิ่งก้าวขึ้นเตียงและซุกมีดเก็บไว้ใต้หมอน แววตาของเด็กน้อยดูเจ้าเล่ห์อย่างประหลาดเสมือนกับว่าเป็นปีศาจในคราบของเด็กตัวเล็กไร้พิษสงมีบิดาเป็นมารก็ไม่ได้เลวร้ายนัก นอกจากพวกเขาจะไม่จู้จี้จุกจิกกับเรื่องไม่เป็นเรื่องเหมือนคนทั่วไปแล้ว ในอนาคตหากเขาเผลอสังหารใครไปก็ไม่ต้องมาทนฟังคำพร่ำสอนเรื่องศีลธรรมอันดีงามเหมือนกับพวกเซียนด้วยแต่ที่น่าสงสารและเป็นห่วงก็คือหลิวอิ่นมากกว่า เด็กคนนั้นราวกับผ้าขาวที่บังเอิญเกิดมาในบ่อเลือดอันสกปรกโสมม การได้เห็นภาพอันโหดร้ายน่ากลัวที่แม้แต่คนธรรมดายังเบือนหน้าหนี หลังจากนี้คงมิอาจกลับมาเป็นเด็กสดใสร่าเริงได้ดังเดิม
เรื่องเลวร้ายอันใดที่คิดไว้มักจะชอบเป็นเรื่องจริงเสมอ นับตั้งแต่วันที่พวกเขาสองพี่น้องหลงป่าจนผ่านมาเกือบสองอาทิตย์ หลิวอิ่นกลายเป็นเด็กเก็บตัว หวาดกลัวทุกสิ่งโดยเฉพาะเขาและบิดา ตอนที่ตนไปเยี่ยมดูอาการอีกฝ่ายยามฟื้นขึ้น เมื่อเจ้าตัวเห็นเขาและหลิวเต๋อหมินก็ร้องไห้ตะโกนราวกับคนเสียสติ ต้องให้มารดาเข้าไปปลอบอยู่นานสองนานจึงจะสงบ และหลังจากวันนั้นมาทั้งเขาและบิดาก็ไม่ได้พบหน้าหลิวอิ่นอีกเพราะกังวลว่าอีกฝ่ายจะอาการหนักขึ้นมากกว่าเดิมเมื่อเห็นพวกเขาที่ว่าหลิวอิ่นเห็นตนแล้วร้องไห้ยังพอเข้าใจได้ว่าเพราะอะไร แต่ที่ไม่เข้าใจคือกลัวแม้กระทั่งบิดานี่สิ หรือสาเหตุเป็นเพราะเห็นหลิวเต๋อหมินบีบกระโหลกผีดิบจนแหลกละเอียดกัน?"เฮ้อ"หลิวชิ่งถอนหายใจพลางฟุบหน้าลงกับโต๊ะ เขาไม่มีอารมณ์นั่งคัดอักษรต่อเพราะกังวลเรื่องคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพี่ชาย แม้หลายครั้งเขาจะเคยหงุดหงิดและก่นด่าหลิวอิ่นไปนับไม่ถ้วน แต่ก็เข้าใจอยู่ว่าเด็กย่อมทำไปเพราะไม่รู้ พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันทุกวัน เล่นด้วยกันทุกวัน พอรู้ว่าเป็นต้นเหตุทำให้อีกฝ่ายหวาดกลัวจนมีปมในใจก็เหมือนรู้สึกโดนลูกตัวเองเกลียดขี้หน้าแม้จะไม่ชอบใจกับความโง่เขลาของหลิวอิ่น แต่เขาก็อยากให้อีกฝ่ายกลับมาเป็นปกติโดยเร็ว เลิกหวาดกลัวตนและบิดายามเจอหน้ากันเสีย"อาชิ่ง พ่อเข้าไปได้ไหม"เสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมกับเสียงของบิดา เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมาตอบรับทันที"ได้ขอรับ"ประตูถูกผลักให้เปิดออก ร่างสูงของบิดาก้าวเข้ามาด้านในด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะนั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม ตอนนี้ทั้งหลิวชิ่งและหลิวเต๋อหมินได้ย้ายมาอยู่ที่เรือนธาราโลหิตชั่วคราว เพราะถ้ายังอยู่ที่เรือนสี่ฤดูอย่างไรหลิวอิ่นก็ต้องเห็นพวกเขา อีกทั้งจะให้เจ้าตัวขังตนเองอยู่ในห้องไปตลอดก็ไม่ได้ สุดท้ายจึงต้องพากันระเห็จออกมาแทน"แผลหายดีหรือยัง"หลิวเต๋อหมินไต่ถามถึงรอยแผลตรงไหล่ของบุตรชาย หลิวชิ่งจึงส่ายศีรษะพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงสดใสเช่นทุกครั้ง"ไม่รู้สึกเจ็บแล้ว แต่ยังเหลือรอยอยู่"ส่วนแผลที่ถูกกิ่งไม้เกี่ยวก็หายเป็นปลิดทิ้งหมดแล้ว จะเหลือก็แต่รอยตรงไหล่นี่แหละ เพราะถูกกัดลึกเกินจึงทำให้หายช้า"หมั่นทายาซ้ำเดี๋ยวก็หาย"หลิวชิ่งพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะสังเกตเห็นว่าบิดามองตนนิ่ง ๆ อยู่แบบนั้นตั้งแต่เดินเข้ามาในห้องแล้ว คงไม่ได้มาเพื่อถามไถ่อาการบาดเจ็บของเขาเพียงอย่างเดียวแล้วกระมัง"ท่านพ่อมาหาข้ามีอะไรหรือเปล่า" เด็กน้อยเอียงคอถามอย่างสงสัยใบหน้าคมคายของบิดาดูคิดหนักเสียจนหลิวชิ่งเป็นกังวลไปด้วย พลางคิดไปถึงอาการของหลิวอิ่น คงมิใช่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเด็กคนนั้นหรอกนะ"อาทิตย์หน้าพ่อต้องไปทำธุระต่างเมือง เลยคิดว่าจะพาเจ้าไปด้วย"หลิวชิ่งถอนใจด้วยความโล่งอกที่ไม่ใช่เรื่องของหลิวอิ่น แตว่าเหตุใดบิดาต้องเป็นกังวลกับเรื่องนี้ ถ้าไม่อยากพาเขาไปด้วยก็ให้ตนอยู่ที่นี่เสียจะไม่ดีกว่ารึ"ให้ข้าไปด้วยจะไม่เกะกะหรือ"หลิวเต๋อหมินหัวเราะ "พ่อไม่คิดว่าเจ้าจะซนนะ อีกอย่างเดินทางครั้งนี้ต้องไปหลายวัน จะปล่อยให้เจ้าอยู่ที่ธาราโลหิตคนเดียวก็กระไรอยู่ ตงซ่านเจี๋ยก็ไม่อยู่ที่นี่ด้วย"เรือนธาราโลหิตมีคนเข้าออกมากมายไม่เว้นวัน บ้างก็มีผู้อาวุโสมารที่ไม่ได้กลับพรรคมาเป็นแรมปีมาเยี่ยมเยือน บางครั้งก็มีการจับคนมาทรมาน บิดาคงมิกล้าให้ตนอยู่ที่นี่คนเดียวถึงแม้ว่าจะมีผู้อาวุโสบางคนคอยเฝ้า แต่พวกเขาต่างก็มีงานทำ คงมิอาจมาดูแลเขาทั้งวันราวกับพี่เลี้ยงเด็กได้หรอก"แล้วเหตุใดท่านจึงดูกังวลยามที่จะพาข้าไปด้วย"