นับแต่จำความได้ผมก็รู้จักตัวเองในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้านั่นแล้ว ที่จริงชีวิตที่นั่นมันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คนข้างนอกเขาคิดๆกันนักหรอก ตัวผมเองได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี มีเสื้อผ้าชุดดีๆ สวมใส่มีคนดูแลให้ได้รับการศึกษาเล่าเรียน
และถึงแม้ว่าผมจะไม่เคยได้รู้จักกับความรักความอบอุ่นในครอบครัวมาก่อนแต่ก็ไม่ได้ใฝ่หามันสักเท่านัก เพราะชีวิตย่อมจัดสรรอะไรๆให้เป็การทดแทนกันอยู่เสมอมาและสิ่งหนึ่ง ในหลายๆสิ่งที่ผมได้รับจากบทเรียนของการสู้โลกเพียงลำพังคือ...ความกล้าแกร่งซึ่งผมสร้างมันขึ้นมาเป็ภูมิคุ้มกันตัวเองความรู้สึกในอิสรเสรีภาพ ซึ่งผมได้รับมาก่อนจะถึงวัยอันสมควรเสียด้วยซ้ำ
ผมหาเงินเพราะมันเป็ความจำเป็อย่างหนึ่งในการดำรงชีวิตอยู่แต่เงินที่ผมหามาได้นั้น ก็ได้จากการรับจ้างทำงานเล็กๆ น้อยๆ อยู่ตลอดเวลาเด็กกำพร้าคนอื่นๆ มักจะโชคดีกว่าผม ตรงที่มีผู้บริจาคเงินให้ตลอดเวลาเพราะฉะนั้นเงินของผมจึงมีค่ามาก แล้วใครก็ตามที่ขอยืมเงินผมไปและไม่ยอมใช้คืนผมจะต่อสู้ฟาดฟันเอาคืนจนได้
อย่างรายของปีเตอร์ซานเปโร ซึ่งขอยืมผมไป 20 เซนต์อาทิตย์ต่อมาผมรู้ว่าเขาได้เงินมาไม่น้อย แต่หลบๆ เลี่ยงๆ ไม่ยอมใช้ผมก็เลยตามไปจนถึงตัว แต่ตอนนั้นเงินเขาหมดแล้ว เพราะฉะนั้นอาทิตย์นี้อย่างไรเสียผมจะต้องเอาคืนมาให้ได้...
พอถึงตอนบ่ายหลังจากโรงเรียนเลิกผมก็ลงไปหาเขาที่สนามหญ้าหลังโรงเรียน ตอนนั้นเขามีเพื่อนคู่หูเดินมาด้วย 2คน
“เฮ้ พีทเงินยี่สิบเซ็นต์ว่าไง?”
ปีเตอร์ทำท่าลังเลเขารู้แล้วว่าเขาจะเบี้ยวผมไม่ได้เป็อันขาด แต่ก็ยังทำปากแข็ง
“เงินอะไรของนายวะ?”
“ก็ที่นายยืมฉันไปไงล่ะตอนนี้ขอคืนแล้ว อย่านึกว่าฉันลืมสิ”
“เงินพ่อนายน่ะสิ...”ปีเตอร์ตอบแล้วก็หันไปพูดกับเพื่อนๆ ว่า “ไอ้พวกเด็กกำพร้าระยำพวกนี้น่ารำคาญชะมัดเลยพวกเราต้องทั้งบำรุงทั้งอนุเคราะห์ โรงเรียนจะได้มีเงินเลี้ยงดูพวกมันแต่มันกลับมาทำใหญ่ใส่เ้าของโรงเรียนอย่างนั้นแหละ เฮ้ย...เอาสิ...เข้ามาเอาเองฉันเตรียมจะให้อยู่แล้วนี่ไง...”
ผมรู้สึกขมขื่นลึกๆอย่างน้อยก็ไม่ชอบให้ใครมาเรียกผมว่า...ไอ้เด็กระยำ...เพราะมีคนเรียกอย่างนั้นมามากแล้วอีกประการหนึ่ง คุณพ่อเบิร์นฮาร์ทมักจะย้ำหัวตะปูอยู่เสมอว่า เด็กๆอย่างพวกเรานี้โชคดีนักหนาเพราะเป็ลูกของพระเ้า...ก็ดีอยู่หรอกที่เรามีพระเ้าเป็พ่อ...แต่ทำไมถึงถูกเรียกว่า...ไอ้เด็กระยำ...ก็ไม่รู้...ผมทนจนไม่อยากจะทนอีกต่อไปแล้ว...
ผมกระโจนเข้าใส่มันทันทีมันตวัดหมัดเข้าใส่กระโดงคาง เป็ผลให้ผมล้มลงมันได้ทีก็กระโจนขึ้นคร่อมตัวประเคนหมัดใส่ที่ใบหน้าเืกำเดาไหลพรากออกมาทางจมูก ผมใช้เท้ายันเข้าตรงระหว่างขาของมันอย่างแรงหน้ามันซีดเผือด รีบกลิ้งตัวออกไปอีกด้านหนึ่ง คราวนี้เป็ทีของผมบ้างผมต่อยมันตรงซอกคอใต้คางพอดี มันผงะหงายลงไปนอนอยู่บนพื้นข้างถนนมือข้างหนึ่งซุกอยู่ระหว่างขาร้องครางอยู่
ตอนนี้ผมทรงตัวขึ้นได้แล้วขณะก้มตัวลงไปหามันเืจากจมูกไหลเปรอเปื้อนเสื้อผ้าของมันเป็จุดๆ ผมล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกงควานหาเศษเงินในกระเป๋าออกมาเต็มกำมือและนับจนครบ 20 เซ็นต์ยื่นให้เพื่อนมันดู
“พวกนายเห็นแล้วนะว่าฉันเอาไปแค่ยี่สิบเซ็นต์เท่านั้นแล้วต่อไปนี้จงอย่าได้มายุ่งกับฉันอีก”
พวกมันมองดูผมที่เดินออกจากตรงนั้นเงียบๆใช้แขนเช็ดจมูกไปเรื่อย จนกระทั่งถึงร้านของจิมมี่ โคชที่ผมรับจ้างทำงานเล็กๆน้อยๆ อยู่ ตอนที่ผมโผล่เข้าไป โคชกำลังนั่งอยู่หลังแผงขายบุหรี่
“เกิดอะไรขึ้นวะไอ้หนู?” เขาถามด้วยน้ำเสียงปนหัวเราะ
“ไม่มีอะไรมากหรอกครับมิสเตอร์โคช มีคนบางคนเขาคิดว่าจะล้มผมได้แต่ไม่สำเร็จ” ผมตอบหยิ่งๆ
“เออ...ดีแล้วแฟรงกี้ อย่ายอมให้ใครมาล้มเราได้ง่ายๆ เสียศักดิ์ศรีหมด เข้าไปล้างหน้าล้างตาเสียแล้วทำความสะอาดพื้นให้เรียบร้อย”
ตอนที่ผมเดินคล้อยหลังเข้าไปในห้องน้ำได้ยินเสียงเขาพูดแว่วๆ อยู่กับใครคนหนึ่งว่า
“เด็กคนนี้มีคนเอามันอยู่ได้ไม่กี่คนหรอกเพิ่งจะอายุสิบสามเท่านั้นแต่รูปร่างมันใหญ่แล้วก็กล้ากว่าสมัยที่ผมเป็หนุ่มเสียอีก”
กลิ่นยาเส้นผสมปัสสาวะคละคลุ้งอยู่ในห้องน้ำผมล้างหน้าล้างมือลวกๆ ยกชายเสื้อขึ้นเช็ด เสร็จแล้วจึงได้ลงมือทำงานประจำวัน
งานของผมที่ร้านมิสเตอร์โคชนั้นดูจะเป็สิ่งเดียวที่ช่วยให้ชีวิตมีความหมายขึ้นผมจะเริ่มทำงานด้วยการกวาดและทำความสะอาดพื้นโดยเฉพาะใต้โต๊ะบิลเลียดซึ่งมีอยู่ถึง 8 โต๊ะโดยที่ผมจะต้องคลานเข้าไปทำความสะอาดใต้โต๊ะเ่าั้ทีละตัวหลังจากนั้นก็ขึ้นมาปัดกวาดกำมะหยี่ปูโต๊ะอย่างเบามือ ระมัดระวังที่สุดเพราะจะต้องไม่ให้ผิวหน้าผ้าเสียหรือถลอกเป็อันขาดแล้วจึงจะเช็ดถูขอบโต๊ะที่เป็ไม้จนขึ้นเงาวาววับ
งานขั้นต่อไปคือจัดการแช่เบียร์และโซดาไว้ให้เย็นซึ่งทั้ง2อย่างนี้ อยู่ในห้องเก็บของใต้ดินส่วนมากเวลาลูกค้าสั่งเครื่องดื่มประเภทนี้ มิสเตอร์โคชมักจะใช้ให้ผมเป็คนลงไปเอาพอประมาณบ่าย 4 โมง โทรศัพท์จะเริ่มดังขึ้นเป็โทรศัพท์จากคนของมิสเตอร์โคชที่จะรายงานผลการแข่งหมาเข้ามาจากสนามซึ่งผมจะต้องจดลงบนกระดานดำที่ติดอยู่บนผนังทางด้านหลัง
บางครั้งผมก็รับใช้ลูกค้าด้วยการออกไปซื้อแซนวิชให้เขาด้วยผมมักจะไปซื้อร้านที่คุ้นเคยกัน เป็ร้านที่ผมฝากหีบเครื่องขัดรองเท้าเอาไว้ที่นั่นและถ้าใครอยากให้ผมขัดรองเท้าผมก็จะรีบจัดการให้อย่างดีที่สุด
งานในร้านเช่นนี้ทำให้ผมมีรายได้เฉลี่ยแล้วสัปดาห์ละ6-8 เหรียญ ซึ่งเป็เงินจำนวนไม่น้อยเลยมิสเตอร์โคชอนุญาตให้ผมกลับไปกินซัปเปอร์ตอนหนึ่งทุ่มที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าได้แต่ไม่ยอมให้อยู่ตอนกลางคืน ซึ่งผมไม่ทราบว่าเป็เพราะเหตุใด
วันรุ่งขึ้น ปีเตอร์ซานเปโรไม่ได้มาเรียน แต่ผู้ที่มาคือแม่ของเขาเองหล่อนยืนอยู่หน้าห้องปากก็พูดกับซิสเตอร์แอนน์แต่สายตาจ้องอยู่ที่ผมหลังจากนั้นซิสเตอร์แอนน์ได้ให้คนพาเธอไปพบครู่ใหญ่ อีกไม่กี่นาทีต่อมานักเรียนหญิงคนหนึ่งก็เดินถือจดหมายมาให้ซิสเตอร์แอนน์
“แมรี่ ปีเตอร์จะเป็คนอ่านหนังสือนำในชั้นตอนที่ครูออกไปข้างนอก อยู่กันดีๆ นะเด็กๆ ...เอ้า...
ฟรานซิส มากับครู”
ผมเดินตามซิสเตอร์ลงไปพบครูใหญ่ที่ห้องข้างล่างพอเราโผล่เข้าไปในห้องก็เห็นคุณพ่อเบิร์นฮาร์ทครูใหญ่และมิสซิสซานเปโรนั่งกันอยู่พร้อมหน้า กำลังพูดคุยกันอยู่ได้ยินเสียงแม่ของปีเตอร์พูดแจ้วๆ อยู่ว่า
“อย่างน้อยคุณก็น่าจะเก็บเด็กพวกนี้ไว้ให้เป็ที่เป็ทางสิคะ”หล่อนหยุดพูดทันทีที่เห็นผมเดินเข้าไปในห้อง
“มานี่สิ ฟรานซิส”ครูใหญ่เรียก ผมจึงเดินเข้าไปหา
“ฉันได้ยินมาว่าเธอเกิดเื่ชกต่อยกับปีเตอร์ ซานเปโร จนเขาได้รับาเ็มากทีเดียวทำไมถึงเป็อย่างนั้นล่ะ?”
น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่หนักแน่นมั่นคงยิ่งนัก
“เขาขอยืมเงินผมไปยี่สิบเซ็นต์แล้วไม่ยอมใช้ครับแล้วเขายังเรียกผมว่า ไอ้เด็กระยำ...ด้วย” ผมทอดเสียงอ่อนๆในตอนท้าย อย่างน้อยก็เพื่อให้ใครได้เห็นใจบ้าง
“ฟรานซิสเธอจะต้องเรียนรู้วิธีควบคุมอารมณ์เสียบ้าง จำได้ไหมว่าจีซัสทรงเทศน์โปรดไว้ว่ายังไง...เมื่อเราถูกตบที่แก้มข้างหนึ่งจงเอียงอีกข้างหนึ่งให้เขาด้วย ฉัน้าให้เธอขอโทษคุณนายซานเปโร พูดด้วยว่าเธอเสียใจที่เกิดเื่เช่นนี้ขึ้น”
...ขอโทษรึ...สบายมากเื่อย่างนี้ผมชำนาญอยู่แล้วก็เลยรับคำครูใหญ่อย่างอัตโนมัติและเดินเข้าไปหามารดาของคู่อริ
“ผมเสียใจครับมิสซิสซานเปโร ผมไม่ได้ตั้งใจทำร้ายปีเตอร์เลย” ผมพูดตั้งยาวขนาดนี้แต่ไม่เห็นหล่อนตอบอะไรสักคำคนที่พูดแทนกลับเป็ครูใหญ่
“เอาละ ฟรานซิสสำหรับบทลงโทษที่เกิดจากการชกต่อยกันครั้งนี้ฉันได้บอกให้คุณพ่อเบิร์นฮาร์ทกักบริเวณเธอเป็เวลาสองอาทิตย์”
“ตั้งสองอาทิตย์เชียวหรือครับ...?”ผมเผลอร้องออกไปด้วยความใ “ได้โปรดเถอะครับกรุณาอย่าทำอย่างนั้นเลย...ท่านทำไม่ได้นะครับ”
“เงียบ...!” คุณพ่อเบิร์นฮาร์ทคำรามใส่ผมทันที “ทำไมถึงจะทำไม่ได้?”
“เพราะ...เพราะผมต้องทำงานครับทำกับจิมมี่ โคช”
“มีงานทำแล้วรึ?”ท่านพยักหน้าหงึกหงัก “ไหน...บอกมาสิว่าไปทำงานอะไร?”
“ผมทำปัดกวาดและรับใช้ซื้อของครับ”
“อ๋อ...ทำความสะอาดหรอกรึ...ดี...ฉันมีงานทำความสะอาดให้เธอทำเยอะแยะเลยไม่ต้องเป็ห่วงหรอก”
“กลับไปห้องเรียนได้แล้วฟรานซิส”ครูใหญ่สั่ง
“มาเถอะ ฟรานซิส”ซิสเตอร์แอนน์ซึ่งนั่งเงียบอยู่นานแล้วเอ่ยขึ้นจากนั้นก็เดินนำผมออกจากห้องเงียบๆ เมื่อถึงบันไดที่จะขึ้นไปยังห้องเรียนเธอได้หันกลับมามองและจับมือผมไว้
“อย่าเสียใจนะฟรานซิสทำเฉยๆ ไว้ก่อนแล้วทุกอย่างจะดีเอง”
ผมจูบที่มือเธอด้วยความรู้สึกเต็มตื้น
“ซิสเตอร์ครับผมรักซิสเตอร์เหลือเกิน ซิสเตอร์คนเดียวเท่านั้นที่มีความยุติธรรมมีความเข้าใจ...ผมรักซิสเตอร์ครับ”
เธอกุมมือผมไว้แน่นน้ำตาคลอเต็มตา...
“ฟรานซิสซิสเตอร์เข้าใจเธอจริงๆ นะ อย่าห่วงเลย”