ตอนที่ 357 ดำดิ่ง
เรือโดยสารดำดิ่งลึกลงสู้ก้นมหาสมุทร ดูจากระยะทางตลอด 3วันมานี้เรือลำนี้สมควรเดินทางมาได้ราวเกือบหนึ่งในสี่ของเส้นผ่านศูนย์กลางอ่าวใต้บาดาลแล้ว นับเป็นความเร็วที่น่าประทับใจมากสำหรับเรือโดยสารขนาดใหญ่ลำนี้
มีหลายช่วงที่เรือลำนี้เพิ่มและลดความเร็วตามสถานการณ์ ในเวลาที่ท้องฟ้าเปิด ความเร็วสูงสุดของเรือลำนี้จะไม่ด้อยไปกว่าอริยะขั้นปลายเลย หากเพราะต้องหลบเลี่ยงสัตว์อสูร พายุ และแนวเดินของเรือลำอื่น ความเร็วจึงตกลงเป็นระยะ ยังไม่รวมถึงการต้องอ้อมเปลี่ยนเส้นทางในบางครั้ง
หากสิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนไปเลยตลอด 3วันคือความปลอดภัย ตลอดการเดินทางไม่มีสิ่งใดเข้าใกล้ตัวเรือแม้แต่ตัวเดียว แม้แต่เรือโจรสลัดยังไม่ปรากฏให้เห็นแม้สักลำ คู่ควรกับคำโฆษณาของกลุ่มการค้าอิสึกะถึงเรื่องของความปลอดภัย
นี่คือสถานที่ห่างไกลที่สุดที่นิทานเคยมาเยือน พวกเขาออกพ้นเขตน่านน้ำของอาณาจักรไฟกัลป์ อยู่ที่ส่วนบนของอ่าวใต้บาดาลอันกว้างใหญ่ ณ เวลานี้นิทานไม่อาจมองเห็นผืนดินอีกต่อไป
คีตานอนสูดดมกลิ่นของคลื่นลมและกลิ่นเกลือของมหาสมุทรด้วยสีหน้าง่วงเหงาหาวนอน ที่แห่งนี้สงบและเงียบจนน่านอนเป็นอย่างยิ่ง เมื่อรวมกับการที่เรือโดยสารลำนี้ปรับอากาศให้ไม่ร้อนจนเกินไปยิ่งทำให้คีตาจะหลับตาลงเสียให้จงได้
ก่อนขึ้นเรือมามันคาดหวังว่าจะได้พบกับอะไรน่าตื่นเต้น ๆ มากมาย อย่างโจรสลัดบุก คลื่นขนาดยักษ์ซัดเข้าตัวเรือ เกาะลึกลับที่ปรากฏขึ้นเอง สัตว์อสูรใต้ทะเลที่ตัวใหญ่ราวขุนเขา หรืออย่างเรือผีในตำนานที่โผล่มากระชากวิญญาณทุกคนบนเรือไป
ถ้ามีจริงเราก็ตายกันหมดแล้วสิ นิทานกล่าวปลอบขวัญเจ้าม้าที่เซ็งกับความน่าเบื่อ แม้อากาศจะสุขสบายดีแต่เมื่อเทียบกันแล้วทะเลทรายฝังอัญมณียังสนุกกว่ามาก
จากที่นั่นคีตาได้เก็บวัตถุดิบและพืชพรรณต่าง ๆ มาตั้งมากเพื่อนำไปขาย แต่ที่นี่มันทำเช่นนั้นไม่ได้เลย ได้แต่ใช้พลังอาณาเขตจับตาดูปลาหน้าตาแปลก ๆ ที่ผิวน้ำว่ายไปว่ายมา งานอดิเรกใหม่อย่างหนึ่งที่พบคือการแอบดูเรื่องชาวบ้าน เรื่องชาวบ้านเรื่องโปรดของมันเวลานี้คือเรื่องความรักระหว่างนักผจญภัยสามคน
พวกเขาสามคนนั้นรักกันเป็นวังวนสามเหลี่ยม จะเรียกว่ารักสามเส้าก็ยังไม่ผิด
คนหนึ่งแสดงออกอย่างชัดเจนว่าชอบอีกคนหนึ่ง หากคนนั้นกลับสนใจหญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่ม น่าเสียดายที่หญิงสาวคนนั้นกลับไม่ได้ชอบเขาตอบแต่ชอบนักผจญภัยคนแรก
มันจับตาดูและสังเกตพวกเขามาตลอดทาง คอยตื่นเต้นและเขินตามเมื่อมีฝั่งใดฝั่งหนึ่งพยายามขยับความสัมพันธ์ แต่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรคือหน้าแม้แต่น้อย ต่างคนต่างก็ติดกำแพงที่เรียกว่าไม่มีใจจนเกิดเป็นความสัมพันธ์แสนอึดอัดที่ช่วยคลายเบื่อให้คีตาได้ตลอด 3วัน
ในที่สุดจึงมาถึงจุดที่ต้องเดินทางต่อใต้บาดาล
ใบเรือขนาดใหญ่กางออกอย่างองอาจ ใบกลางที่ใหญ่โตที่สุดแตกกระจายออกกลายเป็นเส้นใยสีใสคล้ายกับกลีบดอกไม้ พวกมันถักทอรวมกันก่อนจะห่อหุ้มเรือโดยสารไว้ทั้งใบ
เมื่อเส้นเหล่านั้นเชื่อมต่อกับตัวเรือจนสมบูรณ์ พลังจิตวิญญาณหนาแน่นจากใต้ท้องเรือก็แผ่พุ่งออก เสริมแกร่งให้แก่เส้นใยและหางเสือ ดำดิ่งพาเรือทั้งลำจมลงสู่ก้นสมุทร
ในเวลานี้ผู้โดยสารทุกคนมารวมตัวกันที่กราบเรืออย่างพร้อมเพรียง เป็นประจักษ์พยานเฝ้ามองวินาทีที่เหนือหัวของตนมิใช่นภาสีครามอีกต่อไป เมื่อน้ำท่วมมิดลำ บนฟากฟ้าก็กลายเป็นพร่ามัวจากลายคลื่น เส้นใยสีใสเหล่านั้นเปล่งแสงอ่อนจาง ช่วยให้ผู้โดยสารสามารถมองเห็นโลกใต้บาดาลได้อย่างชัดเจน
โฟเรลมุมปากปรากฏรอยยิ้มน้อย ๆ เขาเคยเห็นฉากนี้หลายครั้งแล้วหากก็ยังหลงรักทุกครั้งที่ได้พบเห็น ยามที่รอบตัวเปลี่ยนสีไปเป็นสีน้ำเงินนุ่มนวลคือสิ่งที่เขาชอบที่สุด
คีตากระเด้งตัวลุกจากพื้นเรือพร้อมสายตาแวววับ หางของมันส่ายไปมาอย่างที่ม้าแผงคอแดงไม่น่าจะเป็น เวลานี้รอบตัวเรือคือฝูงปลานับร้อยนับพันตัวที่เวียนว่ายอย่างตื่นตระหนกกับสิ่งแปลกปลอมขนาดมหึมานี้
เมื่อลึกลงไปอีกระดับหนึ่งจึงได้เห็นแนวเทือกเขาใต้บาดาลมากมายทอดตัวไปในทุก ๆ ด้าน ปะการังหลากสีสันกับเหล่าปลานับพันที่มีลวดลายที่ไม่ซ้ำกันก่อให้เกิดภาพวาดดั่งความฝัน
คีตาหวนนึกถึงถ้ำหมื่นสีแสนผลึกที่บาราทรัม แม้จะไม่ได้สวยงดงามหรือชวนให้หลงใหลมากเท่า หากความตระการตาและความยิ่งใหญ่นั้นเหนือกว่ากันมากนัก
“ฟืด!”
นิทาน นิทาน! ปลา ปลา! น่ากินมากเลย!
“ฟืด! ฟืด!”
นิทาน! ก้อนสี ๆ เต็มไปหมดเลย! มีปลาตัวแบน ๆ แล้วก็หมึกด้วย!
คีตาวิ่งไปมาทั่วกราบเรือด้วยความตื่นเต้น นิทานจึงต้องคอยเดินตามประกบตัวมันไม่ห่าง กลัวว่ามันจะกระโจนออกไปนอกเส้นใยสีใสลงสู่น้ำทะเล ภาพอันน่าเอ็นดูของนักบวชสาวกับม้าแผงคอแดงที่เดินดูทิวทัศน์ใต้บาดาลทำให้คนรอบข้างยิ้มแย้ม
หากก็เพียงไม่นานก่อนที่สายตามุ่งร้ายของนักผจญภัยหนุ่มผมขาวจะหันไปสบตากับพวกนักผจญภัยที่จ้องเธอนานจนเกินไป
‘คุณโฟเรลคะ แม้แต่พื้นที่แถบนี้ก็ปลอดภัยเหรอคะ’ เรนเดลหันไปถามผู้มีประสบการณ์อย่างโฟเรล
หากเป็นเหนือผิวน้ำเธอยังพอจะนึกภาพออกว่าการตรวจตราและสังหารพวกโจรสลัดที่ล่วงล้ำนั้นสมควรไม่ยากจนเกินไป แต่เมื่อลงสู่ใต้บาดาลแล้วพื้นที่ที่ต้องตรวจตราก็สูงขึ้นนับสิบ ๆ เท่า
“ไม่ได้ปลอดภัยสมบูรณ์แบบหรอกครับ เหนือผิวน้ำก็เหมือนกัน” โฟเรลส่ายหน้า “ใต้บาดาลนี้อันตรายกว่ามากจริงครับ เพราะงั้นเรือลำนี้ถึงต้องมีผู้คุ้มกันเยอะแยะแบบนี้”
“ในหมู่ผู้คุ้มกัน จะมีอย่างน้อยสองคนที่สามารถต่อสู้ใต้น้ำได้ยอดเยี่ยมครับ เปรียบเหมือนกับที่กัปตันของนกยักษ์ 8ปีกต้องเป็นนักสลักที่บินได้นั่นแหละครับ”
‘คัดกันโหดอยู่นะคะ เฉพาะเจาะจงน่าดูเลย’ เรนเดลนิ่วหน้า คำแห่งพลังนั้นขึ้นอยู่กับบุคคลคนนั้น เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงตัวตนและวิญญาณ ดังนั้นหากให้พูดในอีกมุมหนึ่ง จะบอกว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่อาจเลือกได้ก็ถูกต้องระดับหนึ่ง
ต้องมีความสามารถในการโบยบิน ต้องสามารถต่อสู้ใต้น้ำได้อย่างยอดเยี่ยม สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดจากผลลัพธ์ของคำแห่งพลัง ย่อมไม่ใช่สิ่งที่จะฝึกฝนกันได้ ดังนั้นในสายตาของนิทานจึงดูเป็นเรื่องน่าหดหู่ไม่น้อย
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ารายได้ในตำแหน่งพวกนี้จะสูงถึงเพียงใด ไม่เพียงต้องเป็นนักสลักแต่ยังต้องตรงตามเงื่อนไขของพลัง เรื่องนี้จะโทษกลุ่มการค้าอิสึกะหรือเชียนเป่าก็ไม่ได้ เพราะมันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างแท้จริง
“ไม่ยากขนาดนั้นหรอกครับ ผู้ที่เกิดและเติบโตริมน้ำหรืออาศัยอยู่ในเรือส่วนมากจะก่อให้เกิดคำแห่งพลังเช่นนั้นออกมาเอง” โฟเรลส่ายหน้าอีกครั้ง “อย่างที่อาณาจักรของคุณเองก็มีคำแห่งพลัง ไฟ เกลื่อนไปหมดไม่ใช่เหรอครับ?”
เรนเดลพยักหน้าน้อย ๆ หากคิดในมุมนี้มันก็สมควรจะหาไม่ยากจริง ๆ เพียงแต่ดูจะจำกัดวงแคบลงมาก ต้องตามหาจากผู้ที่มีถิ่นฐานอยู่กับทะเล
ความเร็วยามอยู่ใต้บาดาลกลับสูงล้ำกว่ายามอยู่เหนือผิวน้ำอย่างไม่อาจเทียบติด ใบเรือทั้งสามที่หลงเหลือกลายสภาพไปเป็นครีบปลาขนาดใหญ่ที่กราบเรือ เพียงขยับไหวคราหนึ่งก็พาให้เรือโดยสารพุ่งตัวไปหลายกิโลเมตร
เร็วกว่าระดับผู้แสวงวิถีอีกมั้งเนี่ย เรนเดลกลืนน้ำลายอึกใหญ่ จุคนได้เป็นร้อย ล่องได้ทั้งเหนือผิวน้ำและใต้บาดาล มีพลังป้องกันสูง แถมยังเคลื่อนไหวได้รวดเร็ว หรือเรือลำนี้จะเป็นสมบัติระดับผู้แสวงวิถี?
สมบัติระดับผู้แสวงวิถีรูปแบบพาหนะ? ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยแฮะ ต้องใช้นักรังสรรค์กี่คนเนี่ย สมบัติระดับผู้แสวงวิถีชิ้นเดียวที่นิทานเคยเห็นคือรูปสลักปลายวิถีที่งานประมูลของกลุ่มการค้าอิสึกะ นั่นเป็นสมบัติสายป้องกันที่มีความสามารถที่ไม่น่าเป็นไปได้อย่างการแทนชีวิต
รูปสลักปลายวิถีในตอนนั้นถูกองค์ชายจันทรกานต์ซื้อไปในราคาถึง 6พันล้านไกอา เพียงแค่คิดถึงปริมาณเงินเช่นนั้นนิทานก็อดขนลุกไม่ได้ เขาก้มลงมองเรือใต้เท้าของตนแล้วจึงอดสงสัยไม่ได้ถึงราคาของเรือลำนี้
กลุ่มการค้าอิสึกะมีเรือแบบนี้กี่ลำนะ..
ผ่านไปครู่ใหญ่ ด้วยความเร็วระดับผู้แสวงวิถีเรือโดยสารก็ได้ผ่านพ้นช่วงต้นของใต้บาดาลไปอย่างรวดเร็ว ละทิ้งพื้นที่สวยสดงดงามราวกับความฝัน มุ่งตรงดิ่งเข้าสู่ความมืดมิดภายนอก
คีตาหูตั้งขึ้นน้อย ๆ หากคราวนี้กลับไม่ใช่เพราะความตื่นเต้น แต่เป็นความระแวง มันใช้พลังของตนเองมองล่วงหน้าลงไปใต้ท้องเรือ พื้นที่ลึกสุดเท่าที่มันสามารถเห็นได้คือความมืดมิด พลังอาณาเขตของมันแม้จะตรวจจับภายในความมืดของน้ำทะเลได้แต่มันกลับไม่พบสิ่งใดเลย มีเพียงความมืดสนิทที่ไร้ทั้งบนหรือล่าง ทุกอย่างคือความมืดไร้แสงและน้ำทะเล
เรือลำนี้กลับไม่ได้ดำดิ่งลงไปสู่ความลึกระดับนั้น ใต้ท้องเรือสมควรเป็นหุบเหวใต้ทะเล ขณะนี้เรือโดยสารเพียงทะลวงผ่านผืนน้ำในระดับความลึกที่หากเงยหน้าจะพอมองเห็นแสงอาทิตย์ได้อย่างเลือนราง
คีตาเดินเข้าแนบชิดนิทาน ความมืดมิดด้านล่างทำให้มันนึกถึงสถานที่ที่มันโผล่ไปในครั้งแรกหลังจากมันเลื่อนกลายเป็นนักสลักเอก ในตอนนั้นมันที่เรียนรู้คำแห่งพลัง ไล่ตาม จนครบถ้วนสมบูรณ์ได้ไล่ตามบลังก้าเข้าไปในกระจกนั่น
ภายในกระจกนั้นที่บลังก้าเข้าไปคือความมืดมิดไร้ที่สิ้นสุด ตัวมันในตอนนั้นปรากฏกายขึ้นตามหลังบลังก้าในพริบตา สติทั้งหมดจดจ่ออยู่กับการทำให้อีกฝ่ายยอมแพ้ กลับไปหานิทานพร้อมกับมัน มันจึงแทบไม่ได้สนใจรอบข้างเลย
และความมืดมิดของใต้บาดาลนั้นทำให้มันนึกออกว่าทั้งสองสถานที่นั้นคล้ายคลึงกันเพียงใด แม้ในนั้นจะไม่มีน้ำทะเลท่วมหากกลับให้ความรู้สึกราวกับโลกนั้นหยุดหมุนเหมือนกัน
เมื่อไปถึงจุดหนึ่ง เขตหุบเหวใต้บาดาลก็หมดไป เข้าสู้พื้นที่แอ่งใต้สมุทรขนาดใหญ่ที่มีแสงของพระอาทิตย์ส่องถึงเล็กน้อย จากโลกสีดำสนิทใต้ท้องเรือกลับกลายเป็นโลกสีน้ำเงินเข้มน่าดึงดูด
เป็นสีน้ำเงินเข้มที่ราวกับกักเก็บอารมณ์ความรู้สึกไว้มากมาย มากเสียจนความเศร้าและความเหงาหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสีน้ำเงินนั้น
เพียงขยับลึกลงไปอีกไม่กี่เมตร แสงอาทิตย์จากบนฟากฟ้าแสนไกลก็มิอาจเอื้อมมาแตะสัมผัสได้อีก เข้าสู่จุดเชื่อมต่อระหว่างแสงสว่างและความมืด สีน้ำเงินนี้ทำให้คีตาที่ระแวงมาตลอดทางผ่อนคลายลงโดยอัตโนมัติ
เมื่อมันหันหน้าไปมองเรนเดลมันก็หูตกลงด้วยความผิดหวัง ดวงตาคู่นั้นที่มันนึกถึงกลับกลายเป็นสีม่วงไปเสียแล้ว
จริงด้วย คล้ายกับสีตาของฉันเลย นิทานยิ้มบาง ลูบหัวเจ้าม้าแผงคอแดงที่หูตกด้วยความรัก เขาย่อมเคยเห็นสีตาของตนเองผ่านรูปถ่ายและกระจก สีตาของเขานั้นคล้ายคลึงกับสีของน้ำทะเลรอบตัวเขาเวลานี้เป็นที่สุด
นิทานลูบเปลือกตาของตนเองอย่างเบามือ แม้เขาจะชอบการปลอมตัวเป็นทุนเดิมแต่ก็ต้องยอมรับว่าเขาอยู่ในร่างเรนเดลนานเกินไปจริง ๆ ยิ่งคีตาพูดถึงสีตาเช่นนี้ทำให้เขาพลันคิดถึงร่างที่แท้จริงของตนเอง
นิทานนั้นภูมิใจในสีตาของตนเองมาก เป็นสีที่พบได้ไม่บ่อยในไฟกัลป์ เป็นสีที่เขาได้รับมาจากพ่อ และเป็นสีที่แม่ของเขาชอบที่สุด ตัวเขาเองก็ชอบสีน้ำเงินเช่นกัน
เขาและคีตาชอบสีน้ำเงินและดำเหมือนกัน สามารถสังเกตได้จากการแต่งกายของเขาที่มีสีน้ำเงินหลากหลายเฉดสี ส่วนสีดำนั้นไม่จำเป็นต้องพูดถึง แทบทั้งตัวของคีตานั้นดำจนแทบไม่เห็นสีอื่นอีก
จะว่าไป ตาของเธอก็เป็นสีน้ำเงินที่สวยมากเลย นิทานอมยิ้ม นึกถึงนัยน์ตาของซอเด็ต ตาของเธอเป็นสีน้ำเงินหม่นดังเช่นท้องฟ้าในวันที่มีเมฆครึ้ม เป็นสีน้ำเงินที่เข้ากันกับผมสีส้มอัสดงงดงามของเธอ
“ฟืด!”
จริง! ตากับผมของพี่ซอเด็ตสีสวยมาก ๆ เลย!
คีตาตอบรับความคิดของนิทานอย่างกระตือรือร้น มันชอบสีส้มอัสดงและน้ำเงินครึ้มของอีกฝั่งเป็นอย่างมาก
โอ้? นายจำชื่อซอเด็ตได้เหรอ?
“ฟืด!”
จำได้! พี่ซอเด็ต พี่ซอเด็ต!
คีตาพยักหน้ารัวเร็ว ทวนย้ำชื่อของเธอให้เขาฟังไปมา ไม่บ่อยนักที่คีตาจะจำชื่อของคนอื่นได้เช่นนี้ มันมักเรียกคนอื่นด้วยชื่อเล่นเสียมากกว่า
แสงที่เคยอยู่ไกลสุดสายตาใต้บาดาลยามนี้เริ่มขยับเขยื้อนใกล้เข้ามา ด้วยความรวดเร็วของเรือโดยสาร เพียงระยะเวลาที่ทั้งสองคุยเล่นกันเรือโดยสารก็ลุถึงที่หมาย นครโอคานอสอันโอ่อ่าปรากฏแก่สายตา