ยามเซิน (15.00 - 16.59 น.) ณ ห้องประชุมค่ายทหารแดนเหนือ
บรรยากาศภายในห้องอึมครึมและกดดันจนแทบจะรีดน้ำออกจากอากาศได้ ขุนพลร่างั์ระดับบิ๊กเบิ้มห้าหกคนกำลังยืนเหงื่อแตกพลั่กอยู่หน้าโต๊ะไม้ที่มีแผนที่กางกั้นไว้ เบื้องหน้าของพวกเขาคือมู่ชิงเยว่ที่นั่งหลังตรงแหน่ว คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็เงื่อนตาย
"การส่งทัพหน้าไปอุดช่องเขาโดยไร้ทัพหนุน... นี่พวกเ้าส่งทหารไปรบ หรือส่งไปเป็เป้าธนูให้ศัตรูกันแน่! ไปเขียนแผนมาใหม่! หากคิดตื้นเขินได้เพียงเท่านี้ ก็จงถอดเกราะแล้วกลับบ้านเกิดไปทำนาเสีย!"
เหล่าขุนพลร่างั์ก้มหน้าซีดเผือด ตัวลีบเท่ามด ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ปัง!!
จู่ๆ ประตูห้องประชุมก็ถูกผลักเปิดออกกว้าง ทหารยามชั้นผู้น้อยสองคนที่เฝ้าอยู่ด้านนอกลุกลี้ลุกลนหน้าตาตื่น พยายามจะเอื้อมมือมาคว้า "ค…คุณชายจี้! ท่านเข้าไปไม่ได้นะขอรับ!" แต่ก็ช้ากว่าร่างเพรียวบางของคุณชายสามในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนที่เดินนวยนาดแทรกตัวเข้ามากลางดงทหารหาญเรียบร้อยแล้ว!
ในมือซ้ายของจี้ฉางเซิงถือถาดไม้ที่มีกาน้ำชาควันหอมฉุย ส่วนแขนขวาหนีบกอง 'แผ่นไม้กระดานประหลาดๆ' ที่ถูกดัดแปลงร้อยด้วยกระบอกไม้ไผ่กลมๆ เรียงกันเป็ตับ
ที่นี่ค่ายทหารโว้ย! ไม่ใช่สนามเด็กเล่น! ทารกหน้าขาวอย่างเ้าบังอาจเข้ามารบกวนการประชุมทัพรึ! ทหารยาม! ลากตัวออกไป!" เสียงตวาดลั่นพร้อมกับมือหนาที่ตบโต๊ะดัง ปัง! ดังมาจาก 'รองแม่ทัพหลี่ฉง' ขุนศึกหน้าบากอารมณ์ร้อนที่กำลังโดนท่านแม่ทัพด่าจนหัวเสีย เขาก้าวพรวดออกมาดักหน้า ชี้นิ้วด่าคุณชายขี้โรคเพื่อระบายอารมณ์
ปึ้ก! ปลั่กๆๆ! ยังไม่ทันสิ้นคำสั่ง 'เติ้งสือ' ที่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่ข้างๆ ก็รีบกระทุ้งศอกใส่สีข้างหลี่ฉงอย่างแรง! พร้อมกับกระทืบเท้าเพื่อนใต้โต๊ะรัวๆ ยิกๆ!
รองแม่ทัพหลี่ฉงหันขวับไปมองเพื่อนด้วยความหงุดหงิด ทว่าเติ้งสือกลับกำลังถลึงตาเหลือกถลน ส่งซิกขยิบตาบุ้ยใบ้รัวๆ เหงื่อแตกซ่านประหนึ่งจะะโผ่านกระแสจิตว่า 'เห้ยไอ้บ้า! หุบปาก! มึงรู้ไหมว่ากำลังด่าใคร!
แต่หลี่ฉงผู้ใสซื่อแปลรหัสมอร์สทางสายตาของเติ้งสือไม่ออก เขาสะบัดแขนเพื่อนทิ้ง อ้าปากเตรียมจะด่าฉางเซิงต่อให้จมดิน!
สวบ!
ทว่าจี้ฉางเซิงไม่ได้สะทกสะท้าน เขาสับเท้าด้วยความเร็วระดับเชฟ่ออเดอร์ล้น สไลด์ตัวเข้าประชิดด้านหลังรองแม่ทัพหลี่อย่างพลิ้วไหว! "บ่นปวดหลังร้าวลงขากันอยู่ไม่ใช่เรอะลุง! เอ้า! ลองนั่งดู"
ฉางเซิงจัดการยัด 'แผ่นไม้กระบอกไผ่' เสียบพรวดลงไประหว่างพนักเก้าอี้กับแผ่นหลังกว้างๆ ของหลี่ฉงอย่างแม่นยำ! พร้อมกับยัดจอกชาที่รินเตรียมไว้ใส่มือหนาๆ นั่นเสร็จสรรพ!
หลี่ฉงชะงักคำด่าค้างอยู่ในคอ เผลอทิ้งน้ำหนักแผ่นหลังลงพิงพนักเก้าอี้ตามสัญชาตญาณ... กร๊อบ...
"อ๊าาาา..." เสียงกระดูกสันหลังที่ตึงเครียดแบกชุดเกราะมาทั้งวัน ถูกความนูนของกระบอกไม้ไผ่กดทับรีดเส้นเข้าตรงจุด 'สลักเพชร' อย่างพอดิบพอดี! ขุนศึกหน้าบากที่เมื่อกี้กำลังจะสั่งปะาคนถึงกับตาเหลือกค้าง พ่นลมหายใจยาว ร้องครางออกมาด้วยความฟินจนิญญาแทบหลุดออกจากร่าง!
"ส…สบาย... สบายโคตรๆ! นี่มันแผ่นไม้วิเศษอันใดกัน!" หลี่ฉงทรุดฮวบลงนั่งพิงเก้าอี้ หน้าตาเหี้ยมเกรียมเปลี่ยนเป็เคลิบเคลิ้มเหมือนกำลังลอยขึ้น์
"นี่คือ ‘กระดานไผ่ดัดั’ เก้าอี้นวดสรีระศาสตร์ฉบับคุณชายจี้สุดหล่อยังไงล่ะ!" ฉางเซิงยืดอก ก่อนจะหันไปแจกจ่ายแผ่นไม้ไผ่และรินชาใส่จอกให้ขุนพลคนอื่นๆ อย่างรวดเร็วประหนึ่งแจกไพ่ รวมถึงเติ้งสือที่อยากรู้อยากเห็นแบบสุดๆ เพราะเห็นวีรกรรมคุณชายด้วยตาตัวเองมาแล้วหลายครั้งหลายหน
"อ่ะเอาไป! ข้าเห็นพวกท่านนั่งกันหลังขดหลังแข็งั้แ่เช้าแล้ว เอ้า พิงหลังลงไป! แล้วก็นี่ ชาเก๊กฮวยป่าผสมเก๋ากี้โกจิเบอรี่ (กระดกลิ้น) บำรุงสายตา แถมยังทำให้ทำให้สมองโล่งด้วย ข้าต้มเองกับมือเชียวนะ เตรียมมาเผื่อทุกคนเลย! มีของดีขนาดนี้ ต่อให้พวกท่านกางแผนที่ถกกันยันเช้าก็ยังชิลๆ!"
"โอ้ว! สมองข้าโล่งอย่างกับเพิ่งตื่นนอน! ชานี่ก็ชุ่มคอยิ่งนัก! คุณชายจี้ ท่านมันจอมเทพแห่งกองหนุนชัดๆ" เหล่าขุนพลที่ได้ลองพิงแผ่นไม้นวดหลังและซดชาดอกไม้หวานชุ่มคอถึงกับตาวาวประกายปิ๊งปั๊ง ความขุ่นมัวมืดแปดด้านเมื่อครู่หายวับไปกับตา
หลังจากอุดปากพวกขุนพลจนอยู่หมัด ฉางเซิงก็เดินถือแผ่นไม้ชิ้นสุดท้ายและชาจอกพิเศษ (ที่แอบใส่น้ำผึ้งเยอะกว่าคนอื่น) อ้อมไปด้านหลังเก้าอี้ของมู่ชิงเยว่ ที่กำลังนั่งเลิกคิ้วมองเหตุการณ์ตรงหน้า
"ส่วนของท่านแม่ทัพ... พรีเมียมสุดจ้ะ" ฉางเซิงยิ้มแฉ่ง จัดการเสียบแผ่นไม้นวดหลังให้นาง
ชิงเยว่ลองเอนหลังพิง ทันทีที่กระบอกไม้ไผ่ดัดหลังที่ตึงเครียดของนางให้ยืดออก กร๊อบบ~ ความผ่อนคลายก็แล่นวาบไปทั่วแผ่นหลัง นางหลับตาลงรับจอกชาจากมือเขามาซดรวดเดียวหมดจอก
ทว่า! แทนที่นางจะเคลิ้มหลับหรือเอ่ยปากชมหวานๆ แบบเมียคนอื่น ดวงตาหงส์ของท่านแม่ทัพหญิงก็เบิกโพลงขึ้นมา เปล่งประกายวาววับดุจพยัคฆ์ติดปีก! นางตบโต๊ะดัง ปัง!! จนฉางเซินสะดุ้งโหยงตัวลอย!
"ดี! ชุ่มคอ! สมองโล่งแล้ว!" ชิงเยว่ประกาศกร้าว นางชี้หน้าเหล่าขุนพลที่กำลังนั่งพิงเก้าอี้นวดจิบชาอย่างสบายอารมณ์ "ในเมื่อร่างกายพวกเ้าฟื้นกำลังพร้อมทำศึกกันแล้ว... คืนนี้ก็ไม่ต้องนอน! กางแผนที่ใหม่! ร่างค่ายกลปีกนกกระเรียนมาให้ข้าดูเดี๋ยวนี้! เราจะวางแผนบุกทะลวงค่ายโจรคนถึงเช้า!"
"โอ้วววว!!! รับบัญชาท่านแม่ทัพ!!!"
เสียงเฮลั่นดังกึกก้องประหนึ่งเพิ่งรบชนะข้าศึก! เหล่าขุนพลหน้าเหี้ยมฮึกเหิมเืเดือดพล่าน พร้อมใจกันชู 'จอกชาดอกไม้ใบจิ๋ว' ขึ้นสุดแขน ราวกับกำลังชูชามสุราสาบานก่อนออกสมรภูมิ!
"ต่อให้ต้องถกแผนรบเจ็ดวันเจ็ดคืน หรือให้ข้าควบม้าไปถล่มค่ายโจรเสียเดี๋ยวนี้ ข้าก็พร้อมสู้ถวายหัวขอรับ!" รองแม่ทัพหลี่ฉงคำรามลั่น ตบหน้าอกแน่นๆ ของตัวเองดังป้าบๆ
ฉางเซิงที่ยืนอยู่ข้างหลังเมียถึงกับกะพริบตาปริบๆ ... เดี๋ยวนะ ข้าเอาของมาให้พวกท่านผ่อนคลาย ไม่ได้เอามาให้เติมพลังไปนั่งทำงานโต้รุ่งนะเฟ่ย!
ตัดภาพมาที่ยามเฉิน (07.00 - 08.59 น.) ของเช้าวันถัดมา...
จี้ฉางเซิงงัวเงียตื่นขึ้นมาควานหาคนข้างๆ ทว่าสิ่งที่พบมีเพียงความว่างเปล่าและผ้าห่มที่เย็นชืด มู่ชิงเยว่คงจะยกทัพออกไป 'บุกทะลวงค่ายโจรยันสว่าง' ตามที่ลั่นวาจาไว้เมื่อคืนจริงๆ
"เฮ้อ... บ้าพลังเกินไปแล้วแม่ทัพหญิงของข้า" ฉางเซิงบ่นพึมพำ ก่อนจะลุกขึ้นล้างหน้าล้างตา แล้วเดินกะเผลกๆ ไปตรวจความเรียบร้อยที่โรงครัว
เช้านี้ บรรดาพ่อครัวทหารกล้ามโตสามารถทำตามสูตรอาหารของเขาได้เป๊ะปังจนไม่มีที่ติ น้ำซุปใสแจ๋ว ผักหั่นได้สัดส่วน ทุกคนโค้งคำนับ 'ผู้คุมโรงครัว' อย่างพร้อมเพรียงจนเขาแทบไม่ต้องออกแรงจับตะหลิวเลยสักนิด
อดีตเชฟหนุ่มก็ยืนกอดอกพยักหน้ามองผลงานตัวเองที่ดูจะไปได้สวยด้วยความภาคภูมิใจ ทว่าพอไม่ได้เป็คนลงมือ คุณชายสามก็รู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมา “จะว่าไป ไหนๆ เมียข้าก็ไม่อยู่ละ... ออกไปเดินสำรวจจวนสักหน่อยดีกว่า"
ว่าแล้วคุณชายหน้าหยกก็กางร่มกระดาษน้ำมันสีอ่อน (เพื่อปกป้องผิวพรรณอันบอบบาง) เดินทอดน่องนวยนาดออกจากโรงครัว ทะลุผ่านเรือนพักทหาร จนกระทั่งได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมดังแว่วมาแต่ไกล
กลิ่นเครื่องเทศก้นครัวถูกแทนที่ด้วยกลิ่นฝุ่นทรายและกลิ่นเหงื่อเหม็นอับ เบื้องหน้าของเขาคือ 'ลานฝึกม้าศึก' อันกว้างใหญ่ไพศาล ทหารม้าเกราะดำนับพันนายกำลังควบอาชาตัวเขื่องฝุ่นตลบอบอวล แผ่นดินะเืเลื่อนลั่นทุกครั้งที่กีบเท้ากระทบพื้น ช่างเป็ภาพที่ดุดัน ยิ่งใหญ่ และน่าเกรงขามสมกับเป็ทัพหน้าแห่งแดนเหนือ!
ฉางเซิงยืนกางร่มกระดาษน้ำมัน ทอดสายตามองอาณาจักรของภรรยาด้วยความตื่นตะลึงปนภาคภูมิใจ
'ทหารเลเวลล่างๆ ยังควบม้าได้ดุดันปานนี้ ระดับท่านแม่ทัพใหญ่อย่างแม่นางมู่ชิงเยว่ของข้าคงมีทักษะขี่ม้าที่ยอดเยี่ยมหาตัวจับยากเลยล่ะ' คิดมาถึงตรงนี้ อยู่ดีๆ อดีตเชฟหนุ่มก็เผลอหน้าแดงแปร๊ด สมองดันแล่นไปนึกถึงเหตุการณ์ 'คืนเข้าหอ' จริงอย่างที่คิดนั่นแหละ นางควบม้าเก่งเหลือเกิน
ยังไม่ทันได้เคลิบเคลิ้ม จู่ๆ ก็มีเสียงตะโดนดังขึ้นมาทำลายความคิดอันลามกของคุณชายจี้ไปจนหมดสิ้น
"ใช้ไม่ได้ แข็งทื่อเป็ท่อนฟืน! หักเลี้ยววงแคบแค่นี้ก็ชนกันล้มไม่เป็ท่า!"
รองแม่ทัพหลี่ฉง ขุนศึกหน้าบากที่เพิ่งประชุมโต้รุ่งกับแม่ทัพมู่เมื่อคืนนี้กำลังยืนสบถด่าเหล่าทหารม้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ทุกครั้งที่ทัพม้าควบมาด้วยความเร็วสูงแล้วจู่ๆ ต้องหักเลี้ยวเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน เหล่าทหารม้าจะดึงบังเหียนแรงเกินไปจนม้าเสียศูนย์ เบียดชนกันเองล้มกลิ้งไม่เป็ท่า
ฉางเซิงที่ยืนกางร่มดูอยู่ริมลานฝึกหรี่ตามองภาพความโกลาหลนั้นด้วยหัวใจที่เต้าตึกๆ ด้วยความไม่พอใจ เืเพอเฟคชั่นนิชตัวพ่อสูบฉีดอีกครั้ง... ในฐานะเชฟกระทะเหล็กระดับมิชชิลินแล้วเขาไม่ได้เห็นกองทัพที่กำลังฝึกกระบวนทัพพลาดจนปั่นป่วน แต่เขาเห็น 'ลูกมือฝึกหัดที่กำลังสับหมูบะช่อด้วยจังหวะสะเปะสะปะ จนเนื้อหมูเละเทะไม่น่ากิน!'
............
ขอบคุณนักอ่านที่อยู่ด้วยกันมาถึงตรงนี้นะคะ เราดีใจมาก ไม่นึกว่าจะมีคนอ่าน ด้วยความที่แนวหญิงหล่อชายงามดูจะไม่ใช่แนวแมสเท่าไหร่ (ออกจะเป็ new demand ซะด้วยซ้ำ) และขอบคุณสำหรับทุกๆไลค์ คอมเม้น และติดตามเลยค่ะ เป็กำลังใจได้ดีเลย สำหรับนิยายที่ลงไปแล้ว เราจะทยอยวนกลับมาแก้คำผิดและรีไรท์ประโยคที่พิมผิดต่างๆก่อนลงจบนะคะ ระหว่างนี้เราจะยังไม่ติดเหรียญจนกว่าจะเขียนจบ เพื่อเป็การตอบแทนนักอ่านรุ่นแรกที่ร่วมเดินทางไปกับนิยายเื่แรกของเราค่ะ ^^