คลื่นอสูรยึดโลก : อัศวินรัตติกาล (อ่านฟรี)

    พิษสลายวิญญาณ

    เมื่อบัวลอยถูกพันธนาการด้วยโซ่แสงที่ดูดซับพลังเวทอย่างรวดเร็ว ทำให้เธอกลายเป็นเป้านิ่งไปในทันที

    แต่แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

    “โฮ่ง!”

    เสียงเห่าทุ้มต่ำดังสนั่น โบ้ สุนัขคู่ใจที่เข้มแข็งไม่รอช้า

    มันกระทืบเท้าจนพื้นคอนกรีตร้าวละเอียด สกิล [ยั่วยุ] แผ่พุ่งออกไปเป็นคลื่นความร้อนระอุ

    ดึงดูดความสนใจของนักฆ่าสามคนที่กำลังรุมล้อมบัวลอยให้หันกลับมาหาตน

    โล่ปีกขนาดมหึมาบนหลังของมันเรืองแสงสีทองทึบ

    โบ้ตั้งรับการโจมตีจากมีดอาบยาพิษที่พุ่งเข้ามาดุจห่าฝน เสียงโลหะปะทะโล่ดังรัวเป็นกลองรบ

    จากนั้นมันใช้สกิล [พายุหมุน] โบ้สะบัดร่างหมุนตัว 360 องศา

    กรงเล็บแหลมคมพรรณนาเป็นวงกลมสังหาร ผลักนักฆ่าเหล่านั้นกระเด็นออกไป เปิดช่องว่างให้อคินได้หายใจ

    “ [อวยพร] [ลับคม] !”

    สิ้นสุดการขานชื่อสกิลของอคิน ดาบในมืออคินส่องประกายเย็นเยียบ

    เขาใช้ [ปัดป้อง] เบี่ยงทิศทางลูกธนูเวทที่พุ่งใส่หน้าผากได้อย่างฉิวเฉียด

    ก่อนจะสปริงตัวเข้าหาหัวหน้านักฆ่าด้วยความเร็วของเขาพุ่งทะยานไปราวกับวิญญาณร้ายในชุดขาว

    คมดาบฟาดฟันเข้าใส่จุดตายที่ลำคอศัตรู

    กิ๊ง!

    เสียงแหลมสูงของเหล็กหักดังก้องไปทั่วโกดัง

    ดาบราคาถูกสะบั้นเป็นสองท่อนทันทีที่ปะทะกับชุดเกราะมหาอุดของหัวหน้านักฆ่า

    อคินตาโตด้วยความตกใจ แต่สัญชาตญาณนักรบของเขากลับทำงานเร็วกว่าความคิด

    “สลับ!”

    ในเสี้ยววินาทีที่ดาบหักหายไป ‘ขวานยักษ์ทลายผา’ ก็ปรากฏขึ้นแทนที่ด้วยน้ำหนักมหาศาล

    อคินทุ่มแรงทั้งหมดใช้สกิล [ทุบ] อัดลงไปเต็มแรง แรงกระแทกส่งผลให้โล่ของศัตรูแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ

    ทว่าขวานในมือเขาก็เริ่มปริร้าวจากการรับภาระพลังเวทที่ผันผวนเกินไป

    “พวกแกเตรียมตัวมาดีเกินไปแล้ว!”

    อคินคำรามพลางกลิ้งตัวหลบกริชที่พุ่งสวนมา

    เขาแทบไม่รู้สึกถึงความเหนื่อยล้าทางกาย แต่น่าแปลกที่เขาเริ่มรู้สึก ‘ง่วง’ ขึ้นมาอย่างประหลาด

    ทั้งที่เพิ่งเริ่มการต่อสู้ได้ไม่นาน

    “บัวลอย! รีบออกมาได้แล้ว!”

    อคินตะโกนก้องพร้อมสลับอาวุธเป็น ‘หอกรัตติกาล’ อีกครั้ง เขาทะลวงหอกผ่านไหล่ของนักฆ่าคนหนึ่งที่พยายามเข้าประชิดตัว

    บัวลอยอาศัยจังหวะที่พันธนาการแสงอ่อนแรงลง

    ล้วงขวดยา ‘สลายมนตรา’ ที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อขว้างใส่โหลแก้วเวทมนตร์

    เพล้ง!

    เสียงแก้วแตกดั่งสัญญาณแห่งการล้างแค้น เงารอบตัวบัวลอยกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

    เธอแสยะยิ้มที่ทำให้แม้นักฆ่ามืออาชีพยังต้องสั่นสะท้าน

    ร่างของเธอสลายกลายเป็นหมอกควันสีดำ ไปโผล่ด้านหลังนักฆ่าธนู

    แส้จากสกิล [เงาพันธนาการ] รัดคอพวกมันไว้อย่างแน่นหนาก่อนที่ใบมีดสั้นจะปิดบัญชี

    แต่ทว่า หัวหน้านักฆ่าไม่ยอมเพลี่ยงพล้ำง่ายๆ มันพุ่งเข้าหาบัวลอยหมายจะกำจัดตัวปัญหาที่เหลือเพียงคนเดียว

    “อย่าหวัง!” 

    อคินสลับมือเป็น ‘โล่สะท้อนศิลา’ กระแทกกลับจนแรงสะท้อนทำให้นักฆ่าร่างยักษ์เสียหลัก 

    เขาร่ายระบำอาวุธอย่างต่อเนื่อง 

    จากหอกสลับเป็น ‘ดาบคู่เงาวายุ’ ฟาดฟันเป็นกากบาทด้วยความเร็วที่เหนือกว่าสายตาคนปกติจะมองทัน 

    ก่อนจะปิดท้ายด้วยการเรียก ‘ทวนอัสนี’ ออกมาฟาดลงบนพื้นเพื่อทำลายโซ่ที่ล่ามโบ้อยู่

    ทว่าในจังหวะนั้นเอง อคินก็รู้สึกถึงสิ่งผิดปกติ... ควันสีขาวจางๆ เริ่มระเหยออกจากผิวหนังของเขา 

    มันไม่ใช่เหงื่อ แต่มันเหมือน ‘มวล’ ของร่างกายเขากำลังระเหยหายไปในกรงขังวิญญาณ

    “ระบบ... ร่างกายฉันมัน...”

     

    [ได้รับพิษสลายวิญญาณ]

    [เตือน! ความเสถียรของร่างลดลงเหลือ 15%...] 

    [อคิน! เจ้าต้องจบเรื่องนี้เดี๋ยวนี้! เวลากำลังจะหมด!]

     

    “ยังหรอกน่า!” 

    อคินขบฟันแน่น เขาเรียก ‘ดาบแสงพฤกษา’ ออกมา 

    อาวุธชิ้นนี้ดูจะทนทานกว่าชิ้นอื่นเพราะมันมีกลิ่นอายของธรรมชาติที่คุ้นเคย 

    เขาปะทะกับกริชคู่ของหัวหน้านักฆ่าอย่างดุเดือด อากาศรอบกายเริ่มหนาวเหน็บขึ้นทุกทีจนลมหายใจกลายเป็นไอขาว

    “ชิ! ของมือสองนี่มัน...” 

    อคินสบถเมื่อขวานยักษ์ที่เขาสลับมาใช้รับแรงกระแทกแตกกระจายอีกครั้ง 

    แรงสั่นสะเทือนส่งผลให้ความเจ็บปวดในอกพุ่งปรี๊ดจนเขาเกือบหมดสติ

    โบ้ที่เกราะหนังฉีกขาดจากการรุมสกรัมกระโดดเข้ามาขวางหน้าเขาไว้ 

    บัวลอยที่ใบหน้าซีดเผือดกระโดดลงมาข้างกายอคินพร้อมกระซิบบอกอคิน 

    “พวกมันเตรียมตัวมาฆ่าพวกเราโดยเฉพาะ... เราสู้ตายที่นี่ไม่ได้ค่ะอคิน! พลังของฉันเหลือไม่ถึง 15% แล้ว!”

    ศัตรูพุ่งเข้ามาอีกระลอกพร้อมเสียงสวดเวทมนตร์ที่ทำให้กรงขังวิญญาณเรืองแสงจ้าขึ้น 

    อคินรู้สึกเหมือนจิตวิญญาณของเขาถูกดึงออกจากร่างครึ่งหนึ่ง มันเป็นความรู้สึกโดดเดี่ยวและว่างเปล่าอย่างบอกไม่ถูก

    บัวลอยตัดสินใจระเบิดพลังเฮือกสุดท้าย 

    “ทุกคน หลับตา!”

    เธอร่ายสกิล [มืดบอด] ระเบิดพลังธาตุมืดออกไปดุจคลื่นกระแทก 

    นักฆ่ารอบด้านกรีดร้องเมื่อดวงตาถูกบดบังด้วยความมืดมิดที่มองไม่เห็นแม้แต่แสงจันทร์ 

    ก่อนที่เธอจะใช้สกิล [ผ้าคลุมเงา] เรียกม่านหมอกสีดำเข้มมาโอบล้อมพวกเขาทั้งสามไว้ 

    “หนีเร็ว!”

    บัวลอยปาขวดยาพิษอำพรางลงพื้น ควันหนาทึบปกคลุมพื้นที่จนมองไม่เห็นแม้แต่ฝ่ามือ 

    อคินอาศัยจังหวะนั้นรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ พยุงร่างบัวลอย และโบ้วิ่งฝ่าวงล้อมกลับไปยังโรงเตี๊ยมเหรียญทอง

    เมื่อกลับมาถึงห้องพักที่มืดสลัว อคินทรุดตัวพิงผนังไม้เย็นๆ 

    เขาหอบหายใจหนักหน่วงจนอกกระเพื่อม แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องนิ่งอึ้งคือบาดแผลที่สีข้าง

    เลือดจางๆ ไหลซึมออกมาจากชุดเกราะที่ร้าวระแหง แต่มันไม่ใช่สีแดงเข้มเหมือนเลือดมนุษย์ทั่วไปที่เขาเคยเห็นในอดีต 

    มันเป็นของเหลวสีชมพูจางๆ ที่ดูใสราวกับน้ำผสมสี และที่น่าประหลาดที่สุดคือมันมีกลิ่นหอมอ่อนๆ 

    เหมือนกลิ่นป่าหลังฝนตก มากกว่ากลิ่นคาวเลือด

    “เลือดของฉัน... ทำไมมันเป็นแบบนี้?” 

    อคินพึมพำด้วยความสับสน

    โบ้เดินเข้ามาดมกลิ่นที่บาดแผลแล้วครางแผ่วเบา 

    มันรีบใช้สกิลดมกลิ่นเพื่อตรวจสอบรอบโรงเตี๊ยมก่อนจะส่งเสียงบอกว่าปลอดภัย

     

    [คำเตือนร้ายแรง! บาดแผลติด 'พิษสลายวิญญาณ'... กรุณารักษาก่อนหมดเวลาเชื่อมต่อที่เหลือเพียง 10 นาที!]

     

    “อึก... [ชำระล้าง] ... [ปฐมพยาบาล] ...” 

    อคินร่ายสกิลด้วยมือที่สั่นเทา บาดแผลภายนอกเริ่มสมานตัวด้วยพลังของคลาสอัศวิน 

    แต่มันเพียงแค่ปิดพื้นผิวไว้เท่านั้น ความเจ็บปวดลึกๆ ที่ ‘แก่น’ ยังคงแผ่ซ่าน

    บัวลอยรีบใช้สกิลเรียก [โต๊ะปรุงยา] ออกมา 

    อุปกรณ์แก้วที่มีลวดลายเวทมนตร์โบราณปรากฏขึ้นกลางห้องอย่างรวดเร็ว 

    เธอรวบรวมสมุนไพรและน้ำยาเข้าด้วยกันด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์ เพียงไม่กี่อึดใจ ยาสีม่วงอ่อนก็ถูกยื่นมาตรงหน้า

    “ดื่มซะค่ะอคิน... ดื่มตอนที่คุณยังตื่นอยู่” 

    บัวลอยพูดด้วยเสียงหอบเหนื่อย 

    แววตาของเธอมองอคินด้วยความรู้สึกที่ยากจะคาดเดา มีทั้งความสงสารและความอาลัยอาวรณ์ซ่อนอยู่ 

    “อย่าให้ฉันต้องจับกรอกปากตอนที่คุณหลับเลยนะคะ... เดี๋ยวจะสำลักตายก่อนได้เห็นโลกที่สวยงามกว่านี้”

    อคินยิ้มขื่น เขาไม่เข้าใจความหมายของเธอทั้งหมด 

    แต่ความเชื่อใจที่มีต่อสหายทำให้เขารับยามาดื่มรวดเดียว 

    รสชาติของมันขมขื่นจนลำคอแสบร้อน แต่มันกลับทำให้ความรู้สึกพร่าเลือนในอกทุเลาลง 

    ร่างกายเขากลับมา ‘หนัก’ ขึ้นอีกครั้ง... แม้จะเพียงชั่วคราว

    “ขอบใจนะ บัวลอย... ฝากที่เหลือด้วย...”

    เขาล้มตัวลงบนเตียงไม้ สายตาจับจ้องไปที่หน้าต่างระบบที่กำลังนับถอยหลังสู่เวลา 03:00 น. ตัวเลขสีฟ้าเต้นเร้าอยู่ในความมืด

    อคินรู้สึกว่าเปลือกตาของเขาหนักขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายในชุดขาวค่อยๆ โปร่งแสงและจางหายไปในเงามืดดุจความฝันที่ตื่นขึ้นในยามเช้า

     

    [ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 00:00:03] 

    [ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 00:00:02] 

    [ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 00:00:01]

    [สิ้นสุดการเชื่อมต่อ]

     

    ความเงียบเข้าปกคลุมห้องพักอีกครั้ง ทิ้งไว้เพียงชุดเสื้อผ้าอัศวินที่กองอยู่บนเตียง

     

     

    [20 มิถุนายน | 19:00 น.]

    สัมผัสแรกที่ปลุกอคินให้ฟื้นจากนิทราอันหนักอึ้งคือกลิ่นที่ผสมปนเปกันจนน่าเวียนหัว 

    มันคือกลิ่นสาบของสมุนไพรสด กลิ่นกำมะถันฉุนกึก และกลิ่นไหม้จางๆ ของโลหะที่ถูกกัดกร่อนด้วยน้ำยาเวทมนตร์

    เขายันตัวลุกขึ้นจากเตียงไม้ 

    เสียงเตียงลั่นเอี๊ยดบอกให้รู้ว่าร่างของเขากลับมามีมวลสารสารสมบูรณ์อีกครั้งภายใต้การทำงานของ 'ระบบ' อคินก้มสำรวจตัวเอง 

    เสื้อเชิ้ตออฟฟิศสีขาวที่เคยเปื้อนเลือดสีชมพูประหลาดและเกราะหนังสีน้ำตาลที่ขาดรุ่งริ่งเมื่อคืน 

    บัดนี้ถูกถอดวางไว้ข้างเตียงอย่างเป็นระเบียบ ร่องรอยความเสียหายถูกซ่อมแซมอย่างลวกๆ ด้วยแถบผ้าพันแผลเวทมนตร์

    ทว่าสิ่งที่ทำให้เขานิ่งอึ้งคือสภาพของห้องพัก

    “นี่มัน... เกิดอะไรขึ้นที่นี่น่ะ?”

    ห้องนอนขนาดกลางของโรงเตี๊ยมเหรียญทองบัดนี้รกเรื้อราวกับโรงงานนรก 

    พื้นห้องเต็มไปด้วยตะกร้าใส่รากไม้รูปร่างพิลึก 

    ขวดแก้วเปล่าระเกะระกะ และกองอาวุธระดับต่ำที่เขาเคยเห็นผ่านตาในตลาดมืด 

    ทั้งดาบเหล็กมาตรฐานที่บิ่นจนทื่อ หอกไม้ลงอาคมที่ปลายหัก และโล่ไม้ที่ถูกปลวกอสูรกินไปครึ่งหนึ่ง 

    ทุกอย่างกองรวมกันเป็นพะเนินจนแทบไม่มีทางเดิน

    ที่มุมห้อง บนโต๊ะไม้ตัวยาว บัวลอย แมวสามสีตัวจ้อยกำลังง่วนอยู่กับการใช้มังคุดน้อยๆ ของมันเขี่ยขวดน้ำยาสีเขียวเข้มให้ผสมกับผงแร่สีเงินอย่างตั้งใจ 

    ดวงตากลมโตของมันดูปรือลงราวกับจะหลับแหล่ ไม่หลับแหล่ 

    มันส่งเสียง 

    “เมี๊ยว...ตื่นแล้วเหรออคิน” 

    แผ่วเบาด้วยความอ่อนแรง ก่อนจะฟุบหน้าลงข้างหม้อปรุงยาขนาดเล็กที่ยังมีไอระเหยลอยกรุ่น

    “โฮ่ง!”

    เสียงเห่าทุ้มต่ำดังขึ้นในมโนสำนึกของอคิน มันไม่ใช่เสียงสะท้อนจากอากาศ 

    แต่เป็น โบ้ ที่ส่งกระแสจิตคุยกับเขาผ่านพันธสัญญาคู่หู สุนัขร่างใหญ่เดินเข้ามาหาอคิน แววตาของมันเต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ

    (ตื่นเสียทีนะเจ้านาย... บัวลอยน่ะ วิ่งวุ่นตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้เลย) 

    เสียงของโบ้ดังขึ้นในหัว 

    (ยายแมวสามสีนั่นแอบออกไปกวาดซื้อวัตถุดิบทุกอย่างที่พอจะหาได้ ทั้งยาแก้พิษสลายวิญญาณ น้ำยาเสริมพลังอุปกรณ์ แล้วก็พวกขยะอาวุธพวกนี้... เธอบอกว่าเมื่อคืนพวกเราประมาทเกินไป)

    อคินขมวดคิ้ว มองดูแมวสามสีที่นอนสลบไสลอยู่ข้างขวดยา “แล้วเรื่องนักฆ่าล่ะโบ้? พวกมันคงไม่ปล่อยเราไว้แน่”

    (บัวลอยส่งสัญญาณบอกพวกสันติบาลไปแล้ว)

    โบ้ตอบพลางหมอบลงข้างเตียง 

    (พวกเขาส่งข้อความผ่านหน้าต่างระบบมาว่า วันนี้ให้พวกเราพักผ่อนและห้ามออกไปลาดตระเวนเด็ดขาด สันติบาลกำลังตามรอยวงจรเวทกรงขังวิญญาณนั่นอยู่ บัวลอยเลยตั้งใจจะใช้เวลาคืนนี้เตรียมอุปกรณ์และเสริมพลังเกราะให้นายกับฉันใหม่... ในฐานะอาวุธสำรองน่ะ)

    อคินนิ่งไปครู่หนึ่ง เขารู้สึกผิดที่ทำให้แมวตัวเล็กๆ อย่างบัวลอยต้องลำบากขนาดนี้ 

    เขาเดินไปที่กองสัมภาระ แล้วเริ่มเปิด ‘คลังสรรพาวุธ’ ของระบบเพื่อดึงเอาไอเทมทั้งหมดออกมาตรวจสอบ

    เคร้ง! เคร้ง!

    เสียงอาวุธนับสิบชิ้นร่วงลงกองบนพื้น บางชิ้นแตกเป็นเสี่ยงๆ จนกลายเป็นเศษเหล็กจากการปะทะเมื่อคืน 

    อคินค่อยๆ คัดแยกพวกมันอย่างตั้งใจ ชิ้นที่พังจนใช้ไม่ได้ถูกโยนใส่ ‘กระเป๋ามิติ’ เพื่อรอการทำลายทิ้ง 

    ส่วนชิ้นที่พอจะกู้ซากได้ เขาจะวางไว้ใกล้ๆ บัวลอยเพื่อให้เธอใช้ทักษะพิเศษในการ 'เจิม' ด้วยน้ำยาเสริมพลัง

     

    [เจ้าเห็นหรือยัง? สหายของเจ้ายังพยายามมากกว่าเจ้าเสียอีก! อคิน... เลิกทำหน้าเศร้าแล้วรีบช่วยขัดดาบพวกนั้นซะ คืนนี้ไม่มีการล่า แต่มีการเตรียมตัวเพื่อการล่าที่ใหญ่กว่า!]

     

    หน้าต่างสีฟ้าเด้งขึ้นมาพร้อมข้อความประชดประชันที่แฝงความห่วงใยเช่นเคย 

    อคินยิ้มออกมา เขาเอื้อมมือไปลูบหัวบัวลอยที่กำลังหลับสนิท

    “ขอบใจนะ บัวลอย... ขอบใจนะโบ้...”

    ...

    [20:15 น.]

    ภายในห้องพักที่สว่างไสวด้วยแสงตะเกียงและไอระเหยจากหม้อปรุงยา

    อคินขยับตัวลุกขึ้นยืนพลางจัดแจงเสื้อเชิ้ตออฟฟิศสีขาวที่บัดนี้มีกลิ่นหอมของสมุนไพรจางๆ ติดอยู่

    เขาหันไปมองบัวลอยที่ฟุบหลับอยู่ข้างขวดยาสีม่วงเข้ม ท่าทางของแมวสามสีตัวน้อยนั้นดูจะ ‘กรอบ’ เต็มทีจากการวิ่งวุ่นตลอดกลางวัน

    “โบ้...”

    อคินเอ่ยเสียงต่ำ แววตาคมปลาบขึ้น

    “พวกนักฆ่านั่น... พวกมันไม่ได้มาแค่เพื่อลองเชิงแน่ กรงขังวิญญาณเมื่อคืนเป็นของระดับสูง ถ้าบัวลอยไม่ปายาสลายมนตรานั่นออกมา เราคงแย่”

    (โบ้เห็นด้วย)

    เสียงของโบ้ดังกังวานในใจอคินขณะที่มันลุกขึ้นบิดขี้เกียจจนเกราะหนังส่งเสียงลั่น

    (พวกมันรู้จุดอ่อนเรา และดูเหมือนจะรู้ด้วยว่าเราจะไปโผล่ที่ไหน... คืนนี้โบ้ต้องระวังตัวให้มากกว่าเดิม)

    อคินขมวดคิ้ว

    “ช่างมันเถอะ ถ้าพวกมันมาอีก ฉันจะใช้ดาบเล่มใหม่ที่บัวลอยเตรียมไว้สลักหน้าพวกมันเอง”

    เขาหันไปมองบัวลอยอีกครั้งด้วยความเอ็นดู

    “เดี๋ยวฉันลงไปหาอะไรกินข้างล่าง แล้วจะซื้อของโปรดมาฝากยายตัวเล็กนี่ด้วย”

    คล้ายกับเรื่องคลื่นอสูรยึดโลก : อัศวินรัตติกาล (อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน