หลี่หว่านชิงเดินออกจากร้านน้ำชาอย่างอารมณ์ดี ตอนนี้เธอได้เงินจากการขายแป้งสาลีล็อตแรกให้จ้าวเจิ้งอวี่ และไม่ใช่ราคาธรรมดา แต่เป็ราคาที่สูงขึ้นถึงสองเท่าจากที่เธอซื้อมา
จากการใช้ฝีปากในการขายแป้งสาลีให้จ้าวเจิ้งอวี่ ทำให้เธอได้เงินมา 500 หยวน
หลังจากหักต้นทุนไปแล้ว เธอทำกำไรได้ 250 หยวนจากการขายครั้งเดียว
ด้วยเงินที่ได้มา หลี่หว่านชิงตรงไปยังร้านเช่ารถบรรทุกในเมือง เพื่อจ้างพวกเขาไปขนแป้งสาลีจากโรงสีในหมู่บ้านไปส่งให้จ้าวเจิ้งอวี่ทันที
"ฉัน้ารถบรรทุกหนึ่งคัน พร้อมคนงานช่วยขนแป้งสาลีจากโรงสีในหมู่บ้านซ่งเจียมาดังโกดังหนานจิ่งวี่ ในเมืองหลงเฉิง พวกคุณคิดค่าจ้างเท่าไหร่ค่ะ?"
เ้าของร้านเหลือบมองเธอ ก่อนจะพูดขึ้น "ขนของจากหมู่บ้านซ่งเจียไปที่นี่เหรอ? ปกติคิด 30 หยวนต่อเที่ยว"
"ฉัน้าส่งสินค้าเป็ประจำ ถ้าคุณลดให้เหลือ 25 หยวนต่อเที่ยว ฉันจะใช้บริการพวกคุณทุกครั้ง"
เ้าของร้านนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า "ตกลง"
หลี่หว่านชิงยิ้มบางๆ ก่อนจะเอ่ยกับร้านเช่ารถบรรทุก "งั้นเริ่มงานได้เลย เมื่อมาถึงโกดังหนานจิ่งวี่ให้พวกคุณโทรหาคุณจ้าวตามเบอร์โทรที่ให้ไว้ด้วยนะคะ"
"ได้ครับ ไม่มีปัญหา" คนงานตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
หลังจากจ่ายเงินเสร็จเรียบร้อย หลี่หว่านชิงก็ตรงไปที่ธนาคารทันที
เธอรู้ดีว่าการทำธุรกิจจะต้องมีเงินสำรองไว้ใช้ และที่สำคัญกว่านั้น เธอจำเป็ต้องซ่อนความร่ำรวยของตัวเองจากครอบครัวสามี
หากพวกเขารู้ว่าเธอมีเงิน คงไม่พ้นถูกรีดไถ หรือหาทางกดดันให้เธอแบ่งเงินออกไปใช้กับเื่ไร้สาระ เธอไม่โง่พอจะให้มันเกิดขึ้น
หลี่หว่านชิงก้าวไปที่เคาน์เตอร์ หญิงสาวพนักงานธนาคารเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ "คุณ้าทำธุรกรรมอะไรคะ?"
หลี่หว่านชิงส่งยิ้มจาง ๆ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มละมุน "ฉัน้าเปิดบัญชีใหม่ค่ะ"
ไม่นานนัก เธอก็ได้สมุดบัญชีเล่มใหม่ในมือ หลี่หว่านชิงมองชื่อของตัวเองบนปกอย่างพึงพอใจ
เธอเปิดสมุดบัญชีมาออกมาดู เผยให้เห็นตัวเลขที่เริ่มต้นสะสม รอยยิ้มเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"อีกไม่นาน ฉันจะสร้างความร่ำรวยให้คนพวกนั้นอิจฉาฉันเล่นคอยดู" เธอเอ่ยพึมพำเบา ๆ ด้วยความพอใจ
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย หญิงสาวเก็บสมุดบัญชีเข้ากระเป๋า ก่อนจะก้าวออกจากธนาคารด้วยท่าทางสงบ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ในขณะที่หลี่หว่านชิงกำลังก้าวออกจากธนาคาร เพื่อเตรียมเดินทางกลับหมู่บ้านซ่งเจีย จู่ ๆ ก็มีแรงกระแทกเบา ๆ ที่ไหล่ของเธอ
หลี่หว่านชิงชะงัก เธอก้าวถอยหลังเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง แต่ก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าคนที่เดินชนเธอเป็ชายแปลกหน้าคนเดิม ในชุดผ้าเนื้อดีสีเข้มยืนอยู่ตรงหน้าธนาคาร
รูปลักษณ์ของเขาดูสุขุมและทรงอำนาจ ต่างจากคนธรรมดาทั่วไป ดวงตาคมกริบของเขามองเธอด้วยแววตาอ่านไม่ออก ก่อนที่เขาจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความนัย
"บังเอิญพวกเราเจอกันอีกแล้วนะครับ เหมือนโชคชะตาลิขิตเอาไว้ให้พวกเราได้มาเจอกันอีกครั้ง"
หลี่หว่านชิงกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็ปกติ เธอไม่ได้แสดงอาการใหรือหวั่นไหวแม้แต่น้อย
หญิงสาวยิ้มบาง ๆ ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ “บังเอิญในโลกนี้มีแค่สองอย่างที่ฉันสนใจค่ะ... เงิน กับธุรกิจเท่านั้น”
สายตาคมของเธอจับจ้องไปยังใบหน้าของเขาอย่างมั่นคง ไม่หลบ ไม่เขิน ไม่หวั่นไหว ก่อนที่เธอจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาแต่เจ็บแสบ
“ส่วนผู้ชายหล่อ... อย่างคุณ สู้เงินไม่ได้หรอกค่ะ”
จ้าวเจิ้งอวี่ชะงักไปเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าจะได้ยินคำพูดแบบนี้จากหญิงสาวบ้านนอกที่ดูเรียบง่าย แต่กลับเฉียบขาดกว่าผู้หญิงเมืองหลวงที่เขาได้เจอมานับไม่ถ้วน ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอเบา ๆ เสียงหัวเราะไม่ได้ดังมากนัก แต่กลับทิ้งแรงะเืบางอย่างไว้ในอก ความสนใจที่เคยมีอยู่แล้ว…กลับยิ่งทวีขึ้นอย่างไม่อาจห้ามได้
"คราวก่อนคุณบอกผมว่า ถ้าพวกเราเจอกันอีก คุณจะบอกชื่อผม"
หลี่หว่านชิงชะงักไปเล็กน้อย นึกย้อนกลับไปถึงตอนที่พวกเขาพบกันครั้งแรก ดูเหมือนว่าเธอจะเผลอพูดอะไรแบบนั้นออกไปจริง ๆ
เขามองเธอด้วยแววตาคาดหวังเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นต่อ "ผมชื่อ เซียวเหวินจิ้ง แล้วคุณล่ะ?"
“เซียวเหวินจิ้ง…” เธอทวนชื่อเขาในใจ
ชื่อนั้นมันให้หลี่หว่านชิงความรู้สึกแปลกประหลาดราวกับเธอเคยได้ยินชื่อของเขามาก่อน แต่เธอแน่ใจว่าไม่เคยพบผู้ชายคนนี้มาก่อนในชีวิตนี้ ในเมื่อคิดอะไรไม่ออกหญิงสาวก็สลัดความคิดนั้นออกไป ก่อนจะบอกชื่อของเธอออกไป
"ฉันหลี่หว่านชิงค่ะ"
เซียวเหวินจิ้งพยักหน้าอย่างพึงพอใจ แววตาของเขาดูเหมือนจะพิจารณาอะไรบางอย่าง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก
"ยินดีที่ได้รู้จักครับ คุณหลี่"
เธอพยักหน้ารับ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปทันที ไม่มีแม้แต่คำเอ่ยลา
หลี่หว่านชิงไม่รู้เลยว่าชายที่เธอเพิ่งเดินจากมา ไม่ใช่คนธรรมดา แต่เขาเป็นายพลแห่งกองทัพที่กำลังมาสืบราชการลับ
เซียวเหวินจิ้งได้รับภารกิจลับจากเบื้องบน หน้าที่ของเขาคือสืบหาขบวนการลักลอบขนสินค้าผิดกฎหมายที่แฝงตัวอยู่ตามท่าเรือในชนบท
และหนึ่งในเส้นทางที่ต้องตามให้เจอ... คือเส้นทางลับที่ใช้ขนแป้งสาลีออกประเทศโดยไม่ผ่านการตรวจสอบวิกฤตแป้งสาลีขาดตลาดไม่ใช่เื่บังเอิญแน่ๆ และเขาเชื่อว่าเื้ัเื่นี้มีคนกลุ่มเดียวกับที่ลักลอบนำอาวุธเถื่อนเข้ามาในประเทศเป็ตัวบงการ
หลังจากที่ชายหนุ่มพบเจอเธอถึง 2 ครั้งโดยบังเอิญ เซียวเหวินจิ้งไม่คาดคิดว่าหญิงสาวจากหมู่บ้านเล็ก ๆ จะเกี่ยวข้องกับขบวนการขนของเถื่อน แต่การพบกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้เขาสงสัยในตัวเธอ
หญิงสาวจากหมู่บ้านเล็ก ๆ แต่กลับมีท่าทีสุขุม เยือกเย็น และฉลาดเกินกว่าที่เขาคาดไว้เธอไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดาแน่นอน
โดยเฉพาะเมื่อเธอกล้าเจรจาธุรกิจกับจ้าวเจิ้งอวี่...ที่เป็คนของตระกูลเซียว มันไม่ใช่เื่ที่ใครก็ทำได้ ที่สามารถกดดันทำให้จ้าวเจิ้งอวี่ตกหลุมพรางทำให้เขารับซื้อแป้งสาลีมาในราคา 2 เท่าของตลาด
เซียวเหวินจิ้งยืนมองเธออยู่เงียบๆ สายตาเขายังจับจ้องไปที่ร่างบางซึ่งกำลังเดินห่างออกไปเรื่อย ๆ
"ผู้หญิงคนนี้... ไม่ธรรมดา"เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
"ดูเหมือนว่า...ฉันจะต้องจับตาดู หลี่หว่านชิง ให้มากขึ้นเสียแล้ว"
...
ทางด้านหลี่หว่านชิงไม่ได้รู้ตัวเลยว่าตัวเธอได้ดึงดูดความสนใจของใครบางคนไว้ เมื่อเธอกลับมาถึงบ้าน เสียงแหลมของเจียงซื่อก็ดังขึ้นทันทีราวกับรอจังหวะนี้อยู่แล้ว
"นังสารเลว แกหายหัวไปทั้งวัน นี่ยังเห็นที่นี่เป็บ้านอยู่รึไง"
เธอยังไม่ทันก้าวพ้นประตูดี ซ่งลี่หยา น้องสาวสามีก็ผสมโรงขึ้นมาทันที สีหน้าเต็มไปด้วยความดูถูก
"แม่พูดถูก ผู้หญิงอย่างหล่อนแต่งกับพี่ชายฉันแล้วยังมีหน้ามาทำตัวเหลวไหล ออกไปเร่ร่อนทั้งวัน หรือว่าแอบไปหาผู้ชายอื่นกันแน่?"
หลี่หว่านชิงหยุดยืน ดวงตาเ็า แต่ยังคงรักษาสีหน้าเรียบนิ่ง
"ฉันเข้าไปในเมืองมาค่ะ"
"แกเข้าไปในเมืองอีกแล้วเหรอ เมื่อวานแกก็เข้าไปซื้อของมามากมาย วันนี้คิดจะไปเที่ยวเล่นไม่ทำการทำงานอีกหรือไง" เจียงซื่อกระแทกเสียง
"นี่แกยังคิดว่าตัวเองเป็ลูกคุณหนูอยู่อีกเรอะ แกแต่งเข้าบ้านซ่งแล้วก็ต้องทำตัวให้สมกับเป็ลูกสะใภ้ ไม่ใช่เที่ยวไปไหนมาไหนอย่างกับผู้หญิงไร้ยางอาย"
ซ่งลี่หยาหัวเราะเยาะ "หรือว่าแกแอบเอาเงินพี่ชายฉันไปใช้หมดแล้วถึงต้องไปทำงานอย่างว่า?"
หลี่หว่านชิงยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนแอ "พี่ชายเธอส่งเงินมาให้ฉัน ฉันจะใช้ยังไงก็เป็เื่ของฉันไม่ใช่เหรอ…ลี่หยา?"
ซ่งลี่หยาถึงกับพูดไม่ออก คำพูดของหลี่หว่านชิงตอกกลับมาจนเธอหน้าแดงด้วยความโกรธ แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปากโต้เถียงทันใดนั้น เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากหน้าประตู
หม่าซื่อและซ่งต้าฉางก้าวเข้ามาในบ้านหลังจากเลิกงานจากโรงงานทอผ้า บรรยากาศที่วุ่นวายเมื่อครู่เงียบลงทันที
"นี่มันอะไรกันเอะอะไปจนถึงหน้าบ้าน ไม่อายเพื่อนบ้านหรืออย่างไร?" ซ่งต้าฉางถามเสียงเรียบ พลางกวาดตามองทุกคน
เจียงซื่อรีบปรี่เข้าไปหาบุตรชายคนโตทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจจนแทบปิดไม่มิด
“สะใภ้ใหญ่ ต้าฉาง ดูสิ สะใภ้รองมันอวดดีแค่ไหน แทนที่จะอยู่ช่วยงานในบ้าน กลับออกไปข้างนอกทั้งวัน มันทำให้ตระกูลซ่งเสื่อมเสียหมดแล้ว”
ซ่งลี่หยาซึ่งยืนอยู่ข้างแม่ก็ไม่รอช้า รีบพูดเสริมทันที “ใช่ค่ะพี่สะใภ้ วันนี้พี่สะใภ้รองไม่ทำงานอะไรเลย หนูต้องช่วยแม่ทำกับข้าว ล้างจาน ให้อาหารไก่ จนเมื่อยไปหมดแล้วค่ะ”
หม่าซื่อหันไปมองหลี่หว่านชิง แม้ในใจจะไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับน้องสะใภ้คนนี้มากนัก แต่ในฐานะสะใภ้ใหญ่ของบ้าน เธอก็ไม่อาจนิ่งเฉยได้
“วันนี้สะใภ้รองหายไปทั้งวันหรือ?”
หลี่หว่านชิงเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาฉายแววเหนื่อยล้า ก่อนจะค่อย ๆ พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเศร้าเจือแ่
“ฉันไปหาหมอมาค่ะ...” คำตอบนั้นทำให้บรรยากาศในห้องเงียบลงชั่วคราว
ทุกคนในห้องชะงัก เจียงซื่อกับซ่งลี่หยาหันมามองหน้ากัน ก่อนที่ซ่งต้าฉางจะขมวดคิ้ว "ไปหาหมอ? ไม่สบายหรือไง?"
"เมื่อวานฉันเป็ลมค่ะ..." หลี่หว่านชิงแกล้งพูดเสียงเบา "หมอเลยนัดให้ฉันไปตรวจวันนี้ ก็เลยต้องไปโรงหมอในตัวเมือง"
เจียงซื่อหรี่ตาลงเล็กน้อย "แล้วหมอบอกหรือเปล่าว่าแกเป็อะไร?"
"หมอบอกว่าร่างกายหนูอ่อนแอเกินไป ต้องบำรุงเยอะๆ แต่หลังจากหนูจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปทำให้หนูมีเงินไม่พอจะซื้อของดีๆ ทานค่ะ..." เธอแสร้งเม้มปาก ทำเหมือนกำลังกลืนความทุกข์ลงไป
"เงินหมด?" ซ่งลี่หยาพูดขึ้นด้วยเสียงแหลม
"หมายความว่าไง? หรือว่าเงินที่พี่ชายฉันส่งมาให้มันไม่พอใช้หรือไง?"
หลี่หว่านชิงมองเธอ ก่อนจะพูดเสียงเรียบ "ทุกคนก็รู้ว่าเงินที่สามีของหนูส่งมาให้หนูพึ่งได้รับเป็ครั้งแรก หลังจากนำไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลแล้วหนูแทบไม่มีเงินเหลือเลย"
"โกหก" เจียงซื่อแทรกขึ้นมาทันที "แกน่ะอยากออกไปเที่ยวเล่นมากกว่า แล้วกุเื่ขึ้นมาแก้ตัว"
"หนูจะโกหกไปทำไมละค่ะแม่สามี?" หลี่หว่านชิงแสร้งทำสีหน้าราวกับกำลังอดกลั้นความรู้สึก เธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"ทุกคนค่ะ..." เธอกวาดตามองทุกคนทีละคน "ตอนนี้หนูไม่มีเงินพอสำหรับค่าบำรุงร่างกายตามที่หมอบอก หมอแนะนำให้กินยาจีนและอาหารดี ๆ อย่างน้อยสักเดือน ถ้าหนูไม่ดูแลร่างกายให้ดี…"
เธอเว้น่เสียง ทำให้บรรยากาศยิ่งเงียบลง
"…หนูอาจจะมีลูกยาก หรือไม่ก็แท้งลูกถ้าตั้งครรภ์โดยไม่รู้ตัว"
คำพูดนั้นเหมือนะเิลูกเล็กที่ทำให้หม่าซื่อสะดุ้งเล็กน้อย ซ่งต้าฉางขมวดคิ้วแน่น เจียงซื่อกับซ่งลี่หยาถึงกับนิ่งไปอย่างคาดไม่ถึง
"หนูไม่ได้้าเงินไปใช้ฟุ่มเฟือยหรอกค่ะ หนูแค่้าดูแลร่างกายให้พร้อมสำหรับการมีลูกชายก็เท่านั้นเอง"
หลี่หว่านชิงเอ่ยอย่างสงบ แต่ประโยคสุดท้ายนั้นแฝงไว้ด้วยเล่ห์ชั้นสูง จี้จุดความคาดหวังของบ้านซ่ง
บ้านนี้ไม่ได้้าแค่ลูก แต่้า “ลูกชาย” และในยุคที่รัฐมีนโยบายควบคุมการเกิดอย่างเข้มงวด การมีลูกคนที่สองคือความเสี่ยงที่ต้องแลกมาด้วยค่าปรับมหาศาล
พี่ชายใหญ่ของซ่งต้าฉางมีลูกสาวหนึ่งคนแล้ว หมายความว่าโอกาสของการมีหลานชายตกมาอยู่ที่ สะใภ้รอง อย่างเธอเพียงคนเดียวเท่านั้น
หม่าซื่อเม้มปากแน่น ใบหน้าที่เคยดูเ็าเริ่มมีเงาในใจ เพราะเธอให้กำเนิดลูกสาวทำให้ตระกูลซ่งไม่มีทายาทสืบตระกูลต่อ
เจียงซื่อที่เมื่อครู่ยังโวยวาย ตอนนี้กลับเงียบงัน ราวกับกำลังกลืนคำพูดทั้งหมดลงคอ ส่วนซ่งลี่หยาทำได้เพียงเบ้ปากอย่างไม่พอใจ แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมา
เจียงซื่อขมวดคิ้ว
"แล้วแกอยากได้เท่าไหร่?"
"แค่ห้าสิบหยวนค่ะ หนูจะใช้เท่าที่จำเป็"
เจียงซื่อหันไปมองลูกชาย ก่อนเอ่ยขึ้น "ต้าฉาง ลูกว่าไง?"
ซ่งต้าฉางที่ตอนนี้เป็เสาหลักของบ้านถอนหายใจยาว ก่อนจะควักกระเป๋าผ้า หยิบธนบัตรใบละ 10 หยวน มา 5 ใบ แล้วยื่นให้ “เอาไป แต่อย่าให้ฉันจับได้ว่าสะใภ้รองเอาเงินไปใช้เล่น”
"ขอบคุณค่ะพี่สามี..." หลี่หว่านชิงรับเงินมาด้วยสองมือ ก้มศีรษะแสดงความเคารพอย่างถ่อมตัว
ซ่งลี่หยาเบ้ปากแล้วหันหน้าหนี ส่วนหม่าซื่อแม้จะไม่พอใจที่ต้องเสียเงินไปสูงถึง50 หยวน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เลยสะบัดหน้าหนีเดินเข้าบ้านไป
ในขณะที่ทุกคนกำลังแยกย้ายกันเข้าไปในบ้าน หลี่หว่านชิงก็ก้มมองเงินในมือ พร้อมกับรอยยิ้มบาง ๆ ที่แต้มขึ้นมุมปาก
"หึ...ในที่สุดฉันก็ได้เงินคืนจากพี่สะใภ้เสียที"เธอครุ่นคิดในใจก่อนจะเดินกลับบ้านไปทันที

โอ๊ยยัยน้องแสบมากค่ะขายแป้งแป๊บเดียวได้กำไรมาอื้อ และก็แลกมาโดยทำให้คุณพี่สนใจ
มาลุ้นกันนะคะว่าพระเอกเื่นี้จะทำให้ยัยน้องสนใจมากกว่าเงินได้หรือเปล่า
ส่วนบ้านแม่สามีไรท์แบบขำ พอยัยน้องกลับถึงบ้านปุ๊บ โดนด่าเหมือนจะเผาผี
แต่นางไม่พูดเยอะ แค่บอกว่า “หมอบอกว่าอาจมีลูกยาก…” ตึง เงียบทั้งบ้าน
เงินหล่นใส่มือทันที ไม่ต้องเปลืองแรงไปทวเงินของเก่าจากพี่สะใภ้ 555