ตอนที่ 38
วิกฤตหุบเขาจิ้งจอก (จบ)
รากไม้คมกล้าแฝงประกายเย็นเยียบพุ่งมา เรียกเอาสายโลหิตแดงฉานให้สาดกระเส็น แต่ทว่า นั่นกลับมิใช่โลหิตอันเกิดจากการสูญเสียของรักของหานเฟิง หากเป็นสายโลหิตอันเกิดจากเงาร่างหนึ่ง ที่โผเข้ามาเอาตัวเองเข้าบดบัง
หานเฟิงมองเห็นเป็นแผ่นหลังแบบบางในชุดขนสัตว์สีขาว ทั้งเรือนผมดำขลับที่ยาวสยาย และหางจิ้งจอกสีขาวฟูฟ่องสี่พู่
เป็นจิ้งจอกสาวผู้นั้น…
เป็นรากไม้คมกล้าถูกนางใช้สองมือหยุดยั้ง แต่เพราะความรุนแรง คมแหลมจึงทิ่มแทงใส่เนินไหล่ของนาง
“ อ่ะ!!!...”
ปีศาจกุหลาบอุทานขึ้นอย่างตกใจ… แต่มิทันจะได้กล่าวสิ่งใด ก็พลันเห็นจิ้งจอกสาวที่เบื้องหน้า ปล่อยคลายมือออกจากรากไม้ นิ้วทั้งห้าเรียงชิด ฝ่ามือตั้งฉาก ก่อนผลักใสเข้าใส่ทรวงอกของตน เป็นท่วงท่าฝ่ามือที่แลดูรวดเร็วและเรียบง่าย แต่ที่มากไปกว่านั้น คือนางสัมผัสได้ถึงอันตราย…
“ ลำแสงจิ้งจอกมายา…”
เสียงกังวานใสดังขึ้น พร้อมกันกับลำแสงสีม่วงที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากฝ่ามือ ลำแสงปะทะเข้ากับทรวงอกของปีศาจกุหลาบ มิได้บังเกิดเป็นแรงระเบิดทำลายล้าง มิได้เกิดการทะลุทะลวง หากเป็นแรงผลักดัน ที่ผลักจนนางปลิวหายไปในพริบตา
ครู่ต่อมาก็บังเกิดเป็นเสียง “ ตูมมมม…” ดังขึ้นจากที่อันไกลห่าง เป็นปีศาจกุหลาบที่ถูกลำแสงจิ้งจอกมายาผลักกระแทกเข้าใส่แนวผาที่อยู่ไกลออกไปจนสุดทาง
หานเฟิงชมมองอย่างอึงงัน ทุกสิ่งอย่างเกิดขึ้นเร็วยิ่ง นับตั้งแต่ที่จิ้งจอกสาวเข้ารับการจู่โจมแทนมัน กระทั่งที่ปีศาจกุหลาบถูกลำแสงของนางผลักกระแทกใส่แนวผา รวมแล้วก็เป็นเวลาเพียงไม่กี่ชั่วลมหายใจ รู้สึกตัวอีกคราก็เห็นว่านางได้ผินกายมาแล้ว
ใบหน้าที่พิสุทธิ์งดงามจึงเผยออกมาให้มันได้มองเห็นเป็นครั้งแรก ดวงหน้าขาวสลาง ริมฝีปากบางแดงชาด สองคิ้วโก่งดุจจันทร์เสี้ยว กลางหว่างคิ้วคือแต้มชาดจุดหนึ่ง ดวงตาสีฟ้าที่ราวกับจะสกดทุกสายตาให้จดจ้อง จับจ้องมองประสานกันกับสายตาของมัน
จากนั้น นางก็โบกวาดฝ่ามือคราหนึ่ง หานเฟิงจึงสัมผัสได้ว่า พันธนาการที่รั้งสองแขนสองขาของตนถูกคลายออก ก่อนที่ตนจะร่วงหล่นลงมาหยัดยืนอยู่บนกลีบของดอกกุหลาบยักษ์
มิทันที่หานเฟิงจะได้กล่าวคำขอบคุณอันใด ก็เห็นว่านางได้ผินกายกลับไปแล้ว เท้าเปลือยเปล่าถีบทะยานไปเบื้องหน้า ก่อนที่ร่าง จะเหินร่อนบินออกไปอย่างรวดเร็ว
‘ ปราณนภา!!!...’
หานเฟิงคิด สายตาจับจ้องมองเงาร่างของจิ้งจอกสาว ที่บินตรงไปยังทิศทางของปีศาจกุหลาบด้วยความไม่เข้าใจ เหตุใด นางต้องยื่นมือเข้าช่วยมัน
หานเฟิงจับจ้องมองดูอยู่เช่นนั้น กระทั่งคำกล่าวหนึ่งดังขึ้นมา
“ เจ้าคนวิตถาร…”
เป็นเสียงแหลมใสที่คุ้นเคย หานเฟิงจึงมองเห็นเป็นซวงเอ๋อร์ที่ยืนหน้าแดงกล่ำอยู่เบื้องหน้า
“ เจ้าจะจับจ้องมองมารดาของข้าไปถึงเมื่อไรไม่ทราบ?...”
หานเฟิงมองดูจิ้งจอกน้อยซวงเอ๋อร์ที่แผดเสียงกล่าวอย่างขุ่นเคือง ก่อนที่นางจะหมุนกายกลับหลัง แล้วเสียงกล่าว จึงค่อยดังขึ้นสืบมา
“ จ เจ้าจะหาอะไรมาปกปิด ม มัน ได้หรือไม่...”
หานเฟิงก้มมองดูร่างที่เปล่าเปลือยของตัวเอง จึงทราบถึงคำว่า “ มัน” ที่นางกล่าว คือสิ่งใด จึงไม่รอช้ารีบเรียกเอาเสื้อผ้าชุดใหม่ขึ้นมาสวมใส่ ซึ่งยังคงเป็นชุดสีดำที่คล้ายกันกับชุดเดิม
หากสวมใส่ยังไม่ทันเสร็จดี เสียง “ ตูมมม…” ก็ดังออกมาจากสถานที่อันไกลห่าง เป็นจุดที่ปีศาจจิ้งจอกสาวเหินบินไป ครู่ต่อมา เสียง “ ตูมมม…” ก็ดังขึ้นอีกครั้ง ทั้งยังดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
“ ตูมมม…”
“ ตูมมม…”
“ ตูมมม…”
ที่หานเฟิงมองเห็น คือลำแสงสีม่วงวูบวาบ และเถาหนามรากไม้ที่หวดฟาดพัวพันจนเรียกเอาฝุ่นควันให้ฝุ้งตลบ หากที่มากไปกว่านั้น คือแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านเข้ามาจนตัวมันที่อยู่ออกมาไกลห่างยังสัมผัสได้
“ ท่านแม่…”
เสียงแผ่วเบาที่มากไปด้วยความกังวนดังขึ้น หานเฟิงจึงเหลียวหน้ามองดูซวงเอ๋อร์ที่จับจ้องชมมองการต่อสู้ที่ห่างออกไปอย่างไม่วางตา แต่มิทันที่หานเฟิงจะได้กล่าวพูดสิ่งใด พื้นผิวที่ย่ำเหยียบก็พลันสั่นไหวขึ้นมา
เป็นกุหลาบยักษ์ที่ย่างเหยียบกำลังจะหุบกลีบ
หานเฟิงเห็นเช่นนั้นก็มิรอช้า รวบคว้าซวงเอ๋อร์เข้ามาก่อนจะกระโจนออกไป
“ อ๊ะ!!!...”
ซวงเอ๋อร์อุทานอย่างแตกตื่น รู้สึกตัวอีกที ร่างที่อุ้มตนอยู่ก็ลงมาหยัดยืนอยู่บนพื้นเรียบร้อยแล้ว วงแขนที่กอดรั้งนางไว้คลายออก หากมิทันได้กล่าวคำ เบื้องหน้าก็พลันปรากฏเถาหนามรากไม้พุ่งจู่โจมเข้ามา
“ กรี๊ดดดดดดดดดด….”
ซวงเอ๋อร์หลับตากรีดร้องเสียงแหลมด้วยตื่นกลัว ก่อนที่เสียง “ ตูมมม..” จะดังขึ้นพร้อมกับคลื่นความร้อนที่ทำให้นางรู้สึกแสบระคาย หากยังมิทันได้ลืมตาขึ้นชมมอง เสียง “ ตูมมม…” พร้อมกับคลื่นความร้อนที่พวยพุ่งบังเกิดขึ้นตามมาอีกหลายระลอก
“ ตูมมม…”
“ ตูมมม…”
“ ตูมมม…”
กระทั่งที่นางลืมตาขึ้นมาแล้ว จึงค่อยเห็นว่า เบื้องหน้าไม่ไกลห่างเป็นชายหนุ่มในชุดดำที่สองมือถือไว้ด้วยมีดสั้น มันกำลังปลดปล่อยเปลวอัคคีสีทองแผดเผาเถาหนามรากไม้ที่เหลือคณา
หานเฟิงยามนี้จำต้องงัดเอามีดระดับมนุษย์ที่ไม่ได้ใช้มานานแล้วขึ้นมา เหตุเพราะดาบสีเงินร่วงหล่นสูญหายไปตั้งแต่ตอนที่มันสิ้นสติไปก่อนนี้
วงเสี้ยวอัคคี…
วงแหวนพินาศ…
ทักษะต่างๆถูกเรียงร้อยใช้ออกมาอย่างต่อเนื่อง ทว่า ความรุนแรงของมันเทียบกันไม่ได้เลยกับการใช้ออกด้วยอาวุธระดับปฐพี
“ กรี๊ดดดด…”
กระทั่งเสียงหวีดร้องแสบหูดังขึ้นอีกครา หานเฟิงจึงจำต้องละวางกับการแผดเผาเถาหนามที่เบื้องหน้า รีบหมุนตัวกลับไปไกวมีดใช้ออกด้วยวงเสี้ยวอัคคี
“ ตูมมมม…”
เปลวอัคคีสีทองระเบิดขึ้นใส่เถาไม้ที่อยู่ไปไม่ไกลห่างจากซวงเอ๋อร์ พร้อมกันนั้นคือคลื่นความร้อนที่แผดเผาเข้าใส่ใบหน้าของนางจนแสบร้อน
“ จ เจ้า ต้องการจะเผาข้าให้ตายเลยหรือไร?”
ซวงเอ๋อร์รู้สึกแสบร้อนผิวหนังยิ่ง นางจึงกล่าวออกมาอย่างขุ่นเคือง หานเฟิงที่ได้ฟังพลันต้องคิ้วกระตุก มันที่ช่วยนางไว้ก็เป็นเพราะตอบแทนน้ำใจของมารดานาง หากไม่แล้ว มันคงไม่เลือกพานางลงมาจากกุหลาบยักษ์ให้ต้องเป็นภาระตั้งแต่แรก
หานเฟิงไม่ต่อคำ มันยังคงกวัดแกว่งมีดสั้นปลดปล่อยเปลวอัคคีแผดเผาใส่เถาหนามรากไม้ที่โดยรอบ เรียกเป็นเสียงระเบิดของเปลวอัคคีให้ดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
กระทั่งเวลาล่วงผ่านไปอีกครู่ใหญ่ เสียง “ ตูมมม…” จากเปลวอัคคีของหานเฟิงได้เผาทำลายเถาหนามเส้นสุดท้ายจนมอดไหม้ พื้นที่โดยรอบในยามนี้จึงดูไปไม่ต่างไปจากแดนร้างที่มีแต่เถ้าถ่าน เป็นหานเฟิงใช้ร่ายใช้เคล็ดวิชาออกมาอย่างสุดกำลัง กว่าที่มันจะสะสางเถาหนามรากไม้ที่เหลือคณาจนสิ้นซาก ก็เล่นเอาตัวมันต้องเหน็ดเหนื่อย ยืนหายใจหอบสะท้อน หยาดเหงื่ออาบชะโลมกาย ใช้ลมปราณใรร่างไปแทบจะแห้งเหือด ทั้งชุดดำที่สวมเข้าไปใหม่ยังขาดวิ่นกระเซอะกระเซิง
มันที่ต่อสู้จนเหน็ดเหนื่อยใคร่คิดจะนั่งพักฟื้นฟูลมปราณ หากมิทันที่กายจะได้ขยับ บางสิ่งบางอย่างกลับพุ่งเฉียดกายจนเรียกเสียงเอา “ ตูมมม…” ให้ดังขึ้นมา พร้อมกันนั้น คือฝุ่นควันเถ้าถ่านที่ฟุ้งตลบอบอวน
เมื่อฝุ่นควันจางหาย จึงค่อยเห็นเป็นร่างที่สะบักสะบอมในชุดขนสัตว์สีขาวที่ขาดวิ่น ทั้งชุดขาว ที่บัดนี้ถูกโลหิตอาบย้อมจนแทบจะกลายเป็นสีแดงไปเสียทุกส่วน
เป็นจิ้งจอกสาว เนื้อตัวของนางเต็มไปด้วยริ้วขีดข่วนใหญ่น้อย
ทันทีที่เห็นชัดว่าที่มาเป็นสิ่งใด เสียง ที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกตกใจของซวงเอ๋อร์ก็ดังขึ้นมา
“ ท ท่านแม่!!!!…”
นางปรี่เข้าหาผู้เป็นมารดา สองมือสั่นสะท้าน มิรู้ว่าควรทำเช่นไร
“ แม่ขอโทษ แม่… ล้างแค้นให้ทุกคนในเผ่า ไม่ได้”
จิ้งจอกสาวกล่าวขึ้นอย่างอ่อนล้า นางชันกายลุกขึ้นนั่ง สายตาจับจ้องมองเพียงบุตรสาวที่กำลังจะหลั่งน้ำตา
“ อย่าได้ร้อง เผ่าพันธ์ปีศาจจิ้งจอกมายาเรา ครั้งหนึ่งเคยเป็นถึงสิบสามองครักษ์โลหิต ชั่วชีวิตผ่านสมรภูมิเป็นตาย ใช้โลหิตสร้างเป็นเส้นทางแห่งเกียรติยศ มีเพียงหลั่งเลือด มิหลั่งน้ำตา…”
“ ไม่มีแล้วท่านแม่ ราชวงศ์เซี่ยล่มสลายไปกว่าห้าพันปี สิบสามองครักษ์โลหิตอันใดล้วนเป็นเพียงอดีต...”
ซวงเอ๋อร์กล่าวแย้ง หากเห็นมารดาที่ส่ายหน้า ก่อนที่ริมฝีปากจะเปิดขึ้นกล่าวเป็นถ้อยความต่อมา
“ ยัง... มีอยู่ตรงนั้นอีกคน…”
จิ้งจอกสาวกล่าว พร้อมกับยกมือขึ้นชี้ไปยังหานเฟิงที่กำลังยืนหายใจหอบสะท้อน เสื้อผ้าที่ขาดวิ่นของมันทำให้มองเห็นดาวโลหิตปีศาจที่ตรงท้องน้อย ซวงเอ๋อร์ไล่สายตามองตามนิ้วมือของมารดา ก่อนจะกล่าวคำออกมาอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ
“ นั่นก็แค่มนุษย์ที่อ่อนแอผู้หนึ่ง ไหนเลยจะเป็นเช่นราชวงศ์เซี่ยอันเกรียงไกลเช่นในอดีต”
หากมิทันที่จิ้งจอกสาวจะได้กล่าวความต่อ เสียงดังกังวานของปีศาจกุหลาบก็ดังขึ้น
“ ข้าได้ยินผู้ใดกล่าว... ว่าตระกูลเซี่ยอันใดล่มสลายไปแล้ว”
สิ้นคำ ก็เห็นปีศาจกุหลาบในร่างที่ยังคงเปลือยเปล่าเหินบินมา ซึ่งสภาพร่างของนาง ก็แทบจะมิแตกต่างไปจากปีศาจจิ้งจอกสักเท่าไรนัก เป็นนางเองก็ถูกจิ้งจอกสาวเล่นงานเสียจนสะบักสะบอม เนื้อตัวกลาดเกลื่อนไปด้วยริ้วรอยบาดแผลและโลหิต ทั้งสภาวะพลังที่ปลดปล่อยออกมาก็แลดูอ่อนโทรมไปไม่น้อย แต่ก็ยังมากพอที่จะทำให้ทุกคนที่พบเห็นพลันต้องรู้สึกถึงวิกฤตเป็นตายขึ้นมา
ไม่มีผู้ใดกล่าวตอบความของปีศาจกุหลาบ ทั้งนางเองก็มิใคร่สนใจในคำตอบ นาง ที่ในตอนนี้สนใจเพียงแต่หานเฟิง หานเฟิงที่ยังคงไม่ฟื้นคืนพละกำลัง เห็นดังนั้นก็พลันยกยิ้มเย็นเยียบ ก่อนที่คำกล่าวของนาง จะดังขึ้นมา
“ สายเลือดอันน่าชิงชังรังเกียจของตระกูเซี่ย...”
“ ข้า จะทำให้มันสิ้นสุดลงในวันนี้...”
สิ้นคำ นางก็เหินร่างก็พุ่งทะยานลงมาอย่างรวดเร็ว แขนขวาแปรเปลี่ยนกลับกลายเป็นรากไม้คมกริบ ปลายแหลมแฝงประกายสังหารเยียบเย็น ชี้พุ่งเพ่งเล็งไปยังหานเฟิงที่กระชั้นใกล้เข้ามา
หานเฟิงที่ชมมองสัมผัสได้ถึงวิกฤต ทว่า มันเหน็ดเหนื่อยยิ่ง ลมปราณก็ไม่เพียงพอให้มันร่ายใช้ดาราวาบวับหลีกหนี สายตาจึงหม่นประกายลง ภายในใจขบคิดได้เพียงแค่ว่า
‘ จบสิ้นแล้ว…’
เพียงพริบตา คมแหลมของรากไม้ก็แทงทะลุทรวงอกจนบังเกิดเป็นเสียงดัง “ ซวบบบบ!!!!...” พร้อมกับสายโลหิตแดงฉานที่สาดกระเส็น ก่อนจะตามติดมาด้วยเสียงกรีดร้องปานจะขาดใจของซวงเอ๋อร์
“ ม่ายยยยยยย!!!!!!!!!!..........”
เพราะที่แทงถูกกลับเป็นจิ้งจอกสาว เป็นนางที่ใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายพริ้วกายเอาตัวเข้าบดบังหานเฟิง
“ หืม!!!...”
ปีศาจกุหลาบ เบิกตามองด้วยความประหลาดใจ
“ เจ้ากลับรีบตายถึง…”
“ !!!!...”
หากคำว่า “ เพียงนี้” ไม่ทันได้ออกจากปาก นางกลับพลันรู้สึกเจ็บแปลบที่ทรวงอก ก้มลงมอง กลับเห็นด้ามทวนสีแดงที่คมทวนจมหายเข้าไปในอกของตน ด้ามทวนนั้นยื่นมาจากด้านข้างของจิ้งจอกสาวที่เบื้องหน้า หากผู้ที่เสือกแทง กลับเป็นชายหนุ่มที่ตัวนางต้องการจะสับสังหารลงไป
“ ป เป็นไปไม่ได้!!!…”
แววตาของนางสั่นสะท้าน เต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ นางไม่เข้าใจว่า มนุษย์ที่ระดับพลังเพียงแค่ขอบเขตุปราณบาดาลขั้นต้นผู้นี้ ไฉนจึงสามารถทิ่มแทงคมศัสตราทะลุผ่านเรือนกายอันแข็งแกร่งของนางได้ หากมิทันที่นางจะกล่าวคำ ก็พลันสัมผัสได้ถึงความร้อนที่แผดเผาอยู่ด้านใน แววตาจึงยิ่งทวีความแตกตื่น หากเพียงแค่พริบตา ผิวหนังที่เต่งตึกกลับกลายเป็นปริแตก ไม่มีสายโลหิตอาบย้อม มีเพียงไอความร้อนบริสุทธิ์ที่แทรกผ่านทะลุออกมา จากนั้นจึงตามมาด้วยเสียง
“ ป่งงง…”
กลับเป็นทั้งร่างของปีศาจกุหลาบ ที่พลันแตกสลายกลายเป็นเถ่าถ่านแดงฉานกระจัดกระจาย ก่อนจะเหลือเพียงคมทวนสีแดงที่ค้างนิ่งอยู่กลางอากาศ ทวนยาวแวบหาย พร้อมกับร่างของจิ้งจอกสาวที่ทรุดลง หานเฟิงที่เบื่องหลังพลันต้องสอดมือเข้าโอบประคองก่อนจะทรุดกายลงนั่ง
“ ไม่!!! ท่านแม่…”
ซวงเอ๋อร์ที่พลันได้สติรีบถลันตัวเข้าหามารดาที่ลมหายใจรวยริน มองดูมารดาที่โลหิตไหลทะลักกลบริมฝีปาก สัมผัสได้ถึงพลังชีวิตที่รั่วไหลออกมาอย่างไม่อาจหยุดยั้ง
“ ท ทำไม…”
ซวงเอ๋อร์กล่าวขึ้นพร้อมกับหยาดน้ำตาที่รินไหล
“ แม่ขอโทษ...”
จิ้งจอกสาวมองตอบบุตรสาว กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนระโหยโรยริน ก่อนจะยกนิ้วมือที่สั่นสะท้านขึ้นจรดที่หว่างคิ้วของบุตรสาวอย่างแผ่วเบา นางยกยิ้มอย่างอบอุ่น เพียงกล่าวขึ้นว่า
“ แล้วเจ้าจะเข้าใจ…”
สิ้นคำ มือนั้นก็สิ้นแรงร่วงหล่น ก่อนจะเห็นว่า กลางหว่างคิ้วของซวงเอ๋อร์ปรากฏเป็นแต้มชาดจุดหนึ่งขึ้นมา
“ ไม่!!! ”
“ ท่านแม่ อย่าทิ้งลูกไว้คนเดียว… ”
“ ม่ายยยยยยยยยยยยยยย…”
ซวงเอ๋อร์หวีดร้องอย่างสุดเสียง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงร่ำไห้ที่เต็มไปด้วยความเศร้าโศกโศกา
“ ฮือออ.... ”
“ ทำไม... ”
“ ฮืออออ...... ”
หานเฟิงชมมองจนนิ่งงัน มันประคองร่างที่ไร้วิญญาณของจิ้งจอกสาวอย่างเลื่อนลอย เป็นชีวิตมันถูกช่วยเอาไว้ หากแลกมาด้วยหนึ่งชีวิตที่จำต้องจากไป
เพราะเหตุใด...
หานเฟิงแหงนหน้าชมมองแสงจันทร์ที่ส่องต้องลงมาเป็นสีฟ้า เภทภัยหายนะผ่านพ้นไปแล้ว หากราตรีกาลนี้กลับมิได้งดงาม เสียงร่ำไห้คร่ำครวญของบุตรสาวที่ต้องสูญเสียผู้เป็นมารดายังคงดังก้องกังวาน...