สกายโร้ด เกมโลกเสมือนพลิกชะตาเทพเกม (天行)

    เล่มที่ 2 บทที่ 53 กลับบ้านบ่อยๆ


    ท่ามกลางฤดูร้อน หลังจากเปิดประตูออกไปข้างนอก คลื่นความร้อนก็เข้ากระทบกับหน้าพวกเขาทันที


    หลินเฉอมองไปยังโทรศัพท์พลางก็ขมวดคิ้วยุ่งขึ้นมา “ไม่ได้เลย เรียกรถไม่มีรับสักคัน เราจะเอาอย่างไรกันดี?”

    ผมชี้ไปยังที่ไกลออกไป “มีป้ายรถบัสห่างจากนี้ไปหนึ่งไมล์ มีรถประจำทางไปที่นั่นได้ จะรอกันไหม?”

    ซูซีหรานที่ยกมือขาวนวลขึ้นมาบังแดดจึงมองตามไปยังทิศทางที่ผมชี้ ขณะที่ดวงตาคู่สวยหรี่ตาลงจึงพูดขึ้นมาว่า “ที่นี่ออกจะห่างไกลความเจริญไปหน่อย กลางวันไม่ค่อยจะมีรถวิ่งผ่าน ขึ้นรถบัสน่าจะดีที่สุด”

    “อื้ม ไปกันเถอะ”

    ไม่นานหลังจากนั้น คนห้าคนจึงขึ้นรถโดยสารประจำทางออกจากทะเลสาบไท่หูมุ่งหน้าไปยังเขตชิวหลีอย่างทุลักทุเล โชคดีที่รถคันนี้เป็นรถปรับอากาศ ไม่อย่างนั้นแล้วคนทั้งกลุ่มก็อาจต้องเผชิญแสงแดดแผดเผาและรมควันไปแล้ว

    หลินเฉอคิดอะไรบางอย่างและพูดขึ้นว่า “ต่อไปถ้าสตูดิโอมีเงินพอแล้ว เราควรจะซื้อรถสักคันมาใช้ เพื่อความสะดวกเวลาต้องออกไปข้างนอก”

    ผมพยักหน้า ”อื้ม ฉันเห็นด้วย”

    ซูซีหรานเหลือบมองผม และจากนั้นจึงพูดขึ้นว่า “รอให้มีเงินก่อนค่อยมาว่ากัน ตอนนี้ต้องจ่ายเงินเดือนแล้วก็คืนเงินให้หวังจินไห่อีก 150000 หยวนก่อน เรื่องรถค่อยมาว่ากันหลังจากนั้นอีกที”

    หวังจินไห่ซาบซึ้งน้ำตาจะไหล “หัวหน้าทีมดีจริงๆเลยที่ยังจำเงิน 150000 หยวนนั่นได้ จริงๆเงินนั่นเป็นเงินขอภรรยาผมเลยล่ะ”

    “ในปีแบบนี้ ใช้เงิน 150000 หยวน ต้องการเอาไปขอภรรยางั้นหรือ?"

    หลินเฉอพูดด้วยรอยยิ้ม “โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองซูโจวแบบนี้เนี่ยนะ นายคิดเยอะไปเกินหรือเปล่าต้าไห่ ”

    หวังจินไห่ก็ยกมือถูจมูกไปอย่างขุ่นเคืองใจทันที

    ......


    ยี่สิบนาทีต่อมา ในที่สุดรถประจำทางเก่าๆที่โงนเงนไปโงนเงนมาก็ขับมาหยุดลงที่หน้าประตูสำนักงานตำรวจท้องที่ในเขตชิวหลี ไม่รอช้าผมที่ลุกขึ้นยืนจึงพูดขึ้นว่า “ถึงแล้ว ไปกันเถอะ”

    ซีหรานเดินตามผมลงมาจากรถ และมองไปยังสำนักงานความมั่นคงจึงได้อ้าปากค้างขึ้นเล็กน้อย “นี่...... นี่นายอาศัยอยู่ที่สำนักงานตำรวจงั้นเหรอ?”

    “ไม่ใช่หรอก”

    ผมส่ายหน้าปฏิเสธ และจากนั้นจึงพูดขึ้นอย่างยิ้มๆว่า “เป็นบ้านพักหน่วยงานที่อยู่ด้านหลังน่ะ ตอนพ่อฉันหนุ่มๆพ่อเคยเป็นพลทหารทำครัว หลังปลดประจำการก็ไปเป็นตำรวจหน่วยปราบปรามอาชญากรรมอยู่หลายสิบปีจนปลดเกษียณ หลังจากนั้นก็อาศัยว่ามีฝีมือในการทำอาหารไปเป็นเชฟใหญ่ในร้านอาหารใกล้ๆ แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง พ่อจึงได้อาศัยอยู่ในหน่วยและคอยจัดสรรเรื่องอาหารในหน่วยงานไปด้วยน่ะ ”

    “ห๊ะ......” ซูซีหรานตอบรับด้วยท่าทางงุนงง

    หลินเฉอก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “พี่ซีหราน เมื่อก่อนลุงติงเคยเป็นตำรวจหน่วยปราบปรามอาชญากรรม เขาจัดการคดียาเสพติดครั้งใหญ่สำเร็จ เขาจึงได้ผลงานชั้นหนึ่ง แต่ก็เนื่องด้วยเขาได้รับบาดเจ็บจากคดีนั้น นอกจากนี้เขายังมีสถานะที่พิเศษ ดังนั้นก็เลยอาศัยอยู่ในบ้านพักตำรวจน่ะ ”

    “อ้อ.....”

    ได้ฟังดังนั้นซูซีหรานจึงพอเข้าใจขึ้นมาบ้าง ดวงตาเธอเบิกกว้างพลางมองมาที่ผมและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “บอสติง หลินเฉอ ในประวัติย่อของพวกนาย 2 คนเขียนไว้ว่าเคยทำงานในอินเตอร์โพล 2 ปีนี่ ทำไมหลังจากนั้นถึงได้ลาออกล่ะ? มีอะไรเกิดขึ้นงั้นเหรอ? ”

    “เรื่องมันยาวน่ะ ค่อยว่ากันเถอะ” ผมยิ้มพลางหัวเราะเยาะตัวเอง

    ราวกับว่าเธอรู้ว่าผมไม่อยากพูดถึงมัน ซูซีหรานจึงส่งยิ้มให้ผมและไม่ได้ถามอะไรที่มันมากไปกว่านั้นอีก

    ……

    ภายใต้แสงแดดที่แผดเผาร่างกายจนจะกลายเป็นเนื้อย่าง พวกเราก็มาถึงด้านหลังของหน่วยงานแล้ว ขณะที่หน้าประตูมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำการอยู่ หลังจากที่พวกเราแสดงหลักฐานและทะเบียนเรียบร้อยแล้วจึงสามารถเข้าไปด้านในได้ และในระหว่างที่เดินขึ้นไปด้านบนนั้น กลิ่นหอมจากห้องหนึ่งบนชั้น 2 ของอาคารก็ลอยเด่นปะทะเข้ามาในจมูกผมทันที และแวบแรกที่ได้กลิ่นผมก็รู้ได้ทันทีว่า...... นี่คือกลิ่นของหมูตุ๋นที่พ่อทำ ตั้งแต่เด็กจนโตที่ผมได้กิน ผมก็จดจำรสชาตินั้นไว้ในใจไม่เคยลืม อีกทั้งมันก็อร่อยจนถึงขนาดที่ว่าต่อให้กินไปทั้งชีวิตผมก็ไม่มีวันเบื่อ

    “ก๊อก ก็อก~~”

    ผมเคาะประตู ไม่นานหลังจากนั้นประตูก็ถูกเปิดออก พ่อของผมปรากฏตัวขึ้นด้วยท่าทางที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ทว่าเส้นผมบนศีรษะนั้นกลับเต็มไปด้วยสีขาวโพลน ขณะที่เขาค่อยๆถอดผ้ากันเปื้อนออกจึงมองมาที่ผมสลับไปที่หลินเฉอและจากนั้นจึงพูดขึ้นด้วยท่าทีที่ดีใจว่า “เจ้าลูกชาย เสี่ยวเฉอ พวกลูกมาแล้ว เอ๋... แล้ว 3 คนนี้ล่ะ?”

    ไม่รอช้าซูซีหรานจึงปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังของผมอย่างรวดเร็ว ขณะนี้เธออยู่ในชุดกระโปรงวันพีชสั้นตัวสวยสีเหลืองอ่อนน่ารักและเต็มไปด้วยความสดใสจนทำให้ใครต่อใครต่างก็ชมชอบเมื่อได้พบเห็น ไม่รอช้าเธอจึงพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า “ลุงติงสวัสดีค่ะ ฉันเป็นเพื่อนของติงมู่เฉินนะคะ ชื่อซูซีหรานค่ะ”

    พ่อชะงักไปครู่หนึ่ง และยิ้มอย่างรู้เท่าทันให้ผม จากนั้นจึงพูดว่า “ดี ดี ดีมาก เข้ามาสิๆ”

    หลังจากนั้น จางเหว่ยก็ออกมาทักทายพ่อเป็นคนถัดไป “คุณลุงครับ!”

    “ไอ๊หยา นี่ไม่ใช่เสี่ยวเหว่ยเองหรอกเหรอ? รีบเข้ามาสิ~~”

    หวังจินไห่ประหม่าขึ้นมาเล็กน้อย ขณะที่ก้าวขึ้นมาข้างหน้าจึงพูดขึ้นว่า “สวัสดีครับคุณลุง ผมเป็นรุ่นน้องของพี่เฉินครับ ชื่อหวังจินไห่”

    “ดี ดี เข้ามาๆ มากินข้าวด้วยกัน”

    ในขณะที่ทุกคนนั่งล้อมโต๊ะอยู่นั้น เวลานี้บนโต๊ะอาหารก็เต็มไปด้วยกับข้าวที่ส่งกลิ่นหอมทั้งยังท่าทางน่าอร่อยมากตั้งเรียงรายกันอยู่เกือบสิบจาน  ผมลุกขึ้นไปช่วยพ่อตักข้าวทันที ทว่าขณะที่พ่อกำลังอารมณ์ดีจึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แหบต่ำว่า “เจ้าลูกรัก ซูซีหรานคนนี้มีความสัมพันธ์กับลูกอย่างไร บอกพ่อมาตามตรงสิ”

    “ไม่ได้มีอะไรที่พิเศษเลยครับ ก็เพื่อนกันธรรมดา” ผมยืนยัน

    “จริงเหรอ?”

    ทว่าพ่อกลับมองผมด้วยสายตาจับผิดราวกับว่าผมเป็นเป็นผู้ต้องหาอย่างไรอย่างนั้น

    เมื่อถูกพ่อจับผิดจนหวั่นใจ ผมจึงพูดออกไปว่า “อย่างน้อย... ตอนนี้ก็ไม่ได้มีอะไรที่พิเศษครับ...”

    “งั้นลูกต้องพยายามเข้าล่ะ!” พ่อยิ้มและพูดให้กำลังใจผม

    ผมอึกอักเล็กน้อย “ยังไงก็เถอะ พ่อก็อย่าจับคู่ผมกับเธอเชียว ไม่งั้นถ้าหน้าแตกขึ้นมา...”

    “ไม่มีทางอยู่แล้ว!”

    และจากนั้นพ่อจึงพูดต่อว่า “ลูกชายของพ่อ จะต้องหาลูกสะใภ้ได้ด้วยตัวของลูกเองได้อย่างแน่นอน”

    “กินข้าวดีกว่าๆ”

    ทว่าในจังหวะที่ผมหันกลับไปก็พบว่า เจ้าพวกไม่หวังดีพวกนี้กำลังตั้งหน้าตั้งตากินอาหารกันอย่างกับแร้งลง และแม้แต่ซูซีหรานเองก็ไม่สนใจความสง่างามอีกต่อไป และทันทีที่เธอชิมหมูตุ๋นเข้าไปคำหนึ่ง ทันใดนั้นดวงตากลมโตจึงเปล่งประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวขึ้นมาทันที หมูตุ๋นจานนี้ถูกปากเธอ น่าชื่นชมอย่างมาก ส่วนหลินเฉอ, จางเหว่ย แล้วก็ต้าไห่ เจ้าสามคนนี้ก็กินอาหารกันอย่างกับว่าไม่มีอะไรตกถึงท้องมานานเป็นครึ่งปี ทั้งยังเอาแต่กินจนไม่มีใครว่างมาพูดอะไรเลยสักคำ

    พ่อมีฝีมือในการทำอาหาร อีกทั้งกับข้าวที่ทำก็เป็นที่เลื่องลือ พ่อเป็นประเภทที่ว่าสามารถดูแลแบรนด์ร้านอาหารชื่อดังได้ด้วยตัวคนเดียว อย่างน้อยแล้วหลังจากที่เกษียณมา พ่อก็จะยังมีความสุขกับสิ่งที่ทำ

    หลังจากกินข้าวไปสองจาน ผมรู้สึกอิ่มเอมมาก

    ขณะที่ลูบหน้าท้องและมองไปที่ห้องครัวผมจึงพูดขึ้นว่า “พ่อ มือขวาของพ่อใช้งานไม่ถนัด เลี่ยงได้ก็เลี่ยงนะ เกษียณออกมาแล้วก็ไม่ต้องขยันมากขนาดนั้น ต่อไปเรื่องหาเงิน ไว้เป็นหน้าที่ของผมเอง!! "

    “ไม่ต้องกังวลไปหรอก พ่อใช้มือซ้ายทำนะ ไม่ได้ลำบากมือขวาเลย”

    “งั้นก็ดีแล้วครับ”

    “อ้อ จริงสิ” ว่าแล้วพ่อก็หยิบกุญแจดอกหนึ่งในลิ้นชักขึ้นมาโยนให้ผมพร้อมทั้งพูดขึ้นว่า “ลูกขับรถคันนี้กลับไปใช้เองเถอะ พ่อซื้อสามล้อมาก็พอไปซื้อกับข้าวได้แล้ว แถมที่ทำงานก็อยู่ไม่ไกล อีกอย่างเวลาปกติพ่อจะดื่มไวน์เล็กๆน้อยๆ จะขับรถก็ลำบากอีก”

    นี่เป็นรถยี่ห้อพาสสาทที่ผมซื้อไว้ให้พ่อใช้เมื่อปีที่แล้ว

    “ไม่ใช้จริงๆเหรอ”

    “ลูกเคยเห็นพ่อครัวที่ไหนขับรถดีขนาดนี้ไปทำงานบ้างไหมล่ะ?” พ่อมองหน้าพวกเราทุกคน จากนั้นจึงพูดต่อว่า “อีกอย่าง ตอนนี้ลูกมีเพื่อนที่ต้องอยู่ด้วยกันกี่คน พวกลูกสิจำเป็นต้องใช้รถ เอาไปเถอะ ไม่งั้นวางไว้ที่นี่ก็ปล่อยให้ฝุ่นจับเปล่าๆ”

    “งั้นก็โอเคครับ”

    สตูดิโอก็จำเป็นต้องใช้รถจริงๆ ในเมื่อพ่อไม่ต้องการใช้ ถ้าอย่างนั้นผมเอากลับไปใช้แทนแล้วกัน

    หลังจากพูดคุยกันไปสักพักจนพูดมาถึงเรื่องสตูดิโอเกม พ่อก็นั่งฟังด้วยความเพลิดเพลินทั้งยังพยักหน้ารับรู้อยู่เป็นระยะด้วย และนี่จึงซูซีหรานแปลกใจมากจนอดที่จะถามขึ้นมาไม่ได้ว่า “คุณลุงคะ พ่อแม่คนอื่นเวลาได้ยินว่าลูกของตัวเองติดเกมจะต้องโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ ทำไมคุณลุงดูเหมือนไม่มีความเห็นอะไรเลยล่ะคะ?”

    ใบหน้าของพ่อที่เริ่มแดงขึ้นมาหลังจากดื่มไวน์ไปสองแก้วจึงพูดขึ้นมาว่า “เพราะว่าลุงเชื่อในตัวลูกชายของลุงนะสิ เขาจะไม่ทำให้ลุงผิดหวังแน่ๆ ต่อให้จะเป็นการเล่นเกมแต่เขาก็จะทำมันได้ดีที่สุด อีกอย่างไม่ว่าจะทำงานอะไร ขอให้เรารักงานนั้นด้วยความจริงใจเราก็จะทำงานนั้นออกมาได้ดี แล้วลุงก็ไม่ใช่พ่อแม่พวกนั้นที่เห็นแก่ตัว ต้องการมีชีวิตที่ดีจนพาลไปบังคับให้ลูกไปทำในสิ่งที่เขาไม่ต้องการทำ”

    ซูซีหรานยิ้มน้อยๆจากนั้นจึงพูดขึ้นว่า “คุณลุงนี่ใจดีจังเลยนะคะ...”

    และจากนั้นพ่อก็พูดต่อว่า “ซีหราน ต่อไป เมื่อมีเวลาว่าง พาติงมู่เฉินกลับมาที่บ้านบ่อยๆนะลูก ไม่งั้นพ่อก็คงไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี ได้ทำอาหารให้เราๆกิน จะได้ไม่ต้องอยู่ว่างๆอีก”

    “อื้ม ได้ค่ะ”

    ตอนที่ซูซีหรานพยักหน้าตอบรับนั้น ทั้งหลินเฉอและหวังจินไห่ก็ยิ้มกริ่มขึ้นมา ส่วนผมที่รู้สึกว่ามันมีอะไรไม่ถูกต้อง ทว่าพอมาคิดๆดูแล้ว ผมก็ดันลืมไปอีกว่าเมื่อครู่นี้พ่อได้พูดอะไรไป

    ……

    หลังจากที่พวกเรากินข้าวเสร็จและบอกลาพ่อแล้วจึงได้พากันลงมาที่ใต้ตึกพร้อมทั้งเอารถออกมา และชัดเจนเลยว่าพ่อของผมเพิ่งจะล้างรถ พาสสาทสีดำที่เพิ่งซื้อมาไม่ถึงปีจึงดูเหมือนรถใหม่เอี่ยมขึ้นมาถนัดตา ขณะที่ผมทำหน้าที่เป็นคนขับรถ โดยมีหลินเฉอที่อยากจะนั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถทว่าก็ถูกซูซีหรานใช้อำนาจที่ตัวเองเป็นหัวหน้าทีมเขี่ยเขาออกไปนั่งที่อื่นแทน และในท้ายที่สุดซูซีหรานที่ได้นั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถของผมด้วยท่าทางของผู้ชนะจึงหันไปพูดกับหลินเฉออย่างภูมิอกภูมิใจว่า “ต่อจากนี้ ที่ตรงนี้เป็นที่ของฉัน ใครก็ห้ามแย่ง!”

    ขณะเดียวกันหลินเฉอก็ตอบกลับด้วยความไม่พอใจว่า “พี่ซีหราน ได้! ตำแหน่งพี่ใหญ่กว่าผม พี่จะพูดอะไรก็ย่อมได้!”

    ดูเหมือนจะมีบางอย่างผิดปกติจริงๆนั่นแหละ

    ช่างเถอะ ขับรถกลับสตูดิโอไปทำงานหาเงินต่อดีกว่า!

    ทว่ากว่าจะถึงสตูดิโอเวลาก็ล่วงเลยมาถึงบ่ายสามโมงแล้ว เมื่อมาถึงห้องโถง ซูซีหรานก็นอนลงบนโซฟาพร้อมทั้งลูบมือไปที่หน้าท้องที่แบนราบของเธอ “ตายจริง...... นี่ฉันตายแน่ๆ......"

    “เธอยังจะไปกินหมูตุ๋นอยู่ไหมล่ะ?” ผมถามด้วยรอยยิ้ม

    “ไป แน่นอนอยู่แล้วสิ ” เธอหัวเราะเบาๆ

    ผมหมดคำจะพูด “ช่วงบ่ายนี้ฉันจะต้องล้างชื่อแดงต่อ อีกอย่างในช่องเก็บของของฉันก็ยังมียาเม็ดระดับ 4 อยู่อีกเยอะเลยล่ะ พวกนายสักคนจะเอายากลับไปขายที่เมืองกันบ้างไหม?”

    “อย่าเพิ่งรีบร้อนเลย”

    หลินเฉอจึงพูดต่อว่า “สองสามวันมานี้ผู้เล่นยังขึ้นๆลงๆ อยู่ที่เลเวล 30 อยู่เลย รอพรุ่งนี้เถอะ พอผู้เล่นขึ้นถึงเลเวล 30 จำนวนมาก ถึงตอนนั้นถ้าจะขายยาเม็ดระดับ 4 ผู้เล่นจะต้องสนใจกันมากและมันจะต้องขายดิบขายดีแน่ๆ พี่เฉินพี่ปรุงยาให้เยอะสักหน่อยนะ หาเงินให้ได้เยอะๆ เราจะได้ไม่ต้องห่วงปากท้องไปสักครึ่งปี”

    “ได้ โชคดีที่ฉันนำเตาปรุงยามาเยอะพอ”

    และหลังจากที่ดื่มน้ำเสร็จผมก็เข้าออนไลน์ต่อทันที

    “แว้บ!”

    ตัวละครจึงปรากฎขึ้นในป่าภูติ ขณะที่ผมก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าวก็บังเอิญเข้ากับปีศาจยูนิคอร์นตัวหนึ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่และฆ่ามันตายภายในห้าวินาที บางทีอาจเป็นเพราะโชคช่วยก็เป็นได้ จากนั้น “เคร้ง” อุปกรณ์จากยูนิคอร์นตัวแรกของช่วงบ่ายนี้ก็พร้อมสรรพแล้ว และมันเป็นสนับเข่าสีเงินแวววาวอีกด้วย——

    【สนับเข่ายูนิคอร์น】(อุปกรณ์ระดับเงิน)

    ประเภท :เกราะป้องกัน

    พลังป้องกัน :95

    ความต้านทานทางจิตวิญญาณ :+14%

    ความแข็งแกร่ง :+22

    ความอดทน :+20

    เลเวลที่สามารถใช้งานได้ :30

    ……

    ชุดอุปกรณ์ 4 ชิ้น สะสมครบแล้ว!

    โดยไม่รอช้าผมทำการสวมใส่อุปกรณ์ทันที ค่าสเตตัสพุ่งทะยานขึ้น โดยเฉพาะพลังป้องกัน ที่ตัวเลขบนหน้าต่างสถานะเปลี่ยนเป็น 592 แต้ม (+22%) หรือพลังป้องกันจริงๆก็คือ 722 แต้ม ซึ่งพูดได้เลยว่า ผู้เล่นที่มีพลังโจมตีมากกว่า 700 แต้มในขณะนี้มีอยู่เพียงหยิบมือเท่านั้น อีกทั้งผู้เล่นที่สามารถทำลายการป้องกันของผมก็มีอยู่ไม่มากเช่นกัน และชุดเซ็ตยูนิคอร์นระดับเงิน 4 ชิ้นนี้จะเป็นไพ่ตายที่ยิ่งใหญ่ของผมในช่วงแรกที่เมืองจิ่นโจว!

    ผมกวาดสายตามองอุปกรณ์บนตัวนั้น ในขณะที่ผู้เล่นทั่วไปยังไม่มีไอเทมระดับเงินในครอบครองสักชิ้น ทว่าผมกลับมีอุปกรณ์ระดับเงินเป็นของตัวเองถึง 8 ชิ้นแล้ว นี่เป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างมากและเป็นเหตุผลที่ผมครองอันดับ 1 ในรายการจัดอันดับพลังต่อสู้มาโดยตลอด

    ว่าแล้วก็เก็บเลเวล รวบรวมสมุนไพรต่อไปดีกว่า

    และเนื่องจากผมได้รับการอัพขึ้นเป็นเลเวล 39 แล้ว ประสิทธิภาพในการสังหารมอนสเตอร์ข้ามระดับจึงไม่ได้ชัดเจนขนาดนั้น อย่างน้อยภายใน 1 ชั่วโมงผมก็เก็บประสบการณ์ได้แค่ 10% เท่านั้น และถ้าต้องการอัพเป็นเลเวล 40 ล่ะก็ผมอาจจะต้องอัพเลเวลกันตลอดทั้งคืนเลยก็ว่าได้ ทว่าผมก็ยังตั้งหน้าตั้งตารออย่างเต็มเปี่ยม ด้วยเพราะหลังจากที่อัพเลเวล 40 ได้แล้ว ผมก็จะได้รับสกิลของอาชีพอีกสามสกิลซึ่งจะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของผมได้มาก!

    ผู้เล่นที่ถึงเลเวล 40 ได้ก่อนจะได้เปรียบอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งจะต้องคว้าเอาไว้ให้ดีและจะซัดคู่ต่อสู้ที่สมควรโดนให้หน้าหงายให้หมด!

    คล้ายกับเรื่องสกายโร้ด เกมโลกเสมือนพลิกชะตาเทพเกม (天行) ที่คุณอ่าน