ตอนที่ 109 เด็กหลง
วันที่ 3 นับจากวันที่เขาเข้าป่าชายเลนมาวันแรก เขาหลบหนีสัตว์อสูรเก่ง ๆ เพื่อตัดความรำคาญ จัดการโจรสลัดกับนักผจญภัยห้าว ๆ ระดับผู้เรียนรู้ไป 3กลุ่ม นอนค้างคืนบนต้นไม้โดยที่ไม่ได้ใช้เต็นท์ที่ซื้อมาแม้แต่น้อย ผลลัพธ์ของการเข้าป่า 3วันของเขาคือกุ้งสะท้อนแสงเป็น ๆ หนึ่งตัวที่ถูกผนึกไว้ และซากกุ้งสะท้อนแสงที่ตายแล้วอีก 15ตัว
เขาได้กุ้งสะท้อนแสงเพิ่มมาหลังจากวังวนนั้นเพียง 5ตัวเท่านั้น และทั้งหมดนั้นตายเรียบ!
แต่ละตัวใช้แรงไม่เท่ากันอีก รู้แล้วทำไมตัวเป็น ๆ ราคาแพงนัก! นิทานบ่นอุบอิบ
ดูเหมือนเขาจะใช้โชคหมดไปเรียบร้อยจากการเจอวังวนน้ำนั้นเมื่อวันแรก หลังจากนั้นเขาไม่เจอแหล่งอาศัยของกุ้งสะท้อนแสงปริมาณเยอะ ๆ อีกเลย บางทีก็เจอเพียงตัวเดียว บางทีก็สองตัว มีครั้งหนึ่งที่นิทานเจอทีเดียวกัน 5ตัว หากกลับมีโจรสลัดคนหนึ่งผ่านมาเจอพอดีตอนนิทานกำลังหายตัว ทำเอากุ้งสะท้อนแสงพวกนี้ตกใจหนีหายไปจนหมด จะตามผ่านพลังอาณาเขตก็ไม่ได้ กุ้งสะท้อนแสงเหล่านี้หลบหนีด้วยการมุดดิน
ด้วยความโมโหโจรสลัดคนนั้นจึงกลายเป็นอาหารเสริมให้ต้นไม้และผืนน้ำเหล่านี้ไปโดยปริยาย
ไม่ค่อยรวมกลุ่มกันจริง ๆ ด้วย ก็แหงสิ ที่รวมกลุ่มกันน่าจะโดนจับไปหมดแล้ว นิทานถอนหายใจ การตามหากุ้งพวกนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริง ๆ แม้ตัวมันจะสะท้อนแสงวิบวับล่อสายตา ตัวใหญ่เท่าแขน แต่ป่าชายเลนแห่งนี้ก็มีสิ่งบดบังสายตาเยอะเกินไป รากไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ ต้นไม้ที่ขึ้นกันจนหนาทึบ การที่คนทั่วไปจะมองข้ามไปเป็นเรื่องที่เขาไม่แปลกใจแม้แต่น้อย
ขนาดตัวเขาเองที่แทบจะมีมุมมองรอบตัวแถมเปลี่ยนมุมมองการมองได้กว่ากิโลเมตรเขายังรู้สึกว่าการมองหากุ้งพวกนี้ยากมากจริง ๆ จะอย่างไรพลังอาณาเขตก็ต้องใช้สมาธิสูงและไม่ได้ทำงานอัตโนมัติ
เขาลองเปลี่ยนวิธีให้คีตาตามกลิ่น แต่กุ้งพวกนี้อาศัยอยู่ในน้ำเป็นส่วนใหญ่ แถมยังว่ายโคลนกันเป็นประจำ กลิ่นของมันจึงตีกับโคลนมั่วไปหมด
จริง ๆ ก็ได้เยอะแล้วนะ พอดีกว่ามั้ยนะ ขณะที่นิทานกำลังคิดว่าที่ได้มาก็มากเกินพอแล้ว เขาพลันนึกถึงรางวัลจากการจับเป็นที่จะเพิ่มขึ้นมาอีกชั้น และค่าใช้จ่ายที่เขาซื้อของต่าง ๆ เพื่อปลอมตัวในครั้งนี้
ตาของนิทานปรากฏความมุ่งมั่นขึ้นทันที เขากำหนดเป้าหมายให้ตนเองเป็นต้องจับเป็นให้ได้ครบ 3ตัวจึงจะล้มเลิก วันเวลาจึงผ่านไปอีก 2วันอย่างว่องไว
—————————————————————————————————————————————————
ผลัวะ!
ร่างของกุ้งสะท้อนแสงตัวหนึ่งถูกคีตากระโดดคาบกลางอากาศหลังจากที่มันลอยขึ้นฟ้าจากแรงหมัดของนิทาน
คีตาที่คาบกุ้งไว้ในปากดันลิ้นตรวจสอบกุ้งเล็กน้อย แล้วจึงหูตั้ง ส่ายหางไปมาอย่างมีความสุข ภาพของพยัคฆ์สนธยาที่หูตั้งและส่ายหางเช่นนี้ไม่ใช่จะหาดูได้ง่าย ๆ
“โฮ่ง!”
ตัวนี้รอด!
ได้ยินดังนั้น สตรีร่างกำยำที่เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนก็กำมือแน่นอย่างยินดี ใบหน้าที่เลอะเทอะจนแทบแยกไม่ออกว่าเป็นใครฉีกยิ้มกว้างอย่างมีความสุข
การอยู่ในป่านาน ๆ ส่งผลให้พวกเขากลับสู่สภาพซกมกกันอีกครั้ง แม้ว่าหากเขาใช้เต็นท์ที่เขาซื้อมา เขาสามารถอาบน้ำทำความสะอาดได้ แต่พวกเขาทั้งสองชินกับสภาพนี้มากกว่า แถมแบบนี้ยังช่วยพรางตัวได้มาก
นิทานรับกุ้งที่สลบเหมือดตัวนั้นมาใส่กระเป๋าอย่างมีความสุข พลางฮัมเพลงไปมา
ครบสามตัวซะที ล่อตั้งหลายวันกว่าจะได้ครบ ซากกุ้งในกระเป๋าอีกเกือบ 20 ด้วย นิทานยิ้มน้อย ๆ เขาสังเกตสภาพของตัวเองที่สะท้อนผืนน้ำแล้วก็อดขำน้อย ๆ ไม่ได้
ยัยนั่นมาเห็นต้องโดนล้อแหง แม้จะผ่านมาหลายวันแล้ว แต่หลายครั้งที่เขาเห็นตัวเองในกระจกเขาก็ยังไม่ชินอยู่ดี ยิ่งสภาพของสตรีนักผจญภัยเปื้อนโคลนคนนี้แตกต่างกับเขาราวฟ้ากับดิน
นิทานจัดแจงเก็บข้าวของ เขาค่อนข้างพอใจกับผลเก็บเกี่ยวที่ได้มาแล้วเขาจึงตั้งใจจะกลับไปส่งภารกิจ แล้วค่อยคิดต่อไปว่าควรทำอะไรต่อดี เขาอยู่ที่เมืองนี้มาจะครบ 1อาทิตย์แล้ว เหลือวันหยุดอีกเพียงอาทิตย์เดียวเท่านั้น
เดียวกลับไปลองต้มกุ้งกินกันดีกว่าคีตา ตัวใหญ่ด้วย ถึงเนื้อจะเละไปหน่อยก็เถอะ แต่น่าจะอร่อยอยู่นะ นิทานคุยกับคีตาผ่านห้วงจิต
“โฮ่ง!”
กุ้งต้ม! กุ้งเผา!
พวกเขาขณะนี้เข้ามาในป่าชายเลนค่อนข้างลึกทีเดียว กุ้งสะท้อนแสงบริเวณรอบนอกสมควรโดนโจรสลัดและนักผจญภัยเก็บไปหมดแล้ว เขาจึงมาเสี่ยงโชคดู และผลลัพธ์ก็เป็นไปได้ด้วยดี
เขาค่อนข้างโชคดีด้วยที่ไม่เจอศัตรูหรือนักสลักเอกที่เฮมดัลเตือน ส่วนสัตว์อสูรเขาก็หลบเลี่ยงด้วยพลังจางหาย ยิ่งทำให้เขาล่าหากุ้งสะท้อนแสงได้แบบไม่มีอะไรรบกวน
ขากลับไปก็น่าจะสักวันหนึ่งละมั้ง ถ้าไม่แวะอะไรเลย นิทานคิด
นิทานและคีตามุ่งหน้ากลับอย่างสบายใจ แม้จะพูดเช่นนั้นแต่เขาก็ไม่ได้ลดความระวังตัวแม้แต่น้อย ยังคงใช้พลังอาณาเขตรอบตัวสลับกันตลอดเวลา และเพราะเหตุนั้นเองหลังจากที่เขาเริ่มเดินทางกลับได้เพียงไม่นาน เขาก็ตรวจพบอะไรบางอย่าง
หือ? ทำไมมีเด็กอยู่ในป่าชายเลนได้? นิทานตรวจพบเด็ก 3คนรวมตัวกันอยู่ในที่แห่งหนึ่ง พวกเขาซุกตัวหลบอยู่ใต้รากไม้
หากพอนิทานตรวจสอบให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เขาขมวดคิ้วแน่น เขาเห็นร่องรอยการถูกมัดที่ข้อมือของเด็ก ๆ เหล่านี้ พวกเขาล้วนใส่เสื้อผ้าราคาถูก ท่าทางสกปรกราวกับไม่ได้รับการดูแล และที่ทำให้นิทานหงุดหงิดที่สุดคือรอยแส้เฆี่ยนบนร่าง
ทั้ง 3คนนั้นต่างมีสีหน้าหวาดกลัว ตัวสั่นง่ก ๆ หลบอยู่ในดงรากไม้
แม้จะเห็นเช่นนั้น หากนิทานก็ไม่ได้เข้าไปช่วยทันที เขาหลบอยู่ใกล้ ๆ ตรวจสอบรอบตัวอย่างละเอียดอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ใช่กับดัก แม้เขาจะไม่พบอะไร หากเขาก็ยังคงไม่มั่นใจนัก
เขาคุยกับคีตาให้เดินผ่านเด็กเหล่านั้นไปแบบช้า ๆ ทำทีเป็นสัตว์อสูรธรรมดา ๆ ที่เดินผ่านมา แล้วให้จดจำกลิ่นของเด็ก ๆ เหล่านี้ไว้
ยามที่คีตาในร่างพยัคฆ์สนธยาเดินผ่าน นิทานเห็นท่าทีหวาดกลัวและน้ำตาที่คลอขึ้นมาน้อย ๆ จนเขาอดรู้สึกผิดไม่ได้ เด็กเหล่านั้นกลั้นหายใจตัวสั่น มุดร่างลงน้ำไปหลบหลังรากไม้อย่างหวาดกลัว แม้จะดูใจร้าย แต่เพื่อความมั่นใจ เขาไม่ต้องการเสี่ยง
หลังจากคีตากลับมา นิทานจึงให้มันใช้กลิ่นนี้ตรวจสอบร่องรอยรอบ ๆ หากเป็นกับดัก จะอย่างไรผู้วางกับดักก็สมควรมีกลิ่นเช่นนี้ติดตัวอยู่บ้าง แต่คีตาไม่พบอะไรแม้แต่น้อย ราวกับเด็กพวกนี้ถูกทิ้งอยู่กลางป่าชายเลนที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรเช่นนี้อย่างไม่ไยดี
หรือว่าคนวางกับดักจะมีสมบัติปกปิดระดับสูง? นิทานครุ่นคิด หากให้ปลอดภัยที่สุด เขาเมินผ่านไปเลยจะเหมาะสมที่สุดแล้วค่อยแจ้งทางการให้มาช่วยก็ได้ ระหว่างที่นิทานมองสลับไปมาระหว่างเหตุผลและความรู้สึก นิทานพลันได้ยินเสียงสั่นน้อย ๆ ดังขึ้นมาจากเด็กเหล่านั้น
“คุณแม่คะ มารับหนูหน่อย.. ฮึก..ฮือ…”
เด็กหญิงคนหนึ่งในนั้นพลันสะอื้นขึ้นมาอย่างอดไม่อยู่ เธอพยายามกลั้นน้ำตาและเสียงจนสุดตัวแล้ว แต่การต้องเผชิญความโหดร้ายในป่าชายเลนแบบนี้ทำให้จิตใจของเด็กหญิงคนหนึ่งแทบแหลกสลาย
เด็กชายและเด็กหญิงข้างอีกคน พยายามปลอบเบา ๆ กลัวว่าจะมีสัตว์อสูรได้ยินเสียง หากพวกเขาก็น้ำตาคลอเบ้าแล้วเช่นกัน
นิทานเห็นเช่นนั้นก็ทำลายเหตุผลทั้งหมดทิ้งไปอย่างไม่ไยดี เขาปลดพลังจางหายออก รีบเช็ดเนื้อเช็ดตัวทั้งเขาและคีตาให้สะอาด เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ดูไม่น่ากลัวจนเกินไป เดินแหวกฝ่ารากไม้เข้าไปหาเด็กเหล่านั้น เขาปั้นหน้ายิ้มกว้าง เดินเอาร่มพาดบ่าออกไปพร้อมกับคีตา
เมื่อเด็กเหล่านั้น ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว พวกเขาก็กลั้นหายใจ ขลุกตัวหลบอยู่ใต้รากไม้อีกครั้ง หากเพราะความหวาดกลัวและน้ำตา น้ำบริเวณนั้นกระเพื่อมไหวเล็กน้อยจนน่าสงสาร
“นักผจญภัยกล้ามใหญ่และใจดีกับแมวยักษ์ขนนุ่ม แซฟไฟร์กับเพซมาช่วยแล้วค่ะ” นิทานยิ้มกว้าง เดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้ารากไม้เหล่านั้น แล้วจึงนั่งย่อตัวลงเพื่อไม่ให้พวกเขากลัว
ผ่านไปชั่วขณะ เด็ก ๆ เหล่านั้นจึงโผล่ขึ้นมามองด้วยท่าทีหวาดกลัว นิทานเพียงเอียงคอมองด้วยรอยยิ้ม ล้วงหยิบขนมอบจากร้านคุณยายเอมิลี่ออกมายื่นให้ พลางหยิบอีกชิ้นมากัดให้ดูว่าไม่มีอันตราย
เด็กเหล่านั้นยังกล้า ๆ กลัว ๆ นิทานไม่ได้พูดอะไร เขาไม่อยากให้เด็กพวกนี้กลัว เพียงหยิบบัตรนักผจญภัยให้ดูไปพร้อม ๆ กัน
ผ่านไปชั่วครู่ เด็กชายคนหนึ่งในนั้นจึงทำใจแข็ง คลานออกมาช้า ๆ รับขนมอบนั้นขึ้นมาชิมคำเล็กภายใต้รอยยิ้มอบอุ่นของนิทาน
“ขอบคุณนะครับพี่สาว” เด็กคนนั้นยังคงตัวสั่นเล็กน้อย เขายังไม่กล้ากลืน หวังให้หากมีพิษก็จะไม่ร้ายแรงเกินไปนัก
“ด้วยความยินดีค่ะ” นิทานตอบด้วยรอยยิ้ม
หลังจากที่เด็กชายคนนั้นมั่นใจว่าไม่มีพิษ หยดน้ำตาของเขาก็หลั่งไหลออกมาราวกับสายน้ำ เขาสะอื้นน้อย ๆ ยื่นขนมอบที่เหลือส่วนใหญ่ให้เด็กหญิงทั้งสอง
เด็กหญิงทั้งสองกัดขนมอบคำเล็ก น้ำตาเริ่มหลั่งไหลอีกครั้ง
“อะ..อร่อย..ฮึก..” พวกเธอกินขนมทั้งน้ำตา นิทานเพียงมองภาพนั้นอย่างหงุดหงิดในอก ยิ่งพอเขามองให้ดีและเห็นว่าแผลจากแส้เฆี่ยนเหล่านั้นบางส่วนเริ่มติดเชื้อเพราะสิ่งสกปรกและดินโคลนในป่าชายเลนแล้ว
ล่าฆ่าหัวไอ้พวกสวะก่อนกลับก็ดี นิทานตัดสินใจ