กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ

    กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ_55_แส้หางม้าเพลิงเมฆา

    เมื่อเห็น หยวนฮ่าว กำลังจะใช้กรงเล็บตะปบไปยัง อู่หยู ในครานี้ อู่ อวี้ ก็ไม่สามารถที่จะยืนดูได้อีกต่อไป

    เขาได้มายืนปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้า หยวนฮ่าว จากนั้นก็คว้ามือที่กำลังจะตบไปยัง อู่หยู เอาไว้

    “เสิ่น อู่เต้า หลีกไป! ไม่อย่างนั้นข้าจะให้ท่านพ่อสังหารเจ้าซะ!” แววตาของ หยวนฮ่าว เผยความโกรธออกมาจนแดงก่ำ มันโกรธจนขีดสุดถึงขนาดที่ว่าได้พลั้งปากเอ่ยวาจาถึงท่านพ่อของมัน

    แต่น่าเสียดาย เพราะ อู่ อวี้ ไม่มีทีท่าว่าจะขยับออกไปไหนเลยแม้แต่น้อย

    “แล้วท่านพ่อของเจ้าเป็นผู้ใดกันล่ะ?” อู่ อวี้ ยิ้มแล้วเอ่ยถามขึ้น

    “ท่านพ่อของข้าเป็นใครน่ะหรือ? ก็ฮ่าวเทียน ซ่างเซียนยังไงล่ะ! ยังไม่รีบไสหัวออกไปอีก!” ในตอนนี้ หยวนฮ่าว โกรธจนขาดสติ เพราะการที่ถูกสตรีที่ตนเองเกลียดตบเช่นนี้ ด้วยนิสัยของตัวมันเองแล้ว มันต้องจำเป็นตราบาปไปตลอดชีวิตเป็นแน่แท้

    “ฮ่าวเทียนไม่ใช่ซ่างเซียน (ชาวสวรรค์) หรอกเหรอ? ถ้าอย่างนั้นเขากับ ไทเฮา ก็เป็นผู้ให้กำเนิดเจ้า และ หยวนเฉิน น่ะสิ?” อู่ อวี้ ที่ดึงมือของ หยวนฮ่าว ไว้อยู่นั้น ก็ได้ยกสูงขึ้นมา

    ในขณะนี้ หยวนฮ่าว ก็รู้สึกตัวแล้วว่าตนเองได้พลั้งปากออกไป

    แต่ว่าที่นี่มีเพียงแค่ อู่ อวี้ และ อู่หยู เท่านั้น หากไม่ได้ป่าวประกาศเรื่องนี้ออกไป มันก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกลัวสิ่งใด แต่เมื่อได้เห็น อู่หยู มองมาที่ตัวมันด้วยแววตาอันเหยียดหยามรังเกียจเช่นนี้ ยิ่งทำให้มันเกิดโทสะขึ้นมามากกว่าเดิม

    “เสิ่น อู่เต้า! ไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้!!” หยวนฮ่าว ได้เปล่งวาจาออกมาด้วยความโกรธอย่างสุดขีด จนองครักษ์ที่อยู่ด้านนอกก็ยังได้ยินเสียงเล็ดออกไป ในเวลานี้ก็ได้มีเหล่าองครักษ์สวมเกราะถืออาวุธหนักกว่า 20 นาย ปรี่เข้ามา

    “ใครที่ต้องไสหัวไปกันแน่?”

    มือหนึ่งยกแขนของ หยวนฮ่าว เอาไว้ อีกมือหนึ่งก็ได้ตบลงไปยังปากของมันอย่างจัง ซึ่งพอ หยวน ฮ่าว ถูกลงมือเช่นนี้ มันก็ร้องออกมาราวกับหมูโดนเชือดด้วยความหวาดกลัวในทันที

    “พูดมา ใครกันแน่ที่ต้องไสหัวออกไป?” ฝ่ามือได้ถูกเหวี่ยงลงอีกครั้ง

    เพี๊ยะ!!

    ฟันของ หยวนฮ่าว ได้กระเด็นออกมา 1 ซี่ ส่วนที่ปากของมันก็เต็มไปด้วยเลือดที่ไหลรินออกมา

    “เสิ่น...เสิ่น อู่เต้า เจ้าไม่ตายดีเป็นแน่!” หยวนฮ่าว ร่ำไห้พร้อมกับตะโกนออกมาด้วยความเจ็บปวด

    เหล่าองครักษ์ที่มาถึง ต่างก็พากันหวาดกลัวจนไม่กล้าเข้ามา เพราะยังไงแล้วนี่ก็เป็นถึง ซ่างเซียน ที่พวกเขาเคารพนับถือ

    “เจ้าว่าใครไม่ตายดี?” จากนั้นฝ่ามือก็ได้ถูกเหวี่ยงลงมาอีกคราหนึ่ง

    เพี๊ยะ!!

    คราวนี้ ฟันของ หยวนฮ่าว ได้หลุดออกจากปากจนไม่เหลือ

    การที่ฮ่องเต้ไม่เหลือฟันสักซี่เช่นนี้ มันช่างเป็นเรื่องน่าขบขันอย่างยิ่ง

    “พอเถอะ”

    ด้วยนิสัยอันเย่อหยิ่งของมัน จึงทำให้ อู่ อวี้ อยากจะตบสั่งสอนอีกหลาย ๆ ที แต่กระนั้น อู่หยู ก็ได้มาดึงมือห้ามเขาเอาไว้

    ในตอนนี้ อู่ อวี้ ก็ได้หยุดมือ และ ปล่อย หยวนฮ่าว ลงไป จากนั้นเขาก็มองไปยังเหล่าองครักษ์ พร้อมกับกล่าวว่า “พาไอ้สวะนี่กลับวังไปซะ อย่าให้มันทำตัวขายหน้าที่นี่”

    “ขอรับ!”

    ในขณะที่เหล่าองครักษ์กำลังตกใจกลัว พวกเขาก็ได้รีบยกร่างของ หยวนฮ่าว ขึ้น จากนั้นพวกเขาได้รีบวิ่งออกไป โดยที่ไม่เหลียวหลังกลับมามอง มีเพียง หยวนฮ่าว เท่านั้นที่ยังดิ้นรนอยู่ ถึงแม้มันจะเลือดกบปาก แต่มันก็ยังแผดเสียงคำรามออกมาด้วยความโกรธว่า “อู่หยู เสิ่น อู่เต้า! พวกเจ้าไม่ตายดีแน่ พวกเจ้าต้องตกนรกหมกไหม้!!”

    ผ่านไปสักพัก เสียงของมันก็ได้จางหายไปตามสายลม

    อู่หยู ส่ายหน้าอย่างจนใจ และได้กล่าวออกไปว่า “เป็นความผิดข้าเอง ที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ จนหุนหันพลันแล่นออกไปเช่นนี้”

    อู่ อวี้ กล่าว “บนโลกใบนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ตัวเองไม่สามารถจะควบคุมได้ ตัวอย่างเช่นพวกที่แส่เข้ามาหาที่ตาย ฉะนั้นท่านไม่ต้องไปคิดมาก แม้ว่ายังไงข้าและ ฮ่าวเทียน จักต้องต่อสู้กัน ข้าจะไม่ใช้ นครหลวง เย่วอู่ เป็นสถานที่ในการต่อสู้อย่างแน่นอน และหากเกิดพบเจอกับสถานการณ์ที่อันตรายเกินไป ข้าจะไม่นำตัวเองไปเสี่ยงอย่างเด็ดขาด”

    “คราวนี้ พวกมันจะมาออกตัวให้ หยวนฮ่าว หรือไม่กัน?”

    “แต่มี ไทเฮาซีเฟย หนุนหลังอยู่เช่นนี้ คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เป็นแน่”

    เมื่อ อู่ อวี้ กล่าวออกไปได้ไม่นานนัก ที่พระราชวัง อู่หยู มีเสียงของอาชาวิหคดังขึ้น จากนั้น อาชาวิหค ก็ได้มาลงจอดอยู่ที่ด้านหน้าของพระราชวัง

    ปักษาเมฆาสวรรค์ของ อู่ อวี้ เองก็อยู่ที่ด้านหน้าของพระราชวังเช่นกัน เมื่อสัตว์วิญญาณทั้งคู่ได้มาเผชิญหน้ากัน ทั้งสองต่างแสดงท่าทางอันเกลียดชัง และได้แผดเสียงคำรามออกมาอย่างรุนแรง

    ทั้งปักษาเมฆาสวรรค์ กับ อาชาวิหค นั้นได้ถูกฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ฉะนั้นถึงจะไม่มีคำสั่งของผู้เป็นนาย อย่างซ่างเซียนผู้ขับขี่มัน แต่พวกมันก็จะไม่วิวาทกันแต่อย่างใด

    “เสิ่น อู่เต้า!”

    เสียงตะโกนอันก้องกังวานได้ดังขึ้น พร้อมกับชายเสื้อคลุมที่สะบัดปลิวไสวดูองอาจอย่างยิ่ง ผม และ คิ้วอันขาวบริสุทธิ์ทำให้ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ราวกับผู้เปี่ยมล้นไปด้วยความยุติธรรม มันได้เดินผลักประตูหน้าพระราชวังเดินเข้ามา

    มันมองมายัง อู่ อวี้ พร้อมปลดปล่อยพลังศักดิ์สิทธิ์กดดันใส่ ถึงแม้ อู่ อวี้ จะถูกกดดันก็ตาม แต่มันไม่สามารถคุกคาม อู่ อวี้ ให้ยอมจำนนได้

    “แข็งแกร่งมาก”

    นี่เป็นครั้งแรกเลยที่สัมผัสได้ถึงแรงกดดันของ ฮ่าวเทียน มันคือพลังของหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 3 ผู้สามารถเปิดจุดเพื่อปลดปล่อย ‘บัญญัติก่อกำเนิด’ ได้ 3จุด เช่นนี้ ทำให้มันราวกับเป็นทรราชผู้มีพลังเหนือทุกสิ่ง

    ซึ่งในตอนนี้ อู่ อวี้ ได้มี พื้นฐานพลังของ บัญญัติก่อกำเนิด แล้ว จึงทำให้เขาสัมผัสได้ถึงพลังนี้ ที่หน้าอกและที่หน้าผากของมัน ได้มีพลังศักดิ์สิทธิ์ไหลเวียนอยู่อย่างแน่นหนา นอกเหนือจาก 2 จุดนั้น ยังมีอีกที่ที่ถูกปกปิดเอาไว้อยู่ด้วยที่บริเวณข้อมือ แสดงว่ามันสามารถเปิดไปจนถึงจุด ‘เสินเหมิน’ (หลอมรวมลมปราณขั้นที่ 3) อย่างที่คาดเอาไว้

    เพราะ จุด’ เสินเหมิน’ นั้นคือลำดับจุดทวารวิญญาณทั้ง 10 ระดับที่3 ฉะนั้นมันจึงต้องอยู่ใน หลอมรวมลมปราณ ขั้นที่ 3 นั่นเอง แถมจุดที่ 3 ที่เปิดได้นี้ มีพลังของ บัญญัติก่อกำเนิด ไหลเวียนอยู่หนาแน่นกว่า 2 จุดก่อนหน้าเสียอีก

    เห็นทีการต่อสู้กับมันคงจะเป็นเรื่องที่ยากลำบากยิ่งเสียแล้ว

    “มีเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือ?”

    อู่ อวี้ สาวเท้ามายังด้านหน้าเพื่อมายืนปกป้องที่ด้านหน้าของ อู่หยู เอาไว้ เพื่อคอยป้องกันแรงกดดันของ ฮ่าวเทียน ที่ถาโถมเข้ามา

    “มาแล้ว!”

    เมื่อ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ได้เปิดประตูเข้ามาในพระราชวัง มันก็ไม่มีพูดพร่ำทำเพลง อู่ อวี้ สามารถสังเกตได้ถึงแส้หางม้าที่อยู่ในมือของมัน เมื่อตอนที่ อู่ อวี้ ยังเป็นปุถุชนธรรมดา เขาก็เคยเห็นแส้หางม้านี้มาก่อนแล้ว

    แต่ในตอนนั้นเขาไม่รู้ว่าแส้นี้คือศาสตราแห่งเต๋า

    ชิ้งงงง!

    ฮ่าวเทียน ซ่างเซียนได้สะบัดแส้หางม้าออกไป ขนพู่สีเงินก็ได้ยืดออกไปกลายเป็นอสรพิษสีเงิน จากนั้นพวกมันก็ราวกับถูกเพลิงเผาไหม้จนกลายเป็นอสรพิษสีแดง ครานี้พวกมันได้พุ่งเข้าใส่ อู่ อวี้ ด้วยความรวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ!

    หวืดดด!

    อู่ อวี้ ไม่รอช้า เขาได้ผละ อู่หยู ไปด้านหลัง จากนั้นก็รีบนำพลองพิชิตมารที่อยู่ด้านหลังออกมาต้านรับการโจมตีจากแส้หางม้าได้อย่างทันท่วงที

    การปัดป้องการโจมตีในครั้งนี้ อู่ อวี้ ได้ใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ออกมานิดหน่อยพร้อมกับพละกำลัง 10,000 อาชาศึก

    เคร้งงง!

    เสียงของการปะทะนี้ได้ดังสนั่นกึกก้องไปทั่ว หลังคาบนห้องโถงพระราชวัง อู่หยู ได้พังทลายลงจนเต็มไปด้วยฝุ่นควันฟุ้งกระจาย

    ปัง! คลุก คลุก คลุก

    อู่ อวี้ ถูกซัดปลิวไกลออกไป พลองพิชิตมารแทบจะหลุดมือ เขาได้กลิ้งเกลือกลงไปกับพื้นอยู่หลายรอบกว่าจะตั้งหลักและยืนขึ้นมาได้ แม้ว่าจะไม่บาดเจ็บอะไรก็จริง แต่ก็ยังพอเกิดความรู้สึกเจ็บปวดอยู่บ้าง

    โชคดีที่ตอนแรกเขาผละ อู่หยู ออกไปเสียก่อน ไม่อย่างนั้นนางจะต้องถูกฝังทั้งเป็นอย่างแน่นอน

    ด้วยพลังของ อู่ อวี้ เขาได้ผละ อู่หยู ให้ลอยกระเด็นออกไปอย่างนุ่มนวล

    “อู่....” ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ อู่หยู เกือบจะหลุดปากเรียก อู่ อวี้ ไปเสียแล้ว แต่โชคยังดีที่นางได้ปิดปากของตัวเองเอาไว้ทัน

    ในเวลานี้ อู่ อวี้ ก็ได้ลุกขึ้น และ กล่าวว่า “เจ้าถอยออกไปก่อน”

    “ตกลง”

    อู่หยู รู้ว่าตนเองอยู่ไปก็รังแต่จะเป็นตัวถ่วงเปล่าๆ ดังนั้นนางจึงรีบวิ่งออกไปให้ไกลจากที่นี่ที่สุด เพราะการต่อสู้ในครั้งนี้มันรุนแรงเกินกว่าปุถุชนธรรมดาจะรับได้ และในตอนนี้จิตใจของนางก็รู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมาก

    ในเวลานี้ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ได้กระโดดออกมาจากฝุ่นควัน สภาพของเขานั้นดูสะอาดสะอ้านอย่างมาก เมื่อเทียบกับ อู่ อวี้ ที่สภาพทุลักทุเลแล้ว ถือว่าการปะทะกันเมื่อครู่ ฮ่าวเทียน มีภาษีดีกว่าอยู่นิดหน่อย

    มันยังไม่ได้ลงมือในทันที แต่มันกลับมองไปยัง อู่ อวี้ ด้วยใบหน้าเฉยเมยและกล่าวว่า “เมื่อวันก่อน เจ้ายังพึ่งเข้าสู่ขั้น ทะลวงจิต แท้ๆ แต่วันนี้กลับเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณเสียแล้ว ดูเหมือนว่าความสำเร็จของเจ้ามันจะเร็วไปหน่อยนะ จากที่ข้าดู ในตอนนี้พลังรบของเจ้าคงจะไม่ต่างจากข้ามากเท่าไหร่แล้ว”

    อู่ อวี้ ไม่รู้เลยว่าเจ้าปีศาจจิ้งจอกเฒ่าผู้นี้มันต้องการอะไรกันแน่ เขาจึงกล่าวออกไปว่า “ไม่ต้องมาประจบ ข้ารู้ดีว่าข้ายังห่างชั้นกับเจ้านัก”

    เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฮ่าวเทียน ก็ได้ยิ้มอย่างเยือกเย็นขึ้น และกล่าวว่า “หากเป็นเช่นนั้น แล้วทำไมยังทำเหมือนกับมองข้ามหัวข้า กระทั่งลงมือต่อฮ่องเต้ของอาณาจักรมนุษย์เช่นนี้? เจ้าน่าจะรู้ถึงกฎของชาวสวรรค์อย่างเราๆ ดี ระวังไว้เถอะว่าสักวันนิกายของเจ้าจะลากตัวกลับไป!”

    มันได้ทำการข่มตนให้ดูเหนือกว่า อู่ อวี้ เนื่องด้วยพลังบ่มเพาะของมันที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ทำให้มันจึงไม่ลงมือต่อ และใช้วาจาเพื่อกดดันข่มขู่แทน

    อู่ อวี้ ที่โดนข่มขู่ด้วยวาจานั้น ก็ได้กล่าวออกไปว่า “ท่านกล่าวเช่นนี้ก็ไม่ถูก ไม่คิดจะถามเหตุผลกันหน่อยรึ? ข้อแรก เป็นเจ้าฮ่องเต้นั่นมันพยายามจะสังหาร อู่หยู แถมยังกล่าววาจายั่วยุด่าทอข้า ทั้งๆ ที่เป็นเพียงแค่มนุษย์เท่านั้น อีกทั้งมันยังกล้าไล่ข้าต่อหน้าเหล่าองครักษ์อีก หากข้าไม่สั่งสอนมันเสียบ้าง เกรงว่ามันคงจะไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงอีกต่อไป”

    ในตอนนี้เขาได้อยู่ในครึ่งก้าวเพื่อเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณ แถมยังไม่รู้ว่า เจียง จุนหลิน ยังอยู่ในนครเย่วอู่ หรือไม่ ฉะนั้นแล้วเขาจึงยังไม่อยากที่จะต่อสู้ตรงๆ กับอีกฝ่ายในตอนนี้

    อู่ อวี้ จำต้องมีแต่พยายามข่มจิตสังหารลงเท่านั้น แต่พอมาเห็นหน้าตาของ ฮ่าวเทียน ที่มีใบหน้าองอาจราวกับกวาดตามองไปทั่วโลกหล้า ทำให้เขาดันไปนึกถึงภาพแห่งค่ำคืนอันเลวร้าย ที่ท่านพ่อของเขาได้ถูกวางยา!

    อู่ อวี้ ทราบเรื่องของฮ่องเต้องค์ก่อนน้อยมาก เขารู้เพียงแต่ว่าฮ่องเต้องค์ก่อนเป็นชายที่มีความทะเยอทะยานสูง และอารมณ์ร้อนเป็นที่สุด แต่อย่างน้อยท่านกลับเอ็นดูเขาไม่น้อย จนยอมยกตำแหน่งรัชทายาทให้

    บุญคุณย่อมต้องทดแทน หนี้แค้นต้องชำระ!!

    “ฮ่าวเทียน...” อู่ อวี้ กระชับพลองพิชิตมารไว้อย่างแน่นหนาด้วยความแค้น

    แต่ในตอนนี้ อู่หยู ยังอยู่ด้านหลังเขาอยู่ ถึงนางจะไปไกลแล้วก็ตาม แต่ยังไงก็ทำให้ไม่สามารถทำอะไรได้สะดวกได้อยู่ดี

    ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน กล่าวขึ้น “หยวนฮ่าว คิดจะสังหารนาง?”

    เรื่องนี้แม้แต่มันเองก็ยังไม่รู้ แต่เมื่อฟังแล้วก็ยังพอเป็นไปได้ที่ หยวนฮ่าว จะกระทำเช่นนั้น

    แต่ว่า ฮ่าวเทียน ก็ไม่สนใจ และกล่าวไปว่า “เสิ่น อู่เต้า เจ้านั่นแหละที่เป็นฝ่ายผิด อู่หยู นางเป็นแค่มนุษย์ แต่เจ้ากลับมีใจให้นางเช่นนี้ มันเป็นการฝ่าฝืนกฎของเราชาวสวรรค์อย่างชัดเจน ข้าจะบอกเจ้าให้ หากเจ้ายังแข็งขืนเช่นนี้อีก ข้าจะไปบอกให้คนของนิกายกระบี่สวรรค์ มาลากคอตัวเจ้ากลับไปสำเร็จโทษซะ!”

    เมื่อได้ยินเช่นนั้น อู่ อวี้ ก็อดที่จะกลั้นหัวเราะออกมาไม่ได้

    “เจ้าหัวเราะอันใด” มือของ ฮ่าวเทียน ที่ถือแส้หางม้าอยู่นั้น ได้มีเส้นเลือดปูดขึ้นมาจนเห็นได้ชัด

    ซึ่งแส้หางม้าในมือของมัน มีชื่อเรียกว่า ‘แส้หางม้าเพลิงเมฆา’ แน่นอนว่ามันคือศาสตราแห่งเต๋า

    อู่ อวี้ หัวเราะแล้วกล่าวออกไปว่า “สิ่งที่ท่านกล่าวมานั้นน่าสนใจ”

    “น่าสนใจ?”

    อู่ อวี้ ได้ระเบิดเสียงหัวเราะอีกครา จากนั้นก็กล่าวว่า “ก็ตอนเมื่อ ฮ่องเต้ หยวนฮ่าว มาข่มขู่ข้านั้น มันได้โกรธจนขาดสติ เวลานั้นจึงพลั้งปากเล่าความจริงออกมาว่าท่านคือพ่อแท้ๆ ของมัน แล้วมันจะให้ท่านที่เป็นพ่อมากำจัดข้าทิ้งเสีย ที่ข้าบอกว่าน่าสนใจก็หมายความว่า การที่ท่านไปแอบมีสัมพันธ์ชู้สาวกับ ไทเฮา จนให้กำเนิดฮ่องเต้เช่นนี้ มันไม่ได้หมายความว่าท่านกำลังกลืนน้ำลายตัวเองหรอกหรือ?!”

    “เสิ่น อู่เต้า!!”

    พรึ่บ!

    เมื่อได้ยินเช่นนี้แล้ว ที่ดวงตาของ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ก็ได้มีเปลวไฟลุกโชนออกมา

    ดูจากท่าทาง และ พลังศักดิ์สิทธิ์ ที่เอ่อล้นออกมานี้ เหมือนกับต้องการจะลงมือเพื่อปิดปากยังไงยังงั้น

    “ข้ารู้สึกว่า เรื่องของพวกเราทั้งคู่ก็คล้ายคลึงกัน ไฉนท่านต้องโกรธกริ้วถึงเพียงนี้ การที่ข้าอยู่ในนครเย่วอู่ ข้าแค่เพียงปรารถนาที่จะอยู่กับ อู่หยู ส่วนท่านเองก็ต้องการที่จะอยู่กับครอบครัวเช่นกัน ฉะนั้นเราต่างคนต่างอยู่จะไม่เป็นการดีเสียกว่าหรือยังไง?”

    ต่อหน้าความโกรธของ ฮ่าวเทียน เช่นนี้ อู่ อวี้ ก็ได้กล่าวออกไปอย่างไม่แยแสใดๆ

    “เสิ่น อู่เต้า เวลานี้ข้าจะไม่สืบสาวเอาความ แต่อย่าได้มีครั้งต่อไปเด็ดขาด”

    เพราะยังไงแล้วนี่มันก็เป็นความโง่เง่าของ หยวนฮ่าว การที่มันแค่เดินก้าวผ่านประตูนี้มา ก็ถือได้ว่าเป็นความผิดพลาดมหันต์ของมันแล้ว

    ต่อจากนี้ อู่ อวี้ จะไม่ใช่คนที่มันสามารถไปแตะต้องได้ง่ายๆ อีกต่อไปแล้ว

    และ ดูเหมือนว่าขณะที่มันกำลังเดินจากไปนั้น มันได้กำลังครุ่นคิดอย่างบ้าคลั่งจนสมองแทบแตก

    การต่อสู้นี้ในที่สุดก็ได้จบลงเสียที

    อู่ อวี้ ได้ถอนหายใจออกมาอย่างเบาใจ ทันใดนั้น ที่ด้านหน้าพระราชวัง จู่ ๆ ก็มีเสียงร้องโหยหวนของ ปักษาเมฆาสวรรค์ ดังขึ้น!

    ปักษาเมฆาสวรรค์!!

    ...................................................................................................................................................................................................................

    คล้ายกับเรื่องกลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ ที่คุณอ่าน