ก่อนที่คนบนเรือจะเริ่มพายเรือออกจากฝั่งไป โดยที่ลุงคำก็ไม่ได้พูดอะไรกับชายคนดังกล่าวอีกแต่อย่างใด…
พอเรือลำนั้นไปไกลจนพ้นสายตาแล้ว ลุงคำก็เปิดถุงเงินที่ได้รับออกมาดู ก่อนจะพูดขึ้นว่า
“วันนี้สงสัยฤกษ์ไม่ดี เกือบตายกันหมดแล้วไหมหล่ะพวกเรา ยังดีที่ได้เงินนี้มา ก็มิขาดทุนนัก ปะ พวกเอ็ง กลับกันได้แล้ว…”
ลุงคำพูดจบก็ไล่ทุกคนให้กลับหมู่บ้านทันที แล้วแกก็เลียบมาเดินรั้งท้ายข้างๆ บอส ก่อนจะกระซิบข้างหูว่า
“ไซ เอ็งทำเช่นนั้นได้เยี่ยงไรวะ หลวงพ่อสอนเอ็งมารึ มาอยู่กับท่านเพียงแค่มิกี่เดือน ท่านกลับสอนวิชชาให้เอ็งเลยรึ เอ็งมันช่างโชคดีเสียจริง… แต่ยังไงเสียข้าจักต้องขอบใจเอ็งเสียหน่อย พวกเรารอดพ้นเคราะห์มาได้ครานี้ก็เพราะเอ็งเลยหนา…”
ได้ฟังสิ่งที่ลุงคำเอ่ยออกมา บอสรู้สึกตัวลอยอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็ต้องข่มใจที่ลิงโลดนั้นไว้ และได้ตอบไปเพียงว่า
“ขอรับ ท่านลุง พระอาจารย์ท่านคงเอ็นดูข้ากะมัง เลยสอนสั่งให้ข้าพอจักมีวิชชา ติดตัวไว้…”
ลุงคำได้ฟังดังนั้นก็ยิ้ม และก็เอามือมาแตะที่ไหล่ของบอสเบาๆ แล้วก็เดินตามทุกคนกลับหมู่บ้านไป
พอถึงหมู่บ้าน ลุงคำก็เดินแยกไปหาชาวบ้านคนอื่นที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของหมู่บ้าน เพื่ออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นจากที่พวกเขาได้ประสบมา ทั้งหมดครุ่นคิดกันอยู่พักใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจประกาศให้ทุกคนในหมู่บ้านได้ทราบโดยทั่วกัน ว่าของป่าและเมล็ดพืชที่ตั้งใจจะเอาไปแลกผ้าแพรต่างๆ ถูกเบี้ยวและจ่ายมาเป็นเงินแทน
ชาวบ้านหลายคนต่างพากันหน้าเสีย เพราะคิดว่าคงจะโดนโกงจนขาดทุนย่อยยับเป็นแน่แล้ว แต่ทางพ่อผู้ใหญ่ที่เป็นกวนบ้าน (ผู้ใหญ่บ้าน) ได้ประกาศต่อไปว่า เงินที่ได้มานั้นไม่น้อยเลย น่าจะเทียบเท่ากับราคาค่าของที่เสียไปหากนำไปขายที่ตลาดในตัวเมืองเชียงทองเลยทีเดียว ทำให้ชาวบ้านต่างพากันใจชื้นขึ้น
ตกเย็นวันนั้น บอสก็เดินกลับกุฏิพระอาจารย์ด้วยความอิ่มเอ็มใจ ที่ตนเองได้มีส่วนช่วยเหลือชาวบ้านให้รอดพ้นจากการถูกทำร้ายและถูกโกงได้ และเมื่อเดินมาถึงก็รีบผลัดผ้าเพื่อไปอาบน้ำที่แอ่งน้ำข้างเพิงพักของตนทันที ตอนนี้น้ำเหลือเพียงเล็กน้อยแล้ว อีกไม่กี่วันคงจะแห้งหมด
หลังจากอาบน้ำเสร็จบอสก็รีบกลับกุฏิของพระอาจารย์ก่อนพระอาทิตย์จะตกดิน แล้วทำการจุดไต้ไว้ 2 จุด เพื่อเพิ่มความสว่างเช่นเดิม และวันนี้บอสได้คิดทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้น จึงพึงตระหนักได้ว่า
‘หากเราอยากที่จะมีชีวิตรอดไปได้ในยุคสมัยนี้ วิชชาอาคมล้วนเป็นสิ่งจำเป็น เราต้องเรียนรู้ให้มากขึ้น…’
คิดได้ดังนั้น บอสจึงเดินไปที่กล่องเก็บคำภีร์ของพระอาจารย์เช่นเดิม นั่งค้นนั่งหาอยู่เป็นนานสองนาน แต่ก็ไม่มีคำภีร์ผูกใดที่ชี้ชัดว่าเป็นคาถาหรืออาคมเลย มีแค่เพียงผูกเดียวคือ “คำภีร์สรรพอาคม” ที่ได้เคยอ่านไปแล้วเมื่อคืนวาน
บอสจึงหยิบคำภีร์ผูกเดิมนั้นขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อจะเรียบเรียบและลองพยายามทำความเข้าใจใหม่ เผื่อจะได้ผล แต่ครั้งนี้ก็เป็นเฉกเช่นเดียวกับเมื่อคืนวาน เขาตกเข้าสู่ห้วงภวังค์จนถึงเช้าเช่นเดิม โดยที่ไม่ได้รู้สึกว่าจะใช้อาคมใดๆ จากคำภีร์นี้ได้เลย บอสจึงล้มเลิกความตั้งใจและเก็บคำภีร์นี้กลับไปไว้ในส่วนลึกที่สุดของกล่องคำภีร์ ตั้งใจไว้ว่าจะไม่หยิบขึ้นมาอ่านอีกเลย
แต่แปลกที่วันนี้บอสกลับไม่รู้สึกง่วงหรืออ่อนเพลียเลย ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้นอนมาทั้งคืนเช่นเดียวกับเมื่อวาน เขาจึงตัดสินใจรีบผลัดชุดและออกไปที่หมู่บ้านตั้งแต่เช้ามืด ซึ่งเมื่อชาวบ้านเห็นเขาตั้งแต่เช้าตรู่เช่นนี้ก็รู้สึกประหลาดใจ จึงได้ไถ่ถามกันเป็นการใหญ่
วันนี้ ลุงคำจึงถือโอกาสชวนบอสให้ขึ้นไปหาของป่าบนภูเขาด้วยกัน ซึ่งบอสก็ตกลงแต่โดยดี และเมื่อทีมงานทั้ง 5 มาครบ บอสกลับรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นพิเศษ เพราะทั้ง 5 คนนี้ คือคนกลุ่มเดิมที่ไปแลกเปลี่ยนของกันเมื่อวาน ซึ่งลุงคำเป็นผู้คัดเลือกผู้ร่วมเดินทางครั้งนี้ทั้งหมดด้วยตนเอง
เมื่อจัดเตรียมเสบียงและข้าวของครบถ้วนแล้ว ทั้งหมดจึงมุ่งหน้าออกจากหมู่บ้านไปทางทิศตะวันออก จากถนนราบเรียบและโล่งโปร่ง เริ่มเข้าสู่ที่ลาดชันและเป็นป่ารกทึบขึ้น ลุงคำจึงเดินมาสะกิดข้างหลังบอสแล้วพูดว่า
“วันนี้ยังไงข้าก็ฝากเอ็งช่วยดูด้วยหนา… ข้าเชื่อว่าเอ็งมีดีมากกว่าที่สำแดงให้ข้าเห็นเมื่อวาน…”
“ข้าหาได้ช่ำชองวิชชาอื่นอันใดอีกเลยนะขอรับท่านลุง พระอาจารย์เพียงสอนข้าแค่วิชชาเดียวเท่านั้น…”
บอสรีบตัดความคาดหวังที่สูงเกินจริงของลุงคำไป และพยายามจะอธิบายความจริงว่าตนมีความสามารถเพียงเท่านั้น แต่เหมือนลุงคำจะไม่ค่อยเชื่อ กลับเดินแซงหน้าบอสขึ้นไปนำหน้าทุกคนอย่างสบายใจ
จนทั้งหมดเดินขึ้นเขามาจนถึงหลังแป (เป็นที่ราบบนยอดเขา) จึงได้นั่งพักเอาแรงกันก่อน จากนั้นลุงคำจึงสั่งให้ทุกคนเตรียมอุปกรณ์ในการล่าสัตว์ออกมา สิ่งที่ตั้งใจจะล่ากันในวันนี้คือ หมูป่า กวางป่า หรือวัวแดง แล้วแต่จะเจอสิ่งใดก่อน โดยจะทำการวางกับดักไว้ที่พื้นดิน และเตรียมธนูและแหลนไว้สำหรับสังหารสัตว์ป่าเหล่านั้นให้ตาย แล้วจึงชำแหละแบ่งกันหามและหิ้วลงจากภูเขาเพื่อกลับหมู่บ้าน
เมื่อทุกอย่างพร้อมสรรพ ลุงคำและทุกคนขึ้นไปอยู่บ้านห้างดักสัตว์ (เป็นแท่นสำหรับยืนหรือนั่งที่อยู่บนต้นไม้ไว้สำหรับคอยส่องสัตว์ที่จะเข้ามาในพื้นที่การล่า) ไม่นานก็มีกวางป่าตัวหนึ่งเดินหลงเข้ามา ลุงคำจึงค่อยๆ ยกธนูขึ้นเล็งไปที่กวางตัวนั้น แล้วปล่อยลูกธนูพุ่งออกไป เสียบเข้ากลางลำคอของกวางตัวนั้น กวางป่าวิ่งกระเจิงไปด้วยความตกใจและเจ็บปวด วิ่งไปได้ประมาณ 30-40 เมตรก็ล้มลง
“วันนี้พวกเราโชคดีจริงๆ เว้ย เพียงมินานก็มีลาภปากมาตัวใหญ่เชียว ไปพวกเอ็งลงไปจัดการมันเสีย…”
ลุงคำพูดขึ้นด้วยความดีใจ และรีบสั่งให้คนที่เหลืออีก 4 คนลงไปจัดการกวางตัวนั้น บอสและชาวบ้านอีก 3 คนจึงปีนลงจากห้างดักสัตว์และเดินไปที่กวางตัวนั้นที่นอนตายอยู่ เมื่อทั้ง 4 เดินไปถึงก็ได้ตรวจเช็คว่ากวางตัวนั้นได้ตายไปแล้ว จึงช่วยกันแบกและยกมาไว้ในที่โล่งกว้าง พอที่จะดำเนินการชำแหละได้
ระหว่างที่กำลังช่วยกันยกกวางตัวดังกล่าวอยู่นั้น อยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงลุงคำตะโกนลงมาจากบนต้นไม้อย่างร้อนรนว่า
“พวกเอ็ง ทั้งหมด รีบวิ่งมาแล้วขึ้นมาบนห้างบัดเดี๋ยวนี้ เร็ว… ไอ้โคร่งมา…!!!”
พอทุกคนได้ยินดังนั้น ก็ถึงขั้นแตกกระเจิง รีบวิ่งหนีตายไปที่ต้นไม้อย่างจ้าละหวั่น ส่วนบอสยังทำอะไรไม่ถูกเนื่องจาก ยังไม่เข้าใจในสิ่งที่ลุงคำตะโกนบอก เขายังคงเหลอหลางุนงงกับสถานการณ์อยู่ จนได้ยินเสียงลุงคำตะโกนเรียกเสียงดังอีกครั้ง
“ไซ รีบวิ่งบัดเดี๋ยวนี้ เร็วเข้า…”
บอสจึงตะหนกได้ว่ามันต้องมีอะไรอยู่ข้างหลังตนเป็นแน่แล้ว ทุกคนถึงได้มีท่าทางและกิริยาเช่นนี้ จึงพยายามจะวิ่งออกตัวไปข้างหน้า แต่ขาก็ดันก้าวไม่ออก จึงทำได้เพียงหันหลังกลับไปเพื่อจะดูว่าเกิดอะไรขึ้น
และสิ่งที่บอสพบตรงหน้านี้เกือบทำให้เขาลืมหายใจ ณ ตอนนั้น ภาพที่เห็นคือ เสือโคร่งตัวมหึมา ยืนจังกาเตรียมพร้อมจะกระโจนมาหาเขาได้ทุกเมื่อ
‘ซวยแล้ว… จะทำยังไงดี ตายแน่ๆ เรา ยังไม่อยากตายเลย ช่วยด้วย ใคร.. ใครก็ได้ช่วยผมด้วย…’
ในใจภาวนาขอให้มีคนยื่นมือเข้ามาช่วยให้ตนรอดพ้นจากสถานการณ์เลวร้ายนี้ไป แต่ก็หามีใครมาช่วยได้ไม่ ลุงคำเองก็พยายามยิงธนูลงมา แต่มันก็ไกลเกินไปจนไม่สามารถเล็งด้วยความแม่นยำได้ อีกทั้งยังกังวลว่าจะพลาดไปโดนบอสด้วย
เสือตัวนั้นค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้ๆ และบอสเองก็ไม่รู้จะทำเช่นไร จึงทำได้เพียงจ้องมองตาเสือตัวนั้นกลับไปอย่างเขม็ง ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไปกลับมีสิ่งอัศจรรย์เกิดขึ้น พลันมีอักขระชุดหนึ่งวิ่งไหลเข้ามาในหัวของบอส ซึ่งเขาจำได้ว่าเป็นสิ่งที่เคยอ่านเจออยู่ในคำภีร์สรรพอาคม ที่มีชื่อว่า “อาคมกำราบสัตว์ร้าย” อยู่ๆ เขากลับเข้าใจเนื้อหาในคำภีร์ ทั้งๆ ที่ตอนอ่านไม่สามารถตีความใดๆ ได้เลย
“โอม… (ร่ายบทอาคม) เจ้าจงหยุด แลจงเชื่อฟังข้า บัดเดี๋ยวนี้…”
หลังจากบอสท่องอาคมบทนี้ไป เสือโคร่งตัวเขื่องนั้นกลับหยุดเดิน และอยู่นิ่ง แววตาที่ดุร้ายนั้นกลับดูเป็นมิตรเหมือนลูกแมวที่กำลังจะอ้อนผู้เป็นนาย พร้อมทำท่าจะนั่งและหมอบลง
ลุงคำและและชาวบ้านอีก 3 คน ที่ขึ้นไปอยู่บนห้างดักสัตว์แล้ว มองลงมาด้วยความตกตะลึงในสิ่งที่ปรากฎอยู่ตรงหน้า ชาวบ้านทั้ง 3 คน ต่างอุทานออกมาพร้อมกันว่า
“ไซ มันทำอันใดไป ทำได้เยี่ยงไร…”
มีเพียงลุงคำที่คาดหวังในตัวบอสไว้อยู่แล้ว
‘ไอ้ไซ มันทำได้จริงๆ ไอ้เด็กนี่มันสุดยอดจริงๆ เลย…’
ระหว่างที่บอสกำลังชะล่าใจอยู่นั้น พลันผ่อนคลายความรู้สึกตึงเครียดของตนลง และก็ดันไปคลายมนต์อาคมให้สลายไปด้วย ทำให้เสือโคร่งตัวนั้นกลับคืนสู่สัญชาตญาณ ลุกขึ้นพรวดอย่างรวดเร็ว พร้อมกระโจนเข้าหาบอสอย่างว่องไว
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก บอสตั้งตัวและตั้งสติเพื่อจะร่ายอาคมไม่ทันแล้ว จึงทำได้เพียงเอาสองแขนไขว้ประสานป้องกันตนเองไว้เท่านั้น และก่อนที่กรงเล็บอันแหลมคมของเสือหนุ่มจะฉีกร่างบอสเป็นชิ้นๆ อีกแค่เพียงเสี้ยววินาที พลันมีแสงสว่างสีขาวพุ่งออกจากบริเวณหน้าอกของบอส กระแทกเสือโคร่งตัวนั้นกระเด็นออกไปเกือบ 10 เมตร
‘เกิดอะไรขึ้น… นี่… เรายังไม่ตายเหรอ เมื่อกี้มันอะไร ทำไมมันถึงกระเด็นไปหล่ะ…’
---------------------------------------
