เมื่อได้ยินว่าน้ำตามังกร หนิงเอ๋อจึงพลันลุกขึ้นยืน พร้อมกับเอ่ยขึ้นอย่างกะทันหัน
“น้ำตามังกร ท่านผู้อาวุโสขอข้าสักสามหยดได้ไหม”หนิงเอ๋อกล่าวออกมาด้วยเสียงสั่นเทา ก่อนน้ำตาจะไหลออกมาอาบสองแก้ม
“มันก็เป็นของพวกเจ้าอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องขอหรอก”ผู้อาวุโสเฟยหลงกล่าวออกมาโดยไม่ต้องคิด
“ในที่สุดข้าก็หามันเจอ ท่านพี่ แม่ของข้าแม่ของข้าพวกเราช่วยแม่ของข้าได้แล้ว”
น้ำตามังกรคือสิ่งสุดท้ายที่นอกเหนือจากเลือดมังกรเพื่อเป็นส่วนผสมในการทำโอสถรักษามารดาของหนิงเอ๋อ หนิงเอ๋อร้องให้ด้วยความดีใจความหวังที่บิดาและพี่ชายของเขาพยายามมาตามหาหลายสิบปี ความหวังที่ดูไม่เห็นจุดหมายปลายทางใดๆ ที่จะก้าวไปถึงเลยแม้แต่น้อย แต่ตั้งแต่เจอกับเฟิ่งหยู ทั้งเลือดมังกรบริสุทธิ์ ทั้งน้ำตามังกร ที่ทุกคนบอกว่าไม่มีทางหาเจอตอนนี้มันอยู่ตรงหน้าของหนิงเอ๋อแล้ว ความหวังที่เขาจะได้พูดคุยความหวังที่จะได้รับการโอบกอดของผู้ที่เป็นแม่ที่หนิงเอ๋อไม่เคยได้สัมผัสหนิงเอ๋อร้องให้จนกระทั่งแม่ของเฟิ่งหยูเข้าไปโอบกอดสติของหนิงเอ๋อถึงเริ่มกลับมาอีกครั้ง หลังจากปรึกษากันเรื่องต่าง ๆมากมายเสร็จ เฟิ่งหยูและหนิงเอ๋อจึงออกจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์ เพื่อกลับไปเมืองหลวงอัสตาน่าโดยใช้เรือรบในการเดินทาง เพราะหนิงเอ๋อ อยากช่วยมารดาของนางให้เร็วที่สุด
เมื่อมาถึงเมืองอัสตาน่าหนิงเอ๋อและเฟิ่งหยูรีบเข้าพบองค์กษัตริย์และพี่ชายของตนพร้อมทั้งรายงานเรื่องน้ำตามังกรให้องค์กษัตริย์เมื่อกษัตริย์ได้ทราบเรื่องดวงตาทั้งคู่ขององค์กษัตริย์เบิกกว้างสุดขีดพร้อมกับที่นัยน์ตาของเขาหรี่ลงพร้อมกับน้ำตาที่คลออยู่รอบ ๆ ดวงตาเขาอ้าปากแต่กลับมิอาจส่งเสียงได้แม้แต่คำเดียว
“ท่านพ่อรีบพาเฟิ่งหยูไปตรวจท่านแม่ก่อนเถอะเฟิ่งหยูเป็นถึงนักหลอมโอสถระดับห้าแล้ว สามารถหลอมโอสถได้อย่างแน่นอน”หนิงเอ๋อกล่าวอย่างรีบร้อนพร้อมฉุดกระชากองค์กษัตริย์ไปยังห้องของมารดาทันทีปัจจุบันเฟิ่งหยูเป็นนักหลอมโอสถระดับห้าแต่เขาสามารถหลอมโอสถได้ถึงระดับเจ็ดขั้นต้นแล้วเพียงแต่เขาไม่รีบที่จะไปสอบรับเอาสัญลักษณ์นักหลอมโอสถระดับเจ็ดเพราะตอนนี้เขายังยุ่งเรื่องการบริหารบ้านเมืองให้ก้าวหน้าและตั้งเป้าว่าจะทำให้เมืองจินเฟิงเจริญไม่น้อยกว่าเมืองอัสตาน่าแห่งนี้จึงยังไม่จำเป็นต้องใช้สัญลักษณ์นักหลอมโอสถ
“พี่เฟิ่งหยู พวกเรามาถึงห้องของมารดาข้าแล้ว”ยามรักษาการณ์เมื่อได้เห็นองค์กษัตริย์ องค์ชาย องหญิงและเฟิ่งหยูมาถึงหน้าห้องพวกมันรีบโค้งคำนับพร้อมกับหลีกทางให้ทั้งสี่คน
“ข้าจะทำเรื่องสำคัญ ยืนเฝ้าคุ้มกันอยู่ตรงนี้ ห้ามผู้ใดเข้ามาเข้าใจมั้ย”
หลังกล่าวจบองค์กษัตริย์ไม่รอการตอบรับของยามรีบผลักประตูเข้าไปในห้อง
มู่เซี่ยวเอ๋อนอนป่วยอยู่บนเตียงพร้อมกับอาการบาดเจ็บสาหัสนางไม่ได้ลุกจากเตียงมาเกือบจะร้อยปีได้ เมื่อมู่เซี่ยวเอ๋อได้ยินเสียงฝีเท้าของผู้คนเข้ามาในห้องในคราแรกนางไม่คิดจะลุกขึ้นมาแต่เมื่อมันเห็นว่าผู้มาเยือนเป็นองค์กษัตริย์และลูก ๆ ของเธอ ดวงตาของนางมันทอแววปีติยินดีเหลือแสนก่อนที่นางพยายามจะลุกขึ้นนั่ง เมื่อองค์กษัตริย์พร้อมลูกๆรวมถึงเฟิ่งหยูมองเห็นสภาพครึ่งเป็นครึ่งตายของนางพวกเขาต้องกล้ำกลืนความเจ็บปวดประดุจดวงใจฉีกกระฉาก ภายในใจสับสนว้าวุ่นแพทย์ประจำพระองค์ที่มารักษาไม่รู้จะทำอย่างไรต่ออาการบาดเจ็บของมู่เซี่ยวเอ๋อหากพูดอย่างชัดเจน คือพวกเขาไม่กล้าทำอะไรต่างหาก เพราะแขนด้านซ้ายแตกละเอียดเส้นชีพจรร่างท่อนบนเสียหาย เส้นชีพจรลมปราณทั้งหมดขาดสะบั้นไม่มีชิ้นดีการเยียวยารักษาคือการใช้ลูกแก้ววิญญาณสวรรค์ในการรักษาอาการให้คงตัวด้วยลูกแก้ววิญญาณสวรรค์เปี่ยมล้นด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ไม่ว่าส่วนใดของร่างกายของมนุษย์แตกหักเสียหาย ล้วนสามารถซ่อมแซมได้ อย่างสมบูรณ์ การมีลูกแก้ววิญญาณสวรรค์ในจำนวนที่มากพอล้วนไม่ต่างอันใดกับการถือครองชีวิตสำรองอีกชีวิตหนึ่งทว่าสิ่งแรกที่สำคัญที่สุดจำเป็นต้องหานักหลอมโอสถชั้นสูงที่มีความสามารถในการใช้สมบัติสวรรค์เช่นลูกแก้ววิญญาณสวรรค์ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเลยที่องค์กษัตริย์จะหานักปรุงโอสถที่สามารถใช้ลูกแก้ววิญญาณสวรรค์ได้อย่างสมบูรณ์
เมืองอัสตาน่ามีลูกแก้ววิญญาณสวรรค์ขนาดเท่ากำปั้นทั้งยังเป็นทรัพย์สมบัติที่มีค่าเป็นอย่างมากทว่าเพื่อมู่เซี่ยวเอ๋อแล้วองค์กษัตริย์ใช้มันรักษานางมานานเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าพรสวรรค์ดั้งเดิมของคนผู้หนึ่งจะสูงส่งเพียงใดหากเมื่อได้พิการหรือบาดเจ็บย่อมเป็นคนไร้ประโยชน์ผู้หนึ่ง การทุ่มเททรัพยากรเพื่อคนผู้นั้นย่อมไม่อาจจะเป็นไปได้ ทว่า มู่เซี่ยวเอ๋อแตกต่างออกไปนางยังมีสถานะเป็นมเหสีของเจ้าเมืองอัสตาน่าอีกด้วย ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรองค์กษัตริย์ก็จำเป็นต้องหาวิธีการในการฟื้นฟูสภาพร่างกายของมู่เซี่ยวเอ๋อที่ผ่านมาองค์กษัตริย์ได้ส่งคนไปค้นหาหมอทั่วทุกซอกทุกมุมของอาณาจักร เพื่อรักษาแต่ก็ยังไม่มีใครรักษาได้
เฟิ่งหยูเห็นดังนั้นจึงรีบเข้าทำการตรวจอาการของนางโดยทันทีหลังจากตรวจเช็คอาการของนาง และทบทวนความรู้ที่เขาได้ศึกษาจากคัมภีร์โอสถสวรรค์แล้วจึงเอ่ยกับหนิงเอ๋อและองค์กษัตริย์ว่า
“ยังมีโอสถที่สามารถรักษาให้หายเป็นปกติได้เพียงแต่ต้องใช้เวลาในการรักษาหลายวันอยู่ พวกท่านมีโลหิตมังกรสมุนไพรที่ต้องใช้อีกจำนวนหนึ่ง ปู๋กู่จือไป๋ฝาน ปาโต้ว อันซีเซียง อาเหว่ย กันเจียงฝาเพิง...................และ น้ำตามังกร เพื่อนำมาหลอมสกัดเม็ดยาน้ำตามังกร”เฟิ่งหยูเอ่ยขึ้นพร้อมกับองค์กษัตริย์สั่งให้องค์ชายให้คนนำเตรียมวัตถุดิบทั้งหมดมาในทันที
เฟิ่งหยูร้องขอห้องหลอมสกัดเม็ดยาห้องหนึ่ง ซึ่งเขาต้องใช้เวลาในการสกัดเม็ดยา และห้ามมิให้ใครรบกวนโดยเด็ดขาดเมื่อได้ทุกอย่างครบครัน เฟิ่งหยูไม่รอช้า เขาตระเตรียมส่วนผสมของสมุนไพรต่างๆ ตามลำดับและวางตัวยาต่าง ๆ ไว้บนฝ่ามือชายหนุ่มหลับตาลง เป็นใช้ความสามารถหลอมสกัดของเปลวเพลิงฟ้าสวรรค์แสงสีฟ้าเรืองรองโอบล้มห่อหุ้มโลหิตมังกร และวัตถุดิบชนิดอื่น ๆ ....... หลังผ่านไปราวหนึ่งชั่วยามของเหลวบริสุทธิ์จากสมุนไพรหลากหลายชนิดเฟิ่งหยูหยิบน้ำตามังกรใส่ลงไปของเหลวสมุนไพร น้ำตามังกรเลือดมังกรที่ลอยอยู่ตรงหน้าเริ่มไหลเข้าผสมผสานกัน ห้อมล้อมเกิดเม็ดกลมสีแดงเปล่งประกายคล้ายไข่มุกสีแดงสดใสเม็ดกลมทั้งเจ็ดสะท้อนประกายสดใสระยิบระยับ รอบข้างปรากฏกลิ่นอายโอสถเจือจางค่อย ๆแผ่กระจายออกมาอย่างช้า ๆ
“บริสุทธิ์ถึงสิบส่วน สมบูรณ์แบบ”
เฟิ่งหยูหยิบขวดหยกเก็บเม็ดยาทั้งเจ็ดพร้อมกับกล่าวกับตัวเองด้วยความพึงพอใจ สมุนไพรที่องค์กษัตริย์สะสมมาสองสามร้อยปีไม่ใช่เรื่องธรรมดาการกลั่นเม็ดยาน้ำตามังกรเม็ดเดียวต้องใช้ส่วนผสมสมุนไพรจำนวนมากส่วนใหญ่เป็นของที่หาได้ยากยิ่งนอกเหนือจากส่วนผสมหลัก คือโลหิตมังกรและน้ำตามังกร ส่วนผสมอื่น ๆทั้งสิบสี่ชนิดล้วนมาจากการสะสมขององค์กษัตริย์ซึ่งมีปริมาณมากมายเพียงพอที่จะหลอมสกัดยาเม็ดอีกจำนวนมากหากให้เฟิ่งหยุรวบรวมวัตถุดิบตัวยาทั้งหมดด้วยตนเองแล้วไม่เพียงต้องจ่ายเป็นจำนวนเงินที่มหาศาลชายหนุ่มยังต้องสิ้นเปลืองเวลาอีกหลายปีในการรวบรวมวัตถุดิบทุกอย่างให้ครบถ้วนเป็นผลสำเร็จ
การดูดซับยาเม็ดน้ำตามังกรหนึ่งเม็ดจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองวันและสำหรับยาเจ็ดเม็ด ต้องใช้เวลาสิบสี่วันจึงจะสามารถดูดซับมันได้อย่างสมบูรณ์เมื่อนั้นการรักษามารดาของหนิงเอ๋อจึงจะเสร็จสมบูรณ์ระดับพลังยุทธ์ของมู่เซี่ยวเอ๋อจะกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างน้อยสองระดับ...ทั้งนี้การเพิ่มพูนของพลังยุทธ์เป็นเพียงเรื่องรอง เนื่องเพราะโลหิตมังกรบริสุทธิ์ล้วนสามารถเกื้อกูลประโยชน์อย่างมหาศาลแก่ ร่างกาย เส้นชีพจร กระดูก และโลหิตไม่เพียงเพิ่มระดับลมปราณมันยังเสริมสร้างร่างกายและเพิ่มพูนภูมิต้านทานต่อโรคร้ายนับพันอีกด้วย
เฟิ่งหยูเดินออกมาจากห้อง ดวงตาของทุกคนจ้องมองไปยังเฟิ่งหยู
อาณาจักรเมฆาหวน นครหลวงอัสตาน่า ใจกลางพระราชวังหลวง หนิงเอ๋อพร้อมองค์กษัตริย์องค์ชาย และเหล่าบรรดาหมอหลวงก้าวเท้าอย่างรีบเร่งผ่านองครักษ์ที่ยืนอยู่เรียงรายอยู่ข้างทางมุ่งตรงสู่ตำหนักขององค์กษัตริย์ ท่ามกลางการทำความเคารพของเหล่าองครักษ์เป็นหนิงเอ๋อที่พอได้ขวดโอสถก็รีบวิ่งไปที่ห้องของมารดาของตนอย่างรีบเร่งตามด้วยองค์กษัตริย์และเหล่าข้าราชบริพานทั้งหลาย เมื่อถึงห้องขององค์ราชินี
“ให้มารดาของเจ้าหนึ่งเม็ด ทุก ๆ สองวันเมื่อร่างกายดูดซับโอสถจนหมดทั้งเจ็ดเม็ดก็จะหายเป็นปกติ โลหิตมังกรบริสุทธิ์และน้ำตามังกรสามารถเกื้อกูลประโยชน์อย่างมหาศาลแก่ ร่างกาย เส้นชีพจร กระดูกและโลหิต ไม่เพียงเพิ่มระดับลมปราณ มันยังเสริมสร้างซ่อมแซมร่างกายและเพิ่มพูนภูมิต้านทานต่อโรคร้ายนับพันอีกด้วยเมื่อนางหายเป็นปกติพลังยุทธ์จะกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างน้อยสองระดับ”
เฟิ่งหยูกล่าวอธิบายให้ทุกคนได้รับฟัง หนิงเอ๋อจึงหยิบเม็ดยาป้อนให้กับมารดาของตนหนึ่งเม็ดทันทีเฟิ่งหยูจึงขอตัวจากองค์กษัตริย์และองค์ชายออกไปพักผ่อนพร้อมกับองค์ชายรวมถึงข้าราชบริพานทั้งหลายที่ติดตามมาเพราะไม่อยากจะรบกวน องค์กษัตริย์และองค์หญิงปล่อยให้ทั้งสามอยู่ในห้องนั้นต่อไป
“ข้าต้องขอบใจเจ้าจริง ๆ พวกเราติดหนี้บุญคุณเจ้าอีกแล้ว”องชายเหวินเทียนกล่าวออกมาเมื่อเดินออกมาจากห้องของมารดาได้สักระยะหนึ่ง
“องค์ชายมิต้องเกรงใจ หนิงเอ๋อก็เปรียบเสมือนครอบครัวของข้าดังนั้นช่วยมารดาของนางก็เหมือนกับช่วยมารดาของข้าเช่นเดียวกัน ข้าดีใจที่ช่วยมารดาของท่านได้กลับกันหากข้าช่วยไม่ได้ข้าก็คงไม่มีหน้าพบเจอกับหนิงเอ๋อเช่นกัน”
เฟิ่งหยูถอดถอนหายใจ ออกมา และกล่าวด้วยความรู้สึกจริงจังเขาต้องพยายามอย่างหนักเพื่อสะกัดและหลอมกลั่นเม็ดยาน้ำตามังกรนี้ผู้ที่ศึกษาศาสตร์โอสถส่วนใหญ่จะเข้าใจถึงความยากของการหลอมกลั่นโอสถชนิดนี้ว่ายากเพียงใดแม้แต่นักหลอมโอสถระดับเจ็ดยังไม่สามารถหลอมกลั่นออกมาได้หรือหากหลอมกลั่นได้ก็มีโอกาสสำเร็จเพียงสิบเปอร์เซ็นต์ เท่านั้นที่เฟิ่งหยูหลอมออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ เป็นโอสถระดับสิบนั้น หากบุคคลอื่นรู้คงอกแตกตายกันไปข้างหนึ่งแล้ว อย่างไรก็ตามเฟิ่งหยูก็ทำให้องค์กษัตริย์และองค์ชายทรงประทับใจในตัวเขาเพิ่มมากยิ่งขึ้น
หลังจากนั้นครึ่งเดือน องค์ราชินีหายเป็นปกติ และยังคงอยู่กับหนิงเอ๋อองค์กษัตริย์ได้เรียกองค์ชายและเฟิ่งหยูเข้าพบพร้อมกับขอบอกขอบใจเฟิ่งหยูเป็นการใหญ่ จึงได้มอบหมายให้องค์ชายพาเฟิ่งหยูไปเลือกของรางวัลในคลังสมบัติได้เป็นกรณีพิเศษคลังสมบัติมีขนาดใหญ่โตกว้างขวางประมาณสามสี่พันตารางเมตร เฟิ่งหยูเดินไปพร้อมกับองค์ชายมองดูรอบๆ ตัวเป็นสมบัติมากมาย เฟิ่งหยูเดินตรงไปยังชั้นวางสมุนไพรหลังจากเดินไปได้เจ็ดถึงแปดส่วนเฟิ่งหยูได้สมุนไพรมาแล้วเจ็ดถึงแปดชนิดจากนั้นจึงชวนองค์ชายไปดูของอย่างอื่นต่อ เฟิ่งหยูและองค์ชายเดินดูสมบัติไปเรื่อยๆ และมาถึงในส่วนลึกของคลังสมบัติเฟิ่งหยูสัมผัสได้ถึงพลังคลื่นวิญญาณหนาแน่นในกล่องที่ใช้เก็บหยกล้ำค่ากล่องหนึ่ง เฟิ่งหยูมองไปข้างหน้า เบื้องหน้ามีชั้นที่ทำจากหยกวางเรียงรายอยู่หลายชั้นด้วยกันเฟิ่งหยูเดินต่อไปเรื่อย ๆ พลันหันไปเจอกับกระบี่ยาวสีขาวซีดซึ่งวางอยู่ตรงกลางบนชั้นวางอาวุธด้านขวามือของเฟิ่งหยูพร้อมกับกล่าวถามองค์ชายว่า
“กระบี่นั้นน่าสนใจดีนะ”เมื่อองค์ชายได้ยินดังนั้นจึงเดินตรงไปหยิบมาพร้อมกับกล่าวตอบ “กระบี่นี้เรียกว่ากระบี่พยัคฆ์ขาวมันเป็นหนึ่งในสมบัติที่มีคุณค่ามากที่สุดของเราที่ได้รับมาในช่วงหลายปีมานี้มีเรื่องเล่าว่ามันถูกตีขึ้นมาจากผู้อาวุโสช่างตีเหล็กตัวดาบเองก็สอดแทรกด้วยพลังของสัตว์อสูรพยัคฆ์ขาวมันสามารถเชือด เฉือน เกราะป้องกันได้อย่างง่ายดายกระบี่พยัคฆ์ขาวนี้ มีความยาวสามฟุตเก้านิ้ว ตัวดาบเป็นสีขาว ทว่าไม่ใช่สีขาวนวลแต่มันเป็นสีขาวซีดอย่างแปลกประหลาด ตัวดาบเรียบเนียน เมื่อพิจารณาดูใกล้ ๆตัวดาบคล้ายจะทำมาจากระดูกชิ้นส่วนของพยัคฆ์ขาว นับว่าเป็นกระบี่ชั้นยอดจริง ๆ”เฟิ่งหยูจับจ้องมองกระบี่พยัคฆ์ขาว แต่มันไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากได้เฟิ่งหยูเพียงเดินไปรอบ ๆและหยิบเอาของไม่กี่ชิ้นเท่านั้นหลังจากนั้นก็ชวนองค์ชายออกจากคลังสมบัติสร้างความแปลกใจให้กับองค์ชายไม่น้อย เพราะสมบัติมากมายก่ายกองที่อยู่ตรงหน้า หากเป็นคนอื่นคงหยิบของมีค่าไปมากพอสมควรแต่เฟิ่งหยูกับเอาสมุนไพรไม่กี่ชนิดของกับของเล็ก ๆ น้อย ๆอีกเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น
ยามค่ำคืนมาถึงพร้อมกับสายลมอันอ่อนโยนโชยมา ทั่วทั้งตำหนักเงียบสงัดกระทั่งเสียงแมลงยังไม่อาจได้ดินเฟิ่งหยูนั่งอยู่ภายในห้องของตำหนักพร้อมกับจมดิ่งอยู่ในห้วงของความคิดเวลาผ่านไปนาน สุ้มเสียงอ่อนโยนดังขึ้นจากด้านหลังของเฟิ่งหยูหลังจากนั้นก็บังเกิดสายลมกลิ่นหอมบางพร้อมกับร่างของเซียวหนิงเอ๋อเดินเข้ามานางแย้มยิ้มให้กับเฟิ่งหยู
“เจ้าสนใจนั่งชมจันทร์หรือ มีสิ่งใดรบกวนจิตใจเจ้าอยู่หรือ?”
“ก็ไม่มีเรื่องใดรบกวนข้าหรอก”เฟิ่งหยูพูดขึ้นโดยไม่หันกลับมามองหนิงเอ๋อ
“ข้าเพียงคิดทบทวนเกี่ยวกับการตัดสินใจที่จะเดินไปข้างหน้าเท่านั้นเอง”
เซียวหนิงเอ๋อนั่งลงเคียงข้างเฟิ่งหยูนางลังเลอยู่ชั่วครู่หนึ่งก่อนจะถามออกมาอย่างระมัดระวัง“เจ้าจะทำสิ่งใดต่อไปหลังจากนี้”
“ข้าไม่ได้สนใจในอำนาจใด และไม่ได้ชมชอบการต่อสู้ซักเท่าใดนักแต่บนโลกนี้มีหลายสิ่งที่ข้าไม่สามารถทำได้ เพียงเพราะข้าไม่สนใจมันที่ข้าต้องการคือต้องการปกป้องคนที่ข้ารักและต้องการให้คนของข้าไม่ถูกใครรังแกเพียงแค่นั้น” เฟิ่งหยูหันกลับมามองหนิงเอ๋อเขามองมาที่หนิงเอ๋ออย่างอบอุ่น สุ้มเสียงที่อบอุ่นดังขึ้นทันทีที่เฟิ่งหยูยืนอยู่เบื้องหน้านางดวงตาอันสวยงามของหนิงเอ๋อพลันคลอด้วยหยาดน้ำชายหนุ่มยื่นมือออกมาลูบแก้มของนางอย่างแผ่วเบาหญิงสาวพุ่งตัวเข้าซบที่อกของเฟิ่งหยูพลันร้องให้ออกมายามเมื่ออยู่ข้างกายเฟิ่งหยู แอบอิงเข้ากับอ้อมอกของเขาหญิงสาวรู้สึกเหมือนกับว่าตนเองไม่ต้องเสแสร้งอีกต่อไปทั้งยังไม่จำเป็นต้องเก็บซ่อนอารมณ์ความรู้สึกใด ๆ ความกังวล แรงกดดัน ความเจ็บปวดความโศกเศร้าเสียใจต่าง ๆ ที่หนิงเอ๋อสะสมไว้มานานหลายปีท่วมท้นหลั่งไหลออกมาราวกับแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวกราก
ในที่สุดแล้ว หนิงเอ๋อเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงของนางออกมาจนหมดสิ้นโดยไม่เก็บซ่อนไว้อีกต่อไปเฟิ่งหยูแย้มยิ้มเจือจางเขากอดรัดหนิงเอ๋อแน่นขึ้นก่อนกล่าวอย่างอ่อนโยน“ความรู้สึกที่ข้ามีต่อเจ้าเองล้วนเป็นเช่นเดียวกันเมื่อเราสองคนต่างมีความรู้สึกที่ตรงกัน เช่นนั้น เราสมควรร่วมแบกภาระร่วมกันเรื่องของเจ้าถือเป็นเรื่องของข้าหากข้าไม่สามารถทำให้ความหวังอันน้อยนิดของเจ้าให้สำเร็จได้ข้าจะคู่ควรต่อความรักที่ท่านทุ่มเทให้ได้อย่างไร...
“แม้ตัวข้าตอนนี้เป็นแค่ลูกนกตัวน้อย รอข้า วันหนึ่งข้างหน้าข้าจะสยายปีกปกจ้องเจ้าจากอันตรายทุกอย่างข้าจะพาเจ้าโบยบินไปยังทุกที่ที่พวกเราอยากจะไป เพื่อตามหาสถานที่ที่เป็นของพวกเราเองตอนนี้เจ้าเอาโอสถหวนคืนนี้ไปให้กับบิดามารดาของเจ้าก่อนดีกว่าไหมมันคงช่วยให้มารดาของเจ้าฟื้นฟูจิตใจได้เป็นอย่างดีเลยหละ”