บทที่ 40
คนลึกลับ
ด้านในร้านขายชิ้นส่วนของสัตว์อสูร ชายชราที่เป็นเจ้าของร้านเชิญลู่เฟิ่งเข้ามาบริเวณด้านใน อีกฝ่ายให้การต้อนรับเป็นอย่างดีจนน่าประหลาด ชายชราผู้นี้แตกต่างจากพวกคนงานก่อนหน้านี้ที่เข้ามาหาเขา
แน่นอนว่าตัวตนของชายผู้นี้ทำให้ลู่เฟิ่งรู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย
ท่าทีที่เขานั้นแสดงออกมารวมไปถึง แววตาที่อีกฝ่ายกำลังจ้องมองดูแล้วน่าประหลาดใจ
แต่ว่าลู่เฟิ่งเองก็ไม่ได้แสดงท่าทางตื่นตระหนก เขายังคงท่าทางสงบนิ่งของตนเองเอาไว้
“ ได้ยินว่าสัตว์อสูรทั้งหมดนั้นท่านจะนำมาขายให้กับพวกเราทั้งหมดเลย ” ชายชราพูดขึ้น
“ ใช่แล้วข้าจะนำของทั้งหมดนั่นมาขายให้หมดเลยมีอะไรอย่างนั้นรึ? ”
“ หรือว่าตัวของท่านเองก็ไม่เชื่อว่าของพวกนั้นข้าเป็นคนล่าได้มา ”
“ ไม่ใช่ขอรับไม่ใช่ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย ขอเพียงแค่ท่านขายพวกของพวกนั้นมาให้กับค่าพ่อค้าเช่นฆ่าก็ไม่ควรถามที่มาที่ไปกับมัน ”
“ อย่างน้อยมันเองก็ทำให้ข้านั้น ได้เงินแล้วก็ได้กำไรจากการค้าขายของพวกนั้นแล้วเหตุใดข้าจะต้องถามที่มาที่ไปด้วย ” ชายชรากล่าวด้วยรอยยิ้ม
คำพูดเช่นนี้ของเขาแสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายนั้นไม่เหมือนพวกพ่อค้าธรรมดาทั่วไป
เขาเป็นคนที่ดูเหมือนว่าเพียงแค่ได้กำไรจากการค้าขายเพียงแค่นั้นก็เพียงพอ
ดูไม่สนเรื่องกฎระเบียบหรือแม้กระทั่งเรื่อง คุณธรรมในการได้ของพวกนั้นมาเลยแม้แต่น้อย
“ ดูเหมือนว่าท่านผู้อาวุโสผู้นี้จะเป็นพ่อค้าที่แท้จริง ”
“ พ่อค้าที่แท้จริงอย่างงั้นรึคุณชายพูดแบบนั้นหมายความว่าอย่างไรคำว่าพ่อค้าที่แท้จริงมันจะยิ่งใหญ่เกินไปสำหรับข้า ”
“ ไม่หรอกไม่หรอกไม่ใช่แบบนั้นเลยอันที่จริงแล้วใช้คำนี้ก็ถูกต้องแล้ว ”
“ ดูท่านในตอนนี้สิเหมือนว่าจะเป็นคนที่ขอเพียงแค่ได้ผลกำไรจากการค้าขายก็ดูเหมือนว่าจะไม่สนเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ”
“ จริงอยู่ว่าคุณธรรมนั้นเป็นสิ่งสำคัญแต่สำหรับพ่อค้าแล้วกำไรนั้นสำคัญมากกว่าข้าพูดถูกหรือไม่ ” ลู่เฟิ่งแสดงใบหน้าจริงจัง
ในตอนนี้ดวงตาของเขาจ้องมองไปด้านหน้ากำลังประเมินชายชราผู้นี้ว่าไม่ธรรมดา
คนเช่นนี้ดูไม่เหมือนกับพวกที่ทำงานอยู่ที่ชายแดนเลยเหตุใดคนที่มีความทะเยอทะยานแบบนี้จึงมาอยู่ที่ชายแดนแบบนี้ได้
ดูจากทักษะการค้าขายหรือแม่กระทั่งกิริยาท่าทางที่แสดงออกมา
มันเองก็ทำให้ลู่เฟิ่งนั้นคาดเดาได้หลายอย่าง คนที่มีทักษะการค้าขายแบบนี้ควรจะมีกิจการค้าขายใหญ่โตภายในใจกลางจักรวรรดิ
น่าแปลกเกินไปแล้วไม่ว่ามองในมุมใดคนที่อยู่บริเวณด้านหน้าก็แปลกประหลาดเกินไป
“ ถ้าเช่นนั้นก็ดีข้าขอขายร่างของสัตว์อสูรทั้งหมดนั่นท่านช่วยตีราคาเป็นเงินมาให้กับข้าหน่อยได้หรือไม่ ”
“ เรียบร้อยหมดแล้วการขายทั้งหมดร่างของสัตว์อสูรพวกนั้นถือว่าเป็นร่างของสัตว์อสูรที่มีราคา ข้าตีความออกมาแล้วทั้งหมดสามเหรียญทองเป็นอย่างไรสำหรับเมืองชายแดนเช่นหนีเงินที่สามารถจ่ายให้กับท่านได้มันก็มีเพียงแค่นี้ ” ใช่ฉลายื่นเงินมาให้กับลู่เฟิ่ง
ร่างของสัตว์อสูรพวกนั้นเป็น 10 ตัวขายได้สามเหรียญทองถ้าเกิดว่านำไปขายภายในตลาดส่วนกลางคงจะได้ราคาที่สูงกว่านี้
แต่จะทำอย่างไรได้สถานที่แห่งนี้เป็นเมืองชายแดนคาดการณ์ว่าพวกร้านค้าร่างกายของสัตว์อสูรก็คงจะมีแต่เพียงแค่ร้านนี้
แต่ว่าตัวของเขานั้นจำเป็นจะต้องใช้เงินในการดำรงชีวิตอยู่เพราะแบบนั้นฉันไม่ขายก็คงจะไม่ได้
ลู่เฟิ่งมองเห็นชายชราที่อยู่ด้านหน้ารู้จุดอ่อนของเขาและมองออกว่าเขานั้นกำลังต้องการจะใช้เงิน
อีกฝ่ายจึงทำการกดราคาให้ราคามันต่ำลงมากกว่าภายในท้องตลาดธรรมดาทั่วไปเพื่อให้ตนเองนั้นได้กำไรที่เพิ่มมากขึ้น
คิดดูแล้วทักษะการต่อรองราคาแบบนี้ไม่ธรรมดาจริงๆด้วย
ลู่เฟิ่งพยักหน้าตอบรับการซื้อขายในครั้งนั้นจากนั้นก็รับเงิน 3 เหรียญทองและเดินออกไป
“ ขอบคุณคุณชายมากที่ขายของทั้งหมดนั้นให้กับข้า ”
“ ถ้าเกิดว่ามีของอันใดที่อยากจะนำมาขายอีกก็เชิญมาได้ทุกเมื่อร้านของข้านั้นยินดีต้อนรับคุณชาย ”
ลู่เฟิ่งไม่ได้ตอบอะไรกลับไปเขาหันหลังแล้วก็เดินออกมาจากสถานที่แห่งนั้นอย่างรวดเร็ว
เดินออกมาจากภายในร้านได้เงินมาจำนวนหนึ่ง ลู่เฟิ่งเดินตรงไปยังร้านเสื้อภายในเมืองพร้อมกับซื้อชุดเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
อย่างน้อยก็สามารถช่วยสลัดภาพขอทานภายนอกของตนเองออกไปได้ถือว่าไม่เลว อย่างน้อยหลังจากนี้คนภายในเมืองก็จะไม่ได้มองเขาเป็นขอทานทำอะไรก็จะง่ายดายขึ้น
หลังจากเปลี่ยนชุดเสร็จเรียบร้อยลู่เฟิ่งเองก็เดินทางไปหาโรงเตี๊ยมภายในเมืองแห่งนี้
เนื่องจากเป็นโรงเตี๊ยมชายแดนเมืองแห่งนี้ตั้งอยู่ชายแดนของสุดจักรวรรดิเลยทำให้มีโรงเตี๊ยมแห่งเดียวภายในเมือง
เมื่อเข้าพักที่โรงเตี๊ยมสิ่งแรกที่ทำก็คือการนอนหลับ ลู่เฟิ่งหลับไปสองวันเต็มเต็มหลังจากที่เดินทางมาถึงเมืองแห่งนี้ด้วยความเหนื่อยล้า
แน่นอนมันไม่ใช่ความเหนื่อยล้าที่เขานั้นได้รับมาหลังจากต้องเดินหน้าลงมาจากบนยอดเขาประมาณสามวันแต่ว่ามันเป็นความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดครึ่งปี
ครึ่งปีที่ผ่านมาเค้าแทบจะไม่ได้หยุดพักเวลานอนเองก็มีจนรับได้เพราะแบบนั้นในตอนนี้เมื่อมาถึงโรงเตรียมเค้าเองก็พักผ่อนก่อนเป็นอันดับแรก
แสงแดดส่องกระทบใบหน้าของลู่เฟิ่งที่กำลังนอนอยู่บนเตียง
ในตอนนี้มันผ่านไปประมาณสองวันเต็มเต็มหลังจากที่เขานั้นได้สลบไป
ในวันที่สองลู่เฟิ่งค่อยค่อยรู้สึกตัวดวงตาทั้งสองข้างเปิดขึ้นมาอย่างช้าๆหลังจากที่แสงแดดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามามากระทบใบหน้า
ร่างกายของลู่เฟิ่งค่อยค่อยขยับอย่างช้าๆเค้าลุกขึ้นมาอยู่ในท่านั่งดวงตามองตรงออกไปด้านนอก
“ เฮ้อ~ ” นี่ตัวของข้าหลับไปกี่วันกัน
ในขณะที่กำลังมองตรงออกไปด้านนอกหน้าต่าง ดวงตาของรูปเฟืองก็เผลอมองลงไปสังเกตเห็นถึงบุรุษผู้หนึ่งที่เดินอยู่บนถนน
ชายผู้นั้นสวมใส่ชุดสีดำปกปิดทั่วทั้งร่างกาย มีท่าทางที่ดูลึกลับและน่าสงสัย ลู่เฟิ่งขมวดคิ้วเข้าหากันดวงตาจ้องมองไปที่คนผู้นั้น
ในตอนนี้ดวงตาของเขามองเห็นแล้วก็สัมผัสได้ถึงพลังของชายผู้นั้น “ พลังนั่นมันพลังจากนิกายมาร ”
“ เหตุใดคนของนิกายมาลจึงมาเพ่นพ่านอยู่ภายในจักรวรรดิลู่ได้ ”
มันดูน่าสงสัยเป็นอย่างมากคนภายในนิกายมานส่วนใหญ่จะอยู่ภายนอกอาณาจักร
ภายในจักรวรรดิทั้งเก้าที่ตั้งอยู่บนมหาทวีปแห่งนี้ มีบางจักรวรรดิยอมรับนิกายมานแล้วก็มีบาง จักรวรรดิเช่นเดียวกันที่ไม่ยอมรับนิกายมาร
จักรวรรดิลู่เป็นหนึ่งในจักรวรรดิที่ต่อต้านนิกายมาร แต่เหตุใดคนภายในนิกายมารจึงเข้ามาอยู่ภายในเขตของดินแดนแห่งนี้ได้
“ ระดับนั้นยังไม่ธรรมดาอีกด้วยดูเหมือนว่าคุณผู้นั้นจะมีเหตุผลบางอย่างที่เข้ามาภายในดินแดนนี้ ”
“ น่าสงสัย คงต้องตามไปดูสักหน่อย ” ลู่เฟิ่งรีบติดตามชายผู้นั้นไปอย่างรวดเร็ว เพราะเขานั้นอยากจะรู้ว่าคนผู้มีจุดประสงค์อะไรกันแน่
จบบท