บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 29 หานเฟิงคลั่ง

                ในสายตาของหลัวชี ทุกอย่างมันถูกกำหนดเอาไว้แล้ว

               หานเฟิงเกิดในตระกูลหานที่มีภูมิหลังอันลึกซึ้ง ในเรื่องของอำนาจตระกูลหานกับทางการมีความสัมพันธ์ที่ดีมาก ในเรื่องการเงินตระกูลหานก็เป็นตระกูลพ่อค้าใหญ่ของเมืองเสวี่ยเยวี่ย พูดได้เลยว่าหานเฟิงนั้นสามารถเดินไปไหนมาไหนก็ได้ในเมืองเสวี่ยเยวี่ย

               ตัวของหานเฟิงเองก็หน้าตาหล่อเหลา มีความสามารถ มีพรสวรรค์ มีพลังแข็งแกร่งเขากลายเป็นชายในฝันของหญิงนับพันนับหมื่นคน

               ในสองสามปีที่ผ่านมา ผู้หญิงที่ยอมสยบให้กับหานเฟิงมีนับไม่ถ้วนบางคนเป็นลูกหลานของขุนนางใหญ่ บางคนก็เป็นลูกคุณหนูผู้ดีมีตระกูลหน้าตางดงามไม่ว่า แต่ยังมีความสง่างามอีกด้วย เช่น ลูกสาวผู้ว่าเมืองเสวี่ยเยวี่ยนางอายุสิบแปด ผิวพรรณงดงาม ร่างกายอ่อนนุ่ม และมีใบหน้าอันงดงามไม่รู้ว่ามีชายตั้งมากตั้งมายเท่าไรที่อยากจะเกาะชายกระโปรงของนาง

               ไม่เพียงแค่นั้น แต่เพราะนางถูกเลี้ยงเอาใจมาตั้งแต่เล็กมีความเอาแต่ใจสูงมาก หัวสูงเป็นที่สุด พวกผู้ชายดีๆ นั้นจึงแทบไม่อยู่ในสายตาของนางเลย

               ผู้หญิงหัวสูงแบบนี้ เมื่ออยู่ต่อหน้าหานเฟิงก็ยังกลายเป็นนกตัวน้อยไม่ใช่หรือ?

               จากนั้นนางก็ถูกหานเฟิงทิ้ง ร้องไห้ไปเต็มๆ สามเดือนจนตอนนี้ในใจของนางก็ยังมีแต่หานเฟิง

               หลัวชียอมรับว่าเฮยจีนั้นเป็นผู้หญิงที่งดงามมากเมื่อเทียบกับผู้หญิงคนอื่นๆ ของหานเฟิงแล้วงดงามกว่ามากแต่หมิงอวี่ที่อยู่ข้างกายของนางออกข้างนอกมาเพียงลำพัง แม้แต่คนรับใช้ก็ไม่มีแสดงว่าไม่ใช่คนมีภูมิหลัง ไม่มีชาติตระกูลคิดว่าค่ายกลระเบิดเพลิงเขาก็น่าจะใช้เงินจำนวนมหาศาลถึงได้ซื้อมาได้

               ลายเส้นอักขระแบบนั้น ตระกูลหานซื้อมาเก็บเอาไว้ไม่รู้กี่อันดังนั้น เมื่ออยู่ต่อหน้าของหานเฟิงที่มีชาติตระกูลเฮยจีก็คงไม่ต่างจากผู้หญิงพวกนั้น ต้องยอมศิโรราบโดยง่ายดายอย่างแน่นอน!

                ในเวลานี้ เฮยจีจะต้องต่อว่าต่อขานว่าหมิงอวี่ไม่เอาไหนไร้ความสามารถ จากนั้นก็เอ่ยปากชื่นชมหานเฟิงในเมื่อนางเกิดความรู้สึกแบบนี้ ไม่ช้าก็เร็วนางก็จะต้องหลงใหลหานเฟิงแน่ๆ

               หากหานเฟิงสยบเฮยจีได้จะต้องมีความสุขมากแน่นอนและอาจจะมอบทรัพยากรจำนวนมากให้หลัวชีไปฝึกฝนได้

               พอคิดถึงตรงนี้ หลัวชีก็รู้สึกมีความสุขมาก

               จากนั้น เขาก็รวบรวมสมาธิและจิตไปยังจุดเซินถิงเพื่อเพิ่มประสาทสัมผัสทั้งห้าให้มองเห็น ให้ได้ยินชัดขึ้น!

                “อือ ... ”

               ภายในกระโจมที่มืดมน มือเล็กๆของเฮยจีนั้นเกาะอยู่แผ่นหลังของหมิงอวี่ แล้วก็ครางเสียงร้องออกมาไม่หยุดเสียงครางที่แผ่วเบาแบบนี้ เมื่อเข้าหูของหมิงอวี่มันทำให้เขารู้สึกแปลกๆ

               เพื่อให้บาดแผลของเฮยจีหายเร็วขึ้นหมิงอวี่จึงถ่ายเลือดเข้าไปอีกอย่างรวดเร็ว แล้วพูดว่า “ข้าเพิ่มแรงแล้วนะ”

               เลือดอันร้อนระอุวิ่งเข้าสู่บาดแผลบริเวณหน้าอกของเฮยจีอย่างรวดเร็ว

               “อ๊า ... ”

               พลังงานที่ถูกถ่ายเข้าสู่บาดแผลมันทำให้เฮยจีรู้สึกเจ็บปวดใบหน้าของนางมีเหงื่อไหลออกมาเต็มไปหมด แล้วพูดออกมาอย่างไร้เรี่ยวแรงว่า“เบาหน่อย ... ข้าเจ็บ ... ”

               หมิงอวี่ค่อยๆ ผ่อนแรงที่ฝ่ามือลง แล้วพูดว่า “เท่านี้พอไหม?”

               “ใช่ ... อย่าเร็วเกินไปนัก ... แรงระดับนี้แหละ ... อือ ... ”

               เพราะหมิงอวี่ถ่ายพลังงานให้อย่างสมดุลความเจ็บปวดของเฮยจีนั้นก็ค่อยๆ ทุเลาลง จนสุดท้ายก็กลับมาดีขึ้น

               เมื่อผ่านความเจ็บปวดนั้นไป มันมีความรู้สึกอุ่นๆเกิดขึ้นไปทั่วร่างกาย ทำให้เฮยจีรู้สึกว่าตัวชา

               “อือ ... ”

               เฮยจีครางเสียงขึ้นมา นางอิงอยู่บนหน้าอกที่แข็งแกร่งของหมิงอวี่ รู้สึกว่าร่างกายนั้นอ่อนแรงมากในขณะที่พลังวิญญาณของนางได้รับการเติมเต็มพอคิดได้แบบนี้นางก็อิงแอบอย่างเงียบๆ

               อิงแอบและหลับตาลง จากนั้นก็หลับฝันหวานไปในอ้อมแขนของหมิงอวี่

               เพราะหมิงอวี่มีอาณาจักรพลังขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่ห้าระดับลอกคราบพลังเลือดมีความแข็งแกร่งมาก ครั้งนี้เฮยจีสามารถอยู่ในร่างจริงนี้ได้หนึ่งเดือนแต่หลังจากหนึ่งเดือนนางก็จะตายเหมือนเดิม

               เว้นเสียแต่ว่าหมิงอวี่จะมีขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่หกพลังเลือดของเขาก็จะแข็งแกร่งขึ้นอีก ไม่อย่างนั้นดวงวิญญาณของนางก็ไม่มีทางฟื้นคืนแน่นอน

               ในเวลานี้เอง เสียงสายลมในยามค่ำคืนยังพัดแรงเหมือนเดิมหมิงอวี่กับเฮยจีที่อยู่ในกระโจมเองก็กอดกันกลม

               เมื่อสัมผัสได้ถึงหัวใจที่เต้นแรงของอีกฝ่ายค่ำคืนนี้ถูกกำหนดเอาไว้แล้วว่าต้องเงียบสงบและอบอุ่นเช่นนี้

               แต่หลัวชีที่อยู่ห่างออกไปสิบเมตรนอกกระโจมกลับไม่สามารถอยู่นิ่งได้ ...

               เดิมเขาวาดฝันว่าจะได้ยินเฮยจีเอ่ยปากชื่นชมความแข็งแกร่งความร่ำรวยของหานเฟิง แต่สิ่งที่เขาได้ยินมันคืออะไรกัน?

               เมื่อครู่เขาใช้ดวงตาหยั่งรู้ เขาได้ยินเสียงครางของหญิงสาวจากนั้นก็ได้ยินบทสนทนาที่แทบทนฟังไม่ไหวของพวกเขาสองคนอีก ...

               ได้ยินแค่เสียงหลัวชีก็ทนไม่ไหว นึกภาพตามจนร้อนรุ่มไปทั้งตัวแต่ความรู้สึกแบบนี้มันกลับทำให้เขารู้สึกขายหน้า

               เพราะเฮยจีแทบจะไม่ได้สนใจคุณชายของเขาเลยแต่ยังใช้เวลาในยามค่ำคืนดื่มด่ำความสุขอยู่กับหมิงอวี่

               การกระทำของเฮยจีมันบอกให้หลัวชีรู้ว่า ใช่แล้วหานเฟิงไม่ได้มีความหมายอะไรเลย

               เขากลับไปยังกระโจมของหานเฟิงด้วยความรู้สึกอึดอัดและผิดหวังหานเฟิงในเวลานี้ กำลังหลับตาพักอยู่ในกระโจม เพื่อรอหลัวชีกลับมารายงานผล

               “ได้ยินอะไรมาบ้าง พูดมา” หานเฟิงได้ยินความเคลื่อนไหวยังไม่ได้ลืมตาก็เอ่ยปากถามแล้ว

               “คุณชาย ... ข้าน้อย ...” หลัวชีกระอึกกระอักเขาไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มพูดจากตรงไหนดี

               หานเฟิงได้ยินน้ำเสียงของหลัวชีก็รู้ว่ามันผิดปกติเขาจ้องไปที่หลัวชีแล้วพูดว่า “ไม่ต้องตระหนก ต่อให้นางไม่ชมข้าข้าเองก็วิเคราะห์จากคำพูดของนางได้จิตใจของข้าแข็งแกร่งกว่าเจ้ามาก ไม่เหมือนเจ้าหรอกที่เจออะไรก็ทำอะไรไม่ถูกแล้ว เจ้าแค่เล่าในสิ่งที่เจ้าได้ยินมาให้ข้าฟังก็พอ”

               “เอ่อ ... ”

               หลัวชีเห็นสายตาของหานเฟิงดุดัน เขาขัดขืนคำสั่งไม่ได้ก็เลยจำใจหน้าด้านพูดว่า“นางพูดว่า นางพูดว่า ... อือ ... เบาหน่อย ... ข้าเจ็บ ... ”

               เดิมทีภารกิจวันนี้มันง่ายมากแต่ตอนนี้หลัวชีรู้สึกว่ามันเป็นงานที่ยากมาก เขาพูดไปแค่สองสามคำก็รู้สึกว่าไม่กล้าพูดต่ออีก

               หลัวชีรู้สึกผิดมากที่ได้ยินอะไรพวกนี้เพราะคำพูดพวกนี้ทำให้เขารู้สึกเขินและอับอาย สิ่งที่สำคัญที่สุด คำพูดที่เรียบง่ายพวกนี้มันทำให้เขายากที่จะลบออกจากหัวแล้วอาจจะต้องจดจำไปอีกนานด้วย เขาถึงได้รู้สึกเขินและอายมากจนอยากจะรีบลืมมันไปด้วย...

               ในเวลานี้ สีหน้าของหานเฟิงยังเรียบเฉยอยู่ พอผ่านไปประมาณสามวินาทีเขาถึงหน้านิ่งแล้วพูดออกมาว่า “จากนั้นล่ะ”

               หลัวชีกัดฟัน แล้วพูดอย่างยากลำบากว่า “แล้ว ... แล้วนางก็พูดว่า... อย่า ... อย่าเร็วเกินไปนัก ... ความเร็วประมาณนี้แหละ ... ”

               “เจ้าสารเลว!”

                หานเฟิงเองก็ทนไม่ไหว สีหน้าท่าทางของเขาเปลี่ยนไป เขาเดินเข้าไปกระชากเสื้อของหลัวชีสีหน้าของเขาเริ่มแดง แล้วพูดว่า “เจ้ารู้ไหมว่าเจ้ากำลังพูดอะไรอยู่? หือ?”

               คำพูดพวกนี้ ไม่ว่าใครก็จินตนาการได้ว่ามันหมายถึงอะไรหานเฟิงเองก็คิดได้เช่นกัน เฮยจีไม่ได้รู้สึกดีกับเขาเลยแม้แต่นิดเดียว

                ที่จริงควรพูดว่า เฮยจีไม่เพียงไม่ได้รู้สึกดีกับเขา แต่ยังรังเกียจการแสดงออกแบบเจตนาของเขาด้วยคิดว่าสิ่งที่เขาทำมันเป็นเรื่องน่าขยะแขยง

               “ข้าน้อย ... ข้าน้อยได้ยินมาแบบนี้จริงๆ ... ”หลัวชีอยากจะร้องไห้แล้ว เขาไม่อยากพูด แต่หานเฟิงบังคับให้เขาพูดเอง? ตอนนี้เขากลับพูดแบบนี้ออกมา มันไม่เป็นการกลืนไม่เข้าคายไม่ออกไปหน่อยหรือ! เขาอยากมุดแทรกแผ่นดินหนีไปเลยด้วยซ้ำ ...

               หานเฟิงผลักตัวของหลัวชีล้มลงไปกับพื้นสายตาของเขาดูเหี้ยมโหดขึ้นมา ในใต้หล้านี้ยังไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนไม่ศิโรราบให้กับเขาเลยแม้แต่คนเดียว เฮยจีเองก็ต้องเป็นอย่างนั้นเช่นกัน!

                “เจ้าออกไปก่อน เรื่องนี้ข้าจัดการเอง”

               ท่าทางของหานเฟิงเริ่มสงบลง แต่หลัวชีที่ตัวสั่นไปหมดนั้นรู้ดีว่าหานเฟิงโกรธมากแล้ว เขาเก็บอารมณ์โกรธของเขาเอาไว้ในใจชั้นที่ลึกที่สุด!

               คลื่นลมสงบก่อนพายุจะมา เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมหานเฟิงจะน่ากลัวอย่างถึงที่สุด!

               ……

                เช้าวันต่อมา ทุกคนก็เก็บกระโจมแล้วเริ่มเดินทางกันอีกวัน ไม่รู้ว่าทำไมสีหน้าของหานเฟิงเหมือนจะไม่ค่อยดีเท่าไรแม้แต่พูดจากับคนของตัวเองก็ดูเย็นชามาก

               เพราะเมื่อวานหมิงอวี่เสียเลือดมากเกินไปเช้าวันนี้สีหน้าของเขาเลยดูไม่ค่อยดี ริมฝีปากของเขาซีดขาว และเพราะกอดเฮยจีเอาไว้ทั้งคืนหมิงอวี่จึงตื่นตัวทั้งคืนจนทำเอานอนไม่หลับดังนั้นใต้ตาก็คล้ำไปอีก

               ซึ่งหานเฟิงก็เห็นทุกสิ่งทุกอย่างของหมิงอวี่

                พอนึกถึงเรื่องที่สองคนนั้นทำอะไรแบบนั้นในกระโจมบวกกับสีหน้าอิดโรยของหมิงอวี่ หานเฟิงก็แน่ใจกับสิ่งที่หลัวชีพูดเมื่อคืนนี้!

                หญิงสาวแสนสวยที่ควรจะอยู่ปรนนิบัติเขา แต่ในท้ายที่สุด นางกลับไปมีความสุขอยู่กับชายอีกคน!

                หานเฟิงบอกตัวเองให้ใจเย็นเข้าไว้ เรื่องดีๆ มักมีอุปสรรคทุกสิ่งเริ่มต้นด้วยความยากเสมอ เขารู้ว่าเขาสามารถเอาชนะใจเฮยจีได้

               ตลอดระยะเวลาห้าวันที่เร่งเดินทาง หานเฟิงใช้ทุกวิถีทาง ใช้ทุกวิธีเพื่อแสดงถึงกำลังทรัพย์พรสวรรค์ ชาติตระกูล รวมถึงตำแหน่งและอำนาจของเขา ไม่เพียงไม่ได้รับการยอมรับจากเฮยจีเท่านั้นแต่นางยังรู้สึกอคติกับเขามากขึ้น แทบไม่สนใจหานเฟิงเลยแม้แต่น้อย

               มันยิ่งทำให้หานเฟิงรู้สึกว่า เขากลายเป็นตัวตลก เรียกร้องความสนใจ

               เหอะๆ กำลังจะถึงยอดเขาเซิงหานแล้ว ในเมื่อทนไม่ได้ก็ไม่ต้องทนอีกแล้ว! หานเฟิงคิดแบบนี้

               เมื่อถึงช่วงเที่ยงของวันที่หก ทุกคนก็มาถึงกลางภูเขาน้ำแข็งลมหนาวพัดโชยจนเกิดเสียง เมื่อมองออกไปรอบๆ มีแต่กองน้ำแข็งสีขาวโพลนแบบไม่มีที่สิ้นสุด

               หากคนทั่วไปมาถึงที่นี่ แค่ไม่เกินครึ่งก้านธูปก็จะต้องหนาวตายแล้วพวกของหมิงอวี่อยู่ในระดับลอกคราบกันหมดแล้ว ร่างกายไม่กลัวความหนาว ดังนั้นอุณหภูมิในระดับนี้นั้นพวกเขายังทนไหว

               แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ก็ยังคงรู้สึกว่าหนาวอยู่เหมือนกัน รวมถึงพวกของหานเฟิงด้วย

               ร่างกายของหมิงอวี่ร้อนรุ่ม เขาไม่รู้สึกอะไรเลยส่วนเฮยจีนั้นเดิมก็เป็นวิญญาณที่เป็นธาตุหยิน เมื่อเจออากาศหนาวนางก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเหมือนกันแต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเฮยจีจะสามารถขึ้นไปบนยอดเขาเซิงหานได้เพราะบนยอดเขานั้นสูงและชัน เฮยจีที่อยู่ในร่างของมนุษย์จึงยากมากที่จะปีนขึ้นไปบนยอดเขาหรือต่อให้นางไปถึงยอดเขาได้ ก็ไม่มีทางนำบัวหิมะน้ำแข็งลงมาได้

               เพราะแค่ลำต้นของมัน ก็ยังต้องใช้กำลังที่เทียบเท่าราชสีห์หนึ่งถึงสองตัวถึงจะดึงออกมาได้แต่เฮยจีเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ไม่มีเรี่ยวแรง ไม่มีทางทำได้แน่นอน

               ดังนั้น อย่างมากเฮยจีก็ขึ้นไปบนยอดเขาเซิงหานได้แต่คิดอยากจะชิงบัวหิมะน้ำแข็งมา หมิงอวี่คงต้องลงมือเอง

               “รีบดูนั่น!”

                ในเวลานี้ ซูหยวนจิ้งที่อยู่ด้านหลังของลู่หยวนคงก็ชี้ไปทางด้านหน้าแล้วพูดขึ้นมาอย่างตื่นเต้น

               ทุกคนหันมองตามไป ด้านหน้าของพวกเขาเป็นพื้นที่หิมะขาวโพลนมีภูเขาสูงตระหง่านยอดเขาแหลมราวกับปลายดาบที่ชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า

               ภูเขานั้นก็เหมือนกับกระบี่น้ำแข็ง มันแผ่กระจายความดุดันนั้นออกมา!

                ที่นั่นคือภูเขาน้ำแข็งที่สูงที่สุด ภูเขาเซิงหาน!

                ในเวลานี้ ด้านล่างของภูเขามองเห็นเป็นจุดๆ ตามแนวเส้นทาง มีกลุ่มอำนาจและผู้กล้าบางคนที่กำลังจะขึ้นไปบนยอดเขาเซิงหานพวกเขาอยากจะขึ้นไปเพื่อชิงบัวหิมะน้ำแข็ง

               ภาพคนกว่าพันคนกำลังเดินทางไปบนยอดเขามันเป็นภาพที่ดูน่าตื่นเต้นมากจริงๆ

               “เราเองก็ไปลองกันเถอะ”

               ทุกคนกระโดดขึ้นไปบนภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ‘เห็นภูเขาแต่วิ่งม้าตาย’ ทั้งๆที่เห็นยอดเขาเซิงหานแล้วแท้ๆแต่ต้องใช้เวลากว่าครึ่งชั่วยามถึงจะมาถึงที่ตีนเขาเซิงหานแล้วเริ่มปีนขึ้นสู่ยอดเขาจริงๆ

               หานเฟิงเดินอยู่ด้านหลังของหมิงอวี่แล้วปีนขึ้นไปบนเขาอย่างต่อเนื่อง สายตาของเขานั้นเริ่มโหดเหี้ยมขึ้นเรื่อยๆ!

     

    คล้ายกับเรื่องบันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน