“เทพเซียนเก้าขั้นพุทธธรรมสามยาน[1]ศาสตร์หลอมยาลึกซึ้งไพศาล ในศาสตร์หลอมยาโบราณ ยาขั้นเลี่ยนชี่พันก้อนล้มเหลวน้อยกว่าครึ่ง ถึงถูกขนานนามว่าโอสถสาวกที่แท้จริง”
ช่วงเวลานี้ เสียงกึ่งก้องดังขึ้นในห้วงสมองสวีหยางอี้อย่างชัดเจนดวงตาทั้งสองข้างของเขาคุวาว เขารวบรวมสมาธิทั้งหมดเพื่อตั้งใจฟังทันที
“ฝึกบำเพ็ญครบพันจักตระหนักเข้าถึงแก่นสาร ครั้นหลอมครบพันก้อน หรือบรรลุเลี่ยนชี่ระดับสมบูรณ์ จักเบิกทางสู่ขั้นจู้จียาหลอมขั้นเลี่ยนชี่คือใบเบิกทางพื้นฐานสู่ประตูของศาสตร์หลอมยา ยาหลอมขั้นเลี่ยนชี่ของระดับปรมาจารย์ต่างจากของศิษย์สาวกอย่างมหาศาลศาสตร์หลอมยาลึกซึ้งพิศวง ยาที่มีประสิทธิภาพการรักษาเจ็ดในสิบ เรียกว่ายาประสานสื่อตัน[2] ยาที่มีประสิทธิภาพการรักษาแปดในสิบเรียกว่ายาช่วยจั่วตัน[3] ยาที่มีประสิทธิภาพการรักษาเก้าในสิบ เรียกว่ายารองเฉิงตัน[4] และยาเรียกว่ายาที่มีประสิทธิภาพการรักษาเต็มสิบก็คือยาหลักจวินตัน[5] “
“ยาหลักจวินตันเพียงหนึ่งก้อนมีค่าเท่ากับยานำพาสื่อตันหนึ่งร้อยก้อนศาสตร์การหลอมยามีมากมายหลายแขนงไม่รู้จบ จวิน เฉิง จั่ว สื่อเป็นเพียงศาสตร์การหลอมยาแขนงหนึ่งเท่านั้น นอกจากนี้ เก๋อหง[6]เจินจวินยังได้คิดค้นยาที่มีฤทธิ์ดีกว่ายาหลักจวินตันขึ้นมาในยุคฝึกตนโบราณช่วงราชวงศ์จินและระบุไว้ในคัมภีร์เป้าผู่จื่อบทใน[7]ยาที่ประสิทธิภาพการรักษามากกว่ายาหลักจวินตันสิบสองเท่า เรียกว่ายาราชันย์ตี้จันสูงกว่านี้คือยาเทวาจุนตัน สูงกว่ายาเทวาจุนตันคือยาเอกหยวนตัน สูงกว่ายาเอกหยวนตันขึ้นมาอีกยังมีอีกมากมายไม่รู้จบ...”
สวีหยางอี้หลับตาสนิทห้วงสมองปราศจากความคิดใดอื่น เขาไม่คิดไม่ฝันเลยว่าเพียงเสี้ยววินาทีที่เตาหลอมยาตั้งอยู่ด้านหน้า ความเชื่อมโยงอันหน้าพิศวงบางอย่างจะปรากฏขึ้นมาแบบนี้คัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์เริ่มอธิบายเนื้อหาโดยรวมออกมา!
เนื้อหาโดยรวมที่ว่านั้นคือสาระและแก่นสำคัญของคัมภีร์วิชาเวทเล่มนี้ ถ้าไม่รู้ว่าตัวเองจะเรียนอะไรหรือสิ่งที่ตัวเองต้องเรียนคืออะไร จบออกมาก็เป็นได้แค่บัณฑิตเขลาที่ได้แต่เรียนๆส่งๆ ไปเท่านั้น
เนื้อหาทั้งหมดนี้เป็นความรู้ที่บุคคลผู้สูงส่งส่งต่อให้เหล่าผู้เรียนแบเบาะ เป็นการนำความรู้มาทุบให้ละเอียดแล้วถ่ายทอดให้ศิษย์ไม่ใช่แค่การจำหรือแค่ใช้การได้ แต่ศิษย์ต้องแตกฉานในวิชาด้วยตัวเอง
สวีหยางอี้รีบเกร็งนิ้วมือขึ้นเร็วพลันเพื่อเตรียมตัวจดลงบนพื้นเสียงที่ดังจากคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์อธิบายนี้เกิดขึ้นมาฉับพลันจนเขาไม่มีเวลาเตรียมตัว
เขาไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของเสียงและไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะได้ฟังซ้ำหรือไม่ ในเมื่อโอกาสโผล่ขึ้นมาแล้ว มีแต่ต้องพยายามจดเท่านั้น!
“ศาสตร์หลอมยาแบ่งลำดับตบะตามแดนทิพย์แห่งโอสถ[8]ที่ร่างทิพย์ของนักหลอมยาสถิตอยู่”
“แดนเอก หรือขั้นที่หนึ่ง เป็นแดนของโอสถสาวก(หรือเรียกว่าตันถู)เปี่ยมด้วยสภาวะของความโหยหาและเฝ้ารอ ดั่งบทพรรณนาที่ว่า ‘ห้วงรัตติกาลของคืนวานลมหนาวพัดผ่านจากประจิมทิศ ใบไม้เขียวชอุ่มปลิดปลิว อันตัวฉันยืนลำพังบนหอสูงทอดสายตาไกลสุดขอบฟ้า’”
“แดนทวิ หรือขั้นที่สอง เป็นแดนของสาวกโอสถที่บรรลุขั้นเป็นอาจารย์โอสถ(หรือเรียกว่าตันซือ)เปี่ยมด้วยสภาวะแห่งความทุ่มเท เพียรพยายามและความรักชอบที่ไม่อาจเยียวยา‘ผ้าคาดเอวหลวมโคร่งหาได้เศร้าหมอง เพียงเพื่อบรรลุตามครรลอง ใจพร้อมนำพาสังขารซีดเซียว’”
“แดนไตร หรือขั้นที่สาม เป็นแดนของปรมาจารย์โอสถ(หรือเรียกว่าเจี้ยงซือ)เปี่ยมด้วยสภาวะแห่งการตระหนักถึงการมีอยู่ของแก่นสาร ‘เวียนเฝ้าคอยหาร้อยหนกลางฝูงชนบันดลได้พบเขาใต้แสงเทียนริบหรี่’”
“แดนจตุ หรือขั้นที่สี่ เป็นแดนของมหาปรมาจารย์โอสถ(หรือเรียกว่าต้าซือ)แดนแห่งสภาวะการเข้าถึงและหยั่งรู้ ‘กายไร้ปีกสยายบินเฉกหงสา ใจมีลายนอ[9]สื่อถึงกัน’”
“แดนปัญจะ หรือขั้นที่ห้า เป็นแดนของศาสดาจารย์โอสถ(หรือเรียกว่าจ่งซือ)เป็นแดนแห่งสภาวะการตรัสรู้ชอบได้ด้วยตัวเองอย่างแตกฉาน‘กลิ่นชีวาพฤกษาคลุ้งขจรทั่วสารทิศ ดวงจิตเพริดแพร้วตรัสรู้ไม่รู้จบ’”
“แดนเอกปัญจะ หรือขั้นที่หก เป็นแดนของเทพศาสดาโอสถ(หรือเรียกว่าตันจุน)เป็นสภาวะที่เชื่อมโยงทุกสรรพสิ่งในโลกธาตุ ‘ปัญญาเฉกเสี้ยวธุลีแตกฉานเพียงหนึ่งลมปาก ตัวฉันคือเทพเซียน มนุษย์หารู้ไม่’
“พึงจำเอาไว้ว่าอย่าริอาจประดิษฐ์คิดค้นหลอมยาขึ้นเองมิเช่นนั้นสติจะฟั่นเฟือนไม่สมประกอบและเรียกกลับคืนมาไม่ได้”
“แขวกๆๆ...”นิ้วมือของสวีหยางอี้ขีดเขียนลงบนพื้นอย่างรวดเร็ว หลังจากเสียงอธิบายหยุดลงก็เงียบหายไปอีกพักใหญ่ครั้นผละมือออก เสียงพูดคล้ายเสียงระฆังเหง่งหง่างก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ปฐมบทของคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์คือเพลงยา การกลั่นยาด้วยทักษะจตุหัตถ์วิถี ทักษะควบคุมไฟ และหลักการหลอมยา”
แม้ชื่อสั้นกระชับแต่ทำก็ทำให้สวีหยางอี้รู้สึกหวาดหวั่นและไม่ประมาทแม้แต่น้อยเขาตั้งสมาธิฟังอย่างแน่วแน่
นี่คือหัวใจสี่อย่างของศาสตร์การหลอมยาที่หายสาบสูญไปจากประวัติของโลกผู้ฝึกตน!
การหลอมยาที่แท้จริงต้องเชื่อมจิตและประสาทสัมผัสรวมกับโลกธาตุ และต้องพึงคำนึงอยู่ในอกอยู่ตลอดว่าสิ่งใดใส่ก่อนใส่หลังสิ่งเหล่านั้นมีปฏิกิริยาต่อกันอย่างไรหากอุณภูมิไม่ถึงหรือควบคุมปริมาณไม่แม่นยำจะส่งผลอย่างไรมีความเป็นไปได้แบบไหนบ้างอย่างไร
กลั่นยา ก็คือกลั่นสารสกัดของวัตถุดิบออกมาและควบแน่นพลังชีวิตของวัตถุดิบแต่ละชนิดเป็นกลุ่มก้อนโดยต้องควบคุมไม่ให้พลังชีวิตของวัตถุดิบเหล่านั้นออกฤทธิ์หักล้างกันจากนั้นใช้ระดับอุณหภูมิที่เหมาะสมหลอมก้อนพลังชีวิตจนตกผลึกเป็นเม็ดของแข็งดังนั้นทักษะการควบคุมไฟจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุด
ต่อให้รู้ขั้นตอนส่วนใหญ่แต่ถ้าผิดพลาดหรือข้ามไปแม้แต่ขั้นตอนเดียว ความหวังของการบรรลุศาสตร์แขนงนี้ก็ไกลริบหรี่
“ทักษะทั้งสี่ที่เป็นเหมือนหัวใจอย่างศาสตร์หลอมยานี้ผู้หลอมยาต้องมีทักษะการใช้มือที่คล่องแคล่วพลิ้วไหว ซึ่งถือว่าเป็นรากแก่นของศาสตร์หลอมยาทุกแขนงจงจำเอาไว้ให้ดี”
“กึก...” ในที่สุดมือของสวีหยางอี้ก็หยุดลงเขารอไปอีกครึ่งชั่วโมงเต็ม แต่ก็ไม่มีเสียงใดดังขึ้น ครั้นแล้วเขาจึงลืมตาขึ้นมา
พื้นไม้สีดำสนิทปรากฏรอยขีดเขียนสีขาวที่กินเนื้อไม้เข้าไปพื้นรอบตัวเขาเต็มไปด้วยตัวอักษรยั้วเยี้ย หากตอนนี้มีปรมาจารย์นักหลอมเห็นเข้าพวกเขาคงรีบคุกเข่าลงอย่างตาลีตาลาดและกราบไหว้ร่องรอยโบราณนี้อย่างบ้าคลั่งเป็นแน่
ลมหายใจแล่นลงส่วนลึกของปอดดวงตาแดงเรื่อจากความตื่นเต้นภายในทรวงอก จากนั้นก็เปิดประตูห้องออกหันหน้าเข้าประตู เกร็งปลายนิ้ว พลันสลักข้อความไว้บนบานประตูหิน
ผู้ใดบุกรุกฆ่าทิ้งสถานเดียว!
สวีหยางอี้ไม่อนุญาตให้ใครหน้าไหนล่วงรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องนี้ทั้งนั้น!
ลูกน้องสามคนที่ว่าจ้างมามองดูภาพที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าในสภาพอ้าปากเหวอจนคางแทบลากพื้น
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”หลี่มู่ยืนอึ้งมองดูประตูที่สลักข้อความเมื่อครู่ที่กำลังปิดลงพลางพูดขึ้นอย่างแปลกใจ“เป็นบ้าไปแล้วกระมัง...”
“อย่าใส่ใจเลยไว้พวกเราได้เงิน ก็ถือเป็นอันเสร็จสิ้นแล้ว...พวกที่คิดจะหลอมยาก็ประสาทกินกันทั้งนั้น” จางกงจ่างนั่งมองหน้าจอคอมฯพลางท่องเว็บไซต์ไปมา
--------------------------------------------------------------------------------
[1]สามยาน เป็นคำศัพท์ทางพุทธศาสนาของมหายาน อันได้แก่สาวกยาน ปัจเจกยานและโพธิสัตว์ยาน
[2]สื่อตัน ตามความหมายของแพทย์แผนจีนคือ ยาประสาน หรือยานำพา ทำหน้าที่ปรับตัวยาในตำราให้เข้ากันหรือนำพาตัวยาอื่นๆ ไปยังบริเวณที่รักษา โดยปกติเป็นสัดส่วนที่ใช้น้อย
[3]จั่วตัน ตามความหมายของแพทย์แผนจีนคือ ยาช่วย เป็นยาที่ช่วยเสริมฤทธิ์ให้ยาหลักหรือยารองหรือใช้ลดพิษและใช้ควบคุมฤทธิ์ของยาตัวหลักและยาตัวรอง มักเป็นยาที่ออกฤทธิ์ตรงข้ามกับยาหลัก
[4]เฉิงตัน ตามความหมายของแพทย์แผนจีนคือ ยารอง เป็นยาที่ช่วยเสริมประสิทธิผลของตัวยาหลักรวมทั้งใช้รักษาอาการอื่นๆ ที่ตัวยาหลักควบคุมอาการพวกนั้นไม่ได้
[5]จวินตัน ตามความหมายของแพทย์แผนจีนคือ ยาหลัก เป็นตัวยาสำคัญที่ช่วยรักษาตามอาการ
[6] เก๋อหง หรือ จื้อชวน โดยทั่วไปชาวจีนจะเรียกท่านว่า‘เก๋อซียนเวิง’ หรือเซียนผู้เฒ่าแซ่เก๋อ เป็นหนึ่งในสี่ศาสดาจารย์แห่งลัทธิเต๋า เป็นบุคคลรุ่นต้นๆในการจัดระบบความคิดในเรื่องปรัชญาเต๋า เทพเซียน วิถีปฏิบัติสู่การบรรลุ ผู้คิดค้นยาอายุวัฒนะการเล่นแร่แปรธาตุและเป็นผู้เชี่ยวชาญวิชาแพทย์
[7] คัมภีร์เป้าผู่จื่อบทในเป็นหนึ่งในคัมภีร์สำคัญของลิทธิเต๋า เขียนขึ้นโดยศาสดาจารย์เก๋อหง คำว่า ‘เป้าผู่จื่อ’ ก็คือฉายาของท่าน โดยเนื้อหาของคัมภีร์บทในจะกล่าวถึงตำรายาแห่งเซียนการแปลงกายของปีศาจ การบำรุงรักษาร่างกายให้อยู่ยงคงกระพันและอื่นๆ
[8] แดนทิพย์แห่งโอสถ คือดินแดนที่มีสภาวะเป็นทิพย์เป็นแดนที่เทพศาสดาของศาสตร์การกหลอมยาสร้างขึ้น คำนี้ที่ประดิษฐ์และอ้างอิงมาจากคำว่า‘แดนพุทธเกษตร’ ของศาสนาพุทธนิกายมหายาน เป็นดินแดนที่ถูกสร้างขึ้นมาจากปณิธานของศาสดาของแต่ละพระองค์มีสภาวะเป็น ‘ทิพย์’ เป็นแดนที่บรรดาสาวกสามารถใช้บำเพ็ญเพียรได้ ผู้ที่บำเพ็ญเพียรหรือขัดเกลาวิชาของศาสดาคนนั้นสามารถเข้าไปฝึกบำเพ็ญในแดนนี้ได้โดยการผูกจิตมั่นกับแดนนี้โดยการภาวนาถึงศาสดาของศาสตร์นี้
[9] ลายนอ 灵犀 เป็นคำที่ปรากฏในคัมภีร์ซานไห่จิงโดยมีแรดตัวหนึ่งมีสามนอ หนึ่งในนอนั้นมีชื่อว่า ‘นอทอดฟ้า’ เมื่อผ่าออกมาพบว่ามีเส้นขาวทอดผ่านหัวท้ายภายหลังมีการนำว่าใชเปรียบเปรยว่าภายในใจของเรามีเส้นขาวคล้ายกับนอทอดฟ้าที่เชื่อมต่อไปถึงหัวใจและแก่นของอย่างใดอย่างหนึ่งได้