ยามนี้ทุกสายตาไม่อาจหลบลี้จากเด็กหนุ่มกลางเวที ฮ่าวเทียนอุ้มเว่ยซินในสภาพร่อแร่ไปส่งที่ฝั่งของชั้นเรียนฝึกหัด จากนั้นเดินขึ้นมาบนเวที พร้อมประกาศก้อง
“ ศิษย์มีนามว่าฮ่าวเทียน เป็นักเรียนในชั้นเรียนฝึกหัดตำหนักนอก เมื่อเข้าขัดขวางการประลองซักครู่ ฮ่าวเทียนยินดีขับสู้กับศิษย์พี่ศิษย์น้องเป็คนต่อไป! ” แม้ผู้คนอยากหัวเราะอย่างไรไม่อาจทำได้ เด็กหนุ่มผู้นี้ เพิ่งซัดผู้ฝึกตนชั้นปราณก่อตั้งขั้นต้น ปลิวว่อนจมกำแพงไปในหมัดเดียว
“ เขาน่าจะอยู่ในขั้นปราณริเริ่ม ไม่ก็ปราณแท้จริงขั้นต้น นี่...เป็เื่ราวใดกันแน่ ? ” เหล่าศิษย์ถกเถียงกันด้วยไม่รู้จักนามฮ่าวเทียนมาก่อน ตำหนักยอดยุทธ์ไม่อาจทนรับความอัปยศที่จื่อหลิงพ่ายแพ้ได้ เ้าตำหนักยอดยุทธ์กล่าว
“ ลำดับสาม เ้าไปจัดการมัน ไม่อาจออมมือ...และไม่อาจประมาทเช่นกัน ” สิ้นเสียงเ้าตำหนักเงาร่างหนึ่งเลือนหายไปก่อนปรากฏบนเวที
“ ลำดับสามตำหนักยอดยุทธ์ หงลิ่นเอ๋อ ท้าประลองต่อเ้า ” ด้านหน้าฮ่าวเทียนปรากฏร่างหญิงสาวอายุราวๆ 20 ปี พลังฝีมือไม่ต่ำกว่าปราณก่อตั้งขั้นที่ 3 แรงกดดันหนักหน่วงจากความต่างของพลังทำให้ผู้คนนึกเป็ห่วงเด็กหนุ่มไม่น้อย ทว่าเมื่อครู่ เขาเพิ่งซัดจื่อหลิงจมกำแพงไป ผลลัพธ์ไม่อาจคาดเดา...
“ ข้าฮ่าวเทียน ศิษย์น้องของท่านจากชั้นเรียนฝึกหัด ปราณแท้จริงขั้นที่ 5 ศิษย์พี่โปรดออมมือ ” เห็นภาพฮ่าวเทียนโค้งคำนับคู่ต่อสู้ทำให้เหล่าผู้คนใจเต้นตึกตัก นี่ใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว...เทียบกันแล้วฝั่งที่นั่งชั้นเรียนฝึกหัดกลับแตกต่างไป ทุกคนรู้ดีว่าปีก่อนฮ่าวเทียนอยู่ในระดับปราณริเริ่มขั้นต้น ยามนี้อีกไม่กี่ก้าวจะเข้าสู่ปราณก่อตั้ง แค่ปีเดียว.... พลันบังเกิดสุ้มเสียง
“ ท่านรองเ้าตำหนัก นี่เป็เื่ใดกันแน่ 1 ปีข้ามขอบเขตทะลาย่ชั้นครึ่ง ไม่เคยปรากฏความเร็วนี้ในประวัติศาสตร์ ? ” เทียนอวิ๋นไม่ตอบคำ มองดูศิษย์ของมันอย่างพึงใจ
บนเวทียามนี้ ทั้งสองยืนมองตากันด้วยความเงียบงัน ก่อนฝ่ายหญิงเอ่ยปาก
“ ศิษย์น้อง เ้าและข้าพลังปราณต่าง่ชั้น หากทุบตีเ้ามีเพียงคำครหาให้ศิษย์พี่เป็ตัวตลก ให้เ้าโจมตีข้าก่อนสามกระบวนเพื่อตัดกำลัง จากนั้นจึงสูสีกัน ว่าอย่างไร ?” ฮ่าวเทียนกล่าวตอบ
“ ศิษย์พี่มิต้องออมมือ ลงมืออย่างเต็มที่ ผลลัพธ์เป็เช่นไร ก็ให้เป็เช่นนั้นเถอะ! ” ท่ามกลางบทสนทนานี้ แม้หลายคนเห็นว่าสมควรถูกต้องแล้ว แต่ประมุขเ้าสำนักและเหล่าเ้าตำหนักไม่อาจคิดเช่นนั้น ไอพลังที่แผ่ซ่านจากตัวฮ่าวเทียน น่ากลัวเกินกว่าผู้ใดจะออมมือให้ได้ นางชักนำอาวุธออกมาเป็แส้ที่มีรอยบากดูไปน่าขนลุกออกมา พลันบังเกิดเพลิงสีม่วงครอบคลุม
“ อาวุธของเ้าเล่า ?” ฮ่าวเทียนตอบกลับ
“ ศิษย์พี่ ลงมือ! ” นางเคลื่อนที่ด้วยความรวดเร็ว พุ่งเข้าโจมตีฮ่าวเทียนราวสายฟ้าฟาด แส้เพลิงม่วงเหวี่ยงฟาดลงบนเวทีเสียงดังสนั่น ไม่เพียงเท่านั้น นางดึงรั้งแส้กลับมาอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง รอยบากบนแส้ยิ่งกดทับฮ่าวเทียนและเวทีเสียงครูดดังน่าสยดสยองนัก!
ผู้คนตกตะลึงอืออาด้วยว่าฮ่าวเทียนต้องตกตายไม่ก็เจ็บสาหัสแล้วแน่ แต่ภาพที่เห็นกลับไม่เป็เช่นนั้น มีเพียงเสื้อบริเวณไหล่ซ้ายที่ฉีกขาดจากแส้ของนาง ร่างกายกลับไม่เป็อันใดเลย เืซักหยดยังไม่มี ฮ่าวเทียนลอบทอดถอนใจ ...นี่รึปราณก่อตั้ง ไม่อาจเทียบท่านอาจารย์ได้แม้เศษเสี้ยว... ขณะที่นางกำลังตกตะลึงก็ไม่ปล่อยโอกาส ฟาดแส้ต่อเนื่องจนตามองไม่ทัน
“ มิติเพลิงม่วงถาโถม! “ ด้วยแส้ที่ฟาดเมื่อครู่อาจทำได้แค่เสื้อฉีกขาด แต่ด้วยพลังเท่าเทียมเมื่อครู่นับสิบนับร้อยสายสลับฟาดฟัน อสูรตัวใดก็ย่อมตกตาย ฮ่าวเทียนไม่เพียงไม่หลบ มันกล่าว
“ เช่นนี้สิที่อยากอยากเห็น! แสดงพลังปราณก่อตั้งของท่านออกมา! ท่าร่างแสง์กระบวนที่สาม : เกราะกังวาลแสงเจิดจ้า! ” เสียงตูมๆๆๆ ! เกิดขึ้นดังสนั่นจากการที่แส้ของนางกระทบถูกเกราะปราณของฮ่าวเทียน ฝุ่นตลบอบอวลจากเวทีที่ถูกทำลาย ผู้คนแทบหยุดหายใจ การโจมตีเมื่อครู่เพียงพอจะทุบสังหารยอดยุทธ์ได้โดยไม่ต้องคิดมากความ สมแล้วที่เป็ลำดับสามตำหนักยอดยุทธ์
ทว่าภาพที่เกิดขึ้นไม่อาจเชื่อสายตา มีเพียงรอยเฆี่ยนบางเบาบนร่างฮ่าวเทียนเท่านั้น เกราะปราณสีทองอร่ามเจิดจ้าของมันไม่เสียหายซักนิด สองมือไขว้หลังประสานเนืองแน่น ก่อนเงยหน้าขึ้น
“ ศิษย์พี่ ออมมือแล้ว... ” นางตั้งสติได้อีกคราก็พบว่าตนลงไปอยู่ล่างเวทีเสียแล้ว
“ ฮึ เ้าปีศาจน้อย ข้าพ่ายแพ้แล้ว ” นางหันหลังกลับเดินจากไป ท่ามกลางความเงียบงันของผู้คน เ้าตำหนักผู้หนึ่งรุดยืนขึ้น
“ เป็พลังธาตุแสง์ ฮ่าวเทียน เ้า เป็อะไรกับเทียนอวิ๋น ? ” ทุกคนหันขวับไปที่เสียงตะคอกของเ้าตำหนักผู้นี้ พลันหันต่อไปที่เทียนอวิ๋น ไม่ว่าตำหนักเล็กใหญ่ต่างทราบดีว่าพลังธาตุแสงา ในสำนักนี้มีเพียงเทียนอวิ๋นเท่านั้นโดยสายเื บัดนี้กลับเป็เด็กหนุ่มผู้หนึ่งใช้ออกอย่างสมบูรณ์ สายตาทั้งลานประลองมองไปยังเทียนอวิ๋น เ้าตัวไม่อาจนิ่งเฉยจึงกล่าวตอบ
“ ทุกท่านมิต้องใ ข้าเทียนอวิ๋นหนึ่งปีก่อนรับฮ่าวเทียนเข้าเป็ศิษย์สายตรง ถ่ายทอดวิชายุทธ์ทั้งมวลแก่เขา แม้ยังไม่อาจถ่ายทอดด้วยสายเื เพียงแค่พลังยุทธ์สายธาตุบางส่วนเท่านั้น... ”
“โอๆๆ ที่แท้เทียนอวิ๋นแห่งธาตุแสงผู้ยิ่งใหญ่ รับศิษย์สายตรงคนแรกแล้ว ทั้งยังแกร่งกล้าั้แ่ยังเยาว์ปานนี้ ระยะเวลาปีเดียว กลับฝึกฝนมาถึงขั้นนี้ นับว่าชั้นเรียนฝึกหัดได้รับพรจาก์แล้ว...!” เป็เสียงจากประมุขสำนักศึกษานั่นเอง ผู้คนในลานประลองบ้างถกเถียงพูดคุยกันเกี่ยวกับตัวตนของเด็กหนุ่มมิขาดสาย ไม่ไกลจากเวทีนัก เงาร่างสองคนกำลังยืนพูดคุยกันอย่างลับๆ
“ ชิงเสวียน ดูศิษย์น้องที่เ้าพามันมาวันนั้นสิ ในยามนี้ เป็ผู้สืบทอดเชื้อสายแห่งแสงคนใหม่ ทะลวงชั้นปราณสูงส่งจนเกินมนุษย์จะทำได้ เ้าคงคิดภูมิใจในตัวเขาน่าดูชมสิ? ” เป็เสียงเ้าตำหนักเทพยุทธ์ยืนมองฮ่าวเทียนอยู่ในมุมมืดของงานประลอง เห็นพลังธาตุแสงบนร่าง ทำให้มันคลายใจเื่ปราณทมิฬลงไปหลายส่วน มู่ชิงเสวียนยามนี้ มองดูฮ่าวเทียนบนเวทีไม่ละสายตา ทั้งภูมิใจและตื่นตระหนกในเวลาเดียวกัน ความคิดถึงคำนึงหาของนางที่มีต่อตัวเด็กหนุ่มไม่น้อยไปกว่าผู้ใด เพียงพบว่ายามนี้ คงไม่ต้องเป็ห่วงเด็กหนุ่มมากแล้ว
เ้าตำหนักเทพยุทธ์มองดูชิงเสวียนคราหนึ่งจึงกล่าว
“ เหอะๆ หากมิใช่ข้ารู้จักเ้าดี คงคิดไปเองว่าเ้าทั้งสองเป็คู่รักหวานชื่นไปเสียแล้ว ชิงเสวียน หากข้าคิดลงมือสั่งสอนเด็กนั่นให้รู้จักเจียมตัวบ้าง เ้าคงไม่คิดห้าม? ” ชิงเสวียนหันไปมองเ้าตำหนักเทพยุทธ์ด้วยความคิดที่ไม่อาจคาดเดา
“ ท่านคิดทำเช่นไรก็ตามนั้น ศิษย์มิอาจขัดขืน ” เ้าตำหนักเทพยุทธ์ก้าวเดินออกไปสู่เวทีประลองช้าๆ หันกลับมากล่าวกับชิงเสวียน
“ เช่นนั้น ข้าไม่เกรงใจ!” ยามนี้ท่ามกลางสุ้มเสียงมากมายทั่วเวที ปรากฏร่างเ้าตำหนักเทพยุทธ์ขึ้น
“ ผู้สืบทอดเชื้อสายแห่งแสงรึ แล้วเช่นไร เ้าหมายมั่นใจนักรึว่าเพียงเอาชนะยอดยุทธ์สองคนแล้วจะเป็ที่หนึ่ง พุ่งเข้าขัดขวางการประลอง เอาชนะศิษย์พี่ของเ้าทั้งหลายลงได้ราบคาบ ยืนค้ำหัวผู้ฝึกตนครึ่งหมื่นต่อหน้าด้วยว่าเป็ผู้สืบทอดพลังแห่งแสง? ความโอหังของเ้า ข้าไม่พึงใจนัก!” เสียงกร้าวแข็งของบุรุษผู้นี้ทำเอาทุกคนขนลุก แม้ฝั่งที่นั่งของประมุขสำนักก็เงียบงันไม่เอ่ยสิ่งใด ทุกคนรู้ดีถึงนิสัยของบุรุษผู้นี้ ไม่อาจขัดใจมันนัก
ฮ่าวเทียนร่างแทบทรุดลงกับพื้นเมื่อพบเจอแรงกดดันของเ้าตำหนักเทพยุทธ์ พลันใช้พลังธาตุแสงตรวจสอบปราณของเขา พบว่าอยู่ในระดับจอมราชันย์ขั้นปลาย ทำเอามันไม่กล้าต่อปากคำ พลันได้ยินเสียง
“ ศิษย์ตำหนักเทพยุทธ์ลำดับที่ 149 ลงมาหาข้า! ” ไม่ทันสิ้นคำของเ้าตำหนัก ปรากฏร่างหนึ่งขึ้นตรงหน้าเขาด้วยท่าทีโค้งคำนับ ฮ่าวเทียนสะดุ้งซีดด้วยความใ... ข้า ไม่อาจแม้ััถึงการมีอยู่รึการเคลื่อนไหวของคนๆนี้ นี่....
“ ศิษย์เทพยุทธ์ลำดับ 149 เหวินลั่วเหอ รับคำสั่งท่านเ้าตำหนัก ” เ้าตำหนักเทพยุทธ์กล่าวต่อ
“ ลั่วเหอ เ้าสั่งสอนปีศาจน้อยตนนี้ ด้วยนิสัยใจคอเ้าคงมิคิดสังหารมัน ฮึ เริ่มประลองได้! ” ...ยามนี้ท่ามกลางเวทีประลองไม่มีใครคิดขัดคำสั่งของเ้าตำหนักผู้นี้ มันนับว่าทรงอิทธิพลรองลงมาจากประมุขสำนัก
“ ฮ่าวทียนคารวะศิษย์พี่ เมื่อเป็เช่นนี้ ขอศิษย์พี่ไม่ต้องออมมือ ” ลั่วเหอไม่ขยับกายกลับยืนนิ่งเงียบงัน
“ ท่านเ้าตำหนักว่าเช่นนี้ ข้าได้แต่ทำตาม เ้าก็รีบๆล้มลงไปซะ ข้าจะได้กลับไปฝึกฝนเสียที... ”
มองดูการประลองที่กำลังเริ่ม เ้าตำหนักเทพยุทธ์ปรากฏกายอยู่ด้านหลังประมุขสำนัก
“ พี่หลี่ ใช่คิดว่าผู้น้อยทำเกินไปรึไม่ ? ” ประมุขสำนักกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ เ้าทำไปย่อมมีเหตุอันสมควร ข้าไม่อาจคิดเช่นนั้น อย่างไรเสีย ผลที่ตามมาหากเลวร้าย เ้าจะต้องรับผิดชอบ เทียนอวิ๋นไม่เคยรับศิษย์ หากเกิดเื่อันใดจนมันพิโรธบันดาลโทสะ เ้าไปรับมือเองแล้วกัน ข้าเพียงคิดก็ปวดหัวแล้ว...” บนเวทีประลองฮ่าวเทียนกระโจนใส่อีกฝั่งด้วยร่างประกายแสงดุดันไม่คิดชีวิต ท่วงท่าใดของมันอีกฝ่ายกลับรับมือโดยง่าย
“ ท่านแกร่งเกินไป ข้าไม่อาจรั้งพลังไว้อีก ศิษย์พี่รับมือ! ” ฮ่าวเทียนกัดฟันแน่น ก่อนปล่อยใจให้สงบ หลับตาลงช้าๆรวบรวมกำลังไว้เหนือสองดวงตา
“ เคล็ดท่าร่างแสง์ : สิบประกายเจิดจ้า !” เงาร่างของฮ่าวเทียนยามนี้แบ่งออกสิบคนเป็ภาพติดตา ทุกท่วงท่าเปล่งประกายแสงรัศมีเจิดจ้า พุ่งเข้าใส่ร่างของลั่วเหอเต็มกำลังจากทุกทิศทาง ทันใดนั้นเองลั่วเหอไม่อาจต้านรับโดยง่าย ต้องกระเด็นออกหลบลี้โดยเร็ว ก่อนหยุดนิ่ง
“ ข้าเข้าใจท่านเ้าตำหนักแล้ว ฮ่าวเทียน เ้าพร์สูงส่งเกินไป อีกทั้งวิชาท่าร่างราวทวยเทพที่สืบทอดมา สูงส่งเกินใครต้านรับ แต่เ้ามองข้ามสิ่งหนึ่งไป... ”
ฮ่าวเทียนกำลังถาโถมโจมตีไม่คิดชีวิต กลับพบเงาร่างของลั่วเหอปรากฏด้านหลัง ปรากฏภาพติดตามากกว่าร้อยภาพ ทำเอาใจมันหล่นลงไปตาตุ่ม สติดับวูบ ก่อนถูกหมัดเดียวส่งมันลงไปจมพื้นเวทีโดยง่าย ผู้คนอ้าปากค้างกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ต้องพูดถึงคนที่มองตามไม่ทัน พลันได้ยินเสียง
“ เ้าคิดว่าตนเก่งกาจเช่นไร โลกนี้จะมีคนเก่งกาจกว่าเ้าโผล่มาเสมอ อย่าได้เย่อหยิ่งทะนงตนนัก ข้าลั่วเหอลำดับเทพยุทธ์ 149 ยามข้าอายุเท่าเ้า บรรลุปราณก่อตั้ง ฝึกฝนั้แ่สามขวบ แค่เพียงทักษะยุทธ์เ้าก็พ่ายแพ้แก่ข้าแล้ว หากเวลาฝึกฝนเท่ากันเ้าอาจมีชัยบ้าง แต่คำว่า ประสบการณ์ เ้าไม่อาจมองข้ามไปได้! ” ฮ่าวเทียนลุกขึ้นอย่างสั่นเทามือกุมไหล่ซ้าย ก่อนประสานมือกล่าวตอบ
“ ศิษย์พี่ ข้าเข้าใจคำท่านแล้ว... ”
“ เช่นนั้นก็ดี ” ลั่วเหอได้ยินดังนั้นเท่ากับว่าภารกิจที่เ้าตำหนักมอบให้มันลุล่วงแล้ว จึงเดินจากไป ทว่าสองขากลับหยุดชะงักลง ด้านหลังมันปรากฏรัศมีประกายแสงสีทอง เสียงคำรามดังกึกก้องจนไม่อาจขยับกาย
“ ท่านจะไปที่ใดกัน ข้ายังมิทันสิ้นสภาพ ตัวข้าไม่อาจเทียบทานประสบการณ์ของท่าน แต่ใช่ว่าพลังที่ข้าสืบทอดมาอ่อนด้อยกว่าท่าน! ” ในมือเด็กหนุ่มสวมเข้าด้วยเกราะมือสีทองที่กำลังเปล่งประกาย ฮ่าวเทียนกัดฟันลุกขึ้นสุดตัวก่อนะโออกคำรามสุดเสียง ปรากฏร่างเงาัทองเจิดจ้าทะยานขึ้นสุดลูกหูตา
“ ัประกายแสงทะยานฟ้า! ” เ้าตำหนักเทพยุทธ์กล่าวออกด้วยน้ำเสียงจริงจัง!
จบตอน