เมื่อแสงแรกของอรุณรุ่งสาดส่องเข้ามาในห้องกลิ่นคาวกำหนัดที่อบอวลตลอดคืนเริ่มจางหายไปพร้อมกับความมืดมิดที่จากลาความเหนื่อยล้าเข้าแทนที่ความเร่าร้อนที่เคยแผ่ซ่าน อี้หานเฟิง, อี้จงเหวิน และ อี้เฟยหลง ทั้งสามบุรุษที่เคยตกอยู่ในห้วงแห่งราคะอันบ้าคลั่งพลันรู้สึกตัวขึ้นมาพร้อมกับความสำนึกผิดที่ถาโถมเข้าใส่
พวกเขาหันมองไปยัง ฮวาเสี่ยวซี ที่นอนหลับใหลอยู่ตรงกลางโต๊ะร่างกายบอบบางเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความรักที่พวกเขาเป็นผู้ทิ้งไว้ทั้งรอยแดงช้ำจากการบีบเค้น คราบน้ำรักที่แห้งกรัง และกลิ่นสุราที่ยังคงติดปลายผมความงดงามที่เคยยั่วยวนเมื่อคืนบัดนี้กลับดูบอบบางเปราะบางจนน่าสงสารแสงแดดยามเช้าที่สาดส่องกระทบร่างเปลือยเปล่าของนางยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความหยาบคายและไร้ยางอายในการกระทำของพวกเขา
อี้หานเฟิงขยับกายช้าๆลงจากเตียง รู้สึกเจ็บแปลบไปทั่วสรรพางค์กายแต่ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้เลยกับความรู้สึกผิดที่กัดกินหัวใจเขามองไปยังใบหน้าที่ซีดเซียวของฮวาเสี่ยวซีความรู้สึกรักและห่วงใยที่ถูกความกำหนัดบดบังเมื่อคืนนี้กลับมาประทุขึ้นอีกครั้งอย่างรุนแรง เขานึกย้อนถึงเสียงครางหวานปนทรมานของนางคำพูดออดอ้อนที่เขาไม่เคยสนใจ ภาพที่นางพยายามดิ้นรนแต่ถูกพวกเขาตรึงไว้แรงปรารถนาที่ไม่รู้จักพอของพวกเขาได้ทำให้นางต้องแบกรับอะไรมากมายเพียงใด
อี้จงเหวินก้มหน้าลงมองมือของตัวเองที่เมื่อคืนยังคงป่ายป้ายน้ำรักจากกายของนางแล้วส่งเข้าปากด้วยความหื่นกระหายเขาปิดเปลือกตาลงแน่น พยายามสลัดภาพความต่ำทรามของตนเองออกไปจากความคิดรู้สึกรังเกียจการกระทำของตัวเองอย่างที่สุดเขาผู้ซึ่งควรจะเป็นที่พึ่งและปกป้องนาง กลับเป็นผู้ที่กระทำย่ำยีความบริสุทธิ์ของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าในค่ำคืนที่ผ่านมา
ส่วน อี้เฟยหลงที่เคยยิ้มร่าอย่างเจ้าเล่ห์เมื่อคืนบัดนี้ใบหน้าของเขาซีดเผือด เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและละอายใจเขามองไปยังแก้วสุราที่ว่างเปล่าบนโต๊ะแล้วก้มลงมองร่องรอยที่เขาทิ้งไว้บนกายของฮวาเสี่ยวซีสิ่งที่เคยคิดว่าเป็นเกมสนุกสนานเมื่อคืน กลับกลายเป็นตราบาปที่กัดกินหัวใจในยามนี้เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงความรู้สึกเจ็บปวดที่เขาเห็นในแววตาของนางในบางครั้งแม้จะถูกบดบังด้วยม่านแห่งความสุขสมก็ตาม
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องมีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาของฮวาเสี่ยวซีที่ดังแผ่วๆทั้งสามบุรุษยืนนิ่งราวกับรูปปั้นแต่ภายในจิตใจกลับเต็มไปด้วยพายุแห่งความสำนึกผิดและเสียใจพวกเขากำลังเผชิญหน้ากับผลของการกระทำอันไร้สติจากกิเลสและตัณหาที่ครอบงำในคืนที่ผ่านมาและรู้ดีว่ากว่าจะได้รับการอภัยจากฮวาเสี่ยวซีนั้น คงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
เมื่อแสงแรกของอรุณรุ่งสาดส่องเข้ามาในห้องกลิ่นคาวกำหนัดที่อบอวลตลอดคืนเริ่มจางหายไปพร้อมกับความมืดมิดที่จากลาความเหนื่อยล้าเข้าแทนที่ความเร่าร้อนที่เคยแผ่ซ่าน อี้หานเฟิง, อี้จงเหวิน และ อี้เฟยหลง ทั้งสามบุรุษที่เคยตกอยู่ในห้วงแห่งราคะอันบ้าคลั่งพลันรู้สึกตัวขึ้นมาพร้อมกับความสำนึกผิดที่ถาโถมเข้าใส่
พวกเขามองไปยัง ฮวาเสี่ยวซี ที่นอนสลบไสลอยู่กลางโต๊ะร่างกายบอบบางเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความรักที่พวกเขาเป็นผู้ทิ้งไว้เนื้อตัวนางแดงเป็นจ้ำๆ โดยเฉพาะบุปผางามที่บอบช้ำจนน่าใจหายแสงแดดยามเช้าที่สาดส่องกระทบร่างเปลือยเปล่าของนางยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความหยาบคายและไร้ยางอายในการกระทำของพวกเขา พวกเขาทอดทิ้งนางให้นอนอยู่บนโต๊ะราวกับไร้ค่าไร้ซึ่งความเป็นสามีและสุภาพบุรุษโดยสิ้นเชิง
ทั้งสามมีสติครบถ้วนตลอดเวลาที่ผ่านมาแต่กลับควบคุมความรู้สึกและแรงปรารถนาของตนเองไม่ได้ราวกับถูกพลังงานบางอย่างเข้าครอบงำทำให้พวกเขาทำในสิ่งที่ไม่เคยคิดจะทำลงไปได้ถึงเพียงนี้ อี้หานเฟิงขยับกายช้าๆลงจากเตียง รู้สึกเจ็บแปลบไปทั่วสรรพางค์กายแต่ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้เลยกับความรู้สึกผิดที่กัดกินหัวใจเขานึกย้อนถึงเสียงครางหวานปนทรมานของนาง คำพูดออดอ้อนที่เขาไม่เคยสนใจภาพที่นางพยายามดิ้นรนแต่ถูกพวกเขาตรึงไว้ แรงปรารถนาที่ไม่รู้จักพอของพวกเขาได้ทำให้นางต้องแบกรับอะไรมากมายเพียงใด
อี้จงเหวินก้มหน้าลงมองมือของตัวเองที่เมื่อคืนยังคงป่ายป้ายน้ำรักจากกายของนางแล้วส่งเข้าปากด้วยความหื่นกระหายเขาปิดเปลือกตาลงแน่น พยายามสลัดภาพความต่ำทรามของตนเองออกไปจากความคิดรู้สึกรังเกียจการกระทำของตัวเองอย่างที่สุดเขาผู้ซึ่งควรจะเป็นที่พึ่งและปกป้องนาง กลับเป็นผู้ที่กระทำย่ำยีความบริสุทธิ์ของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าในค่ำคืนที่ผ่านมา
ส่วน อี้เฟยหลง ที่เคยยิ้มร่าอย่างเจ้าเล่ห์เมื่อคืนบัดนี้ใบหน้าของเขาซีดเผือด เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและละอายใจเขามองไปยังแก้วสุราที่ว่างเปล่าบนโต๊ะ แล้วก้มลงมองร่องรอยที่เขาทิ้งไว้บนกายของฮวาเสี่ยวซีสิ่งที่เคยคิดว่าเป็นเกมสนุกสนานเมื่อคืนกลับกลายเป็นตราบาปที่กัดกินหัวใจในยามนี้เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงความรู้สึกเจ็บปวดที่เขาเห็นในแววตาของนางในบางครั้งแม้จะถูกบดบังด้วยม่านแห่งความสุขสมก็ตาม
ความเงียบหนักอึ้งเข้าปกคลุมห้องนั้นไม่มีแม้เสียงลมหายใจของฮวาเสี่ยวซีเล็ดรอดออกมาบัดนี้ร่างของนางนอนแน่นิ่งอยู่บนโต๊ะอาหาร บอบช้ำจนน่าใจหาย
อี้หานเฟิง, อี้จงเหวิน,และอี้เฟยหลง ยืนนิ่งราวกับรูปปั้นใบหน้าซีดเผือดราวไร้เลือด ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดภายในจิตใจของพวกเขาปั่นป่วนด้วยพายุแห่งความสำนึกผิดและความเสียใจที่ถาโถมเข้าใส่ไม่หยุดหย่อนพวกเขากำลังเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้าย... นางตายแล้ว... จากการกระทำอันไร้สติจากกิเลสและตัณหาที่ครอบงำพวกเขาในคืนที่ผ่านมา
“อ้า!...”
“เฮือก!”
เสียงร้องผวาแหบพร่าดังขึ้นเกือบพร้อมกันจากอี้หานเฟิง,อี้จงเหวิน, และอี้เฟยหลง ร่างกายของพวกเขาทั้งสามสะดุ้งเฮือกตาเบิกโพลงขึ้นในความมืดมิดของห้องแต่ละคนหายใจหอบถี่ราวกับเพิ่งวิ่งหนีจากบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด
เหงื่อกาฬไหลซึมไปทั่วแผ่นหลังความหวาดกลัวยังคงเกาะกุมแน่นในจิตใจ ภาพของฮวาเสี่ยวซีที่นอนแน่นิ่งบอบช้ำไร้วิญญาณบนโต๊ะอาหารยังคงชัดเจนราวกับเกิดขึ้นเมื่อครู่แรงบีบรัดที่บีบคั้นหัวใจนั้นสมจริงเสียจนพวกเขาแทบแยกไม่ออกว่าสิ่งใดคือความจริงสิ่งใดคือฝันร้าย
เมื่อดวงตาปรับเข้ากับความมืดสลัวยามรุ่งสางสายตาของทั้งสามก็กวาดมองไปรอบๆ ห้องพวกเขาไม่ได้อยู่ข้างโต๊ะอาหารที่เต็มไปด้วยคราบสกปรกและร่างไร้วิญญาณอย่างที่ฝันแต่พวกเขาทั้งสามกำลังนอนอยู่บนเตียงนอนขนาดใหญ่ และที่สำคัญที่สุด... ฮวาเสี่ยวซีไม่ได้อยู่บนโต๊ะนางนอนหลับใหลอยู่ตรงกลางระหว่างพวกเขา!
ฮวาเสี่ยวซีนอนตะแคงข้างเผยให้เห็นเนินอกอวบอิ่มที่โผล่พ้นเสื้อผ้าที่หลุดรุ่ยใบหน้าของนางซีดเล็กน้อยจากการร่วมรักที่ยาวนานเมื่อคืนนี้แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาโล่งใจจนแทบหยุดหายใจคือ... นางยังคงหายใจอยู่ เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของนางคือสิ่งยืนยันว่าฝันร้ายนั้นไม่ใช่ความจริง
ราวกับถูกดึงดูดด้วยแรงดึงดูดที่มองไม่เห็นทั้งสามคนต่างพร้อมใจกันยื่นมือออกไปโอบกอดร่างของฮวาเสี่ยวซีเอาไว้แน่น อี้หานเฟิงดึงนางเข้าสู่อ้อมแขนอย่างหวาดกลัวว่าภาพในฝันจะเป็นจริงอี้จงเหวินโอบรัดเอวของนางจากด้านหลัง ปลอบประโลมตนเองว่านางยังอยู่ตรงนี้ไม่ได้จากไปไหน อี้เฟยหลงซบใบหน้าลงกับเส้นผมนุ่มสลวยของนางสูดดมกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ยืนยันถึงชีวิตของนางอย่างโล่งอก พวกเขากอดรัดนางไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากคลายอ้อมแขนออก นางจะสลายหายไปจากตรงนี้จริงๆ
แม้ร่างกายของนางจะไม่มีร่องรอยการบอบช้ำรุนแรงเหมือนในฝันไม่ได้มีเลือดหรือรอยช้ำน่ากลัวแต่ความรู้สึกของการร่วมรักที่ดุเดือดเมื่อคืนยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำของพวกเขามันไม่ได้ถึงขั้นป่าเถื่อนไร้สติจนถึงตายเหมือนภาพหลอนแต่ก็ยอมรับว่ามันรุนแรงและเร่าร้อนกว่าปกติมากความรู้สึกแปลกประหลาดนี้ทำให้พวกเขาเริ่มใคร่ครวญวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดทีละเล็กทีละน้อย
อี้หานเฟิงขยับตัวลุกขึ้นนั่งช้าๆความรู้สึกเหนื่อยล้าทางกายผสมกับความสับสนทางใจยังคงอยู่ "เมื่อคืน...มัน... แปลกไป" เขาพึมพำเสียงแผ่ว
อี้จงเหวินพยักหน้าสีหน้าเคร่งเครียด "ใช่... ราวกับมีบางสิ่งมาเร่งเร้าให้พวกเรา...เกินขอบเขตไปมาก" เขาก้มลงมองฮวาเสี่ยวซีที่หลับใหล แล้วหันไปสบตากับอี้เฟยหลง
อี้เฟยหลงขมวดคิ้วมุ่นความทรงจำในฝันร้ายยังคงหลอกหลอน แต่เมื่อเทียบกับความจริงแล้วเขากลับรู้สึกว่าความรุนแรงในฝันนั้นเป็นภาพสะท้อนของความรู้สึกดิบเถื่อนที่ถูกปลุกขึ้นมาเมื่อคืนนี้"ไม่ใช่แค่ความรู้สึก... มันเหมือนมีพลังงานบางอย่างที่...ควบคุมพวกเราทางอ้อม"
พวกเขาทั้งสามต่างจมดิ่งอยู่ในห้วงความคิดทบทวนทุกเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น...การเริ่มต้นของความปรารถนาที่พุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ...การไม่สามารถหยุดยั้งตัวเองได้... ความหิวโหยที่แม้แต่อาหารก็ไม่อาจเติมเต็ม...และความรุนแรงที่เกิดขึ้นในการร่วมรัก
แล้วความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาพร้อมกันในใจของพวกเขาราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางความมืดมิด
"ไป๋หลิง!"
ชื่อนั้นหลุดออกมาจากปากของพวกเขาพร้อมกันอย่างมิได้นัดหมายใช่แล้ว! มีเพียงไป๋หลิง เท่านั้นที่สามารถทำสิ่งเหนือธรรมชาติเช่นนี้ได้ ไอ้ชั่วช้าต้องเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังค่ำคืนแห่งความบ้าคลั่งนี้อย่างแน่นอน!