ตอนที่ 47เริ่มงานประลอง
หลังจากกลับมาถึงที่พักพวกมันก็ต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อนที่ห้องของตัวเองตกเย็นซูเฉินและอาจารย์ป้าก็มาพูดคุยนัดแนะกับพวกมัน คอยย้ำพวกมันอย่าได้ก่อเรื่อง
เจียงหวู่เฉินใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์สูงสุดมันใช้เวลาแทบทั้งหมดอยู่ในห้องฝึกตน เสี่ยวไป๋น้อยย่อมไม่ยินดีนักแต่นางทำได้แค่มาเป็นคู่มือให้พี่ชายเป็นบางครั้งอย่างน้อยไม่ได้เล่นซนแต่ก็ยังได้อยู่ร่วมกับพี่ชาย
พวกมันฝึกซ้อมกระบวนท่าฝ่ามือประทับไผ่แบบไม่ใช้พลังยุทธ์เข้าสู้หวู่เฉินตะลึงที่เห็นน้องสาวของตนมีความก้าวหน้าถึงเพียงนี้เด็กหญิงน้อยบางทีสามารถดูแลตนเองได้แล้ว
เวลาผ่านไปจนถึงวันงานประลองแม้แต่วันจับคู่ประลองมันก็ไม่สนใจเสียเวลาไปดู มันไม่สนคู่แข่งจะเป็นใครมัน มันตั้งเป้าต้องเอาชนะให้ได้ทุกคน
มันเผลอหวนคิดไปถึงเหตุการน์หวาบหวานข้างทะเลสาบภาพศิษย์พี่หญิงที่งดงามกำลังยิ้มมาที่มันมันส่ายหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไปมันทำเพื่อชื่อเสียงของสำนักต่างหาก!
วันงานประลอง ภายในลานกว้างกลางเมืองฮกหยงตอนนี้คล่าครึ้มไปด้วยผู้คนหลายแสนพวกชาวยุทธ์มากมายที่เดินทางมาเพื่อเป็นสักขีพยานในการกำเนิดสุดยอดอัจฉริยะแห่ทศวรรษ
ที่ใจกลางมีเหล่ารุ่นเยาวน์เกือบ2000คนต่างรวมตัวยืนเข้าแถวกันตามพรรคและสำนักที่หัวแถวของแต่ละแถวมีเด็กรับใช้ยืนถือธงสัญลักษณ์ประจำพรรคนั้นๆไว้
กวาดตามองรอบด้านผู้ที่มารวมตัวในวันนี้กลับไม่มีคนจากสำนักชั้นโทและชั้นเอกเลยแม้แต่คนเดียว เพราะรอบนี้เป็นรอบการประลองเวทีบาดาลจำนวนผู้ประลองรอบแรกนั้นมากเกินไปจึงต้องมาจัดการประลองที่ตัวเมืองฮกหยงถ้าอยากอยากขึ้นเขาไปเยือนสำนักเอกะมรรคายังต้องฝ่าฟันเข้ารอบเวทีพสุธาเป็นอย่างน้อย
แถวของสำนักไผ่เขียวนั้นหน้าสุดเป็นซูตันหยินตามมาเป็นเจียงหวู่เฉิน เสี่ยวไป๋ และซูเฟิง เสี่ยวไป๋ดูท่าทางตื่นเต้นยินดีหันซ้ายมองขวาด้วยความตื่นเต้น
แถวข้างๆพวกมันย่อมเป็นแถวของสำนักตระกูลถังถังเการุ่ยและถังห่าวต่างส่งสายตาคุกคามมาที่พวกมัน
“อย่าชิงตกรอบไป่ก่อนล่ะ” ถังเการุ่ยพูดท้าทายซูตันหยินนางเพียงเค้นเสียงไม่อยากเสวนากับอีกฝ่ายให้มากความ
ถังห่าวจ้องหวู่เฉินดุจจะกลืนกิน “เจ้าคนไร้ค่า อย่ากลัวจนชิงตกรอบไปก่อนล่ะ”
เจียงหวู่เฉินไม่สนใจหลับตาไว้เร่งเร้าสมาธิหลังจากนั้นมีตัวแทนสำนักเอกะมรรคาขึ้นกล่าวเปิดงานพร่ำบรรยายประวัติงานประลองอันทรงเกียรติหลังจากกล่าวจบก็ประกาศเริ่มงานประลองยุทธ์รุ่นเยาวน์เสียงเหล่าผู้ชมโห่ร้องก้องกังวาน ทำให้เหล่าผู้เข้าแข่งที่ได้ยิน ต่างเต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ขึ้นมา
การแข่งขันเวทีบาดาลนั้นแบ่งออกเป็น4รอบผู้ที่ชนะติดต่อกัน4รอบจะได้สิทธิ์ในการเข้าสู่รอบเวทีพสุธาผู้เข้าแข่งรอบแรกนั้นมีมากการแข่งขันนัดแรกจะต้องแยกกระจายไปตามเวทีต่างๆที่จัดไว้ถึง16เวที กินเวลา3วันถึงจะผ่านพ้นนัดแรก
การแข่งขันรอบเวทีบาดาลในวันแรกมีเพียงเจียงหวู่เฉินเข้าแข่ง เสี่ยวไป๋และซูเฟิงมีแข่งวันที่สองศิษย์พี่หญิงแข่งวันที่สามทำให้รอบการประลองของเด็กหนุ่มเหล่าบรรดาศิษย์สำนักไผ่เขียวต่างมาชมได้
ในเวทีหมายเลข7 มีผู้ชมลุมร้อมเฝ้าชม เจียงหวู่เฉินยืนรอข้างเวทีพิธีกรประจำสนามที่ 7 อธิบายกฎกติกาข้อห้ามก่อนจะเรียนเชิญนักสู้ในคู่แรกขึ้นประลองคู่แรกประจำเวทีที่เจ็ดเป็นคนของพรรคระดับจัตวา สู้กับคนไร้สังกัดสุดท้ายเป็นคนพรรคจัตวาสามารถกำชัยได้ในเวลาไม่นาน
การต่อสู้ดำเนินมา5คู่พิธีกรบนสนามจึงเรียงเจียงหวู่เฉินและคู่ต่อสู้ขึ้นเวที เจียงหวู่เฉินแต่งกายด้วยชุดเขียวประจำสำนักที่ตัวไม่ได้นำอาวุธใดขึ้นสู้ เจียงหวู่เฉินจ้องมองไปที่คู่ต่อสู้คนมัน
เหมือนสวรรค์สร้างกลับเป็นชายที่ปากดีกับพวกมันในวันนั้นเป็นศิษย์สำนักอินทรีย์ฟ้าคนนั้นเอง มันมองมาที่หวู่เฉินพลางยิ้มอย่างมั่นใจ ตามกฎการประลองผู้เข้าแข่งจะประกาศชื่อตนและชื่อสำนักสองมือคารวะเป็นการให้เกียรติคู่ต่อสู้
แต่ชายชุดฟ้าตรงหน้ากับประกาศนามออกมาอย่างหยิ่งผยองไม่ได้ยกมือผสานคารวะหวู่เฉินเหมือนไม่เห็นมันในสายตาเจียงหวู่เฉินเห็นดังนั้นในเมื่ออีกฝ่ายไม่ให้เกียรติมันย่อมไม่ได้การคารวะจากมันเหมือนกัน
“ลู่ซ่งสำนักอินทรีย์ฟ้า”
“เจียงหวู่เฉินสำนักไผ่เขียว”
ผู้ชมต่างตื่นเต้นปกติแล้วในการแข่งขันในวันแรกยากที่จะได้เห็นศิษย์สำนักชั้นตรีปะมือกันพวกมันต่างโห่ร้องออกมา เพราะคาดหวังจะได้เห็นการประลองที่ดี อย่างสูสีเท่าเทียม
ที่ด้านล่างเวทีเสี่ยวไป๋น้อยตะโกนเชียร์พี่ชายจนออกนอกหน้าซูเฟิงแค่เค้นเสียงออกมาเบาๆ จุ้ยกานสงสีหน้าขมวดคิ้วมุ่นเต็มไปด้วยความกังวนคู่ต่อสู้กับเป็นคนสำนักอินทรีย์ฟ้าชั่งบังเอิญเสียนี้กะไร
บนเวทีลู่ซ่งหัวเราะเสียงเย็น “อ่า รอบแรกดันเจอสว่ะจากสำนักหลังเขา เหมือนข้าจับฉลากได้ชนะฟรีเลยช่างโชคดีจริงๆ ฮ่าฮ่าฮ่า”
เด็กหนุ่มไม่สนใจ หลังจากพิธีกรให้สัญญานเริ่มประลองเจียงหวู่เฉินก็พุ่งเข้าหาคู่ต่อสู้ตรงๆจากด้านหน้า อีกฝ่ายยิ้มเยาะมันเป็นยอดอัจฉริยะของสำนักอินทรีย์ฟ้าตอนนี้อายุ15ปีอยู่ขอบเขตจุดสูงสุดของขอบเขตบำเพ็ญกายขั้นต้น
ถึงแม้ตัวแทนคนอื่นของสำนักอินทรีย์ฟ้าจะมีขอบเขตสูงกว่ามันเนื่องด้วยอายุแต่ในด้านพรสวรรค์มันไม่เป็นรองใครในสำนัก ต้องโทษที่งานแข่งกับจัดเร็วไปหลายปีถ้าจัดแข่งตอนมันอายุ20มันน่าจะอยู่ขอบเขตบำเพ็ญกายระดับสูงสุดแล้วมีโอกาสอย่างมากที่จะผ่านเข้าสู้รอบเวทีพสุธา
ที่เมืองชุนหนิวนั้นสำนักไผ่เขียวนั้นมีชื่อเสียงน่ายกย่องเพราะชื่อเสียงของซูเทียนที่เป็นระดับปรมาจารย์รวมทั้งแนวทางของสำนักที่เน้นทำความดีพดุงคุณธรรม ทำให้ชาวเมืองให้ความเคารพยกย่อง
แต่ถ้าเทียบกับสายตาคนนอกกับไม่เห็นสำนักไผ่เขียวในสายตา ในสำนักชั้นตรียังถูกจัดให้อยู่อันดับท้ายๆดูจากจำนวนศิษย์ที่น้อยอย่างน่าใจหาย สามารถบ่งบอกถึงชื่อเสียงได้ระดับนึง
สำนักอินทรีย์ฟ้านั้นถูกจัดให้อยู่อันดับต้นๆของชั้นตรี ในฐานะยอดอัจฉริยะประจำสำนักลู่ซ่งนั้นเต็มไปด้วยความมั่นใจ
เจียงหวู่เฉินออกฝ่ามือง่ายๆ พุ่งเข้าหามันลู่ซ่งออกฝ่ามือต้านรับ ทันใดนั้นสภาวะฝ่ามือของหวู่เฉินก็แปรเปลี่ยนทิศทาง พลิ้วไหวหลบฝ่ามือของลู่ซ่งไป
ลู่ซ่งขมวดคิ้วอย่างแปลกใจอีกฝ่ายก็ดูมีลูกเล่นไม่ถึงขนาดกับไร้ฝีมือ? มันยื่นฝ่ามืออีกข้างตะปบรับแต่ทันใดนั้นกลับคว้าได้เพียงแค่เงาของเจียงหวู่เฉิน
หวู่เฉินหายไปจากสายตามันเพียงเสี้ยววินาทีก็มาปรากฏตรงหน้ามันฝ่ามือของเด็กหนุ่มตวัดวาดด้วยท่วงท่าสามัณ ฟาดตบไปที่แก้มขวาของลู่ซ่งดังสนั่นการโจมตีแม้รุนแรงแต่ในขอบเขตบำเพ็ญกายยังไม่สามารถสร้างความบาดเจ็บได้มากนัก
เพียงแต่ทำให้มันแสบร้อนไปทั่วแก้มเกิดรอยแดงรูปฝ่ามือประดับแก้มมัน ถ้าการโจมตีนี้ไม่ใช่การตบหน้าปกติแต่เป็นกระบวนท่าที่ลงมือรุนแรงกว่านี้ ลู่ซ่งอาจจะได้รับบาดเจ็บหนักไปแล้ว
ลู่ซ่งตาเบิกกว้างเหมือนไม่เชื่อสายตาความเจ็บปวดบนใบหน้าไม่อาจนับว่าเป็นอะไรแต่มันรู้สึกอับอายที่ถูกตบหน้ากลางเวทีประลอง