ลมผัดแ่เบาต้องกับใบไม้เหลือง ใบไม้ลู่ลงตามแรงลมแต่แล้วต้านทานแรงลมไม่ไหวถูกปลิดปลงลงมา ค่อยๆร่วงหล่นสู่พื้นราวกับว่ากาลเวลาไหลช้าลง
จางหยุนกลับมิได้สนใจว่าใบไม้จะหล่นร่วงกี่มากน้อย ไม่สนใจกระทั่งว่าใบไม้ร่วงหรือไม่ คนกลับตกอยู่ในห้วงภวังค์ความคิด ชักนำปรานในร่างสู่จุดชีพจรต่างๆหมุนวนในร่างเพื่อสะสม และขยายเส้นปรานอย่างช้าๆพร้อมทั้งยังรวมสมาธิเพื่อััเข้าสู่ขีดขั้นบ่มเพาะจิต เนื่องจากเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องของมันต่างบรรลุถึงขั้นบ่มเพาะจิตกันหมดแล้ว
สืบเนื่องจากการที่ปรานในกายมันไม่มีธาตุ ซึ่งปกติการฝึกจิตจะรวบรวมสมาธิค่อยๆศึกษาลักษณะของธาตุนั้นๆทำให้บ่มเพาะจิตได้ดียิ่งขึ้น เพราะปรานไร้ธาตุของมันทำให้ไม่มีจุดรวมจิตมันจึงต้องใช้ความมานะพยายามมากกว่าผู้อื่นหลายเท่าในการบรรลุถึงขั้นรวบรวมจิตและด้วยความไม่ย่อท้อของมัน ในขณะนี้มันบรรลุถึงขีดขั้นบ่มเพาะจิตเรียบร้อยแล้ว
หลังจากบรรลุถึงขั้นบ่มเพาะจิตปรานธาตุของผู้ฝึกยุทธจะเป็รูปเป็ร่างมากขึ้น สามารถฝึกเคล็ดวิชาต่างๆที่ต้องใช้ธาตุเฉพาะ การใช้พลังปรานจะแฝงไปด้วยพลังธาตุ อย่างหวังเอ้อเหมาหลังจากบรรลุถึงขั้นบ่มเพาะจิตยามปล่อยหมัดออก หมัดกลับคล้ายก้อนหินก้อนนึง
แต่กับจางหยุนยังคงเป็เพราะปรานไร้ธาตุของมัน นอกจากจิตที่แข็งแกร่งขึ้นแล้วมันกลับไม่มีความต่างใดๆเลยจากการบรรลุขุมพลังครั้งนี้ มันยังจมอยู่ในห้วงความคิดนึกถึงคำบอกเล่าของอาจารย์ว่ามีชนชั้นปรมาจารย์ท่านนึงกลับไม่ใช้พลังธาตุ เพียงใช้กระบี่เล่มเดียวสร้างชื่อยิ่งใหญ่เกริกไกรไปทั่วแผ่นดิน มันได้แต่คิดว่าทำอย่างไรถึงจะไปถึงขีดขั้นนั้นได้
แต่หลังจากคิดทบทวนดูกลับรู้สึกน่าหัวร่อนักเราเพียงอยู่ในขั้นเริ่มต้นกลับเพ้อฝันถึงขั้นปรมาจารณ์ที่ทั้งแผ่นดินมีเพียงนับนิ้วมือข้างเดียวได้ หลังจากคิดได้เช่นนั้นจางหยุนกลับไม่ท้อแท้มุมานะฝึกฝนต่อไป หลังจากปรับเสถียรภาพพลังแล้วจางหยุนได้เดินทางไปขอคำชี้แนะจากอาจารย์ แต่กลับเจอเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้อง แห่แหนกันมาร่วมแสดงความยินดี
เนื่องจากการบรรลุระดับบ่มเพาะจิตของจางหยุนนั่นมิได้เป็คนแรก เฉกเช่น อวี๋เฟิง แต่กลับเป็คนสุดท้ายของเหล่าพี่น้อง ความตื่นเต้นยินดีของทุกผู้คนจึงมิได้รุนแรงเท่าใดนัก มีความความยินกีเล็กๆน้อยๆ เพราะการบรรลุระดับขั้นของจากหยุนนั้นอยู่ในการคาดการณ์ของทุกผู้คนอยู่แล้ว
"ยินดีด้วยน้องสาม ในที่สุดเ้าก็บรรลุขั้นบ่มเพาะจิตได้" หวังเอ้อเหมากล่าวว่าจายินดีเป็คนแรก ในบรรดาพี่น้อง มันสนิทสนมกับจางหยุนที่สุด
"ยินดีด้วยพี่สาม ไม่ทราบว่าหลังจากบรรลุขั้นบ่มเพาะจิต ลมปรานของท่านมีธาตุขึ้นมาแล้วหรือไม่" ด้วยความตื่นเต้นดีใจมันจึงกล่าววาจาเหล่านี้ออกไป ด้วยคาดหวังถึงการก้าวหน้าของจางหยุน
"ยังคงไม่มีธาตุอันใด" จางหยุนกล่าววาจาเรียบง่าย มันถึงกับไม่ได้คิดมากอันใด ผลลัพธ์เช่นนี้ย่อมอยู่ในการคาดการณ์ของมันอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าตัวมันจะแอบหวังอยู่เล็กๆก็เถอะ
"ไม่มีธาตุก็ไม่เห็นเป็อันใด ข้าเชื่อความด้วยศักยภาพของเ้า ย่อมสร้างหนทางของตนเองขึ้นมาเส้นหนึ่ง"อวี๋เฟิงกล่าววาจาให้กำลังใจจางหยุน เพราะตัวมันกลับเชื่อมั่นในตัวจางหยุนมากกว่าตัวมันเองเสียอีก
ตลอดระยะเวลาที่จางหยุนเข้ามาเรียนรู้กับอาจารย์ ไม่ว่าท่านผู้เฒ่าจะสอนสิ่งใด จางหยุนคล้ายกับสามารถเรียนรู้ได้ทุกเื่ราว ไม่ว่าจะเป็การคำนวน ความรู้พื้นฐานทั่วไป หรือแม้แต่การฝึกยุทธ์ มันกลับเรียนรู้ได้เพียงจากการสอนเพียงรอบเดียวอีกทั้งยังมีความจำเป็เลิศ ความมานะบากบั่นของมัน มันจึงเชื่อมั่นในตัวศิษย์น้องผู้นี้เป็อย่างยิ่ง
เมื่อได้ยินอวี๋เฟิงกล่าวให้กำลังใจ มันก็เกิดความตื่นตันขึ้น ไม่คิดว่าศิษย์พี่จะเชื่อมั่นในตัวมันถึงเพียงนี้
"ขอบคุณศิษย์พี่ ที่ให้กำลังใจ ข้าจะไม่ทำให้ศิษย์พี่ต้องผิดหวัง" เมื่อได้รับแสดงความยินดีจากทุกผู้คนเสร็จแล้ว จางหยุนจึงขอตัวเข้าไปรับการชี้แนะจากอาจารย์ต่อ
หลังจากเข้าพบหลินเฟยแล้ว จางหยุนก็บอกเล่า่เวลาที่ทำการบรรลุระดับบ่มเพาะจิตออกไป โดยเฉพาะตอนที่บรรลุระดับบ่มเพาะจิตแล้วกลับไม่มีความแตกต่างอันใดกับปกติ นอกเหนือจากพลังจิตที่เพิ่มมากขึ้น
หลังจากฟังคำบอกของจางหยุน หลินเฟยขบคิดเพียงชั่วครู่พลันกล่าวว่า "มรรคาแห่งยุทธ์หาได้มีเพียงพลังธาตุ เหล่าหลวงจีนนิกายพุธกลับมิได้ฝึกลมปรานธาตุเฉกเช่นพวกเรา หากแต่ใช้พลังอภิญญาที่เต็มไปด้วยอภินิหาร ความร้ายกาจหาด้อยกว่าพวกเราไม่"
"ค่อยๆก้าวไปอย่างมั่นคง ค้นหาแนวทางของเ้าเถอะ ในส่วนที่เราแนะนำเ้าได้ยังคงเป็เพลงกระบี่มายาจันทราอันเป็วิชาที่เราถนัดที่สุด แต่หากไม่ถึงคราจำเป็ยังคงอย่าได้ใช้ออก"
เนื่องจากศัตรูที่ตามล่ามันในครั้งอดีตมีเื้ัที่ใหญ่โตเกินไป เพลงกระบี่มายาจันทรากับเป็วิชาสร้างชื่อของมัน หากพวกมันใช้ออกแล้วมีคนจำได้เื่ไปถึงหูสำนักเทียนหวาง สิ่งที่รอพวกมันอยู่คงเป็เภทภัยมากกว่าวาสนา
ในส่วนของจางหยุน หลินเฟยถ่ายทอดเพลงกระบี่มายาจันทราจนหมดสิ้น จางหยุนก็เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว แต่กับวิชาตัวเบาเงาวายุยังคงเป็เพราะปรานไร้ธาตุของมันถึงแม้จางหยุนจะทำความเข้าใจได้ แต่เวลาใช้ออกมีอานุภาพเพียงน้อยนิด หลินเฟยก็ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย ตอบคำถามที่จางหยุนสงสัยจนหมดสิ้น ยิ่งมันใฝ่รู้ เรียนรู้เร็วเท่าใด กับหลินเฟยยิ่งรักใคร่ศิษย์ผู้นี้มากขึ้นเท่านั้น
เนื่องเพราะว่ามันเห็นเงาของคนผู้หนึ่งทาบทับลงมาที่จางหยุน คนผู้นั้นเป็บุคคลที่มันเทิดทูนบูชา เป็บุคคลที่มันเคารพรัก ความชาญฉลาดของมัน ความใฝ่รู้ของมัน ช่างละม้ายคล้ายคลึงยิ่งนัก เวลาที่มันจดจ่อกับการเรียนรู้ หลินเฟยกับคล้ายกลับไปอยู่ใน่วันเวลานั้นอีกครั้ง วันเวลาที่มันรับใช้หลินชางอวี้ นายเหนือยอดอัจฉริยะของมัน
ครั้งนี้มันจึงเลือกที่จะใช้เวลากับจางหยุนอย่างยาวนาน มันอยากสอนสั่งจางหยุนให้มากกว่านี้ เฝ้าดูมันเติบใหญ่ สร้างความตื่นตะลึงให้แก่ผู้คนดุจเดียวกับนายน้อยของมัน แต่มันทราบดีว่านี่จะเป็ครั้งสุดท้ายแล้วเนื่องเพราะมันััได้ถึงกลุ่มคนที่เคลื่อนที่ใกล้เข้ามา มันจึงสั่งให้จางหยุนเรียกอวี๋เฟิงเข้ามาพบ
"นำบันทึกเล่มนี้กลับสู่ตระกูลหลินเมืองกุ้ยหลิน แคว้นฮั่น จงหาสำนักที่เหมาะกับพวกเ้าเข้าร่วมเถอะ หลังจากพวกเ้าออกจากห้องนี้ไปจงอย่าได้กลับมาที่นี่อีกอย่าคิดล้างแค้น จงมีชีวิตอยู่ต่อไป"
ดั่งอัสนีบาตฟาดลงมาโดยไม่มีเค้าลางล่วงหน้า หลังจากทั้งสองได้ยินคำกล่าวจากอาจารย์พลันก้มหน้า ตัวสั่นสะท้านน้ำตาไหลอาบหน้าไม่อาจเอื้อนเอ่ยวาจาใดๆออกมาได้
"จางหยุน หากเ้าไม่พบหนทางขึ้นมาจริงๆ จงลองศึกษาวิชาฝีมือแนวทางพุทธ ด้วยสติปัญญาของเ้าต่อให้เริ่มฝึกใหม่ ก็ต้องรวดเร็วกว่าคนทั่วไปแน่นอน"คำสุดท้ายที่หลินเฟยกล่าวยังคงเป็ห่วงจางหยุนมิเสื่อมคลาย
"พวกเ้าทั้งสอง ไปเถอะ..."
เวลาผ่านไปชั่วครู่แต่กลับรู้สึกราวกับนานปี อวี๋เฟิงปาดเช็ดน้ำตากล่าวรับคำอาจารย์ โขกหัวคำนับพร้อมๆกับจางหยุนจนหน้าผากปริแตกโลหิตหลั่งไหล เสร็จแล้วพลันลุกขึ้นหันหลังออกจากห้องร้องเรียกหวังเอ้อเหมากับเฉินคุนบอกกล่าวไปกี่คำก็พากันพุ่งทะยานจากไป
"ที่ต้องไปก็ไปแล้ว ที่ต้องมาก็มาเถอะ"หลังจากหลิยเฟยเอ่ยวาจาแ่เบาก็ปรากฎกลุ่มคนโอบล้อมในมือกระชับอาวุธพร้อมใช้งานทุกเมื่อ พร้อมทั้งมีเสียงโต้ตอบกลับมา
"จากกันมานาน พี่หลินสบายดีหรือไม่" เป็หัวหน้าขบวนผู้ที่ไล่ล่ามันในค่ำคืนนั้นนั่นเอง เป็มันผู้นั่นที่ตัดขาทั้งสองข้างของมันไป