นางร้ายสายลุย (มีeBook 6 เล่ม+ตอนพิเศษในเล่ม)

    ตอนที่ 105 สมาชิกองค์กรชั่วร้าย

    ตอนที่105 สมาชิกองค์กรชั่วร้าย


    คำพูดเตือนที่จริงใจและห่วงใยตนเองทำให้ซูเวยรู้สึกพึงพอใจ เธอตอบกลับครูฉงตามจริงว่า “ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกค่ะครูฉงหนูจะดูแลตัวเองให้ดี รับรองว่าจะคว้าชัยชนะมาให้ได้”


    ซูเวยตอบกลับครูฉงโดยจงใจใช้เสียงดังเพื่อพูดโอ้อวดตนเองเนื่องจากเธอเหลือบมองเห็นเด็กนักเรียนชายคนหนึ่งที่อายุน่าจะเท่าๆกับหวางเจี้ยนหัวเขามาพร้อมกับครูประจำโรงเรียนที่มีท่าทางดุดันเคร่งขรึม สิ่งสำคัญที่ซูเวยมองเห็นจากร่างกายของเขา


    นั่นคือรอยสักที่ต้นคอเป็นรูปดาว เพราะนั่นคือสัญลักษณ์ของการเป็นสมาชิกขององค์กรชั่วร้ายทำให้ซูเวยรู้สึกแปลกใจจึงเรียกความสนใจจากเขาเพื่อตามหาความจริงที่เขาเข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์กรชั่วร้ายนั้น


    กุ้ยอี้เฟิง หันหน้าไปมองต้นเสียงที่เย่อหยิ่งและท้าทายความรู้สึกของผู้คนในจุดลงทะเบียนเป็นอย่างมากทุกคนล้วนหันหน้าไปมองซูเวยเป็นจุดเดียวด้วยความรู้สึกหลากหลาย มีทั้งแปลกใจหมั่นไส้ โมโห ตื่นเต้น และท้าทาย ทำให้บรรยากาศในบริเวณจุดลงทะเบียนเริ่มร้อนแรงขึ้น


    ครูฉงรู้สึกสงสัยที่จู่ๆซูเวยโพล่งคำพูดเชิงโอ้อวดและจองหองออกมาทำให้เขาสับสนกับพฤติกรรมของลูกศิษย์คนนี้ยิ่งนัก พอลงทะเบียนเสร็จเรียบร้อยเขาจึงจับจูงมือซูเวยออกจากสถานที่ร้อนแรงนั้นทันที


    พอทั้งสองคนพ้นจากพื้นที่ลงทะเบียนแล้วเขาสอบถามซูเวยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดจริงจังว่า “ซูเวยเป็นอะไร? ทำไมเธอพูดท้าทายคนแบบนั้นมันจะเป็นการสร้างศัตรูโดยไม่รู้ตัวเข้าให้นะ”


    “ไม่เป็นไรหรอกค่ะครูฉงหนูดูแลตัวเองได้ หนูจะเข้าที่พักแล้วนะคะ ไว้พรุ่งนี้เช้าครูฉงค่อยมาเชียร์หนูที่สนามแข่งขันก็แล้วกันค่ะ”ซูเวยยื่นมือไปรับกระเป๋าเป้จากมือครูฉงที่เขาถือไว้ให้เธอพลางไล่เขาให้กลับไป


    เนื่องจากเธอต้องการใช้เวลาในการตรวจสอบอะไรบางอย่างโดยเฉพาะเด็กชายที่น่าสงสัยคนนั้น เธอไม่คิดว่าสมาชิกองค์กรชั่วร้ายจะมีคนอายุน้อยเช่นนี้เป็นการกระตุ้นความสนใจของเธอให้สืบหาแหล่งข้อมูลส่วนตัวของเขาให้มากขึ้นทันที เพราะฉะนั้นเธอจึงไม่ต้องการให้ครูฉงใช้เวลากับตนเองอีกต่อไป


    “ก็ได้ซูเวยดูแลตัวเองดีๆละ” ครูฉงลอบถอนหายใจที่พบว่าซูเวยดื้อดึงเกินกว่าที่เขาจะคาดคิดเขาจึงได้แต่กำชับให้ลูกศิษย์ระมัดระวังตัวเองเป็นอย่างดีซึ่งซูเวยก็พยักหน้ารับคำรัวๆ


    ..........


    พอครูฉงเดินมาส่งซูเวยที่หน้าหอพักแล้วเขาเดินกลับไปและหันหลังกลับมามองซูเวยเป็นระยะด้วยความกังวลและห่วงใย  ซูเวยจึงรีบเดินขึ้นห้องที่ตนเองพักอยู่ร่วมกับสมาชิกผู้เข้าแข่งขันคนอื่นจากทั่วประเทศทันที


    ซึ่งทางผู้จัดการแข่งขันจัดที่พักให้ห้องละ4 คน มีเตียงสองชั้นสองหลังที่ตั้งขนานกับผนังห้องสองด้าน ที่ว่างตรงกลางห้องเป็นโต๊ะกลางที่มีเก้าอี้ให้พร้อมสี่ตัวสำหรับการทำกิจกรรมร่วมกันหรือฝึกทักษะคอมพิวเตอร์นั่นเป็นเพราะว่ามีปลั๊กไฟบนโต๊ะให้พร้อมเสร็จสรรพ มีตู้เสื้อผ้าขนาดเล็กอยู่ปลายเตียงส่วนห้องน้ำและห้องสุขาอยู่ทางเข้าประตูห้อง บรรยากาศคล้ายโรงแรมสามดาวทั่วไป


    ซูเวยพบว่ายังไม่มีใครเข้ามาในห้องพักเธอจึงเลือกที่นอนชั้นบนเพื่อลดปัญหาความขัดแย้งกับเพื่อนร่วมห้องคนอื่นที่น่าจะมีอายุมากกว่าเธอปรากฏว่าความคิดของซูเวยถูกต้อง นั่นเป็นเพราะว่าหลังจากที่ซูเวยเข้ามาในห้องและจัดเสื้อผ้าเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยมีนักเรียนหญิงสามคนทยอยกันเดินเข้ามาในห้อง


    เพื่อนร่วมห้องของซูเวยทั้งสามคนมีอายุ17 ปี 15 ปี และ 14 ปีมีแค่ซูเวยเท่านั้นที่มีอายุน้อยที่สุดของผู้เข้าแข่งขันในปีนี้ นั่นคือ 10 ปีพอเพื่อนร่วมห้องของซูเวยเห็นเธอแล้ว ต่างพากันทักทายและถามไถ่ซูเวยด้วยความแปลกใจว่า


    “สวัสดี ฉันชื่อซุนจ้าวมี่ อายุ 17 ปี มาจากโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งเมืองหลวง” เด็กสาวอายุมากที่สุดกล่าวแนะนำตัวเองกับเพื่อนร่วมห้องอย่างเป็นมิตรพลางลอบสังเกตท่าทางของทุกคนเนื่องจากทุกคนคือคู่แข่งคนสำคัญของเธอเอง


    “สวัสดีฉันชื่อเสิ่นหนิงอวี่อายุ 15 ปี มาจากโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งเมืองเฉิง” เด็กสาวผมยาวรวบผมเป็นหางม้าใส่แว่นตาหนาเตอะท่าทางเหมือนเด็กเนิร์ดที่ไม่สนใจผู้คนเธอก้มหน้าจ้องมองสมาร์ตโฟนพร้อมกับกดปุ่มไปมาโดยไม่สนใจใครอีก


    “สวัสดีฉันชื่อโจวฟางหรูอายุ 14 ปี มาจากโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งเมืองจิน อันที่จริงฉันไม่อยากมาแข่งทักษะนี่เลยนะแต่ขัดขืนทางบ้านกับครูประจำวิชาไม่ได้ ดังนั้นอย่าสนใจฉันเลย” เด็กสาวผมสั้นท่าทางห้าวเล็กน้อยโบกมือพร้อมกับแนะนำตัวเองอย่างเกียจคร้านเธอระบุชัดเจนถึงความไม่ชอบของตนเอง สร้างความประหลาดใจให้กับเพื่อนร่วมห้องเป็นอย่างยิ่ง


    “สวัสดีค่ะฉันชื่อซูเวย อายุ 10 ปี มาจากโรงเรียนประถมมังกรเขียว เมืองหวง” ซูเวยทักทายพร้อมกับแนะนำตัวเองตอบกลับทุกคนตามมารยาทเรียกความสนใจจากทุกคนมากขึ้นที่เธอเข้าร่วมแข่งขันโดยมีอายุน้อยเช่นนี้


    ซุนจ้าวมี่สงสัยเรื่องของซูเวยและโจวฟางหรูที่ดูแปลกประหลาดในความรู้สึกของเธอแต่เธอเลือกถามสิ่งที่สงสัยกับโจวฟางหรูโดยตรงว่า “เอ๊!โจวฟางหรู หากเธอไม่ชอบทักษะคอมพิวเตอร์ แล้วเธอชอบหรือสนใจอะไรละ?”


    โจวฟางหรูตาเป็นประกายเมื่อเห็นว่ามีคนสนใจเรื่องราวส่วนตัวของเธอเองเธอเริ่มพล่ามยาวเหยียดอย่างกระตือรือร้นว่า


    “ความจริงแล้วฉันอยากไปเรียนวาดรูปและงานปั้นพวกงานประติมากรรมมากกว่าไอ้เรื่องคอมพิวเตอร์นี่แค่ฉันเล่นเกมส์เก่งและรู้เทคนิคนิดหน่อยเท่านั้นเองบังเอิญว่าฉันเรียนรู้ทางลัดได้เร็วก็เลยเอาชนะพวกนักเรียนทั้งหลายได้อย่างง่ายดายครูที่โรงเรียนก็เลยให้ฉันเป็นตัวแทนมาแข่งขันนี่แหละ ใจจริงฉันอยากมาเพราะอยากหาโอกาสไปพบปะกับประติมากรเก่งๆรู้ไหมว่าความฝันของฉันก็คือ สักวันฉันต้องเข้าร่วมเป็นสมาชิกถาวรของสมาคมศิลปกรรมแห่งชาติให้ได้ดังนั้นที่ฉันยอมมาร่วมแข่งขันเพราะอยากไปที่สมาคมนั่นมากกว่า หาโอกาสยากนักที่จะมาโดยทางโรงเรียนออกค่าใช้จ่ายให้แบบนี้”


    ข้อความยาวเหยียดที่โจวฟางหรูสื่อสารออกมาให้เพื่อนร่วมห้องรับรู้ทำให้แต่ละคนมีท่าทางเป็นมิตรกับโจวฟางหรูมากขึ้น นั่นเป็นเพราะว่าทัศนคติที่ชัดเจนของโจวฟางหรูทำให้บรรยากาศการแข่งขันลดลง


    ซูเวยรู้สึกทึ่งที่โจวฟางหรูสนใจศิลปะแขนงนี้ทำให้เธออยากเรียนรู้เช่นกัน เพราะถือว่าเป็นเรื่องใหม่ที่เธอยังไม่เคยได้เรียนรู้มาก่อนเนื่องจากบนดาวเอเอสนั้น หากต้องการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะใดๆแค่เขียนคำสั่งป้อนข้อมูลให้กับไอเดีย ปัญญาประดิษฐ์ประจำตัว มันก็สามารถรังสรรค์ผลงานออกมาได้ทันทีแตกต่างจากงานศิลปะบนโลกนี้ที่ต้องปรุงแต่งจากทักษะของตัวคนจริงๆมากกว่าการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือจัดการ


    ซุนจ้าวมี่ลอบพยักหน้าอย่างพอใจที่ตัดคู่แข่งไปได้อีกหนึ่งคนเธอหันหน้ามาสอบถามคู่แข่งตัวน้อยที่ไม่สามารถคาดเดาทักษะได้ว่าเก่งกาจมากน้อยเพียงใดว่า“แล้วน้องสาวซูเวยละ อยู่แค่ชั้นประถมปีสี่เอง จะเข้าร่วมแข่งขันกับพวกพี่ๆจริงหรือ?”


    คราวนี้เพื่อนร่วมห้องอีกสองคนที่เหลือต่างพากันจ้องมองซูเวยด้วยความสนใจแกมแปลกใจทุกคนรอฟังคำตอบจากซูเวยอย่างใจจดจ่อ


    ทำให้ซูเวยหัวเราะเบาๆอย่างเบิกบานใจที่มีคนสนใจตัวเองมากเช่นนี้เธอตอบกลับอย่างผ่อนคลายว่า “ฉันแค่มาลองดูเท่านั้นค่ะ แต่ถ้าบังเอิญว่าฉันเข้ารอบขึ้นมามันก็เป็นผลดีกับครอบครัวฉันนะคะ”


    คำตอบที่คาดเดาความรู้สึกที่แน่ชัดของซูเวยไม่ได้ทำให้แต่ละคนขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ ยกเว้นโจวฟางหรูที่แค่ยักไหล่อย่างไม่สนใจจากนั้นเธอเดินไปเลือกที่นอนสำหรับตนเองแล้วหยิบสมาร์ตโฟนออกมานั่งเหยียดขาเล่นเกมส์บนเตียงนอนโดยไม่สนใจใครอีก


    เสิ่นหนิงอวี่หยิบแล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ออกมานั่งฝึกฝนอยู่บนโต๊ะกลางห้องอย่างตั้งใจส่วนซุนจ้าวมี่เห็นว่าแต่ละคนแยกย้ายไปทำภารกิจของตัวเองทำให้เธอหยิบแล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ออกมาฝึกฝนบ้าง


    คงเหลือแค่ซูเวยคนเดียวที่ใช้ทักษะดวงตาสวรรค์สำรวจอาคารใกล้เคียงที่เป็นหอพักสำหรับนักเรียนชายเป็นห้องพักที่ไม่ได้สะดวกสบายเหมือนกับนักเรียนหญิงเนื่องจากแต่ละห้องนอนนั้นมีเตียงทั้งหมดห้าหลังสองชั้นรวมแต่ละห้องที่มีนักเรียนนอนรวมกันคือสิบคน


    กล่าวโดยสรุปคือมีนักเรียนชายเข้าร่วมแข่งขันมากถึง180 คน ในขณะที่นักเรียนหญิงมีแค่ 20 คนดังนั้นการจัดสภาพแวดล้อมที่พักสำหรับนักเรียนจึงแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด


    ..........


    ซูเวยเห็นว่าไม่มีใครสนใจตัวเองแล้วซึ่งตรงตามความต้องการของเธอพอดี เพราะเธอต้องการไปตรวจสอบเด็กชายที่มีรอยสักรูปดาวบนต้นคอเพื่อตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเป็นสมาชิกองค์กรชั่วร้ายจริงหรือไม่เธอไม่ต้องการตัดสินเขาในทันทีเพราะมีหลายอย่างที่ขัดแย้งกันระหว่างพฤติกรรมของสมาชิกองค์กรชั่วร้ายกับเด็กหนุ่มคนนั้น


    เวลานี้ซูเวยเหินตัวลอยขึ้นไปอยู่บนดาดฟ้าของอาคารที่พักนักเรียนชายโดยเธอเลือกจุดที่ปลอดสายตาผู้คนและอุปกรณ์เฝ้าระวังความปลอดภัยทั้งหลาย แล้วเหินตัวบินขึ้นไปลงจอดบนดาดฟ้าที่เป็นอาคารสูงห้าชั้นใต้ถุนโล่งชั้นล่างมีแค่บันไดและลิฟต์สำหรับให้นักเรียนขึ้นมาชั้นบน พร้อมกับมีตู้น้ำดื่มร้อน-เย็นบริการสำหรับนักเรียนและผู้คนทั่วไป


    เธอพบตำแหน่งของนักเรียนต้องสงสัยที่เขาพักอยู่บนชั้นสูงสุดคือชั้นห้าห้องริมสุดทางทิศเหนือ เธอไม่ต้องการรอให้ถึงเวลากลางคืนก่อน เพราะความอยากรู้ที่มีมากเกินจนทำให้เธอเลือกที่จะพิสูจน์ความจริงในตอนนี้ทันที


    ซูเวยเหินตัวลอยกลางอากาศพลางจ้องมองเข้าไปในห้องพักที่เวลานี้มีนักเรียนเข้ามาครบทั้งหมดจำนวนสิบคนเธอส่งพลังปราณของตนเองพุ่งเข้าไปกระแทกจุดชีพจรทุกคน เพื่อทำให้นักเรียนทั้งหลายหมดสติด้วยการกดจุดหลับผ่านพลังปราณไปพร้อมๆกัน


    “ตุบ! ตุบ! ตุบ! ตุบ! ตุบ! ตุบ!”มีนักเรียนหกคนที่กำลังยืนพูดคุยกันอยู่ ต่างพากันหมดสติและล้มลงกับพื้นทันใด ส่วนนักเรียนชายอีกสี่คนที่นอนเล่นเกมส์อยู่บนเตียงอยู่แล้วนั้นพวกเขาแค่ล้มฟุบกับเตียงหมดสติไป


    ซูเวยพุ่งตัวเข้าไปทางประตูหลังห้องที่เปิดค้างไว้ทันทีพร้อมกับส่งพลังปราณเข้าไปล็อกประตูห้องทางด้านหน้าเธอไม่ต้องการให้มีใครเข้ามาขัดจังหวะการตรวจสอบหาความจริงของตนเอง


    เธอเดินตรงไปที่เตียงด้านติดประตูห้องทางเข้าชั้นล่างเป็นร่างของกุ้ยอี้เฟิงที่นอนหมดสติโดยมีแล็ปท็อปคอมพิวเตอร์วางอยู่บนตักของเขาและเปิดค้างไว้อยู่เธอเหลือบมองบนหน้าจอแล็ปท็อปแล้วไม่พบความผิดปกติใดจึงทำการตรวจสอบรอยสักของเขาอย่างใกล้ชิดแทน


    ทันใดนั้นซูเวยอุทานด้วยความตื่นตกใจพร้อมกับลูบคลำต้นคอซึ่งเป็นส่วนของก้านสมองที่เป็นอวัยวะสำคัญของร่างกายด้วยความรู้สึกทั้งโกรธแค้นและชิงชัง“บัดซบ! นี่เขาถูกฝังชิปไว้หรือนี่?”


    นั่นเป็นเพราะว่าซูเวยตรวจพบชิปขนาดเล็กที่ฝังอยู่ชิดติดกับก้านสมองซึ่งชิปนั้นเธอมั่นใจอย่างแน่นอนว่าสามารถควบคุมความรู้สึกและการกระทำของเด็กหนุ่มคนนี้ได้อย่างแน่นอนแต่ทว่าเธอไม่มั่นใจว่าเขาถูกฝังไว้เพื่อให้กระทำการใดกันแน่หรือแม้แต่ตัวเขานั้นล่วงรู้หรือไม่ว่าตนเองถูกชิปฝังไว้กับตัวเช่นนี้


    “หากเป็นเมื่อก่อนฉันคงคิดหนักว่าจะทำยังไงดีโชคดีที่ฉันก้าวมาถึงขอบเขตแกนเสมือนแล้ว ฉันจะหยุดการทำงานของชิปไว้ก่อนชั่วคราวหวังว่าเขาจะสามารถให้ข้อมูลสำคัญกับฉันได้” ซูเวยพึมพำกับตัวเองอย่างคาดหวังเธอต้องการสอบถามเขาโดยตรงดีกว่าคาดเดาเองซึ่งผลลัพธ์อาจไม่เป็นไปตามที่คาดหมายไว้


    จากนั้นซูเวยใช้พลังปราณจากฝ่ามือน้อยตนเองประกบเข้าที่ต้นคอเขาเพื่อระงับการทำงานชั่วคราวเธอไม่ต้องการทำลายชิปทันที เนื่องจากจุดที่ฝังชิปนั้นอันตรายต่อสมองมากเกินไป หากจำเป็นต้องเอาชิปออกอาจจะต้องผ่าตัดโดยศัลยแพทย์ที่เชี่ยวชาญระดับสูงดังนั้นเธอจึงทำแค่พอให้ได้สอบถามข้อมูลกับเด็กหนุ่มคนนี้เท่านั้น


    พอซูเวยส่งพลังปราณระงับการทำงานของชิปชั่วคราวแล้วเธอกดจุดให้เด็กหนุ่มฟื้นคืนสติขึ้นมาชั่วครู่หนึ่งกุ้ยอี้เฟิงค่อยๆลืมตาขึ้นมาเขากำลังส่งเสียงตะโกนแต่ทว่าซูเวยปิดปากของเขาไว้ก่อนพร้อมกับส่งเสียงขู่อย่างจริงจังว่า“หุบปาก! ถ้าไม่อยากตายฉันแค่ต้องการสอบถามอะไรบางอย่างเท่านั้น ให้ตอบตามตรง ถ้าโกหกฉันจะฆ่านายทันที”


    หลังจากที่กุ้ยอี้เฟิงได้ยินคำขู่เสียงเข้มจากซูเวยตัวน้อยเขารีบพยักหน้ารัวๆด้วยความหวาดกลัว ทำให้ซูเวยค่อยๆคลายมือที่ปิดปากเขาออกเขาหายใจหอบเล็กน้อยแล้วถามซูเวยด้วยความสงสัยระคนหวาดกลัวว่า “น้องสาวโหดจังฉันทำอะไรผิดหรือ?ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วย?”


    กุ้ยอี้เฟิงถามด้วยเสียงอันสั่นเทาเพราะเขาเหลือบมองเห็นเพื่อนร่วมห้องที่หมดสติบนเตียงและบนพื้นห้องด้วยสายตาตนเองทำให้เขาเกิดความหวาดกลัวเด็กหญิงตัวน้อยที่เคยพูดจาจองหองในจุดลงทะเบียนมาก่อนซึ่งเรียกความสนใจจากเขาได้มากทีเดียว


    แต่ทว่าเวลานี้เด็กหญิงคนนั้นกำลังถลึงตาใส่เขาอยู่เป็นระยะพร้อมกับที่มีร่างของเพื่อนร่วมห้องหมดสติกันทั้งหมดสร้างความหวาดกลัวให้กับเขายิ่งนัก แต่เขาก็กลั้นใจถามด้วยความสงสัยออกไป


    คล้ายกับเรื่องนางร้ายสายลุย (มีeBook 6 เล่ม+ตอนพิเศษในเล่ม) ที่คุณอ่าน