ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    บทที่ 6 เล่มที่ 169 เฉลิมฉลอง

            ส่วนพวกลัทธิหมื่นวิญญาณที่ยังเหลืออยู่อย่างเช่นยินว่านเสียนั้นไม่จำเป็นต้องให้หลินหยางลงมืออีกต่อไปแล้ว ภายใต้การนำของหั่วเอ๋อร์แล้ะเซวี่ยเทียนนั้นทั่วทั้งลานกว้างก็เต็มไปด้วยซากศพของศัตรูอย่างรวดเร็ว

            ไอ้พวกปีศาจชั่วช้าแบบนี้ ไม่มีความจำเป็นต้องไว้ชีวิตพวกมันเลยแม้แต่น้อย

            จนกระทั่งแสงอาทิตย์สาดส่องลงมาอีกครั้งทั่วทั้งลานชมฟ้าก็ไม่เหลือเสียงร้องของศัตรูอีกในที่สุดการต่อสู้ครั้งใหญ่อันแสนดุเดือดนี้ก็มาถึงจุดสิ้นสุดเสียที

            “ชนะ พวกเราชนะแล้ว!”

            หลังจากที่คนสุดท้ายของลัทธิหมื่นวิญญาณล้มลงไปผู้คนทั้งหมดก็รู้สึกโล่งอกขึ้นมาทันที

            “แม่มันเถอะ! ฆ่าหมดแล้วโว้ย!”

            เซวี่ยเทียนสบถออกมาคำหนึ่งก่อนที่จะกระแทกกระบองฉลามทมิฬของตัวเองลงบนพื้นอย่างดุดันพลันตะโกนขึ้นฟ้าว่า

            “ข้าอยากถามหน่อย ยังมีใครหน้าไหนอีกไหม!!”

            ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!

            ผู้คนทั้งหลายล้วนหัวเราะขึ้นมา

            สงครามครั้งนี้สำหรับเหล่านักรบฝ่ายธรรมะแล้วพวกเขาสามารถชนะมาได้อย่างไม่ยากลำบากนักถึงแม้จะมีหลายครั้งที่สถานการณ์เกิดพลิกผันไปมาอย่างรวดเร็วก็ตาม

            พวกลัทธิหมื่นวิญญาณที่ตอนแรกดูแข็งแกร่งเกรียงไกรทรงพลังอำนาจอย่างสุดแสนราวกับจะสามารถสยบไปทั่วแผ่นดินแต่สุดท้ายพวกมันก็พ่ายแพ้ราบคาบอยู่ใต้เท้าของฝ่ายธรรมะอยู่ดี

            ทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นได้เพียงเพราะคนๆ เดียวเท่านั้น!

            “ลูกพี่หลิน ลูกพี่!!” เซวี่ยเทียนรีบพุ่งไปหาเงาร่างที่สวมใส่เสื้อสีเขียวที่กำลังยืนอยู่บนสนามคนนั้นทันที

            ผู้คนทั้งหมดที่เหลือเองก็ล้วนเข้าไปรุมล้อมรอบตัวหลินหยางกันอย่างหนาแน่นราวกับดาวล้อมเดือน

            “คุณชายหลิน!!”

            “ลูกพี่หลิน!”

            “ท่านจอมยุทธ์น้อย!”

            เสียงพูดที่แตกต่างกัน วิธีเรียกที่ไม่เหมือนกันแต่ทุกคนต่างก็มีแววตาปลาบปลื้มยินดีอย่างถึงที่สุดเหมือนกัน สุดท้ายก็กลายเป็นเสียงตะโกนสรรเสริญกันอย่างกู่ก้องว่า

            “หลินหยาง ไชโย! ไชโย!”

            ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่มก่อน พวกเขาพลันยกหลินหยางขึ้นสูงจากนั้นก็โยนขึ้นไปบนฟ้าซ้ำไปซ้ำมา

            คลื่นเสียงแห่งความยินดีดังขึ้นเป็นระลอกๆ ไปตามจังหวะการโยนยิ่งมายิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ จนสั่นสะเทือนไปทั่วสวรค์ชั้นฟ้า

            ชัยชนะในครั้งนี้นี่มันสะใจมากจริงๆ!

            บนใบหน้าของหลินหยางนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มอันพึงพอใจปล่อยให้ร่างกายของเขาถูกโยนขึ้นลงไปทั้งอย่างนั้น

            พลังที่ได้รับมาจากเลือดบริสุทธิ์ของเซียวเซียงค่อยๆ ลดลงทีละน้อยจนสลายหายไปหมดความเหนื่อยล้าที่มิอาจควบคุมได้พลันพุ่งทะลักออกมาจากส่วนลึกของวิญญาณ

            เขาเหนื่อยมาก

            เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะไม่เหนื่อย

            การต่อสู้วันนี้ ถึงจะดูเหมือนสามารถเอาชนะมาได้แบบสบายๆแต่ที่หลินหยางสามารถก้าวนำหน้าศัตรูได้ก่อนเสมอนั้นมันก็ล้วนเป็นผลมาจากการเตรียมตัวแบบอดหลับอดนอนอย่างไม่หยุดพักเลยในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา

            ยังไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่นเอาแค่ชุดเกราะราชันเงินขาวทั้งหมดสี่ร้อยกว่าชุดที่เหล่าพลพรรคฝ่ายธรรมะสวมใส่อยู่นั้นล้วนเกิดขึ้นจากปรมาจารย์นักการช่างที่เก่งกาจที่สุดห้าคนภายใต้การนำของหลินหยางที่คอยทำงานกันอย่างลืมวันลืมคืนกว่าจะสร้างมันออกมาได้ครบทั้งหมด

            ไม่อย่างนั้นในสงครามครั้งนี้เกรงว่าคงจะเกิดการบาดเจ็บล้มตายขึ้นอย่างมหาศาลแล้วไม่มีทางมายืนกระโดดโลดเต้นกันแบบนี้ได้แน่ๆ

            แล้วก็ยังมีหุ่นเชิดเงินขาวที่เขาเตรียมเอาไว้ตัวนั้นกับดักขนนกอัคคีของปี้ฟังจำนวนมากที่ซ่อนอยู่ใต้พื้น แล้วก็วิธีการต่างๆ ที่ใช้รับมือกับเมี่ยชางเซิงโดยเฉพาะและสุดท้ายคือตาข่ายจิ๋วสุดลึกลับนั่น

            มีอันไหนบ้างที่ไม่ต้องลงทุนลงแรง?

            ซึ่งผู้คนทั้งหลายต่างก็รับรู้ในเรื่องนี้กันทุกคน

            ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงไม่มาสรรเสริญให้หลินหยางกันจากใจจริงแบบนี้หรอก

            มันไม่เกินไปเลยถ้าจะบอกว่า ถ้าไม่มีหลินหยางเกรงว่าทั่วทั้งดินแดนภาคตะวันตกและภาคใต้ทั้งหมดคงจะต้องไปอยู่ในกำมือของลัทธิหมื่นวิญญาณแล้ว

            ทุกคนจึงได้ปลดปล่อยความรู้สึกยินดีออกมากันอย่างเต็มที่

            แต่ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงพูดหนึ่งดังขึ้นมาว่า “รีบหยุดเร็ว หลินหยางเขาหลับไปแล้ว!!”

            เอ๋?

            เซวี่ยเทียนเป็นคนที่สังเกตเห็นได้เร็วที่สุดจึงรีบบอกให้ทุกคนหยุดลงทันที

            พวกเขาถึงได้รู้ว่าลูกพี่หลินหยางผู้มีพลังอำนาจล้นฟ้าคนนั้นได้หลับลงไปทั้งอย่างนั้นแล้วจริงๆ

            หลินหยาง...เหนื่อยเกินไปจริงๆ...

            ชู่...

            ทันทีที่มีคนส่งสัญลักษณ์บอกให้เงียบแล้วทั่วทั้งลานชมฟ้าก็พลันเงียบสงบลงอย่างสมบูรณ์ทันที

            ไม่ต้องพูดอะไรกันอีกแล้ว

            ปล่อยให้ลูกพี่หลินเขาได้นอนหลับพักผ่อนดีๆ สักตื่นเถอะ

            ความเงียบสงบที่เกิดขึ้นในเสี้ยวพริบตานี้มันก็คือความเคารพนับถือและความรู้สึกขอบคุณที่มีต่อหลินหยางอย่างสุดซึ้งของผู้คนทั้งหมดในที่แห่งนี้นั่นเอง...

            ..................................

            เหล่านักรบฝ่ายธรรมะพากันจัดการเก็บกวาดสนามรบกันแบบลวกๆ

            พวกเขาได้นำศพของพวกปีศาจลัทธิหมื่นวิญญาณเหล่านี้ไปโยนทิ้งในหุบเหวลึกที่อยู่ติดกับลานชมฟ้าส่วนเหล่าคราบเลือดทั้งหลายที่เปรอะเปื้อนอยู่บนพื้นนั้นก็ปล่อยให้มันแห้งไปเองตามธรรมชาติ

            มันคือหลักฐานของการต่อสู้อันนองเลือดในครั้งนี้และเป็นสัญลักษณ์ของความรุ่งโรจน์ของกองกำลังฝ่ายธรรมะที่มีอาณาจักรชูอวิ๋นเป็นผู้นำด้วย

            แต่หลังจากที่ผู้คนทั้งหมดได้จากไปแล้วนั้นเงาร่างสายหนึ่งที่แอบอยู่ในเงามืดราวกับวิญญาณมาเป็นเวลานานแล้วก็ได้ปรากฏตัวขึ้น

            “ซูด...”

            เขาสูดหายใจเอากลิ่นอายของบรรยากาศในที่แห่งนี้ที่ยังคงมีกลิ่นคาวเลือดหลงเหลืออยู่บางส่วนเข้าไปจากนั้นก็แสดงสีหน้าที่รู้สึกพึงพอใจอย่างสุดซึ้งออกมา

            “ช่างหอมหวนเสียเหลือเกิน”

            เขายกฝ่ามือทั้งสองข้างขึ้นมาตั้งเสมอกันโดยเหลือช่องว่างตรงกลางไว้จากนั้นตรงช่องว่างระหว่างฝ่ามือทั้งสองข้างก็มีกลุ่มหมอกสีดำจางๆ ลอยลงไปในพื้นดิน

            ไม่นานนักเลือดทั้งหลายที่ซึมลงไปในดินแล้วก็ถูกหมอกดำนี่ดึงกลับขึ้นมา จากนั้นก็ถูกดูดเข้าไปในจมูกของคนผู้นี้

            “อ่า~~~”

            เขาส่งเสียงที่แสดงให้เห็นถึงความอิ่มเอิบและพึงพอใจอย่างเต็มเปี่ยม

            “สมกับเป็นเลือดของเหล่ายอดฝีมือจากลัทธิชั้นสูงแทบจะทำให้ข้าทะลวงขึ้นไประดับอวิ้นหลิงได้อยู่แล้ว”

            เขาค่อยๆ เดินไปที่ริมหน้าผาแล้วมองลงไปที่ซากศพกองใหญ่ที่อยู่ใต้หุบเขาลึกนั่นซากศพพวกนั้นต่างหากที่เป็นอาหารชั้นยอดที่ไม่มีสิ่งใดสามารเทียบได้สำหรับเขา

            “อีกไม่นาน อีกไม่นานแล้ว...หลินหยาง... เจ้ารอก่อนเถอะ...”

            คนผู้นี้แสยะยิ้มชั่วร้ายออกมาได้อย่างน่าขนลุกจากนั้นเขาก็กระโดดลงไปในหุบเขาพร้อมสีหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังและความโกรธแค้น

            คงไม่มีใครคิดหรอกว่า หลังจากการต่อสู้ระหว่างธรรมะอธรรมเพิ่งจบไปก็มีปีศาจร้ายตัวใหม่ที่น่ากลัวกว่าและแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมโผล่ออกมาอีกแล้ว

            ..................................

            หลังจากที่สงครามครั้งใหญ่สิ้นสุดลงไปแล้ว ก็ย่อมต้องมีงานเลี้ยงฉลองเกิดขึ้น

            ทั่วทั้งเมืองอวิ๋นเฉิงในค่ำคืนนั้นล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยคลื่นแห่งความสุขและความยินดี

            งานเลี้ยงหลายร้อยที่นั่ง กลิ่นหอมของสุราเลิศรสลอยฟุ้งว่ากันว่าทั่วทั้งเมืองอวิ๋นเฉิงในวันนั้นล้วนสามารถได้กลิ่นอันหอมหวนที่ลอยมาจากในพระราชวังได้ถึงขั้นสามารถได้ยินเสียงพูดคุยหัวเราะชอบใจที่ดังออกมาจากในนั้นได้เลย

            สุราที่ใช้เลี้ยงแขกนั้นคือสุราชั้นดีที่สุดเท่าที่อาณาจักรชูอวิ๋นเคยใช้รับรองแขกตั้งแต่ก่อตั้งอาณาจักรมาเลย

            เหล่าสมาชิกของราชสำนักชูอวิ๋นทุกคนทั้งพวกขุนนางชั้นผู้ใหญ่ต่างๆและยอดฝีมืออันดับหนึ่งล้วนมาร่วมงานในครั้งนี้ กษัตริย์จากราชอาณาจักรต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันตกและภาคใต้เองก็รีบมาร่วมสนุกกับงานเลี้ยงครั้งนี้ด้วยเช่นกันพวกที่มาไม่ได้จริงๆก็ได้ส่งม้าเร็วให้รีบบึ่งนำของขวัญและคำอวยพรของตัวเองมามอบให้

            หลังจากเริ่มงานแล้ว ก็ย่อมมีสุราเมรัยพร้อมให้บริการไม่อั้นและกับแกล้มรสเลิศที่เติมได้ไม่จำกัดแต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนมีความสุขมากที่สุดก็คือการที่สามารถเอาชนะข้าศึกสุดแข็งแกร่งได้แถมยังมีชีวิตรอดกลับมาได้อีก

            หลังจากที่แขกเหรื่อทั้งหลายจับจองที่นั่งกันเรียบร้อยแล้วพิธีการต่างๆ ก็เตรียมพร้อมแล้ว ตัวเอกหลักที่สำคัญที่สุดของงานในวันนี้ หลินหยางก็ได้ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางเสียงสรรเสริญของผู้ร่วมงานจำนวนมาก

            หลังจากที่ได้พักผ่อนไปตลอดช่วงบ่ายนี้หลินหยางก็ได้ฟื้นฟูกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมแล้วกลับมาเป็นชายหนุ่มชุดเขียวที่ดูองอาจสง่างามคนเดิม

            และสิ่งที่ตามมาหลังจากที่เขาปรากฏตัวก็คือเสียงปรบมืออันดังกึกก้องปานอสนีบาต โดยมีเซวี่ยเทียนและพรรคพวกส่งเสียงวีดวิ้วแทรกขึ้นมาบรรยากาศในงานพลันเร่าร้อนถึงขีดสุด

            “ลูกพี่ก่อนจะเริ่มเปิดศึกเจ้าเป็นคนบอกเองนะว่าจะดื่มกับพวกเราอย่างเต็มที่เลยน่ะ! ฮ่าฮ่า!”

            เห็นได้ชัดว่าเซวี่ยเทียนนั้นรอที่จะได้ดวลเหล้าแบบนี้มานานแล้วทำเอาผู้คนทั้งงานต่างส่งเสียงหัวเราะปรบมือกันอย่างชอบใจ

            “นั่นสิ! คุณชายหลินถึงพลังฝีมือของท่านจะเป็นหนึ่งในใต้หล้าก็ตามแต่เรื่องการดื่มสุราของท่านยังไม่แน่ว่าจะสามารถเอาชนะตาแก่อย่างพวกเราได้หรอกนะ!”

            เถ้าแก่ใหญ่หลานห่ายกล่าวขึ้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มโดยที่หน้าเขาเริ่มออกสีแดงแล้วแค่ดูท่าทางก็รู้แล้วว่าเป็นผีขี้เมาขนาดไหนดูเขาแทบจะทนรอที่จะดวลสุรากับหลินหยางไม่ไหวแล้ว

            “พี่หลินน้อย อย่าลืมข้าด้วยนะฮ้า!” เป้ยเค่อที่อยู่ด้านข้างนั้นก็กล่าวขึ้นอย่างยั่วยวนว่า “ถ้าวันนี้เจ้าดวลสุราชนะข้าได้ละก็คืนนี้เจ้าอยากจะทำอะไรกับข้าก็เชิญได้เลยฮ่า”

            อ้วก...เราว่าท่านอย่าเลยดีกว่า...

            แต่ในกลุ่มคนทั้งหลายนี้ผู้ที่เร่าร้อนมากที่สุดย่อมไม่มีใครเหนือไปกว่าผู่อาหมานอีกแล้ว

            ดินแดนแห่งทุ่งหญ้าไม่เคยขาดนักรบผู้ห้าวหาญและยิ่งไม่มีทางขาดสุราอันร้อนแรงไปเด็ดขาดผู่อาหมานยอมรับแล้วว่าพลังต่อสู้ในด้านวิถียุทธ์ของเขานั้นตามหลินหยางไม่ทันแล้วแต่ว่าถ้าพูดถึงเรื่องการดื่มสุราแล้วนั้น

            หึ!

            สถานที่แห่งนี้ในค่ำคืนนี้จะกลายเป็นเวทีที่ส่องประกายที่สุดของพวกเราชาวเหมิงจี๋เลี่ย!

            เข้ามาเลย!

            หลินหยางสามารถสัมผัสได้ถึงอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้นกับตัวเองได้อย่างชัดเจน

            ผู้คนตรงหน้าเหล่านี้ล้วนต้องการจะมามอมสุราเขาทั้งนั้น

            แต่ว่าตอนนี้เขาอารมณ์ดีสุดขีดถึงแม้ว่าเวินชิงชิงที่เดินตามหลังเขามาแบบเงียบๆ อยู่นั้นจะกำลังดึงแขนเสื้อเขาอยู่ก็ตามแต่หั่วเอ๋อร์ที่เกาะอยู่บนไหล่ของเขาก็ได้เอ่ยปากรับคำท้าไปแล้ว

            “ก็มาสิ ใครกลัวล่ะ! วันนี้ท่านหั่วเอ๋อร์กับหลินหยางสองคนจะดวลกับพวกเจ้าทุกคนเลยห้ามใครหนีเด็ดขาด!”

            “ยอดมาก! ท่านหั่วเอ๋อร์ใจถึงยิ่งนัก!”

            “ก็อย่างที่ว่ามา คุณชายหลินท่านว่าอย่างไรดี?”

            หลินหยางหัวเราะร่าออกมาตั้งแต่ที่เขาเข้าร่วมกับตระกูลเวินมาจนถึงตอนนี้แล้วเขายังไม่เคยเจอเหตุการณ์ที่มันเร่าร้อนขนาดนี้มาก่อน

            ผู้ชายนั้น นอกจากจะห้ามแสดงความกลัวตอนอยู่ต่อหน้าศัตรูแล้วตอนอยู่ต่อหน้าขวดสุราก็ยิ่งห้ามถอยหนีเด็ดขาด!

            มา!

            หลินหยางยกจอกสุราที่วางอยู่ตรงหน้าขึ้นมาจากนั้นกล่าวขึ้นมาว่า

            “หลินหยางย่อมต้องรักษาคำพูดอยู่แล้วคืนนี้พวกเรามาดื่มกันให้เต็มที่ ไม่เมาไม่เลิก!!”

            ฮ่าฮ่าฮา!

            ดี!

            มามามา ดื่มๆ!!

            งานเลี้ยงก็ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการด้วยประการฉะนี้

            สุราเลิศรสถูกเปลวเพลิงแห่งความรู้สึกอันเร่าร้อนแผดเผาจนส่งกลิ่นหอมโชยความสุขแทบจะล้นทะลักขึ้นฟ้า

            ผู้คนทั้งหลายต่างก็ปลดปล่อยความรู้สึกยินดีที่มีอยู่ในใจออกมากันอย่างเต็มที่ในค่ำคืนนี้

            ด้านหลินหยางนั้นดื่มสุราเข้าไปจอกแล้วจอกเล่า

            ถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้ปริมาณสุราที่ตัวเองดื่มไหวแต่เขาก็ปล่อยให้ตัวเองซึมซับกับบรรยากาศอันแสนสนุกสนานนี้อย่างเต็มที่

            ไม่จำเป็นต้องไปคิดเรื่องบุญคุณความแค้นอะไรอีกไม่จำเป็นต้องบีบให้ตัวเองก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดบนเส้นทางแห่งวิถียุทธ์นี้ด้วย

            ในตอนนี้มีเพียงแต่สุราเท่านั้น รอบข้างเขาตอนนี้ล้วนมีแต่ความสุข!

            มา ดื่มอีกสักจอก!!

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน