เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ เก้าสิบสี่ การสอบสวนในวังหลัง

     

    บทที่ เก้าสิบสี่

     

    โม่เหวินหานก้าวนำหลิวชิงเซียงเข้าไปเรือนด้านในเมื่อเข้ามาในห้องบรรทมของตำหนักฟู่ตง เขาหันไปสั่งขันทีเบื้องหลัง “ให้อิงหลานกับฟ่านหรูไปพักผ่อนเสียก่อน”

    สองนางกำนัลที่ตามมาตลอดทางต่างยอบกายรับคำสั่งก่อนจะถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ “ให้นางกำนัลจากตำหนักเฉียนชิงมาแทนดูแลชิงเฟยชั่วคราว”

    ขันทีผู้นำขานรับแล้วหมุนกายออกไปทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบภายในห้องกลิ่นกำยานจากไม้หอมนานาพันธุ์คลุ้งบางๆ ประดับห้องด้วยพรมขนจิ้งจอกเพิ่มความอบอุ่น

    หลิวชิงเซียงถูกพาให้นั่งลงหน้าฉากกั้นซึ่งวาดภาพนกกระเรียนเหินเวหาท่ามกลางเมฆครามรอสักครู่นางกำนัลที่มาใหม่ก็มาถึงนางจึงได้อาบน้ำชำระคราบฝุ่นแล้วเปลี่ยนเป็นอาภรณ์ผ้าแพรเนื้อละเอียดสีนวลอ่อนนางรับถ้วยชาที่มาจิบรอก่อนจะทานอาหารอุ่นๆ ที่จัดวางบนถาดหยก

    โม่เหวินหานนั่งเคียงข้างถามเสียงอ่อนหลังทานอาหารเสร็จ “เข้าไปพักในห้องเลยหรือไม่?”

    หลิวชิงเซียงสบตาเขาแล้วหยักหน้าเบาๆเขาจึงเดินพานางเข้าไปนอนชายหนุ่มจัดให้นางนอนด้านในส่วนตัวเองก็ตามขึ้นไปอยู่ที่ริมเตียงหวังจะส่งนางเข้านอน

    เขาลูบผมนางแผ่วเบาจะกล่อมนางแต่หญิงสาวก็ยังคงไม่ยอมหลับตาลงเสียที“ยังหัววันอยู่เลยเพคะหม่อมฉันหลับไม่ลง”นางเอ่ยเสียงอ่อนโยน

    “เช่นนั้นอยากเรื่องระหว่างที่เจ้าหายไปหรือไม่?”

    ดวงตานางเป็นประกายทันทีนางพยักหน้าซ้ำๆ อย่างแทบไม่รู้ตัว “เพคะเล่าให้หม่อมฉันฟังเถิด”

    โม่เหวินหานเริ่มเล่า“เช่นนั้นเริ่มจากหลักฐานที่ปลอมขึ้นมาก่อนแล้วกันกรมสอบสวนได้หลักฐานหนึ่งมา ซึ่งน่าจะมีขันทีผู้หนึ่งในตำหนักฟู่ตงลอบนำลายมือของเจ้าที่เขียนไว้ตามบันทึกลอบเอาไปให้พวกมันจากนั้นจึงปลอมแปลงสารเป็นจดหมายที่เหมือนเจ้าเขียนติดต่อกับซีเป่ย เรื่องนี้มีการสลับคนเข้ามาในตำหนักฟู่ตงกรมวังต้องรู้เห็นด้วยแน่ เห็นทีข้าต้องจัดการคนในตำหนักฟู่ตงเสียใหม่”

    เขาหยุดนิดหนึ่งเพื่อให้นางได้ขบคิดตามหลิวชิงเซียงก็พยักหน้าเห็นด้วย นางไม่ใช่สนมคนอื่นๆที่พื้นฐานมีสกุลหนุนหลังจึงพาคนจากข้างนอกตามมารับใช้ได้ คนทั้งหมดล้วนเป็นกรมวังจัดสรรทั้งสิ้น

    แล้วโม่เหวินหานก็กล่าวต่อ“แต่โชคดี..เราเคยมีสมุดคัดลอกพระคัมภีร์ที่เจ้าเขียนมอบให้เมื่อคราวเราหมดสติหลังกลับจากพิธีบวงสรวงเราจึงใช้เล่มหนึ่งในนั้นเป็นหลักเทียบลายอักษรได้”

    หลิวชิงเซียงเบิกตากว้างทันทีเงยหน้าขึ้นมองเขา “แต่ว่า..ข้าไม่เคยคัดคัมภีร์เหล่านั้นเลยนะท่านเอามาจากไหน?”

    โม่เหวินหานหัวเราะเบาๆขณะสายตาเต็มไปด้วยแววขบขันท่าทางงุนงงของหญิงสาว “แล้วเจ้าคิดว่าเราไปเอามาจากที่ใดเล่า?”

    นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนสีหน้าเปลี่ยนไปทันที “ก็ต้องเป็นท่าน..ให้ใครมาลอกเลียนลายอักษรของข้าใช่หรือไม่?”

    เขาพยักหน้ารับอย่างอารมณ์ดี“ก็ใช่”

    “แล้วท่านไม่กลัวหรือว่าจะถูกจับได้เหมือนที่ท่านจับพวกมันได้ว่าเป็นของปลอม?” หลิวชิงเซียงถามต่ออย่างสงสัย

    โม่เหวินหานแย้มยิ้มอย่างมั่นใจจนมุมตากระตุกขึ้นเล็กน้อย“ก็ลองดูสิ..ถ้ามีใครกล้ากล่าวว่าเป็นของปลอมเราก็จะพาเจ้ามาคัดตัวอักษรเสียที่ห้องสอบสวนตอนนั้นเลย”

    หลิวชิงเซียงหัวเราะพรืดหลุดเสียงออกมาก่อนชะงักไปเมื่อคำของตนย้อนกลับ “ท่านมั่นใจเช่นนั้นเชียว..” นางพึมพำพลางหลุบตาลง “ถ้าเช่นนั้นคนที่ลอกเลียนลายมือข้าได้ต้องอยู่ใกล้ชิดกับข้ามากพอ..” พร้อมพึมพำกับตัวเองพูดยังไม่ทันจบนางก็ชะงักสีหน้าเปลี่ยนไปด้วยความเข้าใจแจ่มแจ้งทันที “..หลี่เสวี่ย?”

    โม่เหวินหานพยักหน้ายิ้มมุมปากที่เผยให้เห็นความภาคภูมิ “ใช่แล้วเจ้าเคยบอกเราว่าหลี่เสวี่ยเชี่ยวชาญเรื่องโคลงกลอน คัดอักษร วาดภาพนางใกล้ชิดเจ้าขนาดนั้น ลายมือเจ้าจะเลียนแบบไม่ได้หรือ?”

    หลิวชิงเซียงถอนหายใจออกมาเบาๆ“เรื่องแบบนี้สำหรับนางง่ายดายราวดีดนิ้วจริงๆ”จากนั้นบรรยากาศในห้องเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่นางจะเอ่ยเบาๆ “แต่เรื่องต่อไปจะไม่ง่ายเหมือนเดิมแล้วนะเพคะ” นางหลุบตาต่ำ“เพราะข้าเป็นตัวปลอมจริงๆยังไงก็ไม่อาจหลุดรอดไปได้”

    โม่เหวินหานเอียงตัวเข้าไปใกล้อย่างช้าๆก่อนจะโอบแขนรอบไหล่ของนางแน่นหนาดึงหญิงสาวมาแนบกาย “ตอบเราเพียงคำถามเดียวก็พอ” เสียงเขาอ่อนนุ่มทว่ามั่นคง “เจ้ายังอยากอยู่กับเราหรือไม่?”

    หลิวชิงเซียงเอียงศีรษะซบที่ไหล่อีกฝ่ายอย่างเหมือนเป็นเรื่องปกติมือที่วางบนตักบีบเข้าหากันก่อนจะพยักหน้าช้าๆ สีหน้าขึ้นสีเรื่อแดงน้อยๆ

    แต่โม่เหวินหานกลับแสร้งไม่รู้เห็นกระชับอ้อมแขนแน่นขึ้นอีกนิด เอ่ยถามซ้ำ “เจ้าอยากอยู่กับเราหรือไม่?”

    เสียงตอบจากนางออกมาเบาจนแทบไม่ได้ยิน“อืม..”

    เขาก้มลงจุมพิตแผ่วที่หน้าผากก่อนจะกระซิบเสียงนุ่มข้างหู “พูดให้เราได้ยินไม่ได้หรือ?”

    นางจึงยอมเงยหน้าขึ้นดวงตาคู่นั้นสะท้อนแสงเทียนที่สว่างไสว ริมฝีปากบางเอ่ยอีกครั้ง “ข้า..อยากอยู่กับท่าน”

    โม่เหวินหานยิ้มอย่างอ่อนโยนสบตานางนิ่งนาน “ก็จะเป็นเช่นนั้น” แล้วริมฝีปากของเขาก็โน้มลงประกบจูบที่ริมฝีปากของนางอ่อนโยนและมั่นคงเหมือนจะปลอบประโลมหัวใจอันเหนื่อยล้าที่เพิ่งรอดพ้นจากพายุใหญ่ลูกแรกจากพิษของวังหลัง

    ริมฝีปากที่แนบประทับนั้นยังอวลไออุ่นราวสายหมอกคลี่คลุมดอกท้อในยามฟ้ารุ่งเสียงลมหายใจบางเบาผสานเข้ากับกลิ่นหอมจางจากผ้าแพรและเส้นผมของหลิวชิงเซียงที่ปกคลุมบ่าทำให้ห้วงยามนั้นราวกับหยุดหมุน

    เมื่อริมฝีปากของเขาถอนออกดวงตาคมก็สบประสานกับนัยน์ตาคู่งามที่ยังสะท้อนความเขินอายและอบอุ่นค้างอยู่หากยังไม่ทันให้คำใดเปล่งออก เขาก็ขยับถอยออกเล็กน้อย หมายจะให้เวลานางได้พักผ่อน

    ทว่าก่อนจะได้ถอยจนพ้นระยะหญิงสาวกลับคว้าชายเสื้อของเขาไว้เบาๆ แล้วโน้มตัวเข้าไปหาพร้อมประทับจูบลงบนมุมปากของเขาอย่างแผ่วเบากลีบปากที่แนบมาเป็นฝ่ายรุกนั้นนิ่มละมุนดั่งกลีบดอกเฟินฮวาที่เพิ่งผลิบานดวงตาของนางฉายแววกล้าหาญระคนเขินอาย ราวกับต้องการบอกกล่าวว่านางคิดถึงสัมผัสจากเขามากเท่าใด

    “คืนนี้..ท่านจะกลับตำหนักเฉียนชิงหรือไม่?” นางถามเบาๆมือยังจับขอบอาภรณ์เขาไว้ไม่ยอมปล่อย “มีราชกิจต้องสะสางอีกหรือไม่?”

    โม่เหวินหานยิ้มอ่อนเอื้อมมือสัมผัสเส้นผมที่ระลงแนบแก้มนางแล้วส่ายหน้า “คืนนี้หน้าที่เราคือจะอยู่ดูแลเจ้าเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว”

    ถ้อยคำนั้นเรียบง่ายแต่ฝังลึกยิ่งกว่าเสี้ยนไม้ในใจของหลิวชิงเซียงความรู้สึกที่หวั่นไหว สั่นคลอน หนักแน่น หลงใหลอบอุ่นราวถูกหลอมละลายโดยถ้อยคำประโยคนั้นในคราเดียว

    นางยิ้มตอบพิงตัวลงที่อกของเขาปลายนิ้วเลื่อนไปวางบนแผ่นอกชายหนุ่ม ไถศีรษะไปที่ซอกคออากัปกิริยาที่ออดอ้อนคล้ายไม่ตั้งใจนั้นสร้างไออุ่นไหววาบแทรกเข้าสู่ใจบุรุษ

    เส้นผมที่พลิ้วไถลปลายคางและลำคออย่างแผ่วเบาไม่จงใจนั้นยิ่งทำให้ใจของโม่เหวินหานหวั่นไหวไม่ต่างพายุกรุ่นก่อเกิดในยามไร้สายลม มือที่เคยโอบเพียงเพื่อปลอบประโลมค่อยๆเคลื่อนไหว เปลี่ยนเป็นลูบไล้แผ่นหลังนางวนเบาๆ

    หลิวชิงเซียงรู้สึกได้ถึงจังหวะนั้นนางไม่ใช่สตรีที่ไร้เดียงสาเสียทีเดียว จึงแกล้งกระซิบด้วยน้ำเสียงล้อเลียน “ในกรมสอบสวนนั้น หนาวเย็นจนข้าสั่นแต่ตัวของท่านนี่..ช่างอุ่นยิ่งนัก”

    คำพูดนั้นเปรียบดั่งเปลวไฟผ่านผิวน้ำมันเขายกมือขึ้นจับข้อมือของนางไว้แน่น ขณะที่เสียงกระซิบข้างหูเริ่มแผ่วพร่า “หากเจ้าไม่ยอมพักดีๆเราก็จะไม่ให้เจ้าได้พักจริงๆ”

    “ก็หม่อมฉันบอกแล้วว่าหัววันอยู่เลยใครจะหลับลงเพคะ?”หลิวชิงเซียงย้อนเสียงอ่อนรอยยิ้มมุมปากระบายอย่างหยอกเย้า

    ไม่ต้องรอคำใดต่อให้ยืดยาวร่างของนางก็ถูกกดลงเตียงเบาๆ แผ่นหลังแนบลงกับหมอนผ้าไหม ใบหน้าของโม่เหวินหานโน้มลงมาใกล้แล้วจูบซ้ำอีกครั้งครั้งนี้ไม่ใช่จูบเพื่อรับคำตอบหากแต่เป็นการยืนยันว่าไม่มีคืนวันใดที่เขาไม่เฝ้าคิดถึงนาง

    ริมฝีปากร้อนรุ่มไล่ประทับตั้งแต่เรียวปากแก้มขาวนวล จนถึงซอกคอที่แสนนวลเนียนกลีบปากของเขาพรมจูบพร้อมลมหายใจที่ปะทะผิวกาย กลั่นออกมาจากความโหยหาแทบขาดใจมือหนาแหวกอาภรณ์บางเบาอย่างทะนุถนอม นิ้วเรียวไล้ริมชายเสื้อให้เปิดออกทีละนิดขณะสายตายังไม่เคยละจากดวงหน้าที่แดงระเรื่อของหญิงตรงหน้า

    หลิวชิงเซียงปิดตาลงปล่อยให้ตนเองตกอยู่ในห้วงแห่งความลุ่มหลง ร่างกายแนบชิดจนไร้ช่องว่างราวถูกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

    ผิวเนื้อแตะต้องผิวเนื้อทุกสัมผัสเต็มไปด้วยความทะนุถนอมและหลงใหลริมฝีปากของชายหนุ่มไล่จูบบ่าขาวสะอาดราวหิมะขาวปลายเหมันต์ กลีบดอกเจียวฮวานอกหน้าต่างร่วงปลิวลงทาบแสงสะท้อนบนกระเบื้องเงาแสงนั้นสั่นไหวดุจเปลวเทียนในคืนลมแรง

    ทุกจังหวะที่เขาขยับตัวนางก็เผลอสะท้านไปทั้งร่าง กลั้นเสียงหอบหายใจแทบไม่ทัน มือเรียวของหญิงสาวเลื่อนไปโอบรอบต้นคอของเขาดึงให้สองกายแนบแน่นขึ้น เสียงสะท้อนของหัวใจทั้งสองดังประสานอย่างสม่ำเสมอก่อนจะแปรเป็นท่วงทำนองที่เร่งเร้าขึ้น

    กลิ่นผิวกลิ่นเกศา กลิ่นผ้า กลิ่นกายหอมประจำตัวของเขาที่นางคุ้นเคยดี..โอบคลุมสติและความรู้สึกทั้งหมดของหลิวชิงเซียง

    ความหวานเริ่มจากเบาบางแล้วรุนแรงขึ้นราวกับผลไม้สุกที่ถูกกัดในยามหิวโหย เขาจูบร่างบางมือหนาลากไล้บีบเคล้นผลแดงเหนือปทุมถัน ใช้ปากครอบครองกัดกินราวกับมันเป็นผลไม้ที่หวานล้ำที่สุดรอยรักทิ้งไว้ทั่วเนินอกราวจะกลืนกินได้จริงๆกลิ่นเหงื่อจางคลุกเคล้ากับกลิ่นหอมจากกายสตรีกลายเป็นฤดูฝนที่ตกลงมาในใจเขาอย่างไม่บอกกล่าว

    เขามองจุดแดงพรายที่ตอนทิ้งไว้เช่นเป็นภาพวาดวิจิตรก่อนกระซิบเสียงต่ำข้างหูนาง“เจ้างดงามเหลือเกิน” ดวงตาทั้งคู่สบประสานราวสายฟ้าแลบในคืนฝนตกหนัก นางตอบรับด้วยเสียงหวานกระตุ้นเร้าอารมณ์จากปลายนิ้วที่ไล้ไปถึงกลีบบุปผาเกสรด้านในถูกรุกล้ำน้ำหวานหลั่งเคลือบบุปผาจนเกิดเสียงแห่งราคะสะท้อนทั่วห้อง

    เสียงครางหวานเริ่มจางไปเพราะเสียงกระทบเนื้อดังขึ้นมากลบผ้าม่านขลิบทองที่โอบกั้นเขตระหว่างภายนอกกับด้านในเตียงไหวเบาๆตามแรงกายที่แลกสัมพันธ์หวาน ข้างในที่ยังคุความร้อนจากเรือนกายกรุ่นไม่จางไออุ่นจากอ้อมแขนยังคงอยู่และท่วงทำนองที่ทั้งสองร่วมกันขับขานก็ยังไม่สิ้นสุดทั้งเร่าร้อนทั้งรุนแรงแต่ก็ยังอ่อนหวานราวน้ำผึ้งพระจันทร์จากความสุขสมที่สองกายมอบให้กันและกัน

    ...

    สองวันหลังจากชิงเฟยถูกนำตัวกลับตำหนักฟู่ตงบรรยากาศในเขตวังหลวงก็กลับมาสงบนิ่งในสายตาผู้อื่น ทว่าท่ามกลางความสงบนั้นคล้ายพายุใหญ่กำลังรอวันปะทุอีกครั้ง

    โถงชั้นในแห่งตำหนักเต๋อซื่อซึ่งถูกใช้แทนสำหรับไต่สวนข้อกล่าวหาภายในตำหนักในวันนี้มีเพียงบุคคลไม่กี่คนที่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วม

    ตำหนักถูกตกแต่งอย่างเรียบง่ายผนังไม้ประดับภาพวาดหมึกสีจางๆ รูปเงาพฤกษาฉ่ำฝนโถงใหญ่กลางห้องมีเก้าอี้ไท่ซื่อปูเบาะบุนวมเรียงรายตามลำดับขั้นหน้าสุดด้านบนคือที่ประทับของฮ่องเต้ ด้านข้างคือเหล่าไท่เฟย ไท่ผินและผู้แทนฝ่ายในจากตำหนักต่างๆ ส่วนวังถงซางและคนของศาลกลางนั่งเรียงอยู่ริมขวาด้านซ้ายตรงข้ามคือเก้าอี้เล็กสำหรับผู้ถูกกล่าวหา

    หลิวชิงเซียงในชุดผ้าไหมฟ้าอ่อนคลุมชุดขนสัตว์นั่งสงบนิ่งบนเบาะต่ำ ผมที่ถูกรวบขึ้นเรียบร้อยประดับปิ่นหยกเดี่ยวใบหน้าเรียบเฉยทว่านัยน์ตายังคงมั่นคง ไร้ซึ่งร่องรอยหวาดหวั่น

    วังถงซางยืนขึ้นทอดสายตามองทั่วห้องก่อนจะค้อมตัวเล็กน้อย แล้วเอ่ยเสียงชัด “วันนี้เป็นการไต่สวนข้อกล่าวหาที่ระบุว่าชิงเฟยได้ปลอมแปลงตัวสวมรอยผู้อื่นเข้ารับคัดเลือกเข้าตำหนักในโดยอ้างนามหลี่เสวี่ยลักลอบเข้ามา”

    จากนั้นมือของเขาก็หยิบม้วนภาพจากกล่องไม้ออกมาคลี่วางบนโต๊ะแล้วหันไปถวายต่อฮ่องเต้ “จากภาพนี้..เป็นหลักฐานแรกที่กระหม่อมได้รับจากกรมสอบสวนเป็นภาพวาดของสตรีที่ระบุว่าเป็น ‘หลี่เสวี่ย’ ตัวจริงซึ่งหายตัวไปก่อนช่วงการคัดเลือก”

    ฮ่องเต้รับภาพต่อมาจากหลี่ต้ากงเกิดความเงียบงันพลางทอดสายตามองรูปวาดตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์ภาพวาดด้วยหมึกและสีธรรมชาติ บรรจงร่างสตรีผู้หนึ่งในชุดชาวเผ่าดวงตากลมโตแต่เรียวส่วนปลาย ใสกระจ่าง จมูกเรียว คิ้วโก่ง ดูอ่อนเยาว์บริเวณลักยิ้มข้างแก้มมีรอยบุ๋มเล็กน้อย

    แม้เป็นเพียงภาพวาดหากบุคลิกในภาพนั้นคล้ายหลี่เสวี่ยตัวจริงยามที่เขาเคยพบเจอมาก่อนถึงเจ็ดส่วนใครที่เคยได้พบตัวจริงได้สังเกตสักหน่อยแม้ครั้งเดียวย่อมจำได้แน่นอนแต่หากให้เปรียบกับหลิวชิงเซียงซึ่งนั่งอยู่ตรงหน้า..ย่อมแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงฮ่องเต้วางภาพกลับลงบนโต๊ะเงียบๆ

    วังถงซางยังกล่าวต่อ “นอกจากภาพวาดนี้ยังมีคำให้การจากพยานเบื้องต้น ที่ได้รับจากทางกรมสอบสวนเดิม กล่าวถึงข้อพิรุธของพระชายายามเดินทางเข้ารับคัดเลือกแต่ทั้งหมดนี้ยังไม่มีสิ่งใดเป็นหลักฐานโดยตรงที่แสดงว่าพระชายาชิงเฟยมิใช่หลี่เสวี่ย” เขาหยุดเว้นระยะเล็กน้อย ก่อนเอ่ยต่อ“แม้ขณะนี้ทางกรมสืบสวนกำลังนำตัวพยานจากหัวเมือง ‘เซ่าฉวน’ ที่อ้างว่าเคยพบหลี่เสวี่ยตัวจริงมาก่อนเพราะเป็นแพทย์ที่เคยรักษานางเมื่อสามปีก่อนจำได้ว่าสุขภาพของสตรีจากเผ่าซาเฟิงนี่ไม่ค่อยดีนักแต่พยานผู้นั้นยังมาไม่ถึงเมืองหลวง”

    วังถงซางเหลือบมองไปยังเหล่าผู้ร่วมฟังที่พยักหน้าเล็กน้อยแล้วจึงกล่าวต่อ“อย่างไรก็ดีก่อนหน้านี้กรมสอบสวนได้รวบรวมคำให้การจากพระสนมที่เดินทางมารับคัดเลือกพร้อมพระชายาในเวลานั้น พวกนางกล่าวว่าพระชายามีพฤติกรรมน่าสงสัย ทั้งแยกตัวเลี่ยงการสนทนาและพูดจาสับสนเกี่ยวกับตนเอง หากฝ่าบาททรงเห็นสมควรจะให้เรียกตัวมาสอบสวนต่อหน้าก็ย่อมได้”

    เมื่อคำกล่าวจบลงห้องโถงก็ตกอยู่ในความเงียบอีกคราดวงตาทุกคู่จับจ้องไปยังบุรุษผู้ครองบัลลังก์ที่ยังมิเอ่ยวาจา

    โม่เหวินหานหลุบตาต่ำพลางหัวเราะในลำคอเบาๆ เอ่ยเสียงเรียบ “ไม่ต้องเรียกแล้ว” เสียงทุ้มกังวานของเขาดังไปทั่วห้องทุกสายตาสั่นไหวไปพร้อมกัน “เรื่องนี้เรารู้ดีอยู่แล้วชิงเฟยบอกเราตั้งแต่แรกแล้วว่าความจริงคืออะไร”

    ถ้อยคำประโยคนั้นดุจฟ้าผ่าใส่ใจคนทั้งห้องเต๋อไท่เฟยถึงกับหันไปกระซิบกระซาบกับหญิงรับใช้ข้างกายขุนนางจากศาลกลางเบิกตากว้างไปตามๆ กัน

    วังถงซางชะงักไปเล็กน้อยก่อนเอ่ยถามย้ำเสียงเบา“ฝ่าบาททรงหมายความว่าทรงทราบความจริงเกี่ยวกับพระชายาชิงเฟยตั้งแต่ต้นอยู่แล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

    “ใช่” พระองค์ตอบอย่างหนักแน่น “นางไม่ได้ปิดบังเราตั้งแต่วันแรกที่เราสงสัย”

    ไท่เฟยทั้งสองในตำหนักในได้ยินกลับปรากฏเพียงความสงสัยในแววตาราวกับแสดงความไม่เชื่อด้านไท่ผินเพียงทำหน้าประหลาดใจเล็กน้อยเท่านั้น

    หลิวชิงเซียงนั่งสงบใบหน้าไม่สะทกสะท้าน ทว่าแววตาในดวงตาคู่นั้นปรากฏความรู้สึกที่หลากหลายนางรู้ว่าการที่เขาเอ่ยประโยคนั้นต่อหน้าทุกคนในวันนี้ย่อมต้องมีแผนการในใจอยู่ก่อนแล้ว

    เงียบไปครู่หนึ่งวังถงซางก็ก้มตัวลงอย่างนอบน้อม “ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมจะไม่นำพยานอื่นเข้าสอบอีกต่อไปเรื่องนี้ฝ่าบาทได้ทรงแสดงเจตนาอย่างชัดเจนแล้วโปรดรับสั่งต่อกระหม่อมว่าควรทำเช่นไรต่อไปดีพ่ะย่ะค่ะ..”

     

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน