(ดรอปไม่เขียนต่อ)BEHEMOTH ราชันแห่งมอนเตอร์

    ตอนที่ 56 เตรียมตัวให้พร้อม

            หลังจากสวมใส่ชุดของตนเองเสร็จ ทันย่าก็ได้ถูกดาวาลสั่งให้ฝึกฝนพลังของตนเอง เขาจำเป็นต้องฝึกฝนกฎต้นกำเนิดแห่งสายฟ้าและกฎดั่งเดิมแห่งอวกาศให้สามารถใช้งานได้เบื้องต้น


            ขณะเดียวกันก็ต้องศึกษาพลังจิตที่ถูกควบแน่นโดยเทคนิคคริสตัลจิตดาวฤกษ์


            เพราะหลังจากที่ทันย่าได้เข้าไปอาศัยอยู่ในโลกมนุษย์ ตัวของเขาจะมีสถานะเป็นผู้ใช้พลังจิตที่แข็งแกร่ง ชายหนุ่มจำเป็นต้องทบทวนถึงพลังของตนเองในร่างมนุษย์ให้ได้อย่างสมบูรณ์


            ภายในห้องทดลองที่เงียบสงัดและเต็มไปด้วยบรรยากาศอันเยียบเย็น ทันย่าในชุดสูทสีดำกำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศ ดวงตาหลับลง โดยที่ทั่วร่างก็ส่องประกายไปด้วยกฎแห่งสายฟ้าและอวกาศ เสียงฟ้าร้องดั่งสนั่นกึกก้องไปมา ประหนึ่งมีสายฟ้าสีทองวิ่งไหลผ่านไปทั่วทั้งร่างกาย


            [ไม่ต้องรีบร้อน ใช้สัญชาตญาณในการศึกษากฎเกณฑ์ทั้งสองไปเรื่อยๆ]


            [โดยปกติ การจะศึกษากฎต้นกำเนิดสามารถทำได้ยากมาก ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใดก็ตาม ถ้าบุคคลผู้นั้นมีกฎต้นกำเนิดแห่งสายฟ้า พวกเขาจำเป็นต้องไปยังอาณาเขตที่เต็มไปด้วยพายุฝนฟ้าคะนองที่รุนแรง ต้องศึกษาเข้าใจถึงหลักการและคุณสมบัติของพลังงานสายฟ้า]


            [ยิ่งพวกเขารู้แจ้งในวิถีแห่งกฎเกณฑ์ได้มากเท่าไหร่ พลังของกฎต้นกำเนิดก็จะยิ่งร้ายกาจและน่าสะพรึงกลัวได้มากเท่านั้น]


            [ส่วนกฎต้นกำเนิดอื่นๆก็เช่นเดียวกัน ไฟ ลม น้ำ ดิน ไม้ ทองคำ หรือแม้แต่แสง ทุกคนย่อมมีวิธีในการศึกษารู้แจ้งที่ต่างกันออกไป บางอารยธรรมถึงขั้นสร้างสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยกฎต้นกำเนิดด้วยตนเอง ให้ลูกหลานและคนอื่นๆนั้นศึกษากัน]


            [แต่ในยีนพันธุกรรมเบฮีมอทมีคุณสมบัติของสัตว์อวกาศที่เชียวชาญในทุกกฎต้นกำเนิดอยู่ เจ้าเพียงต้องศึกษากฎเกณฑ์ของมันให้ฝังรากลึกเข้าไปในทะเลแห่งจิตวิญญาณ ปรับเปลี่ยนคริสตัลแห่งกฎที่โคจรอยู่โดยรอบ ให้รู้แจ้งและเชื่อมต่อเข้ากับดาวเคราะห์จำลองที่อยู่ภายในร่าง]


            [ถ้าคริสตัลที่ควบแน่นโดยกฎได้ขยายขนาดและแบ่งตัวออกเป็นสองชิ้นส่วน หมายความว่าเจ้าได้บรรลุกฎต้นกำเนิดไปเป็นขั้นที่ 2 เรียบร้อยแล้ว และเมื่อถึงกฎต้นกำเนิดขั้นที่ 2 เจ้าจะสามารถควบแน่นเขตแดนแห่งกฎขึ้นมาได้ ทำให้สายฟ้าปะทุออกเป็นวงกว้าง ร้ายกาจเป็นอย่างมากเลยละ]


            [สำหรับกฎต้นกำเนิดดั่งเดิมอย่างอวกาศ เจ้าไม่จำเป็นต้องใช้เวลาในการรู้แจ้งมันเลยซักนิด เนื่องจากว่าเบฮีมอทนั้นถือเป็นลูกรักของจักรวาลอย่างแท้จริง ยีนพันธุกรรมภายในร่างได้เข้ากระบวนการรู้แจ้งโดยอัตโนมัติ]


            [ขอเพียงแค่เวลาผ่านพ้นไป กฎต้นกำเนิดดั่งเดิมอย่างอวกาศ เจ้าก็จะสามารถใช้มันได้อย่างเชียวชาญ คุณสมบัติของอวกาศนั้นเต็มไปด้วยความลี้ลับ แตกแขนงแยกย่อยได้อย่างไร้ที่สิ้นสุด]


            ดาวาลที่ลอยอยู่ใกล้ๆก็อธิบายออกมาให้กับลูกศิษย์ของตนได้รับฟัง ทำให้ทันย่าได้รับประสบการณ์ใหม่ที่ไม่เคยได้รับรู้มาก่อน


            ในตอนนี้ภายใต้ทะเลจิตสำนึกที่เป็นเหมือนกับห้วงจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล


            ดาวเคราะห์จำลองกำลังหมุนโคจรโดยที่มีคริสตัลสายฟ้าและคริสตัลอวกาศล่องลอยไปมาเหมือนเป็นดวงดาวบริวาร พวกมันเปล่งแสงสว่างไสวและปลดปล่อยเส้นใยที่ถูกควบแน่นออกมาจากกฎต้นกำเนิด ประกายแสงทั้งสองได้เริ่มถักทอและเชื่อมต่อเข้าหากันด้วยอนุภาคแห่งพลังอันลี้ลับ ผสานเข้าไปยังดาวเคราะห์จำลองที่เป็นเหมือนศูนย์กลาง โคจรและหมุนวนไปมาอย่างไม่รู้จบ


            ขณะเดียวกันร่างจิตที่โปร่งแสงของทันย่า ก็ได้สิงสถิตลงไปยังดาวเคราะห์จำลองที่อยู่ภายในทะเลแห่งจิตสำนึก ผสานเข้ากับร่างกาย ก่อให้เกิดเป็นพลังจิตที่แข็งแกร่งและมั่นคง ด้วยเทคนิคคริสตัลดาวฤกษ์ที่ยกระดับไปถึงขั้นที่ 2 จิตวิญญาณของเขาก็ได้เติบโตขึ้นไปอย่างก้าวกระโดด


            ความแข็งแกร่งได้เพิ่มพูนขึ้นไปอีกสามเท่า หมายความว่าเขาจะมีคุณสมบัติที่เหนือยิ่งกว่านักสู้พันธุกรรมที่ใช้พลังจิตไปถึงหกเท่านั้นเอง


            ส่วนร่างกายที่เป็นมนุษย์ไม่มีความแข็งแกร่งเทียบเท่าได้กับร่างเบฮีมอท แต่มันก็ยังคงอยู่เหนือมากกว่านักสู้พันธุกรรมโดยปกติไปอยู่เล็กน้อย


            ไม่รู้ว่าเวลาได้ล่วงเลยผ่านไปเท่าไหร่


            ในที่สุดทันย่าก็ได้ลืมตาของตนเองขึ้น


            ปรากฏให้เห็นถึงแสงสว่างวาบที่สะท้อนภายในม่านตา ประกายแสงสายฟ้าวิ่งผ่าน ขณะเดียวกันก็มีแสงวาบสีดำที่ขุนมัว ให้ความรู้สึกว่าดวงตาของเขาเป็นเหมือนดั่งอวกาศที่กว้างใหญ่


            “ไม่เลวเลยท่านอาจารย์ดาวาล”


            “กฎต้นกำเนิดที่มันน่าเหลือเชื่อจริงๆ!”


            ขณะที่พูด ทันย่าก็ได้ปลดปล่อยพลังอำนาจของตน ปรากฏให้เห็นถึงสายฟ้าสีทองที่กำลังหมุนวนไปทั่วทั้งร่างกายของเขา


            ตอนนี้เขาสามารถควบคุมสายฟ้าสีทองได้อย่างอิสระ ใช้เพียงแค่ความคิดเดียวก็สามารถปลดปล่อยสายฟ้าออกไปได้ ความรุนแรงเองก็ไม่ธรรมดา ถึงจะเทียบไม่ได้กับการโจมตีเบฮีมอท


            แต่ถ้านักสู้พันธุกรรมในระดับขั้นเดียวกันโดนเข้าไป ถ้าไม่ตายก็คงต้องบาดเจ็บสาหัส


            นี่แหละคือคุณสมบัติของกฎต้นกำเนิด มันคือพลังในอีกรูปแบบนึงที่นักสู้พันธุกรรมระดับดาวเคราะห์ขึ้นไปสามารถใช้งานได้


            [สมแล้วที่เป็นถึงกฎต้นกำเนิดแห่งสายฟ้า หลังจากนี้เจ้าสามารถผสานกฎต้นกำเนิดเข้าไปในอาวุธเพื่อเพิ่มพลังในการโจมตีได้]


            [ลองนึกภาพที่ตัวของเจ้าใช้พลังจิตควบคุมวัตถุนับสิบและผสานเข้ากับกฎต้นกำเนิด พลังในการโจมตีก็จะยกระดับขึ้นไปอีกขั้น]


            [จากที่อาจารย์ได้สัมผัสดูแล้ว ร่างมนุษย์ของเจ้าตอนนี้อาจใช้พลังจิตต่อกรกับนักสู้แห่งดาวเคราะห์ระดับ 4 ดาวได้เลยทีเดียว]


            ดาวาลอธิบายจบก็พยักหน้ารับอย่างพึงพอใจ ยิ่งพอได้เห็นความชำนาญในการใช้พลังของทันย่า ดวงตาของเธอก็ลุกวาวเป็นประกาย


            ต้องรู้ก่อนว่าทันย่าตอนนี้มีพลังเพียงแค่ดาวเคราะห์ระดับ 1 ดาวเท่านั้น แต่ความแข็งแกร่งของเบฮีมอทไม่ว่าจะร่างไหนก็ยังคงร้ายกาจเป็นอย่างมากอยู่ดี ทั้งร่างกายและพลังจิตที่อยู่ภายในตัวก็แข็งแกร่งเหนือล้ำยิ่งกว่าเผ่าพันธุ์ใดๆในจักรวาล


            ในระดับขั้นเดียวกันทันย่าไร้เทียมทาน


            ไม่อยากจะนึกถึงตอนที่เขาได้วิวัฒนาการไปเป็นร่างเจริญวัยเลย ทันย่าคงแข็งแกร่งและร้ายกาจมากยิ่งกว่าเดิมไปอีกหลายเท่า


            “ต่อกรได้กับ 4 ดาว? หมายความว่าร่างมนุษย์ของฉันก็ยังคงแข็งแกร่งเป็นอันดับต้นๆ!”


            “ด้วยสถานะที่เป็นนักสู้พลังจิต คงจะทำให้ฉันมีฐานะที่สูงส่งในหมู่พวกมนุษย์แน่นอน!”


            ทันย่าได้ยินแบบนั้นก็กำหมัดของตนแน่น นัยน์ตาเต็มไปด้วยความคาดหวังและตื่นเต้น


            เหตุผลส่วนนึงที่ทันย่าเดินทางออกไปโลกมนุษย์ และไม่ได้สนใจกลืนกินมอนเตอร์หรือทำตามคำแนะนำของอินทรีทองคำขนเพรช


            ทั้งหมดก็เป็นเพราะจำนวนประชากรของมอนเตอร์ ทันย่าได้มองพวกมันเป็นเหมือนพักพวก ไม่ได้มองพวกมันเป็นอาหารที่ทำให้ตนเองได้วิวัฒนาการได้อีกต่อไป ถ้าเกิดว่าตอนนี้เขากลืนกินพวกมันทั้งหมดไป ในอนาคตคงจะไม่เหลือมอนเตอร์ระดับสูงไว้ใช้ในการรุกรานโลกของมนุษย์


            ต่อให้เวลานี้เขาจะกลืนกินมอนเตอร์ระดับชนชั้นราชาไปหลายร้อยตัว เขาก็คงไม่อาจยกระดับได้มากนัก สู้ลอบกลืนกินนักสู้พันธุกรรมดีกว่า


            หลังจากนี้เขาจะเข้าไปยังโลกมนุษย์และเข้าไปดำเนินการเรื่องต่างๆอย่างลับๆ แซงทำตัวเป็นมนุษย์คนนึง


            ในเมื่อการสังหารพวกมันตอนนี้ยังคงยากเกินไป เขาจะใช้สถานะมนุษย์ของตนเองในการกลืนกินทุกสิ่ง ทั้งทรัพยากรต่างๆที่ล้ำค่ามากมาย หรือไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามที่พวกมนุษย์เหล่านี้ได้มี ถ้ามีโอกาสเขาจะกลืนกินพวกมันให้หมด


            โดยเฉพาะกับนักสู้พันธุกรรมชั้นสูง พวกมันไม่ต่างไปจากอาหารอันโอชะเลยซักนิด


            น่าเสียดายที่เขาไม่ได้กลืนกินพวกมันในเมืองป้อมปราการแห่งนั้น มัวแต่หลงระเริงไปกับการเข่นฆ่าพวกมันอย่างไม่รู้จบ


    คล้ายกับเรื่อง(ดรอปไม่เขียนต่อ)BEHEMOTH ราชันแห่งมอนเตอร์ ที่คุณอ่าน