ตอนที่ 684จ่ายหนี้สิ้นทั้งหมดและลาออกจากสถานศึกษาสาขารุ่นเยาว์
“อนาคตของเธอจะสดใสและดีขึ้นกว่านี้ หากว่าเธอออกจากที่ที่เลวร้ายนี่!”
อ๊ะ!
คำพูดของเจิ้งฟู่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรและเรียบง่ายทว่ามันกลับเป็นคำด่าที่ราวกับหอกนับพันนับหมื่นเล่มที่พุ่งเข้าไปเจาะร่างกายของผู้อาวุโสเหล่านี้การที่ถูกกล่าวว่าว่าสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่เลวร้าย มันเหมือนเป็นการหยามหน้าผู้อาวุโสอย่างตนที่อยู่มานานมาก......
“ไอ้เด็กเหลือขอ!นี่แกคิดว่าแกเป็นใครกันถึงได้กล้าพูดจนสามหาวเช่นนี้แกคิดว่าแกเป็นผู้ยิ่งใหญ่และเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์สีแดงหรือยังไงกัน?!” ชายวัยกลางคนหน้าดุที่นั่งอยู่ทางขวาถึงกับกลั่นอารมณ์เอาไว้ไม่อยู่พลางลุกขึ้นมาและพูดถามเจิ้งฟู่อย่างดุดัน......
“นี่ท่านรู้ได้ยังไงว่าข้ามีพรสวรรค์ระดับแสงดี?อ่า!ท่านต้องไปดูตอนที่ข้าเข้าร่วมทดสอบแน่ๆเลยใช่ไหมท่านผู้อาวุโส!”ทว่าเจิ้งฟู่กลับไม่โกรธหรือไม่พอใจใดๆ เขาเพียงถามชายวัยกลางคนกลับไปอย่างซื่อๆว่าอีกฝ่ายรู้เรื่องระดับพรสวรรค์ของเขาได้อย่างไรซึ่งเป็นคนตั้งใจของเจิ้งฟู่ที่จะพูดออกไปแบบนั้นเพื่อให้ทุกคนรู้......
หือ?!
“นี่แกกล้าเล่นลิ้นกับข้าอย่างนั้นรึ?สงสัยข้าคงต้องสั่งสอนเด็กเหลือขออย่างเจ้าเสียหน่อยแล้วจะได้รู้ว่าสิ่งไหนควรพูดสิ่งไหนไม่ควรพูด หรือใครที่เล่นได้หรือเล่นด้วยไม่ได้!”ชายวัยกลางคนหน้าดุรู้สึกตกใจเล็กน้อยที่ได้ยินแบบนั้น แต่มันไม่เชื่อว่าเจิ้งฟู่จะมีพรสวรรค์ระดับนั้นจริง.......
“ท่านจะสั่งสอนข้าอย่างนั้นรึ? ก็เอาสิ!หากข้าเป็นอะไรขึ้นมาท่านก็เตรียมตัวรับผลจากการกระทำของท่านก็แล้วกันข้าจะไม่ตอบโต้หรือสวนกลับใดๆและข้าก็หวังว่าท่านจะไม่โดนโทษหนักจากทางสถานบันนิกายบัญชาสวรรค์สาขาหลักนะ!”เจิ้งฟู่ไม่ได้กลัวชายวัยกลางคนคนนี้เลยเพราะเขาคิดว่าจะต้องมีใครสักคนออกมาช่วยระงับเรื่องราวในครั้งนี้แน่......
“ท่านผู้อาวุโสเยี่ยพอแค่นั้นแหละ!”และมันก็เป็นไปตามที่เจิ้งฟู่คิดจริงๆเลย ซึ่งคนที่ออกเสียงสั่งให้ชายวัยกลางคนหน้าดุหยุดก็คือชายวัยกลางคนเคราหนาก่อนหน้านี้ก่อนที่ชายวัยกลางเคราหนาจะหันมามองที่เจิ้งฟู่แล้วพูดขึ้นว่า “ข้าไม่รูว่าเจ้าใช่คนที่ทำให้ศิลาบัญชาสวรรค์เปล่งแสงสีแดงหรือไม่แต่การที่เจ้ามาพูดวาร้ายต่อสถานศึกษาสาขารุ่นเยาว์แบบนี้มันออกจะเกินไปหน่อยนะเหตุใดเจ้าถึงได้ว่าร้ายต่อที่นี้แบบนั้น?” ชายวัยกลางคนถามเจิ้งฟู่ด้วยน้ำเสียงที่ดูปกติทว่าสายตาที่เขาจ้องมองมาที่เจิ้งฟู่กลับแฝงไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย......
“จะไม่ให้ข้าว่าแบบนั้นได้อย่างไรกันตั้งแต่ที่ข้ามาที่นี้น้องสาวของข้าก็ถูกมองด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยามมาตลอดทางไหนจะคำพูดที่ไม่น่าฟังต่างๆนาๆอีก หากว่าที่นี้เป็นสถานที่ที่ดีจริงแล้วเหตุใดเธอถึงไม่มีความสุขละเช่นนั้นแล้วสถานที่แห่งนี้ก็เป็นสถานที่ที่เลวร้ายสำหรับเธอ!” เจิ้งฟู่ไม่เคยกลัวต่อคำตอบของเขาที่จะตอบออกไป ถึงแม้ตัวเขาจะยังไม่แข็งแกร่งในตอนนี้แต่เขาไม่เคยกลัวการปะทะใดๆที่เห็นโอกาสรอด ซึ่งในครั้งนี้เองก็ด้วย.......
“มันก็จริงอย่างที่เจ้าพูดข้าเองก็เห็นว่ามันเป็นแบบนั้นตลอดมาเด็กสาวตัวน้อยนี้มักจะถูกกลั่นแกล้งและดูถูกอยู่เป็นประจำดังนั้นข้าจะไม่ว่าเจ้าที่เจ้าพูดแบบนั้น แต่ตอนนี้เรามาเข้าเรื่องหลักกันดีกว่าก่อนอื่นก็เรื่องหนี้สินที่น้องสาวตัวน้อยของเจ้าติดค้างอยู่ซึ่งมีค่าเรียนในปีที่แล้วหนึ่งพันผลึกสวรรค์ม่วงระดับต่ำและค่าเรียนในปีนี้อีกหนึ่งพันผลึกสวรรค์ระดับต่ำกับค่าอยู่และค่ากินอีกห้าร้อยผลึกสวรรค์ม่วงระดับต่ำ รวมเป็นสองพันห้าร้อยผลึกสวรรค์ระดับต่ำนอกจากนี้ยังมี........”
“ผลึกสวรรค์ม่วงระดับสูงหนึ่งก้อนพอจะชดใช้หนี้ทั้งหมดของเธอได้หรือป่าว?”เจิ้งฟู่ขี้เกียจฟังต่อแล้วว่าช่างเยวี่ยตัวน้อยของเขานั้นติดหนี้ค่าอะไรบ้างเขาเพียงแค่หยิบเอาผลึกสวรรค์ม่วงระดับสูงออกมาหนึ่งก้อนแล้วถามว่ามันเพียงพอไหม
แน่นอนว่าผลึกสวรรค์ม่วงระดับสูงนี้ย่อมเกินพอที่จะใช้หนี้ทั้งหมดแถมยังเหลือถอนกลับมาอีกด้วยเพราะผลึกสวรรค์ม่วงระดับสูงหนึ่งก้อนสามารถแลกเปลี่ยนเป็นผลึกสวรรค์ระดับกลางได้หนึ่งร้อยก้อนและผลึกสวรรค์ม่วงระดับกลางหนึ่งก้อนแลกเป็นระดับต่ำได้อีกร้อยก้อนดังนั้นผลึกสวรรค์ม่วงระดับสูงหนึ่งก้อนจะเท่ากับระดับหมื่นก้อน......
อ่า!
ผลึกสวรรค์ม่วงระดับสูง!!
ดวงตาของทุกคนที่อยู่ภายในห้องนี้พลันเบิกโตขึ้นอย่างตกใจและไม่อยากเชื่อว่าเจิ้งฟู่จะมีผลึกสวรรค์ม่วงระดับสูงอยู่ในมือของเขาแต่ที่ทุกคนตกใจก็เพราะว่าทุกคนไม่คิดว่าเจิ้งฟู่จะยอมเสียผลึกสวรรค์ม่วงระดับสูงกับเด็กที่ไร้ค่าอย่างนี้.......
“แน่นอนว่ามันย่อมพอแถมพวกเราต้องคืนเงินส่วนที่เกินมาให้กับเจ้าด้วย และ.........”
“ข้าจะไม่รับส่วนที่เกินคืนแต่ข้าจะรับตัวช่างเยวี่ยไปเลี้ยงดูต่อและตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเธอจะไม่ใช้ศิษย์ของสถานศึกษาสาขารุ่นเยาว์แห่งนี้อีก!”เจิ้งฟู่ยกมือขึ้นมาเพื่อกล่าวปฏิเสธรับเงินที่เหลือเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับตัวช่างเยวี่ยน้อยเจิ้งฟู่จะไม่รับเงินที่เหลือนั้น......
เฮ้อ........
“ถ้าเจ้าต้องการแบบนั้นก็ย่อมได้แต่เราจะต้องถามจากปากของช่างเยวี่ยก่อนว่านางเต็มใจที่จะออกจากสถานศึกษานี้หรือป่าว!” ชายวัยกลางคนอดที่จะถอดถอนหายใจยาวออกมาอย่างเศร้าใจและเสียดายไม่ได้ เนื่องจากความสามารถทางด้านข้อมูลความจำที่ดีเลิศของเธอถึงแม้จะไม่ได้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในด้านการฝึกตน แต่เธอก็ยังยิ่งใหญ่ได้ในศาสตร์อื่นๆดังนั้นชายวัยกลางคนจึงพูดบอกให้ช่างเยวี่ยเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะไปหรือจะอยู่......
“ข้าจะไปกับพี่ชายของข้าข้าจะไม่อยู่ที่นี้อีกแล้วขอบคุณท่านอาจารย์และท่านผู้อาวุโสทุกท่านที่ช่วยดูแลและชี้แนะให้กับช่างเยวี่ยหากอนาคตมีวาสนาต่อกันช่างเยวี่ยก็หวังว่าจะได้ตอบแทนพวกท่านคืนอย่างที่สุด!” ช่างเยวี่ยตัวน้อยไม่ลังเลหรือคิดให้นานเลย เมื่อชายวัยกลางคนถามเธอเธอก็เลือกคำตอบและตอบกลับไปในทันที ซึ่งทางที่เธอเลือกก็คือการออกไปจากที่แห่งนี้......
อ่า!
คำตอบที่ไร้ซึ่งการลังเลของช่างเยวี่ยทำเอาเหล่าผู้อาวุโสอดที่จะตกใจไม่ได้ใครจะไปคิดว่าเธอจะเลือกออกจากสถานศึกษาแห่งนี้.......
“ก็ได้! ในเมื่อเจ้าตัดสินใจแล้วข้าก็จะไม่ห้ามเจ้านับจากวันนี้ไปเจ้าไม่ใช่ศิษย์ของสถานศึกษาแห่งนี้อีกต่อไปแล้ว เชิญพวกเจ้าทั้งสองคนกลับออกไปได้แล้วส่วนเงินที่เกินมาข้าจะไม่เก็บมันไว้ ข้าจะคืนมันให้กับเจ้าทั้งหมด!” ชายวัยกลางคนพยักหน้าอย่างเสียดายที่ช่างเยวี่ยเลือกที่จะออกจากสถานศึกษาสาขารุ่นเยาว์ไปซึ่งก่อนที่เจิ้งฟู่จะพาช่างเยวี่ยไปชายชราได้โยนผลึกสวรรค์ม่วงระดับกลางจำนวนห้าสิบก้อนคืนให้กับเขา......
หมับ!
หวืด
“อื้ม! เช่นนั้นพวกเราทั้งสองขอตัวลา!”เจิ้งฟู่รับเอาผลึกสวรรค์ม่วงระดับกลางเหล่านั้นมาและเก็บมันเข้าแหวนมิติของเขาก่อนจะพาช่างเยวี่ยตัวน้อยออกไปจากตำหนักแห่งนี้.......
“ทำไมท่านถึงได้ปล่อยเจ้าเด็กเหลือขอนั้นไปละท่านผู้อาวุโสฟางตู่?”ชายวัยกลางคนหน้าตาดุไม่เข้าใจว่าทำไมฟางตู่ถึงได้ปล่อยให้เจิ้งฟู่จากไปแบบง่ายๆอย่างนั้น......
“นั่นนะสิ โดยเฉพาะเด็กสาวคนนั้นเธอเป็นดั่งเพชรที่มีค่า หากในอนาคตเธอโตขึ้นพวกเรายังสามารถใช้เธอให้ทำงานเกี่ยวกับห้องหนังสือหรืออะไรที่เกี่ยวกับข้อมูลได้!”หญิงวัยกลางคนอีกคนพูดเสริมขึ้นอย่างไม่เข้าใจเช่นกัน......
“ไม่ใช่ว่าข้าเองอยากที่จะปล่อยตัวเด็กนั้นไปแต่นี่เป็นกฎของสถานศึกษาเรา หากเป็นท่านรองอาจารย์ใหญ่หรือท่านอาจารย์ใหญ่มาเองพวกท่านทั้งสองก็คงต้องทำเช่นข้า อีกอย่างชายหนุ่มคนนั้นก็จ่ายหนี้ให้กับเด็กสาวคนนั้นแล้วด้วยแล้วเราจะใช้ข้ออ้างอันใดมารั้งพวกเขาไว้!” ฟางตู่ตอบกลับอาจารย์ทั้งสองคนอย่างเศร้าใจและหนักใจ......
ซึ่งคำตอบของฟางตู่ทำให้อาจารย์ทั้งสองคนถึงกับเงียบปากไม่พูดตอบกลับมาเนื่องจากมันเป็นจริงอย่างที่ฟางตู่พูดเอาไว้ ซึ่งกฎของสถานศึกษาก็ได้เขียนเอาไว้อย่างชัดเจนแล้วด้วย.......
หลังจากที่เจิ้งฟู่ออกมาแล้วพวกเขาก็พบกับกลุ่มเด็กนักเรียนตัวน้อยที่เป็นเพื่อนชั้นเรียนกับช่างเยวี่ยและอาจารย์สาวที่ยืนรอฟังผลอยู่และเมื่อพวกเขาเห็นเจิ้งฟู่กับช่างเยวี่ยเดินออกมาจากตำหนักด้วยสีหน้ามีความสุขแล้วใบหน้าของทุกคนก็หมองลง เพราะรับรู้ได้ว่าเรื่องทุกอย่างต้องผ่านไปได้ด้วยดีแน่ๆไม่เช่นนั้นช่างเยวี่ยไม่ยิ้มอย่างมีความสุขแบบนี้.....
“พวกเขาสองคนเดินยิ้มออกมาแบบนี้แสดงว่าทุกอย่างเป็นได้ด้วยดีสินะ?”
“ถ้าหากไม่เป็นได้ด้วยด้วยพวกเขาจะยิ้มเหรอ?ชิ!ช่างน่าเสียดายนักที่นางนั้นไม่ถูกขับออกไปจากสถานศึกษาแห่งนี้!”
“เจ้าจะให้นางถูกขับออกไปทำไมกัน ใบหน้าสวยๆของนางน่าดูจะตายไป!”
“ถึงแม้นางจะเป็นตัวซวยแต่นางก็มีใบหน้าที่งดงามกว่าใครข้าเองก็เสียดายเหมือนกันนะหากว่านางต้องออกจากสถานศึกษา!”
คำพูดมากมายดังขึ้นจากกลุ่มเด็กนักเรียนกลุ่มนี้ซึ่งมีหลายคนที่ต้องการให้ช่างเยวี่ยออกจากสถานศึกษาแห่งนี้ไปส่วนใหญ่แล้วคนที่คิดแบบนี้จะเป็นเด็กสาว ส่วนเด็กชายนั้นยังคงอยากให้ช่างเยวี่ยอยู่ต่อเพราะหน้าตาที่น่ารักของเธอ......
“ไม่คิดเลยว่าคนธรรมดาทั่วไปอย่างเจ้าจะมีเงินมากพอที่จะจ่ายหนี้ให้กับเธอ!”อาจารย์สาวยังคงพูดจาทะถางต่อเจิ้งฟู่ไม่ยอมหยุดเธอยังคงดูถูกเขาทุกวินาที.......
“มันก็แค่ผลึกสวรรค์ม่วงระดับต่ำแค่ห้าพันก้อนไม่เห็นมันจะมากตรงไหนเลย สำหรับข้าแล้วผลึกสวรรค์ม่วงแค่นั้นมันก็แค่เศษเงินของข้าหากเจ้ายอมขายตัวเจ้าให้กับข้า ข้ายินดีจ่ายค่าตัวของเจ้าด้วยผลึกสวรรค์ม่วงระดับต่ำมากถึงหมื่นก้อนเลยเป็นไง!”ในที่สุดเจิ้งฟู่ก็อดที่จะพูดไม่ได้ เขาไม่สนใจว่าใครจะคิดยังไงแต่สำหรับเขาแล้วเขาเกลียดผู้หญิงแบบนี้เป็นที่สุด ดังนั้นเขาจึงพูดเหน็บแนมเธอโดยการเสนอราคาค่าตัวของเธอด้วยผลึกสวรรค์ม่วงระดับต่ำหมื่นก้อน.......
“จะ......จะ......เจ้า!!เจ้ากล้าว่าข้าเป็นอีตัวอย่างนั้นรึ?” อาจารย์สาวพลันโกรธเป็นฟืนเป็นไฟในทันทีเมื่อได้ยินคำพูดของเจิ้งฟู่......
“ข้าบอกเจ้าตอนไหนกันว่าเจ้าเป็น?เป็นเจ้าเองต่างหากที่พูด ข้าป่าวพูดเสียหน่อย!”เจิ้งฟู่ทำหน้าเป็นไม่รู้ไม่ชี้ในขณะที่ตอบกลับอาจารย์สาวคนนี้ไป......
“กะ......กะ...แก!”
“ช่างเยวี่ย! พวกเราไปจากที่นี้กันเถอะต่อไปนี้เจ้าก็จะได้เป็นอิสระจากคนพวกนี้แล้ว เจ้าจะได้ไม่ต้องทนเห็นหน้าคนเหล่านี้อีกต่อไป!” เจิ้งฟู่เลิกที่จะสนใจต่ออาจารย์สาวและหันไปพูดกับช่างเยวี่ยที่เอายืนเงียบก้มหน้าไม่พูดไม่จาใดๆ......
“ค่ะพี่ชาย! พวกเราไปกันเถอะข้าไม่อยากอยู่ที่นี้ต่อแล้ว” ช่างเยวี่ยพยักหน้าให้กับเจิ้งฟู่ ก่อนจะบอกให้เจิ้งฟู่พานางไปจากที่นี้.......
อื้ม!!
ทั้งเจิ้งฟู่และช่างเยวี่ยได้เลิกที่จะสนใจและพูดคุยกับคนพวกนี้พวกเขาทั้งสองเดินกลับออกไปที่หน้าทางเข้าสถานศึกษาก่อนจะกลับไปขึ้นรถม้าที่ชายชราคิงรออยู่........
“นายน้อย! แม่หนูช่างเยวี่ย!”ชายชรายิ้มและกล่าวทักทายทั้งสองคนในทันทีเมื่อเห็น......
“ท่านผู้เฒ่า พวกเราไปจากที่แห่งนี้กันเถอะท่านช่วยพาข้ากับช่างเยวี่ไปร้านขายเสื้อผ้าได้หรือไม่ ข้าต้องการที่จะซื่อเสื้อผ้าให้กับเธอเสียหน่อย!” เจิ้งฟู่กล่าวกับชายชราว่าเขาต้องการที่จะไปยังร้านขายเสื้อผ้าที่อยู่แถวๆนี้แต่เขาไม่รู้เส้นทางและไม่รู้ว่าจะไปร้านไหนดี.....
“ได้ขอรับนายน้อยเชิญท่านขึ้นมาบนรถม้าได้เลย เดียวข้าจะไปส่งท่านเอง!”ชายชราพยักหน้าให้พร้อมกับตอบรับคำสั่งของเจิ้งฟู่อย่างเชื่อฟัง.........
พรึบ!!
“นางฟ้าตัวน้อยของพี่เดียวพี่จะพาเจ้าไปซื้อเสื้อผ้าใหม่เพราะต่อไปนี้เจ้าจะไปอยู่ที่พี่ที่บ้านของพี่ชายซึ่งสถานที่แห่งนั้นเป็นสถานที่ที่วิเศษมาก เมื่อเจ้าไปถึงแล้วเจ้าต้องชอบมันแน่ๆ!” ในตอนแรกเจิ้งฟู่คิดว่าจะพาช่างเยวี่ยกลับไปที่ภูเขาของเขาเลย ทว่าเขากลับนึกขึ้นมาได้ว่าเธอยังไม่มีเสื้อผ้าใช้เปลี่ยนในแต่ละวันเลยเขาจึงต้องพาเธอไปหาเลือกซื้อเสื้อผ้าก่อน.......
ค่ะพี่ชาย