“เจ้า!!”
“ช่างหยิ่งผยองยิ่งนัก”
“วันนี้ข้าจะถลกหนังเจ้าและเผากระดูกเจ้าให้เป็นเถ้าถ่าน!!”
ปอดของเซวี่ยหลิงอวิ๋นแทบจะระเบิดออกมาอยู่แล้ว
ในฐานะที่อยู่ในขั้นสวรรค์กำเนิด ไม่ว่าจะไปที่ใดเขาล้วนได้รับการเคารพจากผู้คนทั้งหมด กระทั่งยอดฝีมือนับไม่ถ้วนยังต้องก้มคำนับให้
แต่ตอนนี้เจ้านิกายเทพกระบี่ไม่เพียงแต่ไม่แยแส ทั้งยังข่มขู่บอกให้ตนฆ่าตัวตายอีก?
ไหนเลยเขาจะเคยได้รับการปฏิบัติอย่างหยาบคายเช่นนี้?
โทสะที่ไม่สามารถควบคุมได้กลายเป็นเปลวเพลิงลุกไหม้โดยพลัน
จิตสังหารของเซวี่ยหลิงอวิ๋นพลุ่งพล่านขึ้นมา
สำหรับเหล่าอาวุโสของสำนักดาบสัตโลหะที่ยืนอยู่ด้านหลังนั้นก็ไม่ต่างกัน บัดนี้พวกเขาต่างโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
ส่วนเหล่าศิษย์ชั้นยอดทั้งหลายที่ติดตามมายิ่งแล้วใหญ่ พวกเขาโกรธจนควันแทบจะออกหูอยู่แล้ว
“อย่างเจ้านี่นะรึ?”
“ข้าควรจะใช้คำไหนดี ความสามารถจะน่าสมเพชเกินไปหรือเปล่า!”
“แค่มดปลวกขั้นสวรรค์กำเนิดแท้ ๆ แต่ยังมีหน้ามายืนต่อหน้าท่านเจ้านิกายของพวกเรา?”
“แม้แต่มดก็ยังเจียมตัวรู้จักที่อยู่ของมันเลย”
“หากข้าเป็นมันเกรงว่าเมื่อพบรอยแยกที่พื้นข้าจะรีบกระโจนลงไปเพื่อหนีความจริงเสีย”
“กับคนอย่างเจ้าไม่จำเป็นต้องถึงมือท่านเจ้านิกายด้วยซ้ำ ข้าที่เป็นแค่ศิษย์ฝึกหัดของนิกายเทพกระบี่ก็สามารถสังหารเจ้าได้เหมือนเชือดไก่แล้ว”
หยู่เหวินเซิ่งซินปรากฏ ก้าวออกมาด้านหน้าหนึ่งก้าวก็พลันปรากฏดอกบัวสายหนึ่งขึ้นมา
เพียงย่างก้าวกลับปรากฏดอกบัวออกมารับฝ่าเท้า และหลังจากนั้นอากาศโดยรอบก็เริ่มบริสุทธิ์จนสัมผัสได้ พลังแห่งฟ้าดินแผ่กระจาย ภาพของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์โผล่พ้นให้เห็นจากเบื้องหลังของนาง
หากสังเกตดี ๆ จะพบพลังแห่งกฎเกณฑ์ที่โอบล้อมตัวนางอย่างน่าประหลาด
กลิ่นอายเช่นนี้มีเพียงผู้บรรลุถึงขั้นมหาปราชญ์ที่เข้าถึงกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินเท่านั้นที่สามารถมีได้
ถึงอย่างไรในช่วงชีวิตที่แล้ว หยู่เหวินเซิ่งซินก็เป็นถึงมหาปราชญ์ผู้น่าเกรงขาม
หลังจากปลุกความทรงจำขึ้นมาได้พร้อมทั้งได้รับโอสถจุติมา เรียกได้ว่าเวลานี้ความสามารถของนางเหนือกว่าจินตนาการ
ฉับพลัน
ซวนหยวนชิงเทียน ที่อยู่อีกด้านก็ก้าวออกมาแล้วเช่นกัน
“บังอาจมาดูหมิ่นท่านเจ้านิกาย การไม่เคารพท่านเจ้านิกายถือเป็นความผิดมหันต์มีโทษสมควรตาย แล้วไฉนยังไม่รีบฆ่าตัวตายอีก?”
ดวงตาของนางที่จ้องมองไปยังคนของสำนักดาบสัตโลหะ ทำให้พวกเขาเหล่านั้นราวกับมีกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านร่างกาย กลิ่นอายอันเย็นเฉียบทำให้หัวใจถูกกดทับด้วยภูเขาลูกใหญ่
เจ้านิกายนั้นดีต่อนางเพียงใด นางจะทนให้เขาถูกคนเหล่านี้เหยียบย่ำดูแคลนได้เช่นไร?
ณ บริเวณด้านนอกภูเขา นิกายเทพกระบี่
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ เย่จิงอวิ๋นได้มายืนอยู่ด้านข้าง เย่เสวียน
เขาจ้องมองไปยังคนของสำนักดาบสัตโลหะด้วยแววตาแห่งโทสะราวกับเปลวเพลิงสองดวงลุกโชน
หมัดของเขาถูกห่อหุ้มไปด้วยกลิ่นอายอันน่าสะพรึงจากยุคบรรพกาล
......................
“ข้าล่ะอยากจะสังหารเจ้าโง่นั่นจริง ๆ”
เสียงต่ำสายหนึ่งดังขึ้นที่ประตูทางเข้า
เจ้าของเสียงนั้นก็คือเย่จิงอวิ๋น ถึงแม้เสียงจะเบาบางแต่ทว่ามันกลับเปรียบเสมือนพายุคะนอง ซึ่งทุกคนล้วนได้ยินอย่างชัดเจน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เซวี่ยหลิงอวิ๋น ที่ได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับหน้าดำทะมึน
“อะไรนะ?”
“จะสังหารข้า?”
“ฮ่า ๆ ... ช่างน่าขัน!!”
เซวี่ยหลิงอวิ๋น หัวเราะออกมาด้วยโทสะ
แม้ว่าเขาจะอยู่กลางอากาศ แต่พลังปราณของเขาที่แพร่กระจายออกไปทั่วสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าชายหนุ่มที่เอ่ยประโยคอันน่าขันนี้ ไม่มีความผันผวนของคำว่า ‘ปราณ’ เลยแม้แต่น้อย
หมายความว่าเจ้าหนูนี่ก็แค่คนธรรมดาดี ๆ นี่เอง
อย่างไรก็ตามฉากที่น่าตื่นตะลึงก็ปรากฏขึ้น แม้แต่ท่าทีเหยียดหยามของเขาก็ต้องชะงักลงอย่างกะทันหัน
เพราะเวลานี้บนร่างของเย่จิงอวิ๋น ได้ปลดปล่อยกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวจากยุคบรรพกาลออกมา
ทันทีที่กลิ่นอายนี้แผ่ขยายออกมา โลกทั้งใบก็ถึงกับสั่นสะเทือน
เมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า คนจากสำนักดาบสัตโลหะล้วนพากันตกตะลึง ในเวลาเดียวกันพวกเขาก็รู้สึกว่าหนังศีรษะของตนเองด้านชาจนทะลวงผ่านไปถึงกระดูกสันหลัง
คนของสำนักดาบสัตโลหะสามารถรับรู้ได้ทันที ชายหนุ่มผู้นี้คือบุตรแห่งโชคชะตาที่แท้จริง!!
เย่จิงอวิ๋น หาได้เกรงกลัวต่อเทพหรือปีศาจไม่
คนเดียวที่เขาเคารพคือเจ้านิกายเทพกระบี่เท่านั้น
เขาจะไม่ยอมให้ผู้ใดมาดูหมิ่นเจ้านิกายของตนเป็นอันขาด!
ถึงอีกฝ่ายจะเป็นเจ้าสำนักดาบสัตโลหะ เป็นยอดฝีมือขั้นสวรรค์กำเนิดจุดสูงสุดแล้วอย่างไร?
ตูมมมมม!!!
ท่าทางของเขาหนักแน่นราวกับขุนเขา ฉับพลันเย่จิงอวิ๋นก็ได้ออกหมัดชกไปในอากาศ
บึมมมมมม!!!
เสียงฟ้าร้องพร้อมกับหลายสายดังกึกก้อง บนท้องฟ้าปรากฏเมฆครึ้ม ลมพายุพัดโหมกระหน่ำ เมฆดำค่อย ๆ ย่างกรายมาจากทุกสารทิศ ซึ่งราวกับในเมฆดำนั้นมีสัตว์ร้ายกำลังคำรามออกมาด้วยความเกรี้ยวกราดอยู่
ในขณะนี้พลังฟ้าดินในรัศมีพันจั้งเริ่มเสียความสมดุลและไม่มีความมั่นคงอีกต่อไป
ซึ่งด้านหลังเย่จิงอวิ๋นก็ได้ปรากฏภาพมายาขนาดใหญ่สูงตระหง่านพร้อมกับกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวขึ้นมา
ภาพมายานี้มีใบหน้าที่ดุดันน่ากลัว อีกทั้งด้วยแรงกดดันอันมหาศาลจึงทำให้สามารถสะกดข่มทุกคนได้ในพริบตา
กลิ่นอายและแรงกดดันอันรุนแรงนี้กำลังบดขยี้พื้นที่โดยรอบ กระทั่งเห็นได้ด้วยตาเปล่าว่าอากาศรอบ ๆ เกิดการปริแตกอย่างเห็นได้ชัด
เทพพฤกษาโบราณถือกำเนิด!
ตามตำนานเล่าขานในยุคโบราณนั้น มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังที่สุด พวกเขาไม่ได้ฝึกฝนกำลังภายในต่อสู้ พวกเขาฝึกฝนเพียงเพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่น เมื่อกาลเวลาผ่านไปพลังที่สะสมอยู่ก็ถูกปลดปล่อยออกมาเป็นพลังหมัด ซึ่งหมัดเดียวนั้นเพียงพอที่จะสามารถปลิดชีพทุกสรรพสิ่งได้ โดยคนเหล่านั้นจะถูกเรียกว่าเทพพฤกษาโบราณ
ดวงตาของเทพพฤกษาโบราณหลังจากกวาดตามองไปรอบ ๆ สุดท้ายก็ได้จับจ้องไปยังเซวี่ยหลิงเฟิง
บูมมมมมม!!
ในขณะที่เย่จิงอวิ๋นปล่อยหมัดออกไปนั้นเอง เทพพฤกษาโบราณดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงบางอย่าง มันจึงเหวี่ยงหมัดขนาดมหึมาพุ่งตรงไปยังเซวี่ยหลิงอวิ๋น
หมัดนี้ราวกับสามารถทะลวงผ่าปฐพีได้โดยตรง
“อึก~”
“นะ...นั่นมันเทพพฤกษาโบราณอย่างนั้นหรือ?”
เวลานี้ลูกตาของเซวี่ยหลิงอวิ๋นแทบจะถลนออกมาจากเบ้า ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ เขาไม่เคยคิดว่าคนที่ดูเหมือนคนธรรมดาผู้นี้แท้จริงแล้วจะฝึกฝนวิชาหมัดที่ทรงพลัง!
ในตอนนี้เขาสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามจากเทพพฤกษาโบราณ
โชคดีที่ชายหนุ่มคนนี้เพิ่งสัมผัสธรณีประตูของวิชาหมัดนี้ ไม่เช่นนั้นหากให้เวลาฝึกฝนมากกว่านี้ เกรงว่าเพียงปลดปล่อยลมหายใจออกมาก็คงทำให้คนที่อยู่บริเวณโดยรอบกลายเป็นละอองโลหิตได้ในพริบตา
และนอกจากความตกตะลึง แววตาของเซวี่ยหลิงอวิ๋นยังเผยความโลภออกมาโดยไม่อาจปิดบัง
“ดูเหมือนว่าข่าวลือเกี่ยวกับนิกายเทพกระบี่จะเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ ต้องมีความลับที่น่าตกใจซ่อนอยู่ภายในนั้นเป็นแน่”
“วันนี้ข้าจะต้องทำลายนิกายเทพกระบี่และชิงสมบัติทั้งหมดมาให้ได้”
เซวี่ยหลิงอวิ๋นเริ่มวางแผนในใจ
ส่วนจางสงเหล่าอาวุโสและศิษย์คนอื่น ๆ นั้น หลังจากที่ได้สัมผัสถึงวิชาหมัดของเย่จิงอวิ๋นแล้ว ปากพวกเขาก็ราวกับถูกอุดด้วยกำปั้น
แม้แต่ลูกตาก็แทบถลนออกมาจากเบ้า
.............
“เคล็ดวิชาของศิษย์พี่ใหญ่ช่างร้ายกาจยิ่งนัก”
“ดูท่าจะต้องเป็นเคล็ดวิชาที่ท่านเจ้านิกายมอบให้ศิษย์พี่ใหญ่รวมไปถึงเคล็ดฝึกตนอย่างแน่นอน”
“หากฝึกฝนวิชาหมัดเทพทลายไปถึงจุดสูงสุดได้ เพียงหมัดเดียวย่อมเพียงพอที่จะทำให้ใต้หล้าศิโรราบแล้ว”
“ด้วยความมุมานะของศิษย์พี่ใหญ่ แน่นอนว่าย่อมไปถึงจุดนั้นได้”
หยู่เหวินเซิ่งซินเหลือบมองไปยังเย่จิงอวิ๋น ด้วยความประหลาดใจ