สำนักเทพเปย์ศิษย์

    สำนักเทพเปย์ศิษย์_45_ข้าล่ะอยากจะสังหารเจ้าโง่นั่นจริง ๆ

    “เจ้า!!”


    “ช่างหยิ่งผยองยิ่งนัก”


    “วันนี้ข้าจะถลกหนังเจ้าและเผากระดูกเจ้าให้เป็นเถ้าถ่าน!!”


    ปอดของเซวี่ยหลิงอวิ๋นแทบจะระเบิดออกมาอยู่แล้ว


    ในฐานะที่อยู่ในขั้นสวรรค์กำเนิด ไม่ว่าจะไปที่ใดเขาล้วนได้รับการเคารพจากผู้คนทั้งหมด กระทั่งยอดฝีมือนับไม่ถ้วนยังต้องก้มคำนับให้


    แต่ตอนนี้เจ้านิกายเทพกระบี่ไม่เพียงแต่ไม่แยแส ทั้งยังข่มขู่บอกให้ตนฆ่าตัวตายอีก?


    ไหนเลยเขาจะเคยได้รับการปฏิบัติอย่างหยาบคายเช่นนี้?


    โทสะที่ไม่สามารถควบคุมได้กลายเป็นเปลวเพลิงลุกไหม้โดยพลัน


    จิตสังหารของเซวี่ยหลิงอวิ๋นพลุ่งพล่านขึ้นมา


    สำหรับเหล่าอาวุโสของสำนักดาบสัตโลหะที่ยืนอยู่ด้านหลังนั้นก็ไม่ต่างกัน บัดนี้พวกเขาต่างโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ


    ส่วนเหล่าศิษย์ชั้นยอดทั้งหลายที่ติดตามมายิ่งแล้วใหญ่ พวกเขาโกรธจนควันแทบจะออกหูอยู่แล้ว


    “อย่างเจ้านี่นะรึ?”


    “ข้าควรจะใช้คำไหนดี ความสามารถจะน่าสมเพชเกินไปหรือเปล่า!”


    “แค่มดปลวกขั้นสวรรค์กำเนิดแท้ ๆ แต่ยังมีหน้ามายืนต่อหน้าท่านเจ้านิกายของพวกเรา?”


    “แม้แต่มดก็ยังเจียมตัวรู้จักที่อยู่ของมันเลย”


    “หากข้าเป็นมันเกรงว่าเมื่อพบรอยแยกที่พื้นข้าจะรีบกระโจนลงไปเพื่อหนีความจริงเสีย”


    “กับคนอย่างเจ้าไม่จำเป็นต้องถึงมือท่านเจ้านิกายด้วยซ้ำ ข้าที่เป็นแค่ศิษย์ฝึกหัดของนิกายเทพกระบี่ก็สามารถสังหารเจ้าได้เหมือนเชือดไก่แล้ว”


    หยู่เหวินเซิ่งซินปรากฏ ก้าวออกมาด้านหน้าหนึ่งก้าวก็พลันปรากฏดอกบัวสายหนึ่งขึ้นมา


    เพียงย่างก้าวกลับปรากฏดอกบัวออกมารับฝ่าเท้า และหลังจากนั้นอากาศโดยรอบก็เริ่มบริสุทธิ์จนสัมผัสได้ พลังแห่งฟ้าดินแผ่กระจาย ภาพของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์โผล่พ้นให้เห็นจากเบื้องหลังของนาง


    หากสังเกตดี ๆ จะพบพลังแห่งกฎเกณฑ์ที่โอบล้อมตัวนางอย่างน่าประหลาด


    กลิ่นอายเช่นนี้มีเพียงผู้บรรลุถึงขั้นมหาปราชญ์ที่เข้าถึงกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินเท่านั้นที่สามารถมีได้


    ถึงอย่างไรในช่วงชีวิตที่แล้ว หยู่เหวินเซิ่งซินก็เป็นถึงมหาปราชญ์ผู้น่าเกรงขาม


    หลังจากปลุกความทรงจำขึ้นมาได้พร้อมทั้งได้รับโอสถจุติมา เรียกได้ว่าเวลานี้ความสามารถของนางเหนือกว่าจินตนาการ


    ฉับพลัน


    ซวนหยวนชิงเทียน ที่อยู่อีกด้านก็ก้าวออกมาแล้วเช่นกัน


    “บังอาจมาดูหมิ่นท่านเจ้านิกาย การไม่เคารพท่านเจ้านิกายถือเป็นความผิดมหันต์มีโทษสมควรตาย แล้วไฉนยังไม่รีบฆ่าตัวตายอีก?”


    ดวงตาของนางที่จ้องมองไปยังคนของสำนักดาบสัตโลหะ ทำให้พวกเขาเหล่านั้นราวกับมีกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านร่างกาย กลิ่นอายอันเย็นเฉียบทำให้หัวใจถูกกดทับด้วยภูเขาลูกใหญ่


    เจ้านิกายนั้นดีต่อนางเพียงใด นางจะทนให้เขาถูกคนเหล่านี้เหยียบย่ำดูแคลนได้เช่นไร?


    ณ บริเวณด้านนอกภูเขา นิกายเทพกระบี่


    ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ เย่จิงอวิ๋นได้มายืนอยู่ด้านข้าง เย่เสวียน


    เขาจ้องมองไปยังคนของสำนักดาบสัตโลหะด้วยแววตาแห่งโทสะราวกับเปลวเพลิงสองดวงลุกโชน


    หมัดของเขาถูกห่อหุ้มไปด้วยกลิ่นอายอันน่าสะพรึงจากยุคบรรพกาล


    ......................


    “ข้าล่ะอยากจะสังหารเจ้าโง่นั่นจริง ๆ”


    เสียงต่ำสายหนึ่งดังขึ้นที่ประตูทางเข้า


    เจ้าของเสียงนั้นก็คือเย่จิงอวิ๋น ถึงแม้เสียงจะเบาบางแต่ทว่ามันกลับเปรียบเสมือนพายุคะนอง ซึ่งทุกคนล้วนได้ยินอย่างชัดเจน


    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เซวี่ยหลิงอวิ๋น ที่ได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับหน้าดำทะมึน


    “อะไรนะ?”


    “จะสังหารข้า?”


    “ฮ่า ๆ ... ช่างน่าขัน!!”


    เซวี่ยหลิงอวิ๋น หัวเราะออกมาด้วยโทสะ


    แม้ว่าเขาจะอยู่กลางอากาศ แต่พลังปราณของเขาที่แพร่กระจายออกไปทั่วสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าชายหนุ่มที่เอ่ยประโยคอันน่าขันนี้ ไม่มีความผันผวนของคำว่า ‘ปราณ’ เลยแม้แต่น้อย


    หมายความว่าเจ้าหนูนี่ก็แค่คนธรรมดาดี ๆ นี่เอง


    อย่างไรก็ตามฉากที่น่าตื่นตะลึงก็ปรากฏขึ้น แม้แต่ท่าทีเหยียดหยามของเขาก็ต้องชะงักลงอย่างกะทันหัน


    เพราะเวลานี้บนร่างของเย่จิงอวิ๋น ได้ปลดปล่อยกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวจากยุคบรรพกาลออกมา


    ทันทีที่กลิ่นอายนี้แผ่ขยายออกมา โลกทั้งใบก็ถึงกับสั่นสะเทือน


    เมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า คนจากสำนักดาบสัตโลหะล้วนพากันตกตะลึง ในเวลาเดียวกันพวกเขาก็รู้สึกว่าหนังศีรษะของตนเองด้านชาจนทะลวงผ่านไปถึงกระดูกสันหลัง


    คนของสำนักดาบสัตโลหะสามารถรับรู้ได้ทันที ชายหนุ่มผู้นี้คือบุตรแห่งโชคชะตาที่แท้จริง!!


    เย่จิงอวิ๋น หาได้เกรงกลัวต่อเทพหรือปีศาจไม่


    คนเดียวที่เขาเคารพคือเจ้านิกายเทพกระบี่เท่านั้น


    เขาจะไม่ยอมให้ผู้ใดมาดูหมิ่นเจ้านิกายของตนเป็นอันขาด!


    ถึงอีกฝ่ายจะเป็นเจ้าสำนักดาบสัตโลหะ เป็นยอดฝีมือขั้นสวรรค์กำเนิดจุดสูงสุดแล้วอย่างไร?


    ตูมมมมม!!!


    ท่าทางของเขาหนักแน่นราวกับขุนเขา ฉับพลันเย่จิงอวิ๋นก็ได้ออกหมัดชกไปในอากาศ


    บึมมมมมม!!!


    เสียงฟ้าร้องพร้อมกับหลายสายดังกึกก้อง บนท้องฟ้าปรากฏเมฆครึ้ม ลมพายุพัดโหมกระหน่ำ เมฆดำค่อย ๆ ย่างกรายมาจากทุกสารทิศ ซึ่งราวกับในเมฆดำนั้นมีสัตว์ร้ายกำลังคำรามออกมาด้วยความเกรี้ยวกราดอยู่


    ในขณะนี้พลังฟ้าดินในรัศมีพันจั้งเริ่มเสียความสมดุลและไม่มีความมั่นคงอีกต่อไป


    ซึ่งด้านหลังเย่จิงอวิ๋นก็ได้ปรากฏภาพมายาขนาดใหญ่สูงตระหง่านพร้อมกับกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวขึ้นมา


    ภาพมายานี้มีใบหน้าที่ดุดันน่ากลัว อีกทั้งด้วยแรงกดดันอันมหาศาลจึงทำให้สามารถสะกดข่มทุกคนได้ในพริบตา


    กลิ่นอายและแรงกดดันอันรุนแรงนี้กำลังบดขยี้พื้นที่โดยรอบ กระทั่งเห็นได้ด้วยตาเปล่าว่าอากาศรอบ ๆ เกิดการปริแตกอย่างเห็นได้ชัด


    เทพพฤกษาโบราณถือกำเนิด!


    ตามตำนานเล่าขานในยุคโบราณนั้น มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังที่สุด พวกเขาไม่ได้ฝึกฝนกำลังภายในต่อสู้ พวกเขาฝึกฝนเพียงเพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่น เมื่อกาลเวลาผ่านไปพลังที่สะสมอยู่ก็ถูกปลดปล่อยออกมาเป็นพลังหมัด ซึ่งหมัดเดียวนั้นเพียงพอที่จะสามารถปลิดชีพทุกสรรพสิ่งได้ โดยคนเหล่านั้นจะถูกเรียกว่าเทพพฤกษาโบราณ


    ดวงตาของเทพพฤกษาโบราณหลังจากกวาดตามองไปรอบ ๆ สุดท้ายก็ได้จับจ้องไปยังเซวี่ยหลิงเฟิง


    บูมมมมมม!!


    ในขณะที่เย่จิงอวิ๋นปล่อยหมัดออกไปนั้นเอง เทพพฤกษาโบราณดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงบางอย่าง มันจึงเหวี่ยงหมัดขนาดมหึมาพุ่งตรงไปยังเซวี่ยหลิงอวิ๋น


    หมัดนี้ราวกับสามารถทะลวงผ่าปฐพีได้โดยตรง


    “อึก~”


    “นะ...นั่นมันเทพพฤกษาโบราณอย่างนั้นหรือ?”


    เวลานี้ลูกตาของเซวี่ยหลิงอวิ๋นแทบจะถลนออกมาจากเบ้า ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ เขาไม่เคยคิดว่าคนที่ดูเหมือนคนธรรมดาผู้นี้แท้จริงแล้วจะฝึกฝนวิชาหมัดที่ทรงพลัง!


    ในตอนนี้เขาสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามจากเทพพฤกษาโบราณ


    โชคดีที่ชายหนุ่มคนนี้เพิ่งสัมผัสธรณีประตูของวิชาหมัดนี้ ไม่เช่นนั้นหากให้เวลาฝึกฝนมากกว่านี้ เกรงว่าเพียงปลดปล่อยลมหายใจออกมาก็คงทำให้คนที่อยู่บริเวณโดยรอบกลายเป็นละอองโลหิตได้ในพริบตา


    และนอกจากความตกตะลึง แววตาของเซวี่ยหลิงอวิ๋นยังเผยความโลภออกมาโดยไม่อาจปิดบัง


    “ดูเหมือนว่าข่าวลือเกี่ยวกับนิกายเทพกระบี่จะเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ ต้องมีความลับที่น่าตกใจซ่อนอยู่ภายในนั้นเป็นแน่”


    “วันนี้ข้าจะต้องทำลายนิกายเทพกระบี่และชิงสมบัติทั้งหมดมาให้ได้”


    เซวี่ยหลิงอวิ๋นเริ่มวางแผนในใจ


    ส่วนจางสงเหล่าอาวุโสและศิษย์คนอื่น ๆ นั้น หลังจากที่ได้สัมผัสถึงวิชาหมัดของเย่จิงอวิ๋นแล้ว ปากพวกเขาก็ราวกับถูกอุดด้วยกำปั้น


    แม้แต่ลูกตาก็แทบถลนออกมาจากเบ้า


    .............


    “เคล็ดวิชาของศิษย์พี่ใหญ่ช่างร้ายกาจยิ่งนัก”


    “ดูท่าจะต้องเป็นเคล็ดวิชาที่ท่านเจ้านิกายมอบให้ศิษย์พี่ใหญ่รวมไปถึงเคล็ดฝึกตนอย่างแน่นอน”


    “หากฝึกฝนวิชาหมัดเทพทลายไปถึงจุดสูงสุดได้ เพียงหมัดเดียวย่อมเพียงพอที่จะทำให้ใต้หล้าศิโรราบแล้ว”


    “ด้วยความมุมานะของศิษย์พี่ใหญ่ แน่นอนว่าย่อมไปถึงจุดนั้นได้”


    หยู่เหวินเซิ่งซินเหลือบมองไปยังเย่จิงอวิ๋น ด้วยความประหลาดใจ