ผ่านไปสองวันนับจากวันที่มีการประกาศรับสมัครงานที่โรงพยาบาล แต่ตอนนี้เรื่องนี้ก็ยังสร้างความตกตะลึงไม่ขาดสาย เพราะเริ่มมีการพูดปากต่อปากแล้วว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ทั้งการรับสมัครคนโดยไม่เกี่ยงคุณสมบัติด้านพลังเวทย์หรือฐานะ ทั้งยังจ่ายค่าแรงตามที่บอกจริงๆ ซึ่งเรื่องนี้สร้างความฉงนงงงวยให้กับผู้คนไม่น้อย และที่ไม่น่าเชื่อจนเกิดเป็นการพูดกันปากต่อปากอีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล คือการที่อยู่ๆ คนพวกนี้ก็เต็มใจทำหน้าที่รักษาเสียอย่างนั้นผิดกับเมื่อก่อนที่คอยแต่จะไล่ตะเพิดคนไข้กลับไป
ซึ่งสาเหตุหลายคนก็เดาได้ไม่ยากว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับกล่องการประเมินความพึงพอใจที่ตั้งอยู่หน้าโรงพยาบาล โดยรูปแบบคนไข้จะแบ่งเป็น 2 อย่างคือผู้ป่วยทั่วไปกับผู้ป่วยหนัก ซึ่งผู้ป่วยทั่วไปคนที่ทำหน้าที่รักษาก็จะเป็นคนธรรมดาทั่วไป โดยใช้การรักษาแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนทั้งการวัดน้ำหนักและส่วนสูง และแน่นอนว่าเครื่องชั่งน้ำหนักนั้นก็เป็นอย่างไรที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน ตามด้วยการสอบถามอาการอย่างละเอียดและการจ่ายยาที่สร้างความแปลกใจให้กับผู้คนเพราะพวกเขาไม่เคยเห็นยาแบบนี้ ส่วนผู้ป่วยหนักนั้นจะถูกส่งไปให้ผู้ใช้เวทย์รักษาหรือพวกนักปรุงยา
รูปแบบการรักษาที่ไม่มีใครเคยเห็นยาแปลกประหลาดที่ต้องกินตามเวลาที่กำหนด สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการพูดกันปากต่อปากและการตั้งคำถามต่อยาเหล่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าแม่หลายคนจะกังขาแต่ด้วยความไม่มีทางเลือกจึงต้องลองกินดู
ไพน์เด็กหนุ่มคนแรกที่ได้รับยาแปลกประหลาดนี้ แม้ว่าเขาจะข้องใจในตัวยาและผลลัพธ์ที่ได้นั้นก็พบว่าแม่ของเขามีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดมันทำให้เขารู้สึกทึ่งปนดีใจไม่น้อย และว่าตอนนี้เขาก็กำลังตั้งใจจะเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากอันนาเริ่มจากการจำคำศัพท์ง่ายๆ การสังเกตอาการต่างๆ ของผู้ป่วย เขาที่เรียนรู้ทุกอย่างอย่างตั้งใจก็พบว่านี่เป็นกระบวนการรักษาโดยที่ไม่ต้องพึ่งเวทย์มนต์ แต่ต้องใช้การสังเกตอาการและจ่ายยาอย่างละเอียด และยาที่แม่ของเขาได้ทานไปนั้นก็เป็นยาที่ไม่ต้องใช้เวทย์มนต์ในการสร้าง ทั้งยังมีราคาถูกกว่าและทำให้เขาถึงผู้คนได้ง่ายกว่า
สำหรับตัวเขาที่เป็นคนชนชั้นล่างเข้าใจความสำคัญของยาชนิดนี้ดี แม้ว่าประสิทธิภาพมันจะสู้โพชั่นไม่ได้ แต่ความที่คนระดับล่างเข้าถึงมันได้ ก็หมายความว่าด้วยตัวยาพวกนี้จะสามารถช่วยชีวิตผู้คนได้อีกมากมาย และไม่ใช่แค่เขาแม้แต่พวกคนในสลัมที่จูนกับอันนารับเข้าทำงานต่างก็คิดไปทำนองเดียวกัน
ทว่าใช่ว่าจะมีแต่คนที่ชมเท่านั้นเพราะยังมีคนที่ดูถูกและเหยียดหยามอย่าเหล่านี้อยู่ ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นนักปรุงยากับผู้ใช้เวทย์รักษาในโรงพยาบาลนั่นเอง ในสายตาของพวกเขานี่มันก็เป็นแค่ยาชั้นต่ำเท่านั้น และตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมพระราชาถึงกล้าให้มีการประเมินมาใช้ในการตัดสินพวกเขาว่าจะอยู่หรือตาย ก็เพราะยาชั้นต่ำเหล่านี้ที่เหมือนเป็นตัวเลือกนั่นเอง แต่ถึงแม้จะรู้แบบนั้นก็ทำอะไรไม่ได้เพราะถึงยังไงชีวิตของพวกเขาก็ขึ้นอยู่กับผู้อื่นอยู่ดี จึงได้แต่ก้มหน้าก้มตาปั้นรอยยิ้มรับคนไข้เคสหนัก ที่ต้องอาศัยเวทย์มนต์หรือโพชั่นในการรักษา
ด้วยภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนไปของโรงพยาบาลแม้ว่าตอนแรกแต่ยังไม่มีคนกล้าเข้ามารักษา แต่จากการรับสมัครคนจำนวนมาก ทำให้มีคนที่ไม่สบายและไม่มีเงินที่จะซื้อโพชั่นลองเสี่ยงมาเข้ารับการรักษา แล้วก็นำไปพูดกันปากต่อปากจนมีคนจำนวนเริ่มลองทยอยมาที่โรงพยาบาลดู จนตอนนี้ก็เริ่มมีคนไข้เยอะขึ้นเรื่อยๆ
จูนกับอันนานั้นแทบจะเรียกได้ว่ายุ่งจนมือเป็นระวิง เพราะหน้าที่ของเธอก็คือสอนคนอื่นๆ ให้รู้วิธีการผลิตยาโดยให้ความสำคัญที่คุณภาพของยาแต่ละเม็ด และสอนพวกเขาให้รู้วิธีตรวจอาการไข้ของคนไข้แล้วทำการประเมินว่าควรจะจ่ายยาหรือส่งไปให้พวกผู้ใช้เวทย์รักษาหรือนักปรุงยาดี
ส่วนทางด้านคนที่ทั้งสองคนรับสมัครเข้าทำงานนั้น ก็แค่จะเรียกได้ว่าขยันขันแข็งกันเป็นอย่างยิ่ง เพราะงานที่ได้ค่าแรงดีบวกอาหารกลางวันฟรีเช่นนี้เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยเห็นหรือได้รับมาก่อน ถึงไม่ธรรมดาที่พวกเขาจะตั้งใจทำงานกันอย่างเต็มที่โดยไม่เกี่ยงว่าจะเหนื่อยแค่ไหน
บริเวณประตูเข้าเมืองตอนนี้มีรถมาหลายคันจอดต่อเป็นแถว วานเชสโก้กับลูกสาวของเขาอาบิเกลเตรียมจะไปจากเมืองนี้นอกจากมาร์ควิสเฟลิกซ์ที่เป็นสหายกับลูกสาวบุญธรรมอย่างฟาราห์ก็มีเออร์วินกับคาทาริน่ามาส่งพวกเขา วานเชสโก้ทาบฝ่ามือที่ออกซ้ายแล้วค้อมกายลง
“กระหม่อมรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่งที่เจ้าชายส่งมาส่งกระหม่อมกับลูกสาวด้วยตัวเอง”
เออร์วินยิ้มให้เขาก่อนจะตอบว่า
“คุณวานเชสโก้เกรงใจไปแล้วครับที่ผ่านมาคุณแอบบี้เป็นเพื่อนที่ดีกับผมมาโดยตลอดถึงเป็นธรรมดาที่ผมต้องมาส่งด้วยตัวเองครับ”
วานเชสโก้หันมามองน้องสาวผมว่าเธอไม่ค่อยจะดูร่าเริงเท่าไหร่ จึงพูดกับเธอว่า
“นี่ลูกเจ้าชายอุตส่าห์มาส่งลูกด้วยตัวเองไม่พูดอะไรกับท่านหน่อยเหรอ”
อาบิเกลก้มหน้านิ่งมาโดยตลอดก่อนจะเงยหน้ามองเออร์วินช้าๆ พบว่าที่หางตาของเธอมีน้ำตารื้นขึ้น อาบิเกลทำการถอนสายบัวแล้วพูดกับเออร์วินว่า
“ขอบคุณที่มาส่งเพคะเจ้าชายเออร์วิน”
ทว่าเออร์วินที่ได้ยินดังนั้นกับทำหน้างอน
“เอ๋! เรียกผมว่าเจ้าชายอีกแล้วแต่เราสองคนตกลงกันแล้วไม่ใช่หรอครับว่าจะเรียกกันว่าอะไรเพราะเมื่อกี้ผมยังเรียกคุณว่าแอบบี้เลยนะครับ”
วานเชสโก้ที่ได้ยินก็มีสีหน้าประหลาดใจเพราะเขาไม่นึกว่าลูกสาวที่ขี้อายของเขาจะมีข้อตกลงแบบนี้กับเจ้าชายด้วย
อาบิเกลที่ได้ยินก็หน้าแดงเพราะไม่นึกว่าเออวร์วินจะพูดเรื่องนี้ต่อหน้าพ่อเธอ เธอกลับต้องก้มหน้างุดกำกับกระโปรงแน่นแล้วพูดเสียงแผ่วเบาว่า
“ขะขะขอบคุณที่มาส่งนะคะเออร์วิน…”
เออร์วินยิ้มให้เธอก่อนอย่าพูดว่า
“แล้วเจอกันนะครับคุณแอบบี้วันหลังเดี๋ยวมาเล่นเกมด้วยกันอีกนะครับ”
อาบิเกลที่ได้ยินดังนั้นเงยหน้าขึ้นมามอง เธอสบตาเข้ากับนัยน์ตาสีแดงเพลิงของเขาก่อนจะยิ้มแล้วตอบว่า
“ค่ะ!!!”
วานเชสโก้รู้สึกแปลกใจไม่น้อยที่ได้เห็นปฏิกิริยาของลูกสาว จากนั้นพวกเขาก็ร่ำลาเจ้าชายและคาทาริน่า ก่อนจะเดินขึ้นรถม้าแต่ก่อนที่อาบิเกลจะก้าวขึ้นรถม้านั้น เออร์วินก็ตะโกนเรียกเธอ
“คุณแอบบี้ครับ!”
อาบิเกลหันมามองเขาก็จะได้ยินเขาตะโกนบอกอีกว่า
“อย่าลืมคาถาที่ผมบอกเมื่อวานนะครับ”
สาวน้อยหน้าแดงพูดตะกุกตะกักว่า
“มะมะไม่ลืมหรอกค่ะ” แล้วก็รีบก้าวขึ้นรถด้วยความอาย
แม้วานเชสโก้จะรู้สึกแปลกใจเรื่องคาถาที่เจ้าชายพูดถึงแต่ก็ไม่ได้สงสัยอะไรและก้าวขึ้นรถมาตามลูกสาวไป จากนั้นขโมยรถมาก็ทยอยออกจากเมืองไพร์ล็อก
เมื่อรอจนรถม้าลับสายตาไปแล้วคาทาริน่าที่ได้ยินสิ่งที่เออร์วินพูดชัดเจนจึงถามด้วยความสงสัย
“คาถาที่เจ้าชายพูดถึงคืออะไรคะ”
เออร์วินยิ้มให้เธอก่อนจะพูดว่า
“เป็นคาถาเพิ่มความกล้าน่ะครับ”
“คาถาเพิ่มความกล้า?” คาทาริน่าทวนคำด้วยความสงสัย แน่นอนว่าเธอย่อมรู้จักคาถาเพิ่มความกล้า เพราะในโลกนี้ยังมีเวทย์มนต์ประเภทที่ใช้โจมตีหรือเสริมทางด้านจิตใจอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเวทย์มนต์ที่ทำให้อีกฝ่ายกลัว เสริมความกล้าเป็นต้น เพียงแต่เธอไม่เข้าใจว่าเวทย์ที่เจ้าชายบอกกับสาวน้อยอาบิเกลเป็นเวทย์มนต์แบบไหน แต่บางส่วนหายใจเธอก็บอกว่าบางทีมันอาจจะไม่ใช่เวทย์มนต์ก็ได้
คาทาริน่ามองเจ้าชายน้อยแล้วก็คิดเรื่องเหล่านั้นในหัว ก่อนจะได้ยินเขาพูดเรื่องแปลกๆ ออกมาว่า
“แต่ว่าคนเมืองนี้นี่ก็ร่าเริงดีจังเลยนะครับ”
คาทาริน่าทำสีหน้าแปลกใจไม่เข้าใจว่าเขาพูดเรื่อวอะไรก็ได้ยินเด็กชายพูดว่า
“ก็มีชายหุ่นล่ำบึ้กตั้งสามคนมาเล่นซ่อนแอบแบบเด็กๆ อยู่ด้วย”
คาทาริน่าไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายพูดถึงเรื่องอะไรพอหันไปมองก็พบว่าสายตาของเขามองไปทางมุมหนึ่ง พอเธอหันไปมองตามสายตาของเขาก็เห็นคนคนหนึ่งหลบเข้ามุม จากนั้นเธอก็กวาดสายตาไปตามจุดต่างๆ และเธอก็พบเห็นคนอีกสองคนหลบเข้ามุมเช่นเดียวกัน
ทันทีที่ได้เห็นสิ่งเหล่านี้คาทาริน่าก็นึกถึงสิ่งหนึ่งขึ้นมาทันที
‘มีคนจับตามองแล้วจับตามองใครกัน’ ขณะที่คาทาริน่ากำลังสงสัยสายตาของเธอก็เหลือบมองไปเห็น คนๆ หนึ่งกำลังวิ่งไกลออกไปเธอก็รู้ได้ทันทีว่าคนที่พวกนี้มาจับตามองคือ วานเชสโก้ แม้จะไปรู้จุดประสงค์แต่การที่มีคนวิ่งไปแสดงว่าต้องไปรายงานเรื่องที่วานเชสโก้ออกไปจากเมืองแน่ ในตอนนั้นคาทาริน่าไม่ได้สังเกตเลยว่าสายตาที่เออร์วินใช้มองคนเหล่านี้เต็มไปด้วยความเย็นชาคล้ายกับสิ่งที่มองเห็นเป็นเพียงแค่แมลงสาบ ซึ่งไม่เพียงแค่เออร์วินเท่านั้นแล้วแต่เรเวนนที่ยืนอยู่ด้านหลังเขาใช้หางตามองไปยังมุมหนึ่งที่เพิ่งมีเงาคนหลบเข้าไป
เดิมทีมาร์ควิสเฟลิกซ์ไม่ได้สังเกตเห็นการมีอยู่ของคนพวกนี้จนเออร์วินพูดขึ้น เขาก็สัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์ร้ายบางอย่าง เขาหันไปมองขบวนรถม้าที่เริ่มไกลออกไปทีละนิด เป็นธรรมดาที่พ่อค้าที่ออกเดินทางค้าขายไปทั่วใหญ่วานเชสโก้จะต้องมีผู้ใช้เวทย์ฝีมือดีทำหน้าที่คุ้มกันแต่เขาก็รู้สึกกังวลอย่างบอกไม่ถูก ภาวนาในใจขอให้สหายของเขาคนนี้เดินทางได้อย่างปลอดภัย
เจมส์แสดงความดูแคลนออกมากระซิบกลับคาทาริน่า
“ท่านคาทาริน่าจะให้ข้าไปลากคอพวกมันมาสอบถามเลยไหมครับว่ามีจุดประสงค์อะไรกันแน่”
คาทาริน่าปฏิเสธด้วยการกระซิบตอบไปว่า
“ไม่จำเป็นเดี๋ยวคืนนี้ข้าจะจัดการคนพวกนี้ด้วยตัวเอง”
เจมส์ที่ได้ยินอย่างนั้นต้องรีบพูดว่า
“ท่านคาทาริน่าเรื่องนี้ไม่ต้องถึงมือท่าน…”
คาทาริน่าไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบก็ตัดบทว่า
“ข้าต้องการให้มั่นใจว่าอาบิเกลกับพ่อของเธอปลอดภัย”
เจมส์ที่ได้ยินอย่างนั้นก็ไม่พูดอะไรอีก ส่วนคาทาริน่ากลับหันไปมองเจ้าชายเพื่อดูว่าเขาจะทำอะไร ถ้าเขาเป็นคนเดียวกับคนที่เธอคิดว่าเขาเป็นก็มีความเป็นไปได้สูงกว่าเขาจะเคลื่อนไหว เพราะถึงยังไงคนคนนี้ก็นับว่าสนิทกับสาวน้อยอาบิเกลพอสมควร และการที่เขามองเห็นคนที่จับตามองอยู่ก็เป็นไปได้ว่าเขารู้อยู่แล้วว่าคนพวกนี้มีเป้าหมายอะไรบางอย่าง ไม่ใช่แค่การเล่นซ่อนแอบอย่างที่เขาบอก
ขณะที่คาทาริน่ากำลังเฝ้ารอว่าเด็กชายจะทำอะไรต่อไป แต่สิ่งที่เออร์วินพูดออกมากลับเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกัน
“ท่านมาร์ควิสผมขอตัวก่อนนะครับพอดีว่าผมอยากจะลองทำเครปดู”
มาร์ควิสเฟลิกซ์ที่กำลังเป็นห่วงเพื่อนอยู่เต็มอกแม้จะไม่เข้าใจว่าเครปคืออะไรแต่ก็ตอบเจ้าชายไปว่า
“คะครับรักษาตัวด้วยนะครับเจ้าชาย” แม้ว่าลูกชายของเขากับเจ้าชายจะเคยมีเรื่องกันในคราวก่อน และผลลัพธ์จากการกระทำในครั้งนั้นก็ทำให้เขามีเถาวัลย์หนามสีทองปริศนาพันรอบหัวใจ แต่ทว่าหลังจากนั้นชีวิตของเขาก็ราบรื่นดีไม่มีอะไรติดขัด ฝ่ายเจ้าชายก็ดูเหมือนจะไม่ได้ติดใจเอาความอะไร การเปลี่ยนจุดยืนเลือกที่จะยืนอยู่ฝ่ายพระราชาก็ไม่มีปัญหา ถ้าไม่นับเรื่องที่ลูกชายตัวดีดันไปหมายตาคาทาริน่าจนสุดท้ายโดนยันกลับมาก็ถือว่าชีวิตเขาตอนนี้ไม่มีอุปสรรคอะไร แถมผลลัพธ์จากการทำหน้าที่ดูแลโรงเรียนคู่กับสหายอย่างเคานต์เรห์นวาร์ดที่เป็นไปได้ด้วยดีก็ทำให้ได้รับคำชมจากพระราชาอยู่เสมอ
ทว่าเมื่อคิดถึงการที่พวกคาทาริน่เล่นงานพวกของตนเป็นเละ มาร์ควิสเฟลิกซ์ชอบคิดว่าบางทีอาจจะขอความช่วยเหลือคนพวกนี้ในเรื่องความปลอดภัยของสหายได้ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะเปิดปากพูด คาทาริน่าก็ชิงถามเออร์วินว่า
“เครป? เป็นของกินเหรอเพคะเจ้าชาย” ทว่าไม่ใช่แค่เธอเท่านั้นที่สงสัยแม้แต่แบรดกับเจมส์เองก็ด้วย แม้ว่าเจ้าชายคนนี้จะมีพลังเวทย์อ่อนด้อยและไร้คุณค่าในสายตาพวกเขา แต่พวกเขาก็ต้องยอมรับไปว่าไอเดียอาหารของเจ้าชายคนนี้นั้นไม่ธรรมดา
เออร์วินหันมายิ้มให้เธอก่อนจะพูดว่า
“น่าสนใจใช่ไหมครับคุณคาทาริน่าตามมาสิครับ”
พูดจบเออร์วินก็ออกเดินไปทันทีโดยมีเรเวนเดินตามหลัง คาทาริน่ากับพวกกำลังเดินตามไป มาร์ควิสเฟลิกซ์ก็รีบรั้งเธอไว้ด้วยการร้องเรียกทันที
“เอ่อ...คุณผู้หญิงครับ”
คาทาริน่าหยุดฝีเท้าและหันมามองเขาด้วยสีน่าสงสัย ในขณะที่แบรดก็แสดงสีหน้าแปลกๆ ส่วนเจมส์นั้นเลื่อนมือแตะด้ามดาบ พวกเขาสองคนต่างจำได้ดีถึงสายตาหื่นกามที่ลูกชายคนนี้แสดงออกมา ส่วนฟาราห์ลูกสาวบุญธรรมกับยืนตัวแข็งที่เพราะเธอเองก็จำได้ดีเช่นกันว่าวันนั้นเธอโดนอะไรบ้าง
“เรียกฉันหรอคะ?” คาทาริน่าถามขึ้น
มาร์ควิสเฟลิกซ์พยายามเรียบเรียงคำพูดในหัวก่อนจะพูดไปว่า
“คือว่าผมต้องขอโทษจริงๆ สำหรับพฤติกรรมของลูกชายที่เสียมารยาทในวันนั้น และผมเองก็ได้ตักเตือนเขาแล้วเรียบร้อย”
คาทาริน่ากลับยิ้มเหมือนไม่ใส่ใจ
“อ้อ เรื่องอะไรเองไม่ต้องใส่ใจหรอกค่ะ”
มาร์ควิสเฟลิกซ์ที่เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ถูกใจเจ็บอะไรก็รู้สึกใจชื้นขึ้นเล็กน้อยตัดสินใจพูดจุดประสงค์ของตนออกไป
“คือว่าเมื่อกี้คุณผู้หญิงคงเห็นแล้วว่ามีคนเฝ้ามองวานเชสโก้อยู่ ข้าเลยคิดว่าจะว่าอะไรไหมถ้าข้าจะขอว่าจ้างคุณผู้หญิงให้ช่วยคุ้มกันสหายของข้าคนนี้หน่อย แค่พาเขาไปยังอาณาจักรดราโกวิชอย่างปลอดภัยได้ก็เพียงพอแล้ว ค่ารับรองว่าจะจ่ายให้คุณผู้หญิงกับสหายทั้งสองอย่างงาม”
มาร์ควิสเฟลิกซ์พูดจบก็รอคำตอบด้วยใจที่คาดหวัง แต่สิ่งที่คาทาริน่าตอบกลับมาทำเอาเขาอึ้ง
“ถ้าเรื่องนั้นแล้วก็ไม่ต้องกังวลหรอกค่ะเพราะคุณวานเชสโก้และคุณอาบิเกลจะไม่เป็นอะไรแน่ดิฉันรับรองได้ ขอตัวก่อนนะคะ”
พูดจบคาทาริน่าก็นำพาพวกพ้องทั้งสองคนเดินตามเออร์วินไป ทิ้งให้ร่างอ้วนกลมของมาร์ควิสเฟลิกยืนอยู่อย่างนั้น
ด้านเออร์วินที่กำลังมุ่งหน้าไปที่บ้านของเจคก็ถูกเรเวนกระซิบจากทางด้านหลังว่า
“จะไม่เป็นไรจริงๆ เหรอ”
เออร์วินทำหน้างง
“ไม่เป็นไรอะไรเหรอครับ”
เรเวนทำหน้าเอือม
“ก็เรื่องของคุณวานเชสโก้กับลูกสาวไงให้ฉันไปทำหน้าที่คุ้มกันพวกเขาสักระยะก็ได้นะ หรือจะลากคอคนที่จับตามองมาเค้นถามก็ได้”
เออร์วินที่ได้ยินดังนั้นกลับยิ้มแล้วตอบโดยไม่หันไปมองเธอว่า
“ถ้าเรื่องนั้นไม่ต้องกังวลไปหรอกครับเพราะดูเหมือนว่าคุณคาทาริน่าเองก็ไม่คิดจะปล่อยให้สองพ่อลูกเป็นอะไรเช่นกัน”
เรเวนทำหน้าแปลกใจก่อนจะถามว่า
“เธอเชื่อใจอัศวินศักดิ์สิทธิ์คนนั้น?”
“ผมไม่ได้เชื่อใจเธอครับผมแค่เชื่อในความสามารถของสิ่งที่เรียกว่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์ก็เท่านั้น”