ตู้ม!
เสียงระเบิดดังขึ้นกลางอากาศระลอกคลื่นแห่งพลังแผ่ซ่านออกไปพร้อมกับฝุ่นที่ฟุ้งกระจาย แรงสั่นสะเทือนแตกซ่านแม้แต่ก้อนหินที่ปูบนพื้นเมืองก็ยังมีรอยร้าวปรากฏ
ผู้คนที่รับชมโดยรอบจำนวนไม่น้อยล่าถอยไปหนึ่งก้าวแล้วมองไปยังภาพการต่อกรด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
เวลาต่อมาสวีจ้านที่อยู่กลางอากาศก็ถอยไปหนึ่งก้าวพร้อมกับความตกตะลึงที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
ทั้งที่เขาจู่โจมอย่างสุดกำลัง ทว่าอีกฝ่ายกลับสามารถรับมือได้!
ท่ามกลางฝุ่นควันที่ฟุ้งกระจายนั้นเมิ่งฝานล่าถอยออกไปอย่างสะบักสะบอมแต่ก็ยังข่มเลือดในปากไม่ให้พุ่งออกมาก่อนจะใช้ฝ่ามือค้ำยันตนเองเอาไว้หลังจากที่กระโดดขึ้นไปบนหลังของเหยี่ยว
แม้จะอาศัยกระบวนท่าที่สามของทะลวงธาราต้านทานพลังของสวีจ้านในครั้งนี้ได้สำเร็จแต่กระดูกภายในร่างกายของเมิ่งฝานคล้ายว่าจะแตกไปกว่าครึ่งหากไม่ใช่เพราะก่อนหน้านี้เขามีประสบการณ์เช่นนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนก็คงไม่อาจยืนหยัดได้อีกต่อไป
เมิ่งฝานหันกลับไปมองอีกฝ่าย ก่อนจะกลืนเลือดสดๆในปากของตนเองลงไปแล้วตะโกนเสียงดัง “เจ้าแก่บ้าเจ้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ใดอีก วันนี้เสี่ยวเย่จะจำเอาไว้ แล้ววันหน้าจะมาเอาคืน!”
เสียงนั้นดังก้องไปทั่วเมืองชิงเฉิง สีหน้าของผู้คนทั้งหลายพลันมีความตกตะลึงปรากฏในทันใดเพราะทุกคนต่างก็รู้กันดีว่าจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณนั้นหมายความว่าอย่างไร ต่อให้เป็นในอาณาจักรต้าก้านก็ถือได้ว่าเป็นผู้ที่มีสิทธิ์เข้าร่วมกับตระกูลใหญ่แล้วกลายเป็นหนึ่งในผู้อาวุโสของตระกูลนั้นๆ
เป็นผู้สูงส่งที่สุดในตรีปราณระดับต้น ทว่าทั้งที่สวีจ้านปล่อยพลังปราณออกมาอย่างสุดกำลังกลับถูกเด็กหนุ่มในขั้นหลอมปราณผู้นี้ต้านทานเอาไว้ได้สำเร็จหากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปคงจะเป็นเรื่องที่น่าตกตะลึงอย่างไม่อาจมีสิ่งใดมาเทียบเทียมและนั่นก็ทำให้ผู้คนที่อยู่โดยรอบล้วนแต่ยืนตัวแข็งทื่อ
ทางฝั่งของสวีจ้านที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศก็แทบกระอักเลือดนัยน์ตาทั้งสองดวงที่กำลังมองเมิ่งฝานอัดแน่นไปด้วยความคับแค้นใจ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น“เจ้าว่าอย่างไรรึ!”
“ข้าบอกว่าเจ้าเป็นเจ้าแก่บ้า!”
เหยี่ยวตัวยักษ์บินสูงขึ้นไปบนท้องฟ้าเหลือไว้เพียงเสียงตอบรับที่เยือกเย็นของเมิ่งฝานเท่านั้น ทันใดนั้นสวีจ้านเดือดดาลจนกัดฟันแน่นจ้องมองเมิ่งฝานอย่างไม่ละสายตาราวกับต้องการกินเขาไปก็ไม่ปาน
ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ที่อยู่ด้านหลังของเมิ่งฝานหัวเราะเสียงเบาก่อนจะกลอกตามองเมิ่งฝานดูท่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะมีความกล้าไม่น้อย
“รนหาที่ตาย!”
ในชั่วพริบตาต่อมาสวีจ้านขยับฝ่ามือพลันมีคันศรขนาดยักษ์ปรากฏขึ้นมาก่อนเขาจะยิงมันออกไปอย่างรวดเร็ว
ฉึบ ฉึบ ฉึบ!
เพียงชั่วพริบตาลูกศรนั้นก็พุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้าถึงสามดอกดุจดั่งดาวหาง
บัดซบ แย่แล้ว! รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงในทันใดเพราะนึกไม่ถึงว่าสวีจ้านจะมีความสามารถนี้ จึงตบร่างของเหยี่ยวเพื่อเร่งความเร็ว
สายลมดุดันพัดเข้ามาพร้อมกับลูกศรที่พุ่งทะยานดั่งดาวหางลูกศรนั้นพุ่งผ่านร่างของเมิ่งฝานและไป๋สุ่ยเอ๋อร์ไป พวกเขารู้ว่าหากมันพุ่งมาถูกร่างกายเข้าก็คงจะแทงทะลุได้อย่างง่ายดาย
อ๊าก!
แต่ในเวลาต่อมาเสียงร้องด้วบความเจ็บปวดกลับดังออกมาจากปากของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ที่อยู่ด้านหลังเมื่อเมิ่งฝานหันกลับไปมองด้วยความตกใจก็พบว่าที่ท่อนแขนของนางมีลูกศรดอกหนึ่งปักอยู่เลือดสีแดงสดไหลเลอะชุดสีน้ำเงินบนร่าง ใบหน้างามซีดเผือดไปพร้อมกับอาการที่แสดงถึงเจ็บปวด
“อดทนไว้อีกประเดี๋ยวก็ออกไปได้แล้ว!”
สีหน้าของเมิ่งฝานเปลี่ยนไปก่อนจะจับแขนของไป๋สุ่ยเอ๋อร์เอาไว้แล้วเอ่ยอย่างจริงจัง
บนท้องฟ้าสูง ร่างของเหยี่ยวตัวใหญ่ถลาลมหายไปจากระยะสายตาของผู้ที่อยู่ในเมืองชิงเฉิงเหลือเพียงสวีจ้านที่ยืนอยู่สุดเขตแดนเมืองและมีใบหน้าที่เคร่งขรึมดุดัน
ทั้งเมืองต่างตกตะลึงและตื่นตระหนกกับการกระทำของเมิ่งฝานที่สังหารคนขององครักษ์แพรโลหิตแล้วหนีหายไปนับว่าคนทั้งสองมีความกล้าหาญไม่น้อย
หากเทียบกับผู้คนโดยรอบสวีจ้านก็คือผู้ที่กลัดกลุ้มยิ่งกว่าผู้ใดบนใบหน้าของเขามีความคับแค้นใจและความเดือดดาลปรากฏขึ้นมาก่อนจะตวาดเสียงดัง “องครักษ์แพรโลหิตทุกคนจงฟัง ต่อให้ต้องพลิกเทือกเขาชิงหลงก็ต้องตามหาพวกมันให้เจอ!”
แม้เสียงนั้นจะดังก้องไปทั่วบริเวณแต่เมิ่งฝานกับไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็ไม่ได้ยินมันอีกแล้ว
ทั้งสองนั่งอยู่บนหลังเหยี่ยวแล้วทะยานไปตามยอดเขาหลังจากที่ทะยานออกมาไกลหลายพันเมตรเมิ่งฝานจึงถอนหายใจออกมาเสียงดังเพราะรู้ว่าตนเองได้ออกมาจากอาณาเขตของเทือกเขาชิงหลงแล้ว
เสียงไอของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ดังขึ้นจากด้านหลังในเวลาต่อมาซ้ำนางยังไอออกมาเป็นเลือดที่มีสีดำอีกด้วย!
รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงก่อนจะเอ่ยด้วยความสงสัย“เป็นเพราะเหตุใดกัน?”
ยามนี้สีหน้าของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ซีดเผือดเป็นอย่างยิ่งร่างของนางสั่นเทาก่อนจะโอบกอดเมิ่งฝานเอาไว้อย่างไม่อาจควบคุมตนเองได้เมื่อสัมผัสได้ถึงความเย็นจากร่างกายของหญิงสาว สีหน้าของเมิ่งฝานก็เปลี่ยนไปและเอ่ยออกมาด้วยความตกตะลึง“ศรนี้มีพิษ!”
มีเพียงเหตุผลดังกล่าวจึงจะสามารถอธิบายอาการของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ในยามนี้ได้เมื่อคิดได้ดังนั้นเมิ่งฝานก็กระตุกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย นับว่าเจ้าแก่บ้าขององครักษ์แพรโลหิตเหี้ยมโหดไม่น้อยหลังจากที่สบถในใจเมิ่งฝานจึงสั่งการให้เหยี่ยวตัวนั้นบินโฉบลงไปยังเบื้องล่าง
เด็กหนุ่มแบกไป๋สุ่ยเอ๋อร์ไว้บนหลังตามหาจุดที่สามารถนั่งพักได้แม้ว่านางจะไม่นับว่าเป็นสหายของตน แต่ถึงอย่างไรก็เผชิญหน้ากับศัตรูมาด้วยกันเขาจึงไม่อาจเห็นนางตกอยู่ในสภาพนี้ได้
หลังจากนั้นไม่กี่อึดใจเมิ่งฝานก็เจอถ้ำที่ค่อนข้างลึกลับแห่งหนึ่ง
เขาเดินไปเพียงไม่กี่ก้าวก็เข้ามาในโถงถ้ำจากนั้นจึงวางไป๋สุ่ยเอ๋อร์ลงไปเวลานี้ไป๋สุ่ยเอ๋อร์แทบไม่ได้สติแล้วนางพึมพำออกมาไม่เป็นภาษาบ่งบอกว่าพิษได้แล่นไปทั่วร่าง
แต่ถึงกระนั้นท่าทีของสตรีงามก็ไม่ได้เปลี่ยนไปยิ่งนอนซบลงไปบนพื้นเช่นนี้ก็ยิ่งดูน่าหลงใหลกว่าเดิม ทางฝั่งของเมิ่งฝานสบถด่าตนเองในใจก่อนจะเอาไข่อสูรทมิฬออกมาแล้ววางไปบนร่างของอีกฝ่าย
ทว่าในชั่วพริบตาต่อมาเสียงของรั่วสุ่ยอีพลันดังขึ้นข้างตัว
“หึหึ เมิ่งฝานถ้าหากเจ้าต้องการช่วยนาง เจ้าต้องดูดพิษให้นางเสียก่อน!”
ดูดพิษ!
เมื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของเมิ่งฝานก็เปลี่ยนไปก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยความลังเล “จะต้องดูดอย่างไรขอรับ?”
รั่วสุ่ยอีหัวเราะเสียงเบาแล้วเอ่ยด้วยเสียงที่แฝงไปด้วยความดีใจ“ก็ต้องใช้ปากของเจ้าประกบลงไปบนแผลของนางอย่างไรเล่า หึหึเมิ่งฝาน เจ้าคิดว่าอย่างไร นี่เป็นโอกาสที่เจ้าจะได้หัวใจนางบางทีนางอาจหลงรักเจ้าเพราะเหตุนี้ก็เป็นได้!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นใบหน้าของเด็กหนุ่มก็เคร่งขรึมลงในทันใดหากมันได้ผลจริงตอนนี้มู่อวี่อินก็คงจะหลงรักเขาไปแล้ว
ให้นางตื่นขึ้นมาแล้วไม่โกรธตนเองก็พอ!
เมิ่งฝานลูบจมูกตนเองก่อนจะปลดเสื้อของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ออกอย่างจนปัญญาเนื้อสีขาวเนียนประจักษ์แก่สายตาของเขาในทันใด แม้จะมีเสื้อซับในปิดกั้นแต่ก็ยังสามารถมองเห็นรูปร่างได้ไม่น้อยแม้ว่าจะไม่ได้มีรูปร่างอรชรประหนึ่งปีศาจสาวอย่างกู่ฉิงหรือรั่วสุ่ยอี แต่ก็นับว่างามตาไม่น้อย
เมิ่งฝานอดกลั้นไม่มองบางส่วนของนางแล้วประกบปากลงไปยังบาดแผลดูดเลือดของนางออกมาแล้วพ่นออกไปในทันใด
หลังจากที่ทำเช่นนั้นอยู่หลายครั้งจนเห็นว่าเป็นเลือดสะอาดแล้วเมิ่งฝานจึงนำไข่อสูรทมิฬวางไว้บนบาดแผล พร้อมทั้งเคลื่อนพลังภายในเพื่อฟื้นฟูพลังของไป๋สุ่ยเอ๋อร์
“เมิ่งฝานเหตุใดเจ้าไม่ฉวยโอกาสนี้ทำมิดีมิร้ายกันเล่า ถึงอย่างไรข้าก็มองไม่เห็นอยู่แล้วมองไม่เห็น...” รั่วสุ่ยอีเอ่ยพลางหัวเราะเสียงเบาคล้ายหวังว่าเมิ่งฝานจะกระทำในสิ่งที่ตนเองคิด
สตรีไร้ศีลธรรมผู้นี้!
เมิ่งฝานสบถด่านางในใจ แต่ก็ไม่อาจทำอันใดรั่วสุ่ยอีได้จะด่าก็ด่าไม่ได้ จะทำร้ายก็ไม่อาจทำได้ ทำได้เพียง...อดทน!
พลังปราณแข็งแกร่งถาโถมออกมาจากไข่อสูรทมิฬเวลาเพียงไม่กี่อึดใจต่อมาสีหน้าของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็เริ่มดีขึ้นและมีสีเลือดฝาดปรากฏ
เมื่อเห็นว่าไป๋สุ่ยเอ๋อร์ดีขึ้นเขาก็ถอนหายใจออกมาเสียงยาวจากนั้นจึงนำไข่อสูรทมิฬมารักษาตนเอง
ยามนี้บาดแผลภายในของเมิ่งฝานนั้นก็รุนแรงไม่ต่างกันเขากุมไข่อสูรทมิฬเอาไว้แล้วนั่งขัดสมาธิ ทว่ารั่วสุ่ยอีกลับเอ่ยขึ้นพลางหัวเราะเสียงเบา“หึหึ หากไม่ใส่ใจเหรินเจียแล้วเหตุใดจึงรักษาเหรินเจียก่อนเล่าเจ้าจะอธิบายว่าอย่างไรเมิ่งฝาน?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็กัดฟันแน่นตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจความรู้สึกของสวีจ้านที่อยู่ด้านล่างเหยี่ยวแล้ว จากนั้นเขาจึงหลับตาแล้วไม่ขยับอีกต่อไป
พลังปราณอันแข็งแกร่งของไข่อสูรทมิฬหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายไหลเวียนไปตามเส้นแขนงปราณขณะนี้เมิ่งฝานไม่ได้ขยับไปที่ใดแต่ปล่อยให้พลังของไข่อสูรทมิฬนั้นคอยฟื้นฟูร่างกายให้ตนเอง
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยามเต็มๆเมิ่งฝานปรายตามองไป๋สุ่ยเอ๋อร์พบว่านางยังคงนอนราบอยู่เช่นนั้นทว่าขนตาของนางกำลังขยับจึงรู้ว่าอีกฝ่ายตื่นแล้ว
หลังจากที่คลี่ยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยเด็กหนุ่มก็เอ่ยเสียงเรียบ“ต่อให้ต้องเปลือยอยู่เช่นนั้นเจ้าก็ไม่สนใจหรือไร?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นไป๋สุ่ยเอ๋อร์จึงดีดตัวลุกขึ้นพร้อมส่งเสียงตกใจออกมาก่อนที่จะเอาเสื้อผ้าจากแหวนคลังวัตถุออกมาใส่ การที่นางแกล้งหลับเมื่อครู่ก็เพราะถึงแม้จะถูกพิษเล่นงานแต่ก็ยังพอมีสติอยู่บ้างจึงรู้ถึงทุกสิ่งที่เมิ่งฝานกระทำลงไปเมื่อครู่
ทั้งสองคนอยู่ในอาการที่เก้อเขินสายตาทั้งสี่ดวงมองกันและกันอยู่ชั่วครู่ก่อนจะแยกกันออกไปหลังจากนั้นเพียงไม่นานไป๋สุ่ยเอ๋อร์จึงกัดฟันแล้วเอ่ยเสียงเบา “ขอบใจมาก!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็หัวเราะออกมาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “เป็นความผิดของข้าเองหากไม่ใช่เพราะข้าสังหารสวีซิวเจ้าก็คงจะไม่ต้องมารับเคราะห์ด้วยเช่นนี้!”
“หึเจ้ารู้เช่นนั้นก็ดี!”
ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ลุกขึ้นยืนแล้วกระตุกยิ้ม ก่อนจะถามด้วยความสงสัย“เจ้าทำได้อย่างไรกันนึกไม่ถึงว่าจะสามารถฟื้นฟูร่างกายได้เร็วถึงเพียงนี้”
หลังจากที่คลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยเมิ่งฝานก็บอกไป“ความลับ แล้วเจ้าล่ะ เหตุใดจึงมาอยู่ในเมืองชิงเฉิงได้?”
“ความลับ!”
ไป๋สุ่ยเอ๋อร์เองก็ตอบเช่นเดียวกับเขาก่อนจะเดินออกไปด้านนอก “ข้าจะไปหาของแล้วกลับมา!”
นางบอกคล้ายดั่งจะออกไปหาของประทังชีวิตแต่แท้จริงแล้วคือต้องการหลบเลี่ยงบรรยากาศที่เก้อเขินระหว่างทั้งสองฝ่าย
เมิ่งฝานหัวเราะออกมาเสียงเบาก่อนจะพยักหน้ารับเมื่อไป๋สุ่ยเอ๋อร์ออกไปแล้วเมิ่งฝานจึงนั่งลงอย่างเงียบงัน ใบหน้าพลันบิดเบี้ยวไปเล็กน้อย
เขานึกไม่ถึงเลยว่าการเข้าไปในเมืองชิงเฉิงของตนเองในครั้งนี้จะทำให้เกือบเอาชีวิตไม่รอดหากลูกศรนั้นปักลงบนร่างเขาก็คงไม่อาจรอดชีวิตได้อีกต่อไป!
เมื่อนึกได้เช่นนั้นเมิ่งฝานพลันรู้สึกกลัวขึ้นมาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดุดัน “เจ้าแก่บ้า แกคอยดูเถอะข้าจะต้องเอาคืนที่ต้องเสียเปรียบในครั้งนี้เป็นแน่!”
ลูกผู้ชายล้างแค้น สิบปีก็ยังไม่สาย!แต่หากให้เมิ่งฝานรอสิบปีก็คงไม่ไหว นัยน์ตาของเขาวาวโรจน์พลางครุ่นคิดว่าจะเอาคืนสวีจ้านอย่างไร
จากนั้นเด็กหนุ่มก็เลิกคิดไปชั่วคราว เมื่อฝ่ามือของเขาขยับพลันมีกระบี่สีครามเล่มหนึ่งปรากฏขึ้น
นี่เป็นสิ่งที่เขาได้มาจากเมืองชิงเฉิงและยังไม่มีโอกาสได้เปิดมันในเมื่อยามนี้รอบกายไม่มีผู้ใดเขาจึงไม่อยากรออีกต่อไป
เด็กหนุ่มใช้นิ้วดีดไปที่ฝักกระบี่อย่างดุดัน ก่อนที่มันจะแตกออกมีม้วนกระดาษสีเหลืองปรากฏขึ้น เป็นดั่งที่รั่วสุ่ยอีเคยบอกเอาไว้ว่าคล้ายมีบางสิ่ง
หลังจากที่เปิดมันออกสีหน้าของเมิ่งฝานก็เปลี่ยนไปเพราะบนนั้นมีตัวอักษรถูกเขียนเอาไว้ว่า...แผนที่พระราชวังหัวอวิ๋น!