บทที่ 114
เลขาสาวผู้คิดการละเอียดรอบคอบ เธอไม่อาจเชื่อคำพูดของชายหนุ่มที่ไม่รู้ที่มาได้จริงๆ จึงต้องกล่าวขัดครูใหญ่เจ้านายของเธอ“นี่สเตล่าข้าบอกแล้วไงว่าข้าจะจัดการเอง” ครูใหญ่ผู้ห่มหนังเสือหันกลับไปตอบโต้เลขาอีกครั้ง“แต่ชาวบ้านผู้นั้นไม่มีเหตุผล หรือหลักฐานยืนยันที่สมเหตุผลเลยนะเจ้าคะ ท่านไม่ควรจะเสียเวลาฟังคำพูดของเขา ข้าว่าเราควรจะไล่ชายคนนี้ไปก่อนที่จะมีปัญห...” หญิงสาวผมขาวยังไม่ทันพูดจบ ก็ถูกตัดบทอีกครั้ง“เจ้าจะบอกว่า ข้าที่เป็นมหาจอมเวทย์ไม่จำเป็นต้องฟังความเห็นของชาวบ้านอย่างนั้นเหรอ? เจ้าคิดว่าคนอย่างครูใหญ่โรงเรียนเวทมนตร์จะต้องกลัวชาวบ้านก่อปัญหาด้วยงั้นเหรอ? ถ้าข้าเป็นอย่างเจ้าว่าก็ไม่ควรจะมารับตำแหน่งเหล่านี้หรอกนะ” ครูใหญ่หันไปกล่าวเสียงเข้มกับอัศวินสาวผู้เป็นเลขา จนเธออึ้งไปเหมือนกัน รวมทั้งทำให้จอมเวทย์คนอื่นๆเห็นด้วยกับผู้อำนวยการโรงเรียนด้วย ถึงอย่างไรมหาจอมเวทย์ผู้ผ่านศึกมาอย่างโชกโชนก็ไม่ประมาทง่ายๆอยู่แล้ว ชายผู้ห่มหนังเสือแผ่แรงกดดันบางๆออกมาโดยรอบ“แต่ทุกคนห้ามลดการป้องกันลงเด็ดขาด พวกเจ้าคงไม่คิดว่าชาวบ้านธรรมดาที่ไหนจะซ่อนพลังเวทย์ได้แนบเนียนอย่างกับตอไม้ผุไร้ชีวิตเช่นนี้ได้ และคงไม่มีชาวบ้านธรรมดาที่ไหนจะมาท้าทายมหาจอมเวทย์ผู้นี้ถ้าเขาไม่มั่นใจมากพอ” กล่าวจบครูใหญ่นาธานที่สูงกว่าเกษตรกรหนุ่มตรงหน้าเล็กน้อยก็ยื่นหน้าเข้าไปจ้องตาชายหนุ่มใกล้ๆ“เอิ่ม ครูใหญ่ขอรับ ธุระที่ข้าพูดยังไม่จบ” ภามกล่าวอย่างไม่ใส่ใจกับสายตากดดันตรงหน้า พร้อมจ้องตาสวนกลับไป“ว่ามาสิ” ครูใหญ่ตอบ“ท่านยังจำได้หรือไม่ที่สมาคมการค้า ท่านเคยลอบโจมตีคนผู้หนึ่งลับหลัง เพื่อทดสอบความสามารถของเขา” ภามยิ้มกว้างเกินกว่าปกติ“อืม...แต่ชายคนนั้นดูท่าทางจะไม่รู้ว่าตัวเองมีพลังแฝงในตัวนะ เขาเผลอปลดปล่อยมันออกมาโดยไม่รู้ตัวจนเตะตาข้าเข้า แต่ปฏิกิริยาตออบสนองเร็วมากใช้ได้” ครูใหญ่กล่าวออกมาตามตรงโดยไม่ได้คิดถึงจุดประสงค์ในคำถามของชายหนุ่ม“เอ่อ แล้วท่านไม่คิดหรือ ว่าวันนี้เขาอาจจะไปฝึกฝนวิธีการควบคุมพลังเวทย์มาแล้วน่ะ?” เกษตรกรหนุ่มถึงกับหางคิ้วกระตุกเมื่อฤาษีตรงหน้าทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้“ใครกันจะฝึกฝนได้เร็วเพียงนั้น ยิ่งควบคุมไม่ได้ถึงมีพลังมากมายก็ไม่มีทางสู้ข้าได้หรอก เผลอๆจะโดนพลังของตัวเองเล่นงานจนตายเสียด้วยซ้ำ” ครูใหญ่กล่าวออกมาตามหลักการเวทมนตร์ โดยที่ก็ยังไม่เอะใจกับคำถามอยู่ดี อดีตทหารไม่อยากทนกับคนที่เดียวดีเดี๋ยวซื่อบื้อตรงหน้าอีกต่อไป เขาจึงได้กล่าวถ้อยคำจากใจตัวเองออกมาให้ชายผมกระเซิงตรงหน้าได้รับฟัง“เอาเป็นว่าชายคนที่ท่านทดลองฝีมือในวันนั้นก็คือข้าเอง ซึ่งถ้าวันนั้นข้าเกิดปัดพลังนั่นไปอีกทางอาจมีคนโดนลูกหลงก็ได้ ท่านลองพลังแบบนั้นในเมืองไม่สนใจว่าคนอื่นจะเดือดร้อนเลยรึไง เป็นถึงมหาจอมเวทย์ เป็นถึงครูใหญ่ทำไมถึงไม่มีความรับผิดชอบแบบนั้นเล่า!” ภามกล่าวพร้อมกับเสียงที่ค่อยๆดังขึ้นเรื่อยๆ จนคนรอบข้างได้ยินชัดเจน พร้อมใบหน้าที่แสดงออกให้เห็นว่าโกรธ“เห็นไหมเจ้าคะครูใหญ่ ข้าเคยบอกท่านแล้วว่าไม่ควรไปทดสอบใครในเมืองแบบนั้น นี่ท่านเล่นลอบโจมตีโดยไม่ให้ตั้งตัวอีกต่างหาก!” สเตล่ากล่าวตอกย้ำพฤติกรรมเพี้ยนของเจ้านาย“สเตล่า! นี่ไม่ใช่เวลามาซ้ำเติมข้านะ ส่วน...” ยังไม่ทันพูดจบ ชายหนุ่มตรงหน้าครูใหญ่ก็กล่าวสวนขึ้นมาทันที“ข้าขอประลองกับท่านนาธาน เกลเลียน!” เกษตรกรหนุ่มประกาศออกมาเสียงดัง ทำเอาผู้คนรอบข้างอึ้งกันไปหมด“ท่านภาม! แต่นั่นคือครูใหญ่นะเจ้าคะ แล้วที่ท่านจะส่งเด็กๆมาเรียนโดยไปมีเรื่องกับครูใหญ่มันคงจะไม่ดีนัก” มีอาที่เงียบมานานกล่าวปรามชายหนุ่ม เธอไม่เคยเห็นเขาโกรธมาก่อน และก็ไม่เคยได้ยินว่าเขาเคยโกรธใครด้วย“ครูใหญ่ถ้าท่านทำให้ข้าพึงพอใจในการประลองนี้ได้ ข้าก็จะพิจารณา ว่าควรจะพาน้องๆมาเรียนที่นี่หรือไม่” ชายหนุ่มไม่สนใจคำทัดทานจากหญิงสาว เขาชี้หน้าผู้สูงวัยกว่าพร้อมประกาศกล้าออกมา“ได้! ข้านาธาน เกลเลียนรับคำท้า จงประกาศนามของเจ้าออกมา!” ผู้ห่มหนังเสือรู้สึกเลือดลมสูบฉีดระเบิดพลังขึ้นมาทันที หลายปีแล้วที่ไม่มีผู้ท้าทายต่อสู้กับเขา ไม่ว่าชายชาวบ้านตรงหน้าจะฝีมือร้ายกาจหรือ่อนด้อยกว่าตน ครูใหญ่ก็จะไม่คิดที่จะออมมือแล้ว“ภาม! นั่นคือนามของข้า” อดีตทหารจากต่างโลกประกาศชื่อออกมา พร้อมกับออร่าเวทมนตร์ที่ถูกปิดบังเอาไว้ เปล่งประกายออกมาอย่างรุนแรงเช่นกัน ผู้อำนวยการโรงเรียนไม่รอช้าพุ่งตัวออกไปที่สนามหญ้ากว้างด้านนอกอาคาร เกษตรกรหนุ่มที่พร้อมแล้วก็ตามไปเช่นกัน เหล่าจอมเวทย์ในห้องโถงต่างอ้าปากค้างตกตะลึงไปตามๆกัน โดยเฉพาะหญิงชราจอมเวทย์อาเดลถึงกับเป็นลมล้มพับลงไป ชายทั้งสองยืนประจันหน้ากันอยู่กลางสนามหญ้า คลื่นพลังมหาศาลปะทุออกมาเป็นวงกว้าง ทั้งครู และนักเรียนจอมเวทย์ทั้งหลายต่างโผล่ออกมาชมดูทางหน้าต่างอาคาร และวิจารณ์กันไปต่างๆนานา แม้แต่อลันที่จอดเกวียนไว้ใต้ร่มไม้ ก็เห็นเหตุการณ์ชัดเจนจนตัวเขานั้นขนลุกเลยทีเดียว ทุกสายตาจับจ้อง รอคอยการปะทะกันของชายทั้งสอง ที่บัดนี้มีวงแหวนเวทย์ปรากฏชัดที่พื้นใต้ฝ่าเท้าเป็นวงกว้าง ภามนั้นมีวงแหวน4สีราบเรียบซ้อนกันอยู่คือสีน้ำตาล สีฟ้า สีเขียว และสีแดงเพลิง โดยชายผู้ห่มหนังเสือเป็นมีวงแหวนอักขระเวทย์สีเขียวที่กว้างใหญ่เป็นสองเท่าของชายหนุ่มตรงหน้า“วงแหวนแห่งภูติโบราณ 4 ธาตุเลยอย่างนั้นรึ! เจ้าเป็นใครกันแน่!?” ครูใหญ่กล่าวถามชายหนุ่ม“ข้าก็เป็นแค่อดีตทหารที่มาทำฟาร์มที่เมืองนี้เท่านั้น แต่มหาจอมเวทย์ธาตุลมที่มีวงแหวนกว้างใหญ่ขนาดนั้นนี่ก็ไม่ธรรมดาเลยนะขอรับ ข้าเคยต่อสู้แต่กับเพียงผู้ที่อ่อนแอกว่า ก็เลยไม่ค่อยแน่ใจว่าจะเอาชนะท่านได้ไหม แต่สิ่งที่มั่นใจก็คือข้าไม่แพ้แน่นอน” ภามยิ้มตอบอย่างสบายๆ“ขอให้ฝีมือเจ้าเก่งกล้าเหมือนปากว่าก็แล้วกันนะ หึ!” ครูใหญ่กล่าวพร้อมกับรอยยิ้มยินดีที่คู่ต่อสู้นั้นแข็งแกร่ง แล้วก็เป็นคนเปิดฉากโจมตีก่อน“เฟี้ยวๆๆๆๆๆ!”ครูกระโดดลอยตัวไปด้านหลัง แต่คมมีดสายลมนับร้อยก็ปรากฏขึ้นสวนทางพุ่งเข้าใส่ร่างเกษตรกรหนุ่มที่ยังยืนนิ่ง ภามที่เห็นใบมีดสายลมมากมายที่แทบจะมองไม่ทันนั้น ก็เพียงยิ้มออกมาโดยไม่ขยับร่างไปไหน ปรากฏกำแพงดินขนาดใหญ่โผล่ขึ้นมาจากสนามหญ้าคั่นกลางระหว่างตัวเขากับสายลมมรณะนั้น“ตู้มๆๆๆๆๆ!!!” ก้อนดินหนามหึมาแตกแตกกระจายออกไม่มีที่ท่าว่าจะหยุด คมมีดสายลมพยายามเจาะทะลวงฝ่ากำแพงมาเรื่อยๆ แต่เทคนิคอันแพรวพราวของมหาจอมเวทย์ก็ไม่ธรรมดา คมมีดสายลมที่เหลือยังคงพัดมายังไม่สิ้นสุด มันบินอ้อมข้ามกำแพงทั้งด้านบน และด้านข้างซ้ายขวาเข้าใส่ร่างชายหนุ่ม และเป็นอีกครั้งที่ภามทำกายประจักษ์พยายาม นับร้อยคนต้องตกตะลึง ชายหนุ่มเพียงแค่สะบัดมือขวาขึ้นฟ้ากำแพงศิลาแกร่งก็ปรากฏขึ้นไม่ใช่เพียงแค่ปกป้อง แต่มันยังทำลายคมมีดสายลมจนหมดสิ้น แต่ครูใหญ่ก็คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าเช่นกัน เขาไม่รอให้คมมีดสายลมหมดฤทธิ์ก็พุ่งขึ้นฟ้าเพื่อเล็งเป้าศัตรูให้ชัดเจน ก่อนที่จะยิงลูกบอลพลังธาตุลมสีเขียวโปร่งใสขนาดเท่าแตงโมนับร้อยลูกใส่เกษตรกรที่อยู่กลางวงล้อมของกำแพงหินของตนเอง มีหรือที่ยอดทหารกล้าจะไม่ตระเตรียมการเอาไว้ เพียงลูกบอลธาตุปรากฏออกมา ยังไม่ทันที่จอมเวทย์ผมสีน้ำตาลรุงรังจะยิงออกด้วยซ้ำ กำแพงศิลาก็ดันตัวขึ้นสูงไขว้กันปกป้องเหนือศีรษะของชายหนุ่ม และเพียงอึดใจที่ลูกบอลเวทย์สีเขียวปะทะกำแพงหินสุดแกร่ง ครูใหญ่ก็เหาะย้ายตำแหน่งอีกครั้งโดยไม่รอผลลัพธ์ เพียงเหินร่อนไปพร้อมสะบัดมือเล็กน้อย ก็ปรากฏวงแหวนเวทย์สีเขียวขนาดใหญ่ขึ้นกลางท้องฟ้า ผลักดันพายุหมุนสีเขียวที่มีธาตุลมเข้มข้นให้พุ่งทะลวงลงมายังปราการศิลาด้านล่าง ด้วยอิทธิฤทธิ์แห่งธาตุวายุหมุนเกลียวควงสว่าน จนกำแพงศิลาแกร่งแตกกระจายพังพินาศย่อยยับไม่เหลือชิ้นดี