เทพยุทธ์หลอมภพ สยบหมื่นวิถี

    ตอนที่ 43 : วิหารบรรพกาลใต้สมุทร และเงาสะท้อนที่ไร้ลักขณา

    ตอนที่ 43 : วิหารบรรพกาลใต้สมุทร และเงาสะท้อนที่ไร้ลักขณา

    แรงอัดมหาศาลของกระแสน้ำวนใต้บาดาลเปรียบดั่งกรามของอสูรยักษ์ที่กำลังบดขยี้ทุกสรรพสิ่งให้แหลกเหลว ความมืดมิดรอบกายเหน็บหนาวจนบาดลึกถึงกระดูก อวิ๋นเซียวรู้สึกราวกับอวัยวะภายในกำลังถูกบีบคั้นจนแทบปริแตก เส้นลมปราณหลักทั้งสามสายที่ฉีกขาดจากการฝืนล่ออสนีบาตส่งความเจ็บปวดร้าวระบมไปทั่วทุกอณูเนื้อ โลหิตที่ซึมออกจากทวารทั้งเจ็ดถูกกระแสน้ำชะล้างไปในชั่วพริบตา ทว่ามือขวาของเขายังคงกำคอเสื้อของพันซานเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

    หากปล่อยให้กระแสน้ำเชี่ยวกรากนี้พัดพาร่างของพวกเขาไปตามยถากรรม คงไม่แคล้วต้องกลายเป็นเศษเนื้อใต้ก้นสมุทร ทว่าในยามที่จุดตันเถียนแห้งผากไร้ซึ่งปราณหลอมภพ อวิ๋นเซียวจำต้องกัดฟันรีดเร้น 'เศษเสี้ยวปราณมังกร' ที่ตกค้างอยู่ในไขกระดูกออกมาเป็นปราการคุ้มกันเฮือกสุดท้าย

    อั่ก... ร่างของเด็กหนุ่มสั่นสะท้านอย่างรุนแรง การดึงพลังมังกรโดยไร้ปราณหลอมภพคอยประคอง เปรียบเสมือนการกลืนกินถ่านเพลิงที่ลุกไหม้ ผิวหนังของเขาปริแตกจนเห็นเส้นเลือดสีคล้ำปูดโปน ทว่ามันก็สามารถสร้างม่านพลังสีทองจางๆ ห่อหุ้มร่างของเขากับพันซานเอาไว้ได้ฉิวเฉียด ช่วยลดทอนแรงดันน้ำที่กำลังจะบดขยี้กระดูกของพวกเขาให้กลายเป็นผุยผง

    ครืนนน!

    กระแสน้ำวนกระชากร่างของทั้งสองดิ่งลึกลงไปหลายพันจั้ง แสงสว่างจากเบื้องบนถูกกลืนหายไปจนหมดสิ้น ทว่าในความมืดมิดอนธการนั้นเอง แสงสีเงินยวงอันบริสุทธิ์กลับสาดส่องขึ้นมาจากเบื้องล่าง รอยสักรูปเจดีย์หมื่นวิถีบนหน้าอกของอวิ๋นเซียวร้อนผ่าวและเต้นตุบๆ สอดประสานกับจังหวะการกะพริบของแสงสีเงินนั้น ราวกับลูกนกที่กำลังส่งเสียงเรียกหามารดา

    ตูม!!

    ร่างของอวิ๋นเซียวและพันซานทะลวงผ่านม่านพลังงานโปร่งแสงรูปครึ่งวงกลมที่ครอบคลุมพื้นที่ก้นสมุทรเอาไว้ พริบตานั้น มวลน้ำทะเลที่เคยกดทับพลันอันตรธานหายไป สองร่างร่วงหล่นลงมากระแทกกับพื้นศิลาสีขาวหม่นเบื้องล่างอย่างจัง

    "แค่ก! แค่ก..." พันซานสำลักน้ำทะเลออกมาคำโต ร่างท้วมนอนแผ่หลาหอบหายใจรวยรินอยู่บนพื้นหิน ขณะที่อวิ๋นเซียวฝืนยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก เลือดสดๆ ไหลรินจากมุมปาก ทว่าดวงตาสีรัตติกาลกลับกวาดมองไปรอบบริเวณด้วยความตื่นตะลึง

    สถานที่ที่พวกเขาตกลงมา มิใช่ก้นสมุทรที่เต็มไปด้วยโคลนตมหรือซากปะการัง ทว่ามันคือลานกว้างของ 'วิหารบรรพกาล' ขนาดยักษ์ที่สร้างขึ้นจากศิลาสีเงินยวง เสาหินนับร้อยต้นที่ค้ำยันเพดานม่านพลังถูกสลักเสลาด้วยลวดลายอักขระเต๋าที่ซับซ้อนเกินกว่าวิชาค่ายกลใดๆ ในยุคปัจจุบัน แม้กาลเวลาจะล่วงเลยมาเนิ่นนานจนเถาวัลย์ทะเลและตะไคร่น้ำเกาะกินไปบางส่วน ทว่ากลิ่นอายความศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่ยังคงแผ่ซ่านออกมากดทับจิตวิญญาณของผู้มาเยือน

    "ศิษย์พี่... ที่นี่คือสุสานเทพเจ้างั้นหรือ?" พันซานเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เขาสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ที่ทำให้มนุษย์รู้สึกต่ำต้อยดุจมดปลวก

    "ข้าไม่รู้..." อวิ๋นเซียวตอบเสียงแผ่วเบา ทว่าในใจของเขากลับมีคลื่นพายุอีกลูกหนึ่งกำลังก่อตัวขึ้น กลิ่นอายของวิหารแห่งนี้ มันคือกลิ่นอายเดียวกับจิตจำแลงของอาจารย์เซวียนหยวนหมิงเยว่! และยิ่งไปกว่านั้น โลงคริสตัลที่บรรจุ 'ภาชนะหมายเลขศูนย์' ภายในมิติเจดีย์ของเขากำลังสั่นไหวอย่างบ้าคลั่ง ราวกับมันรับรู้ถึงการมาเยือนสถานที่แห่งนี้

    วิหารแห่งนี้มีความเกี่ยวข้องอันใดกับตระกูลอวิ๋น นิกายเงากลืนดารา และตัวตนของอาจารย์กันแน่?

    ก่อนที่อวิ๋นเซียวจะได้ขบคิดหาคำตอบ เสียงเสียดสีของหินผาพลันดังก้องขึ้นทำลายความเงียบงันอันศักดิ์สิทธิ์ รูปสลักศิลารูปอสูรทะเลนับสิบตัวที่หมอบอยู่ตามมุมมืดของลานกว้าง พลันสั่นสะเทือน ดวงตาที่เคยเป็นเพียงหินแกะสลักกลับสว่างวาบขึ้นด้วยเปลวเพลิงวิญญาณสีฟ้าคราม พวกมันรับรู้ถึง 'กลิ่นอายมาร' ที่อวิ๋นเซียวดูดซับมาจากบนเรือรบ และกำลังตื่นขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ผู้พิทักษ์วิหาร!

    "แย่แล้ว... ค่ายกลพิทักษ์วิหารทำงาน!" อวิ๋นเซียวกัดฟันกรอด พยายามรีดเค้นลมปราณ ทว่าจุดตันเถียนที่บอบช้ำกลับตอบสนองด้วยความเจ็บปวดดุจถูกเข็มทิ่มแทง เขาไม่อาจใช้ปราณหลอมภพได้แม้แต่หยดเดียวในยามนี้

    ตึง! ตึง! ตึง!

    อสูรศิลาตัวหนึ่งพุ่งทะยานเข้าหาพวกเขาด้วยความเร็วที่ขัดกับรูปลักษณ์อันใหญ่โต กรงเล็บหินแหลมคมตวัดวูบหมายจะบดขยี้ร่างของเด็กหนุ่มให้แหลกเหลว อวิ๋นเซียวเบิกตากว้าง เตรียมใช้ร่างกายที่ไร้ปราณรับการโจมตี ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้น ร่างท้วมของพันซานกลับพุ่งพรวดเข้ามาขวางหน้าเขาเอาไว้!

    "เคล็ดวิชาโล่พสุธา!"

    พันซานคำรามลั่น สองมือประกบเข้าหากัน รีดเร้นปราณธาตุดินที่เพิ่งฟื้นฟูขึ้นมาได้เพียงเสี้ยวเดียว สร้างกำแพงศิลาหนาเตอะขึ้นเบื้องหน้า ทว่าความห่างชั้นของระดับพลังนั้นชัดเจนเกินไป กรงเล็บของอสูรศิลากระแทกกำแพงดินจนแตกกระจายดุจเศษเต้าหู้ แรงปะทะซัดร่างของพันซานให้ลอยกระเด็นไปกระแทกกับเสาหินจนกระอักเลือด

    "พันซาน!" อวิ๋นเซียวตะโกนก้อง ดวงตาแดงฉานด้วยความโกรธเกรี้ยว เขารู้ดีว่าหากดันทุรังอยู่ที่ลานกว้างนี้ พวกเขาต้องตายตกเป็นแน่ สายตาของชายหนุ่มตวัดมองไปยังบานประตูยักษ์ที่อยู่สุดปลายลาน มันเปิดแง้มอยู่เพียงเล็กน้อย ทว่ามีแสงสีเงินเรืองรองส่องลอดออกมา

    "ลุกขึ้น! หนีเข้าไปในวิหารหลัก!" อวิ๋นเซียวพุ่งเข้าไปพยุงร่างของสหายรัก อาศัยพละกำลังทางกายจากวิชากายาหลอมมังกร พาพันซานวิ่งหลบหลีกการโจมตีของฝูงอสูรศิลาอย่างทุลักทุเล กรงเล็บหินเฉียดผ่านแผ่นหลังของเขาไปเพียงเส้นยาแดงฝ่า ฉีกทึ้งเสื้อผ้าและผิวหนังจนเลือดสาดกระเซ็น

    พวกเขากระโจนผ่านบานประตูยักษ์เข้าไปในวิหารหลักได้สำเร็จในวินาทีที่อสูรศิลาตัวหนึ่งกำลังจะตะปบลงมา อวิ๋นเซียวหันกลับไปทุ่มเทเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายผลักบานประตูศิลาให้ปิดลง เสียงดังกัมปนาทสนั่นหวั่นไหวเมื่อประตูหนักอึ้งถูกปิดตาย ปิดกั้นเสียงคำรามของฝูงอสูรไว้เบื้องนอก

    ภายในวิหารหลักเงียบสงัดจนน่าขนลุก อวิ๋นเซียวหอบหายใจหนักหน่วง ร่างกายทรุดลงพิงกับบานประตู ทว่าเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมองสำรวจภายในห้องโถง นัยน์ตาสีรัตติกาลของเขากลับต้องเบิกกว้างยิ่งกว่าเดิม

    ห้องโถงแห่งนี้ไร้ซึ่งรูปปั้นเทพเจ้า ไร้ซึ่งแท่นบูชา ทว่าใจกลางห้องโถงนั้น กลับมี 'กระจกเงาศิลา' ขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่ พื้นผิวของมันเรียบเนียนดุจผืนน้ำนิ่งสงบ แผ่กลิ่นอายลี้ลับที่ทำให้สติสัมปชัญญะสั่นคลอน

    ด้วยความสงสัยที่อัดแน่นอยู่ในอก อวิ๋นเซียวฝืนสังขารก้าวเดินเข้าไปใกล้กระจกบานนั้นอย่างเชื่องช้า ทว่าเมื่อเขายืนอยู่เบื้องหน้าและจ้องมองเข้าไปในพื้นผิวที่สะท้อนเงา หัวใจของเด็กหนุ่มพลันหยุดเต้น เลือดในกายเย็นเยียบประดุจตกลงไปในธารน้ำแข็งพันปี!

    เงาที่สะท้อนอยู่ในกระจก... มิใช่อวิ๋นเซียวในสภาพสะบักสะบอมเต็มไปด้วยคราบเลือดและรอยไหม้จากอสนีบาต

    ทว่ามันกลับเป็นเงาของเด็กหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลาหมดจด ผิวพรรณขาวซีดไร้ร่องรอยบาดแผล สวมชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์... มันคือเงาของ 'ภาชนะหมายเลขศูนย์' ที่หลับใหลอยู่ในโลงคริสตัล!

    และสิ่งที่ทำให้ความหวาดกลัวทะลวงลึกถึงก้นบึ้งของวิญญาณ คือการที่เงาสะท้อนในกระจกนั้น ไม่ได้ขยับตามการเคลื่อนไหวของอวิ๋นเซียว ริมฝีปากของร่างในกระจกค่อยๆ ขยับยิ้ม... เป็นรอยยิ้มที่เย็นชา เย่อหยิ่ง และเต็มไปด้วยความสมเพช

    ก่อนที่เสียงกระซิบอันชวนขนลุกจะดังก้องทะลุเข้ามาในโสตประสาทของอวิ๋นเซียวโดยตรง

    "ยินดีต้อนรับกลับบ้าน... หัวขโมยผู้ชิงชีวิตของข้า... บัดนี้ถึงเวลาที่ตัวปลอมเช่นเจ้า... จะต้องคืนทุกสิ่งให้แก่เจ้าของที่แท้จริงเสียที..."

    แสงสว่างภายในวิหารพลันดับวูบลง พร้อมกับความมืดมิดอันเป็นนิรันดร์ที่พุ่งทะลักออกมาจากรอยร้าวของกระจกเงา หมายจะกลืนกินวิญญาณของผู้บุกรุกให้จมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความจริงที่ไม่อาจยอมรับได้!


    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์หลอมภพ สยบหมื่นวิถี ที่คุณอ่าน