ทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต

    เล่มที่ 5 บทที่ 143 แย่งชิงกันอย่างบ้าคลั่ง คนเยอะกว่ามอนสเตอร์

            “แบบนั้นก็ดี แบบนั้นก็ดี”

            เมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าของอู่เหมิงเอินถึงเริ่มดูดีขึ้นมาบ้าง ก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้มขมขื่นว่า“หากยังต้องมอบรางวัลที่ทางสถาบันเราเตรียมมาอย่างพิถีพิถันให้กับไอ้พาลาดินขยะนั่นอีกตัวผมคงจะอดใจไม่ไหวจนต้องลงมือฆ่ามันทิ้งซะเอง”

            “คุณนี่ก็...”

            หลินรั่วเยวียนได้ยินดังนั้นก็หลุดหัวเราะออกมาพลางเอ่ยเตือน“เหล่าอู่ คุณก็อายุอานามขนาดนี้แล้วทำไมอารมณ์ยังร้อนเหมือนสมัยหนุ่มๆ อยู่อีก?”

            พูดถึงตรงนี้เขาก็ก้าวเข้าไปตบไหล่อู่เหมิงเอินเป็นการปลอบใจ“วางใจเถอะ ก็แค่พาลาดินที่เป็นอาชีพสายสนับสนุนคนหนึ่งเท่านั้นไม่มีปัญญาทำอะไรได้มากหรอก”

            ...

            อีกด้านหนึ่งณ พื้นที่มิติว่างเปล่าซึ่งเป็นที่ตั้งของสถาบันจิงหัว

            “ท่านคณบดี ท่านมีความเห็นยังไงบ้างครับ?”

            ลั่วฉางเกอมีสีหน้าตกตะลึงไม่แพ้กันเห็นได้ชัดว่าเขาเองก็เห็นการปะทะกันช่วงสั้นๆระหว่างลู่เซิ่งและหวังเทียนอีเมื่อครู่

            “ลู่เซิ่งคนนี้ถึงกับสามารถปะทะซึ่งหน้ากับผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดอย่างหวังเทียนอีได้โดยไม่เพลี่ยงพล้ำท่านคิดว่าเขาตั้งใจปกปิดความสามารถที่แท้จริงไว้หรือเปล่าครับ?”

            ลั่วฉางเกออดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามพลางเหลือบมองฟางเทียนสิงที่นั่งนิ่งสงบดั่งขุนเขาอยู่ข้างกาย

            “เรื่องนี้... ฉันเองก็ดูไม่ออกเหมือนกัน”

            ฟางเทียนสิงตอบด้วยรอยยิ้มขมขื่น

            “อะไรนะ? แม้แต่ท่านคณบดีก็ยังดูไม่ออกงั้นเหรอ?”

            ลั่วฉางเกอขมวดคิ้วมุ่นทันที

            “ไอ้หนูนี่ จนถึงตอนนี้ยังไม่เคยใช้สกิลของพาลาดินเลยสักอย่างเกือบทั้งหมดอาศัยสัตว์พาหนะที่ขี่อยู่ในการต่อสู้ จากภาพรวมแบบนี้อย่าว่าแต่ฉันเลย ต่อให้พวกผู้อาวุโสจากวิหารเทพสงครามมาเองก็เกรงว่าจะดูพื้นเพของไอ้หนูนี่ไม่ออกเหมือนกัน...” ฟางเทียนสิงกล่าวด้วยน้ำเสียงจนปัญญา

            “นี่มัน...”

            ลั่วฉางเกอได้ฟังก็เริ่มได้สติเขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าตั้งแต่การสอบเริ่มต้นขึ้นลู่เซิ่งเอาแต่ใช้พลังของออสการ์มาโดยตลอด ส่วนตัวเขาเองแม้แต่สกิล‘รัศมีศักดิ์สิทธิ์’ ก็ยังไม่เคยใช้เลยสักครั้ง

            “แต่มีเรื่องหนึ่งที่ฉันมั่นใจได้เต็มร้อย”

            ตอนนั้นเองฟางเทียนสิงก็เอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยสีหน้าลึกลับ

            “เรื่องอะไรครับ”

            ลั่วฉางเกอเห็นท่าทางแบบนั้นก็รีบถามด้วยความอยากรู้ทันที

            “สัตว์พาหนะที่ไอ้หนูนั่นขี่อยู่ ไม่ธรรมดาแน่นอน”

            ฟางเทียนสิงเน้นเสียงหนักแน่นทำเอาลั่วฉางเกอที่อยู่ข้างๆ ถึงกับยืนอึ้งตาค้างกว่าจะตั้งสติได้ก็ผ่านไปครู่ใหญ่

            “บ้าเอ๊ย มันแน่นอนอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ? เรื่องแค่นี้ไอ้โง่ที่ไหนก็ดูออกมั้งครับ”

            ลั่วฉางเกออดไม่ได้ที่จะมองบน

            ก็เพราะคำพูดของฟางเทียนสิงเมื่อครู่มันประหลาดเกินไปพูดแบบนี้ออกมาต่างอะไรกับไม่ได้พูด...

            “เอาเถอะ พวกเราอย่ามาเดาสุ่มกันอยู่ที่นี่เลยสู้รอดูผลงานของเขาในการสอบรอบนี้ก่อนดีกว่า”

            ในที่สุดฟางเทียนสิงก็โบกมือพลางเอ่ยเสียงต่ำ “อย่างที่เขาว่ากันเรื่องแบบนี้อาจเกิดขึ้นได้หนึ่งหรือสองครั้ง แต่จะไม่มีครั้งที่สามหรือสี่หากลู่เซิ่งคนนี้ยังข่มสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดได้อีกในการสอบรอบที่สองละก็...”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้ฟางเทียนสิงไม่ได้พูดต่อให้จบ แต่กลับเงยหน้าขึ้นพร้อมกับประกายตาที่วับวาว

            ...

            นครจิงตูสนามสอบระดับชาติ ภายในดินแดนลับรกร้าง

            ลู่เซิ่งอาศัยแผนที่แดนลับนำทางโดยแทบไม่ต้องเสียแรงอะไรเลยเขาก็สามารถมาถึงพื้นที่แรกของดินแดนลับรกร้างได้สำเร็จ นั่นคือเขตมอนสเตอร์ทั่วไป

            ทว่าทันทีที่เขามาถึงพื้นที่นี้แม้จะยังไม่ทันได้ยืนให้มั่นคง เขาก็ต้องพบกับภาพที่ประหลาดสุดขีด

            “ถอยไป ตรงนี้ฉันมาก่อน”

            “ใครบอกแกว่ามาก่อนแล้วจะเป็นที่ของแกวะ?”

            “อะไรวะ นี่แกตั้งใจหาเรื่องกันใช่ไหม?”

            “แล้วจะทำไมล่ะ?”

            “ไอ้เวรเอ๊ย”

            “แม่แกสิ...”

            เปรี้ยง!

            ภาพที่เห็นคือเหล่าผู้ใช้อาชีพจำนวนมากกระจายตัวอยู่ตามป่าทึบโดยรอบทุกคนต่างพากันแย่งชิงมอนสเตอร์กันอย่างบ้าคลั่งราวกับเดิมพันด้วยชีวิตบางคนถึงขั้นพูดจาไม่เข้าหูลงมือสู้กันทันที เมื่อมองออกไปพื้นที่ทั้งหมดนี้มีผู้เข้าสอบรวมตัวกันอยู่อย่างน้อยหลายหมื่นคนมืดฟ้ามัวดินจนเห็นแต่หัวคนเบียดเสียดกันไปหมด เป็นภาพสะท้อนที่สมบูรณ์แบบของคำว่า‘คนเยอะกว่ามอนสเตอร์’

            “เอ่อ... นายท่าน ที่นี่ครึกครื้นจังเลยนะขอรับ”

            เมื่อเห็นภาพนี้แม้แต่ออสการ์ที่เป็นถึงเผ่ามังกรก็ยังอดไม่ได้ที่จะกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มขมขื่น

            “หึๆ ที่นี่เป็นเขตมอนสเตอร์ทั่วไปผู้เข้าสอบส่วนใหญ่มีความสามารถพอที่จะสังหารมอนสเตอร์ระดับนี้ได้ด้วยตัวคนเดียวการแข่งขันมันต้องดุเดือดเป็นธรรมดาอยู่แล้ว”

            ลู่เซิ่งไม่ได้แสดงท่าทีแปลกใจมากนักเพราะตั้งแต่ตอนที่หลี่ชิวซานประกาศกฎการสอบ เขาก็คาดการณ์เรื่องทั้งหมดนี้ไว้แล้ว

            ในจังหวะนั้นเองมอนสเตอร์ร่างแคระตัวหนึ่งก็บังเอิญเกิดใหม่ขึ้นมาตรงหน้าลู่เซิ่งพอดี

            ลู่เซิ่งใช้ทักษะตรวจสอบใส่เจ้ามอนสเตอร์ตัวนั้นตามสัญชาตญาณทันที

            [เป้าหมาย: สุนัขล่าเนื้อแดนร้าง]

            [เผ่าพันธุ์: สัตว์ป่า]

            [เลเวล: 200]

            [ค่าพลังชีวิต: 6,220]

            [ค่ามานา: 1,450]

            [ระดับดาวพลังรบ: 490 ดาว]

            [สกิลเฉพาะ: เสียงคำรามบั่นทอน]

            ...นี่คือสัตว์ป่าผู้อ่อนแอที่ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง!

            ...

            “มอนสเตอร์ขยะจริงๆ”

            เมื่อมองดูค่าสถานะพื้นฐานของมอนสเตอร์ตัวนี้ลู่เซิ่งก็เบะปากอย่างเหยียดหยาม และคร้านจะเข้าไปลงมือฆ่ามัน

            เพราะมอนสเตอร์ทั่วไปแบบนี้ฆ่าหนึ่งตัวได้คะแนนแค่ 10 แต้มแถมยังต้องไปแย่งกับคนกลุ่มใหญ่ ดีไม่ดีอาจจะกลายเป็นการปะทะกันเอง

            ถึงลู่เซิ่งจะไม่กลัวการปะทะกับคนอื่น

            แต่ก็อย่างที่บอกทุกคนต่างก็เป็นคนในชาติเดียวกัน อะไรที่เลี่ยงการทะเลาะกันเองได้ก็ควรเลี่ยง

            เมื่อคิดได้ดังนี้ลู่เซิ่งจึงออกคำสั่งกับออสการ์อีกครั้ง

            “ไปเถอะ พวกเราเข้าไปดูข้างในต่อกัน”

            “ขอรับ นายท่าน”

            เมื่อได้รับคำสั่งออสการ์ก็เริ่มออกเดินอีกครั้งร่างอันใหญ่โตของมันเคลื่อนผ่านป่าทึบที่สลับซับซ้อนไปมาไม่นานนักก็ผ่านเขตมอนสเตอร์ทั่วไปและมาถึงพื้นที่ที่สองของดินแดนลับรกร้างได้สำเร็จ ซึ่งก็คือ‘เขตมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่ง’

            เมื่อเข้าสู่เขตมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งจำนวนผู้ใช้อาชีพโดยรอบก็ลดลงไปเกินครึ่งทันที

            ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนรวมตัวกันล่ามอนสเตอร์อยู่ที่นี่นับหมื่นคน

            เพราะมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งก็ยังถือว่าเป็นมอนสเตอร์ตามธรรมชาติชนิดหนึ่งไม่ว่าจะเป็นค่าสถานะหรือพลังรบก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรนักผู้ใช้อาชีพส่วนใหญ่จึงยังมีความสามารถที่จะสังหารพวกมันได้ด้วยตัวคนเดียว

            ลู่เซิ่งมองสำรวจไปรอบๆด้วยความอยากรู้อีกครั้ง และไม่นานเขาก็พบมอนสเตอร์เฉพาะถิ่นของพื้นที่นี้

            [เป้าหมาย: หมาป่ามารแดนร้าง]

            [เผ่าพันธุ์: สัตว์ป่า]

            [เลเวล: 200]

            [ค่าพลังชีวิต: 9,824]

            [ค่ามานา: 4,450]

            [ระดับดาวพลังรบ: 580 ดาว]

            [สกิลเฉพาะ 1: เสียงคำรามบั่นทอน]

            [สกิลเฉพาะ 2: ขย้ำรุนแรง]

            ...นี่คือสัตว์ป่าที่แข็งแกร่งและมีนิสัยดุร้ายโดยธรรมชาติ!

            ...

            “มอนสเตอร์ที่นี่เหมาะกับการฆ่ายกฝูงดีนะ”

            เมื่อเห็นค่าสถานะพื้นฐานของมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งขึ้นลู่เซิ่งก็อดไม่ได้ที่จะมองตาเป็นประกาย

            นั่นก็เพราะออสการ์คือมังกรต้องห้ามสกิลของมันย่อมมีคุณสมบัติโจมตีเป็นวงกว้างอยู่แล้ว

            ซึ่งหมายความว่าทุกครั้งที่ออสการ์ปล่อยสกิล มันจะสามารถโจมตีเป้าหมายหลายตัวได้พร้อมกัน

            ภายใต้เงื่อนไขนี้หากมีมอนสเตอร์จำนวนมากมาอยู่ตรงหน้าลู่เซิ่งเขาก็สามารถอาศัยคุณสมบัติโจมตีหมู่ของสกิลออสการ์ในการกวาดล้างมอนสเตอร์เป็นฝูงๆเพื่อเก็บคะแนนให้ทัดเทียมกับสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดได้

            และมอนสเตอร์ในเขตมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งนี้นอกจากเลือดจะไม่สูงแล้ว พลังรบก็ยังงั้นๆเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการให้ออสการ์ได้สำแดงพลัง

            ติดอยู่เพียงอย่างเดียวคือผู้เข้าสอบในเขตมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งนี้ก็ยังถือว่าเยอะเกินไปมอนสเตอร์เกิดมาไม่ถึงสามวินาทีก็ถูกคนอื่นชิงตัดหน้าไปก่อนแล้วจึงไม่มีทางที่จะรวมกลุ่มกันเป็นจำนวนมากได้เลย

             

    คล้ายกับเรื่องทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต ที่คุณอ่าน