บทที่ 5 การช่วยชีวิตฉุกเฉิน
ภาพจำของสมาชิกในครอบครัวตระกูลเสิ่นในยามนี้ ยังคงเป็เพียงเศษเสี้ยวความทรงจำจากชาติปางก่อนของเสิ่นหนานซิงเท่านั้น
เมื่อพิจารณาจากคำพูดทิ้งท้ายก่อนจากไปของปู่ในตอนนั้น เธอก็เริ่มตระหนักว่าการรับรู้เกี่ยวกับคนรอบข้างของตัวเองอาจจะคลาดเคลื่อนไปจากความเป็จริงอยู่มาก โดยเฉพาะเื่ที่พ่อถูกลอบวางยา ทำให้เธอได้เรียนรู้ว่าหลายสิ่งหลายอย่างไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่ตาเห็น
การที่เธอยังมองคนเ่าั้ไม่ทะลุปรุโปร่งย่อมไม่ใช่เื่แปลก เธอจำเป็ต้องเปิดใจทำความรู้จักกับพวกเขาใหม่อีกครั้ง ก่อนที่จะเริ่มวางแผนการในขั้นต่อไป
ในส่วนของแม่นั้น ท่านอาจจะคุ้นชินกับการรับมือป้าสะใภ้ใหญ่อย่างหลิวผิงมากกว่า จึงไม่ได้ให้ความสนใจกับลุงใหญ่เท่าที่ควร เพราะอย่างไรเสียลุงใหญ่ก็มักจะทำตัวนิ่งเฉย ไม่ใช่คนเ้ากี้เ้าการในบ้าน
เสิ่นหนานซิงตัดสินใจที่จะไม่ขุดคุ้ยเื่นี้ขึ้นมาพูดต่อ การที่ได้รู้ว่าทั้งพ่อและแม่ต่างก็มีความอึดอัดใจเช่นเดียวกันนี้ ก็ช่วยให้เื่ราวในอนาคตดูจะจัดการได้ง่ายขึ้น!
สองแม่ลูกเดินทอดน่องคุยกันไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาถึงโรงอาหารของโรงพยาบาล อาหารที่จัดเตรียมไว้สำหรับผู้ป่วยและญาติยังคงเป็ที่นิยมอย่างมาก และที่สำคัญคือสามารถซื้อหาได้โดยไม่ต้องใช้คูปองอาหาร
มีผู้คนมายืนต่อคิวรออยู่หนาตา อาหารเช้าของวันนี้คือหมั่นโถวและข้าวต้ม หมั่นโถวสีขาวนวลใบละห้าเหมา ส่วนข้าวต้มชามโตราคาเพียงหนึ่งเหมา
ถึงแม้ราคานี้จะขยับสูงกว่าโรงอาหารของเหมืองอยู่บ้าง แต่ข้อดีที่หักล้างกันได้คือความสะดวกที่ไม่ต้องใช้คูปองอาหาร สองแม่ลูกใช้เงินไปเพียงสองเหมา และยังไม่ลืมที่จะซื้อเผื่อไปให้เสิ่นฟางไห่ได้รองท้องด้วย
แม้ราคาจะดูย่อมเยา แต่ซูอวี้จู๋ยังคงรู้สึกเสียดายเงินอยู่ลึก ๆ พลางบ่นพึมพำเื่ความสิ้นเปลืองไปตลอดเวลาที่นั่งกิน
เมื่อมองดูหมั่นโถวในมือสลับกับฟังเสียงบ่นของมารดา เสิ่นหนานซิงก็ปฏิญาณกับตัวเองในใจว่า เธอจะต้องหาทางทำเงินมาเลี้ยงชีพให้ได้!
ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่มีปัญญาแม้แต่จะซื้อหมั่นโถวกินตามใจอยาก! ถ้าไม่ใช่เพราะหมั่นโถวเพียงชิ้นเดียวในตอนนั้น เธอจะต้องมาทนเจ็บตัวจากการถูกทุบตีครั้งนี้เหรอ?
สายลมแห่งการปฏิรูปทางเศรษฐกิจกำลังจะพัดผ่านมาในไม่ช้า เธอต้องเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อคว้าโอกาสนี้ไว้ให้มั่น
"หนานซิง วันนี้ลูกอย่าเพิ่งรีบกลับนะ ตอนบ่ายค่อยติดรถกลับไปพร้อมกัน เดี๋ยวแม่จะแวะไปบ้านป้าฮวยเสียหน่อย จะไปขอยืมรถมารับพ่อเขา การจะไปขอพึ่งพาคนอื่นในบ้านนั้นมันไม่ได้เื่เอาเสียเลย ยังไงเสียก็ต้องให้แม่ลูกเราสองคนช่วยกันจัดการเอง"
"ค่ะ" เสิ่นหนานซิงตอบรับอู้อี้ในลำคอขณะที่กำลังเคี้ยวหมั่นโถว
ซูอวี้จู๋เป็คนเด็ดขาดและทำอะไรรวดเร็วเสมอ แม้แต่การกินเธอก็ใช้เวลาเพียงครู่เดียว ในขณะที่เสิ่นหนานซิงยังคงค่อย ๆ ละเลียดจิบข้าวต้ม แม่ของเธอก็กินเสร็จและลุกเตรียมตัวออกไปเสียแล้ว
"แม่คะ ต่อไปกินข้าวให้ช้าลงอีกนิดนะคะ เคี้ยวให้ละเอียดจะส่งผลดีต่อกระเพาะอาหารค่ะ" เสิ่นหนานซิงอดไม่ได้ที่จะเตือนตามสัญชาตญาณของหมอ เมื่อเห็นแม่เร่งรีบกินจนเกินไป
"แม่ยังไม่ได้ว่าลูกเลยนะที่กินช้าน่ะ รีบกินเข้าสิ จะมัวชักช้าอยู่ทำไมกัน!" ซูอวี้จู๋ทนดูท่าทางเชื่องช้าไม่ได้ จึงเอ่ยเร่งให้ลูกสาวรีบจัดการอาหารตรงหน้าให้เสร็จสิ้น
เสิ่นหนานซิงกลืนหมั่นโถวคำนั้นลงไปอย่างยากลำบากแล้วรีบซดข้าวต้มตามเพื่อช่วยให้คล่องคอ สถานการณ์นี้ทำให้เธอหวนนึกถึงวันวานที่เคยใช้ชีวิตอย่างสุขสบายและหรูหรา!
มันเป็เื่จริงที่ว่า การเปลี่ยนจากชีวิตยากจนไปสู่ความฟุ่มเฟือยนั้นแสนง่าย แต่การต้องปรับตัวจากความฟุ่มเฟือยกลับมาสู่ความยากลำบากนั้นช่างยากเย็นแสนเข็ญ!
เสิ่นหนานซิงไม่เคยรู้สึกโหยหาเงินทองมากมายขนาดนี้มาก่อนเลย!
ทั้งคู่ถืออาหารเช้าที่เตรียมไว้ให้เสิ่นฟางไห่เดินกลับไปยังห้องพักผู้ป่วย ซูอวี้จู๋และเสิ่นหนานซิงจัดการธุระส่วนตัวเรียบร้อยจากที่โรงอาหารเลย และเนื่องจากภาชนะที่ใช้เป็ของหยิบยืมมา จึงต้องนำกลับไปคืนให้เข้าที่
เมื่อกลับถึงห้องพัก ก็พบว่าเสิ่นฟางไห่กำลังอยู่ในขั้นตอนการเปลี่ยนยาพอดี คุณหมอแจ้งว่าหลังจากมื้อเที่ยงเขาสามารถออกจากโรงพยาบาลได้เลย ซึ่งนั่นช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการพักฟื้นไปได้ถึงครึ่งวัน
ถึงแม้ว่าค่ารักษาพยาบาลของเสิ่นฟางไห่จะสามารถเบิกจ่ายจากสวัสดิการของเหมืองได้ แต่ทัศนคติของผู้คนในยุคนี้ยังคงเรียบง่ายและซื่อตรง เงินของรัฐไม่ควรถูกนำมาใช้อย่างสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็ การกลับไปพักผ่อนต่อที่บ้านจึงถือเป็ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด
"หนานซิง เอาเงินนี่ไปจัดการเื่เอกสารออกจากโรงพยาบาลนะลูก ต้องเก็บใบเสร็จและเอกสารทุกอย่างไว้ให้ดี พ่อเขาต้องใช้สำหรับยื่นเบิก! ส่วนแม่จะล่วงหน้าไปยืมรถที่บ้านป้าฮวยก่อน" ทันทีที่ทราบกำหนดการออกจากโรงพยาบาล ซูอวี้จู๋ก็รีบกุลีกุจอไปจัดการเื่พาหนะทันที
สองแม่ลูกประสานงานกันได้อย่างรวดเร็ว จนกระทั่งถึงเวลาเที่ยงวัน ซูอวี้จู๋ก็ปั่นจักรยานที่ยืมมาได้สำเร็จ เมื่อรวบรวมข้าวของเครื่องใช้เสร็จเรียบร้อย ทั้งครอบครัวก็เตรียมตัวออกเดินทางกลับบ้าน
"หนานซิง ลูกเดินกลับเองไหวไหม? เดี๋ยวแม่จะพาพ่อกลับไปส่งที่บ้านก่อน แล้วค่อยปั่นวนกลับมารับลูกอีกรอบ" ก่อนจะขึ้นจักรยาน ซูอวี้จู๋ไม่ลืมที่จะกำชับลูกสาวด้วยความห่วงใย
"แม่คะ หนูเดินกลับเองได้สบายมากค่ะ แม่ไม่ต้องวนรถกลับมารับหนูให้เหนื่อยหรอก ไปดูแลพ่อเถอะค่ะ!"
เสิ่นหนานซิงแทบจะรอจังหวะนี้ไม่ไหว เธอ้าเวลาส่วนตัวเพื่อทบทวนเหตุการณ์ต่าง ๆ และวางแผนว่าเมื่อกลับถึงบ้านแล้ว จะจัดการกับความโกรธแค้นที่สุมอกนี้อย่างไร หรือจะจุดไฟแห่งการเปลี่ยนแปลงในครอบครัวให้ลุกโชนขึ้นมาได้อย่างไร
"ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงตามนี้ ระวังตัวด้วยนะลูก แผลที่หัวยังไม่หายสนิทดี เดินช้า ๆ ไม่ต้องรีบร้อน"
ซูอวี้จู๋กำชับย้ำอยู่หลายครั้ง ในขณะที่เสิ่นฟางไห่รับกระเป๋าเดินทางจากมือลูกสาวมากอดไว้แนบอก
หลังจากโบกมือลาพ่อและแม่แล้ว เสิ่นหนานซิงก็เริ่มก้าวเดินทอดน่องกลับบ้านโดยใช้เส้นทางผ่านตัวเมืองอำเภอ ในตอนที่ย้อนกลับมาครั้งแรกนั้นทุกอย่างดูเร่งรีบเกินไป ตอนนี้เธอจึงพอมีเวลาสำรวจบ้านเมืองให้ถ้วนถี่
โรงพยาบาลตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของตัวเมืองอำเภอ จัดว่าเป็โรงพยาบาลศูนย์กลางของพื้นที่ ส่วนหมู่บ้านหยวนไห่ของเธอก็ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเขตเมืองนัก ถือว่าเป็บริเวณชานเมืองที่เดินทางไปมาหาสู่กันได้สะดวก
ทว่าถึงอย่างนั้น เสิ่นหนานซิงก็ยังต้องใช้เวลาเดินเท้าเกือบหนึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงบ้าน เพราะเส้นทางต้องตัดข้ามผ่านเมืองไปทั้งเมือง
บนท้องถนนในปี 82 จักรยานยังคงเป็พาหนะยอดนิยมและดูภูมิฐานที่สุด นาน ๆ ครั้งถึงจะเห็นรถยนต์วิ่งผ่านมาสักคัน ผู้คนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสันเรียบง่ายสะอาดตา เมื่อเสิ่นหนานซิงได้เดินกลมกลืนไปกับฝูงชนและซึมซับความคึกคักของวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม เธอก็รู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก
"เฮ้! พี่เหยี่ย นั่นใช่สาวน้อยที่วิ่งหนีหายไปเมื่อวันก่อนหรือเปล่าน่ะ!" เสียงเย้าแหย่ที่แฝงความหยิ่งยโสฟังดูคุ้นหูดังขึ้นข้างกาย
เสิ่นหนานซิงเบนสายตาไปทางซ้ายมือ เห็นเ้าหน้าที่ตำรวจยืนประจำการอยู่ใต้ป้ายประกาศขนาดใหญ่ ซึ่งเป็จุดเดียวกับที่เธอฟื้นคืนสติขึ้นมาเมื่อวานนี้
ทว่าชายหนุ่มที่ยืนเคียงข้างเสี่ยวหูหยาอยู่นั้น เธอจำไม่ได้เลยแม้แต่น้อยว่าเขาเป็ใคร
เขาเป็ชายหนุ่มผิวสีน้ำตาลไหม้จากการกรำแดด ตัดผมสั้นเกรียนดูสะอาดสะอ้าน แนวขากรรไกรคมชัดรับกับใบหน้า ั์ตาคมกริบดูลุ่มลึกจนยากจะหยั่งถึง ใครที่สบตาเขาอาจรู้สึกราวกับกำลังจมดิ่งลงไปในวังวนบางอย่าง
เครื่องหน้าของเขาจัดว่าหล่อเหลาเอาการทีเดียว แต่การสวมเครื่องแบบตำรวจกลับดูหลวมโพรกและไม่ค่อยเรียบร้อยนัก คอเสื้อถูกปลดกระดุมออกกว้าง เขานั่งไขว่ห้างด้วยท่าทางสบายอารมณ์ ทั่วทั้งร่างแผ่ซ่านกลิ่นอายคุกคามบางอย่างที่เตือนให้ผู้คนไม่กล้าเข้าใกล้
ในยุคสมัยที่ทุกอย่างเรียบง่ายและเน้นการอุทิศตนเพื่อรับใช้ประชาชนเช่นนี้ คนที่มีบุคลิกเช่นนี้มาเป็ตำรวจได้อย่างไรกัน?
เซิ่งเหยี่ยอี้รู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองมา เขาจึงเงยหน้าขึ้นแล้วสบตากับเสิ่นหนานซิงเข้าอย่างจัง
"หึ..." เขาแค่นเสียงในลำคอเบา ๆ สาวน้อยคนนี้มีใบหน้าที่งดงามโดดเด่นทีเดียว เมื่อวันก่อนเขาเคยเห็นเธอแวบหนึ่งจึงพอจะจำเค้าหน้าได้บ้าง
แต่มันก็เป็เพียงความรู้สึกชื่นชมในความสวยงามทั่วไปเท่านั้น ไม่นานนักเขาก็ละความสนใจแล้วเริ่มใช้มือคลำหาบางอย่างในกระเป๋าเสื้อ
ให้ตายสิ! บุหรี่ดันมาหมดเอาตอนนี้เสียได้!
"มีบุหรี่เหลือไหม?" เขาใช้ศอกสะกิดแผ่นหลังของเสี่ยวหูหยาเบา ๆ
"พี่เหยี่ย นี่มันเวลาปฏิบัติหน้าที่นะพี่ ระวังหัวหน้าจะสั่งลงโทษเอาล่ะ!" ถึงจะบ่นแต่เสี่ยวหูหยาก็ยอมล้วงกล่องบุหรี่ออกมาแล้วโยนส่งให้เขาอย่างว่าง่าย
"พูดมากจริง!" เซิ่งเหยี่ยอี้บ่นพึมพำพลางลุกเดินเลี่ยงไปยังอีกฝั่งของป้ายประกาศ นั่งลงสูบบุหรี่พ่นควันสีจางออกมาอย่างสำราญใจ
"สหายคะ... ขอโทษนะคะ พอจะบอกทางไปโรงพยาบาลประจำอำเภอหน่อยได้ไหมคะ?" ทันใดนั้น หญิงวัยกลางคนที่มีหยาดเหงื่อท่วมกายเดินเข้ามาเอ่ยถามทางด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า
แต่ยังไม่ทันที่เสี่ยวหูหยาจะทันได้ชี้บอกทาง หญิงคนนั้นก็เกิดอาการหน้ามืดตาพร่ามัว แล้วร่างทั้งร่างก็ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นถนนทันที
"เอ๊ะ! คุณป้าครับ! อย่าเพิ่งเป็ลมไปสิ! พี่เหยี่ย! เร็วเข้า! ใครก็ได้มาช่วยทางนี้ที!" เสี่ยวหูหยาใจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ร้องะโขอความช่วยเหลือเสียงหลง
เสิ่นหนานซิงที่ได้ยินเสียงเอะอะจึงรีบหันกลับมามอง สัญชาตญาณความเป็หมอที่หยั่งรากลึกทำให้เธอรีบถลาเข้าไปหาคนเจ็บทันที เพียงแค่กวาดสายตามองปราดเดียวเธอก็วินิจฉัยได้ทันทีว่าหญิงผู้นี้มีปัญหาเื่หัวใจกำเริบ โดยไม่จำเป็ต้องรอจับชีพจรด้วยซ้ำ
"รีบไปตามหมอมาเร็วเข้าค่ะ! คุณป้าคนนี้อาการโรคหัวใจกำเริบ!" เสิ่นหนานซิงะโสั่งการเสี่ยวหูหยาอย่างฉับไว ในขณะที่มือของเธอกำลังเริ่มควานหาชีพจรอย่างคล่องแคล่ว
"เอ๊ะ! ได้ครับ ๆ!" เสี่ยวหูหยาออกวิ่งไปทันทีราวกับติดปีก การช่วยชีวิตคนในยามวิกฤตเช่นนี้ก็เหมือนกับการเร่งดับไฟที่กำลังโหมกระหน่ำ! โชคยังดีที่โรงพยาบาลตั้งอยู่ไม่ไกลจากจุดนี้มากนัก
เสิ่นหนานซิงรีบจัดท่านอนให้คุณป้าอย่างเหมาะสม และฉวยจังหวะนี้ตรวจจับชีพจรอย่างละเอียด ชีพจรของคนเจ็บจมลึกและเตือนถึงความอ่อนแออย่างยิ่ง เป็อาการโรคหัวใจที่แทรกซ้อนมาจากภาวะความดันโลหิตสูง และคาดว่าน่าจะมีอาการลมแดดร่วมด้วย
เมื่อสังเกตเห็นว่าคุณป้าเริ่มเข้าสู่ภาวะหมดสติ เสิ่นหนานซิงก็ไม่สนเื่อื่นอีกต่อไป เธอต้องรีบทำการปฐมพยาบาลในเบื้องต้นทันที ไม่อย่างนั้นอาจจะยื้อชีวิตไว้ไม่ทันการ!
เธอแสร้งทำเป็ล้วงหยิบของจากกระเป๋าถือ แต่สิ่งที่เธอหยิบออกมาจริง ๆ คือชุดเข็มเงินเล่มบาง นี่คือวิชาแพทย์แขนงแรกที่เธอได้ร่ำเรียนมาและใช้ฝึกฝนจนชำนาญในโลกใบแรก ซึ่งยามนี้สามารถนำมาใช้ช่วยชีวิตคนได้อย่างประจวบเหมาะ
เธอตวัดข้อมือแทงเข็มลงที่จุดจี๋ฉวน ไป๋ฮุ่ย และเหรินจงอย่างฉับไวและแม่นยำ จากนั้นจึงเริ่มใช้นิ้วกดลงบนจุดเน่ยกวนอย่างแรง ออกแรงผลักนวดคลึงขึ้นลงอย่างต่อเนื่องจนิับริเวณแขนของคุณป้าเริ่มขึ้นรอยแดงก่ำจากการกระตุ้นเืลม