ตอนที่ 44.1 ถอนฟืนใต้กระทะ[1]
จวนองค์รัชทายาท
จางลั่วหลินมองใบสั่งยานิ่งนาน ตัดสินใจไม่ถูกว่าควรทำตามคำแนะนำในนี้ดีหรือไม่ คนผู้นั้นให้สิ่งนี้กับนางมานานแล้ว เพียงแต่นางรังเกียจไม่อยากใช้วิธีนี้มาตลอด
คนเช่นนาง มีความงาม มีคุณค่า องค์รัชทายาทจะต้องมองเห็นแน่
ทว่า แต่งเข้าจวนมานานเพียงนี้ เขากับนางกลับยังไปไม่ถึงขั้นนั้นสักที หากไม่มีเหตุแทรกซ้อน ไท่จื่อเฟยก็แสร้งปวดครรภ์เพื่อเรียกเขากลับไป ขัดขวางราตรีวสันต์ของนางมาตลอด
“องค์ไท่จื่อเสด็จ”
เสียงขันทีดังขึ้น นางสะดุ้งด้วยความตกใจรีบหันไปมองรอบห้องทันที บ่าวถูกไล่ออกไปหมดแล้วในห้องจึงเหลือเพียงนาง ช่างประจวบเหมาะยิ่งนัก ที่องค์รัชทายาทเสด็จมาในยามนี้
จางลั่วหลินกำกระดาษแน่น ดวงตาปรากฏความลังเลเพียงครู่เดียวเท่านั้นก็โยนกระดาษแผ่นนั้นลงไปในเตาถ่าน
กระดาษถูกเผาไหม้ส่งเสียงเพียะผะ เกิดประกายคล้ายถ่านแตกครู่หนึ่ง ควันสีชมพูโชยขึ้นในอากาศ กลิ่นหอมหวานกำจายไปทั่วห้อง นางเดินไปปิดหน้าต่างแล้วกลับมานั่งลงตรงหน้ากู่เจิง
พรมปลายนิ้วบรรเลงช้าๆ เสียงเดินจากด้านนอกหยุดชะงัก คล้ายรอฟังบทเพลงอยู่ คณรู่ต่อมาประตูก็ค่อยๆ เปิดออก
จูเกาซีเดินเอามือไพล่หลังเข้ามาในห้อง มือข้างที่ซ่อนอยู่ด้านหลังถือเทียบฉบับหนึ่งไว้แน่น แม้ปากของเขาจะบอกว่าไม่สนใจ ไม่เชื่อคำยุยงของฮั่นอ๋อง ทว่าก็ยังต้องการทดสอบนางให้แน่ใจอยู่ดี วันนี้เขาจึงมาที่เรือนตะวันตกแห่งนี้
แต่พอก้าวเข้ามาในห้องชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย เขาสูดหายใจเบาๆ กลิ่นหอมสายหนึ่งโชยมาแตะจมูก ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายสบายใจขึ้นมาเล็กน้อย ราวกับว่าเรื่องขุ่นเคืองใจใดๆ ล้วนไม่สำคัญอีกต่อไป
ภายในห้องมีม่านโปร่งทิ้งตัวลงมาเป็นชั้นๆ ปิดบังภาพด้านในไว้เพิ่มความลึกลับน่าค้นหาได้เป็นอย่างดี
องค์รัชทายาทมองเงาร่างที่ทอดทับม่าน ราวกับว่านางไม่รับรู้สิ่งใดนอกจากปล่อยอารมณ์ให้ไหลไปกับเสียงดนตรี
เขาแหวกม่านเข้าไปช้าๆ กระทั่งเข้าไปถึงห้องชั้นใน
จางลั่วหลินเงยหน้าขึ้นเหมือนเพิ่งเห็นว่าเขาเข้ามา จึงลุกขึ้นยอบกายอย่างแช่มช้อย
“ถวายพระพรองค์ไท่จื่อเพคะ”
จูเกาซีก้าวเข้าไปประคองนางให้ลุกขึ้น ไม่รู้เพราะอะไรวันนี้เขาถึงได้รู้สึกว่านางอ่อนหวานว่าง่ายกว่าทุกวัน ทำให้เขาสบายใจที่จะอยู่ที่นี่ให้นานขึ้นอีกหน่อย จึงประคองนางไปนั่งที่เตียง
“เหตุใดวันนี้ชายารักมีสีหน้าเศร้าหมองนัก ดนตรีที่บรรเลงชวนให้ปวดใจยิ่ง”
นางยิ้มเอียงอาย แววตาอมทุกข์ “หม่อมฉันอยากฝึกบทเพลงที่พระองค์ชมชอบ แต่ฝีมือบรรเลงยังอ่อนหัดนัก จึงเลือกเล่นตามอารมณ์แทนเพคะ”
จูเกาซีตบลงหลังมือนางเบาๆ แววตาอ่อนลงกว่าเดิม ความระมัดระวังกายใจคล้ายหลอมเหลวตามไปด้วย ลืมไปแล้วว่าตนเองมาที่นี่ด้วยธุระใด เขาวางเทียบแผ่นนั้นลงบนเตียงส่งๆ ยามนี้รู้สึกเพียงว่า ทนเห็นนางทุกข์ใจไม่ได้แม้แต่น้อย จึงรั้งร่างนางเข้ามากอดไว้พลางกระซิบซาบเสียงเบา
“เช่นนั้น คืนนี้เปิ่นกงอยู่กับชายารักดีหรือไม่”
จางลั่วหลินไม่ตอบ นางเอียงหน้าหลบสายตา แก้มสองข้างขึ้นสีระเรื่อ ขนตากระพือเบาๆ ราวกับพัดน้อยๆ พัดผ่านหัวใจบุรุษ
จูเกาซีหัวเราะเสียงทุ้ม ใช้ปลายนิ้วเชยคางนางขึ้น ในอกของเขาร้อนรุ่ม ความร้อนค่อยๆ แล่นลงเบื้องล่าง
นี่ไม่ใช่วิสัยของเขาเลย ทว่ายามนี้ในหัวของเขาไม่มีเหตุผล มีเพียงนางตรงหน้านี้เท่านั้น
“เจ้างามยิ่งนัก”
เขาผลักนางลงบนเตียง กระตุกม่านลง แล้วทุกอย่างก็ดำเนินไปตามครรลองของมัน
ปลายยามอิ๋น เสียงขันทีก็ดังขึ้นจากด้านนอก “องค์ไท่จื่อ ปลายยามอิ๋นแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จูเกาซีลืมตามองม่านมุ้งด้วยแววตาเลื่อนลอย ก้มหน้ามองศีรษะที่ซุกอยู่ตรงซอกไหล่ เขายกแขนของนางออกจากเอว พอเขาขยับตัวสตรีข้างกายก็ตื่นขึ้น
จางลั่วหลินงัวเงียลุกขึ้นนั่ง “ได้เวลาประชุมเช้าแล้วหรือเพคะ”
“อืม” เขาตอบสั้นๆ
“หม่อมฉันช่วยพระองค์สวมฉลองพระองค์นะเพคะ”
องค์รัชทายาทไม่ได้ปฏิเสธ เขาลุกขึ้นเงียบๆ รับการปรนนิบัติโดยไม่พูดอะไร พอนางจะเดินออกไปส่ง เขาก็เอ่ยห้ามเสียงเรียบ
“ชายารักนอนต่อเถิด ไม่ต้องออกไปส่ง”
นางทำความเคารพเขาอย่างอ่อนหวานแล้วยืนมองเขาเดินออกไปจากห้องจนลับตา
จูเกาซีเดินออกมาจากเรือนหลังด้วยฝีเท้าเร็วขึ้น คิ้วของเขาขมวด แววตาเคลือบแคลงใจ พอเดินผ่านประตูฉุยฮวาเหมินฝีเท้าก็ค่อยๆ ช้าลง
“ตามหมอหลวงมาจับชีพจรเปิ่นกง และจัดยาให้เช่อเฟยด้วย”
ขันทีรับใช้ใกล้ชิดชะงัก ก่อนจะถามเพื่อยืนยันรับสั่ง “ยาบำรุงหรือพ่ะย่ะค่ะ”
จูเกาซีหันมามองขันที เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น “ร่างนางเย็นเพียงนั้น ยังไม่เหมาะให้ตั้งครรภ์หรอก”
ขันทีมีสีหน้ากระจ่างแจ้ง ประสานมือรับบัญชา
จางลั่วหลินกลับไปที่เตียง ก่อนจะล้มตัวลงนอนมือของนางก็ปัดไปโดนเทียบใบหนึ่งซึ่งหล่นอยู่บนเตียง หญิงสาวหยิบเทียบขึ้นมาดูด้วยความประหลาดใจ
เหตุใดจึงมีเทียบอยู่บนเตียงนอนของนางได้
นางถือเทียบขึ้นมา ทำท่าจะวิ่งตามขบวนเสด็จออกไป แต่แล้วความอยากรู้ก็หยุดนางไว้ หญิงสาวค่อยๆ เปิดเทียบออกอ่าน
ข้อความบนเทียบทำให้ร่างของนางสั่นสะท้าน ปลายนิ้วสั่นเทาลูบอักษรบนเทียบอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
เนื้อกระดาษของเทียบฉบับนี้ ไม่ใช่แบบที่นางใช้เมื่อครั้งยังอยู่ที่จวนสกุลจาง ทว่าลายมือและข้อความที่เขียนบนนี้กลับเป็นสิ่งที่นางเคยเขียนขึ้นมาจริงๆ
“พบกันคราแรกที่ วัดฝูซานไหล
ยามเว่ย ณ ป่าไป๋เหมย จะรอท่านปรากฏ
ไม่พบหน้า มิหวนคืน”
ดวงตาของนางแดงซ่าน เล็บยาวจิกลงบนเทียบจนเส้นเอ็นบนข้อมือนูนขึ้น จากนั้นก็ฉีกกระชากมันจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างบ้าคลั่ง แล้วโยนเข้าไปในกระถางไฟ
“จูเกาเซวียน” นางคำรามลอดไรฟัน “ท่านช่างต่ำช้านัก ถึงกับลงมาเล่นในกระดานสตรี”
นางสูดหายใจลึก ราวกับกำลังข่มกลั้นอารมณ์ “เพียงเพราะข้าทำร้ายนางแพศยานั่นหรือ! ท่านถึงขั้นคิดทำลายชีวิตข้า!”
ที่เมื่อคืนรัชทายาทเสด็จมาหานางก็เพราะเรื่องนี้สินะ หากนางไม่ใช่ผงวสันต์เสียก่อน เขาจะสอบสวนนางเช่นไร จะยังมีราตรีวสันต์อันใดได้อีก
จางลั่วหลินกัดริมฝีปากที่สั่นระริกของตนจนเลือดออก ปลายลิ้นสัมผัสรสหวานคาวยิ่งทำให้สมองตื่นตัว ครู่ต่อมานางก็ค่อยๆ สงบลง ดวงตาสงบนิ่งและเย็นเยียบ ราวกับได้หลุดพ้นออกมาจากพันธนาการบางอย่างแล้ว
“นับแต่นี้ไปข้าจางลั่วหลินได้หลุดพ้นจากท่านแล้ว ระหว่างเราไม่เคยมีความรู้สึกดีต่อกัน จากนี้เหลือเพียงไฟแค้น ในเมื่อท่านไม่เห็นแก่ความสัมพันธ์ในอดีต ก็อย่าหาว่าข้าใจร้าย!”
นางกำมือแน่นยิ่งขึ้น ดวงตาแดงก่ำราวกับคนธาตุไฟเข้าแทรก
“ข้าทำอะไรท่านไม่ได้ แต่มีคนอื่นทำได้!”
ยามเฉิน[2] จางลั่วหลินก็ลุกขึ้นมาแต่งกาย วันนี้นางเลือกชุดสีชมพู ลายปักแฝงความหมายมงคลเพื่อไปคารวะไท่จื่อเฟย ขณะปล่อยให้สาวใช้เกล้าผมให้อยู่นั้น ก็มีหมัวมัวจากส่วนกลางยกชามยามาส่ง
จางลั่วหลินมองชามยาด้วยใจหดเกร็ง ราวกับมันคือยาพิษพระราชทาน
“นี่คืออะไร?” นางเอ่ยถามเสียงแข็ง
หมัวมัวรายงานพร้อมประคองชามยาขึ้น “องค์รัชทายาทรับสั่งให้จัดยาบำรุงร่างกายให้เช่อเฟยหลังคืนวสันต์เจ้าค่ะ”
จางลั่วหลินถอนใจราวโล่งอก หลังคืนแรกวสันต์สตรีฝ่ายในมักได้รับยาบำรุง เรื่องนี้นางก็พอรับรู้มาบ้างจึงรับชามยามา สูดดมกลิ่นเล็กน้อย กลิ่นเหม็นเขียวขื่นขึ้นจมูก นางทำหน้ายับย่นผลักชามยากลับไป
“ข้าค่อยดื่ม”
“องค์รัชทายาทรับสั่งว่า ต้องดูเช่อเฟยเสวยให้หมดจึงจะได้เจ้าค่ะ”
หญิงสาวขมวดคิ้ว นางไม่อยากดื่มมันแม้แต่น้อย แต่เมื่อเป็นรับสั่งขององค์รัชทายาท นางก็ไม่อยากขัดใจเขาในยามนี้ จึงหลับตากลั้นใจดื่มรวดเดียวจนหมด
หมัวมัวยิ้มละไม รับชามยากลับแล้วจึงจากไป
ไม่รู้เพราะเหตุใด จางลั่วหลินจึงรู้สึกไม่ดีกับรอยยิ้มนั้นนัก นางยกมือขึ้นลูบอก อยากอาเจียนเอาสิ่งที่ดื่มไปออกมาให้หมด แต่ก็ทำอย่างนั้นไม่ได้แล้ว
[1] ถอนฟืนใต้กระทะ คือหนึ่งในกลยุทธ์ในตำราพิชัยสงครามซุนวู คือการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ หรือลดทอนอำนาจศัตรูก่อนที่จะแข็งแกร่ง คล้ายสำนวน ตัดไฟแต่ต้นลม
[2] ยามเฉิน คือเวลาประมาณ 7.00 น.