“ว่ายังไงนะ แกถูกบังคับให้ลาออก” คุณย่าเจี่ยถามลูกชายอย่างตกใจ “แล้วทีนี้จะทำยังไง ค่าใช้จ่ายทั้งบ้านอยู่ที่แก ถ้าแกมาตกงานตอนนี้แล้วเราจะเอาอะไรกิน ฉันบอกไว้ก่อนนะว่าถ้าจะให้ฉันย้ายไปอยู่ที่บ้านสวนกับพ่อของแก ฉันไม่ไป!”
“แม่ครับ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่แม่จะมาคิดเรื่องนี้นะครับ” เจี่ยเยี่ยบอกกับมารดา
“ไม่คิดเรื่องนี้แล้วแกจะให้ฉันคิดเรื่องอะไร ถ้าไม่มีเงินแล้วเราจะอยู่กันยังไง!”
“สิ่งแรกที่เราต้องคิดคือทำไมอยู่ดีๆ ถึงมีหนังสือร้องเรียนของผมส่งไปที่หน่วยงาน แล้วทำไมหัวหน้าหวังถึงไม่ช่วยเรา แต่เขากลับบอกให้ผมลาออกง่ายๆ แบบนี้”
คุณย่าเจี่ยคิดตามคำพูดของลูกชาย “แกคิดว่ามีคนจงใจกลั่นแกล้งแกเหรอ”
“มันคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลยครับ”
“ถ้าอย่างนั้นช่วงนี้แกไปทำให้ใครไม่พอใจหรือเปล่า” คุณย่าเจี่ยคิด “หรือจะเป็นเจ้ารอง แต่เจ้ารองทำงานอยู่คนละหน่วยงานกับแก เขาไม่น่ายื่นมือเข้ามาถึงหน่วยงานของแกได้หรอก”
“เจ้ารองไม่มีทางทำอย่างนั้นแน่นอนครับ เพราะยังไงเขาก็ต้องรักษาหน้าตาให้คุณพ่อ อีกอย่างถ้าเรื่องทุจริตของผมแพร่ออกไป เขาก็จะโดนผลกระทบตามไปด้วย” เจี่ยเยี่ยส่ายหน้า “แต่ผมยังนึกไม่ออกอยู่ดีว่าเป็นใครที่อยากทำลายผม”
“แกคิดว่าพ่อของแกจะรู้เรื่องนี้ไหม”
“ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ” เจี่ยเยี่ยยังคงเอาแต่ส่ายหน้ากับถอนหายใจ
“แต่จะว่าไปที่เสี่ยวหวังให้แกลาออกก็ถือว่าเขาได้ช่วยรักษาชื่อเสียงของตระกูลเจี่ยไว้เหมือนกัน เพราะถ้าเขาไม่ช่วยแล้วทำหนังสือไล่ออกส่งมาให้แก ตอนนั้นตระกูลเจี่ยของเราคงเงยหน้าสู้ใครไม่ได้แล้ว”
“สักวันผมจะต้องสืบเรื่องนี้ให้ได้แน่นอนครับ” เจี่ยเยี่ยยิ้มให้มารดา “แต่คุณแม่ครับ คุณแม่กำลังกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายของบ้านเราอยู่ใช่ไหมครับ”
“ก็ใช่น่ะสิ ตอนนี้รายได้หลักของเรามาจากเงินเดือนของแก ลำพังแค่เงินค่าเลี้ยงดูที่เจ้ารองส่งมาให้เดือนละห้าสิบหยวนมันจะไปพออะไร”
“คุณแม่ครับ ไหนๆ ตอนนี้คุณพ่อก็ไม่อยู่ขัดขวางเราแล้ว ถ้าเราไปบ้านตระกูลซ่งแล้วพูดเรื่องการแต่งงานของสองตระกูลขึ้นมาอีกครั้ง คุณแม่คิดว่ายังไงครับ”
“แต่งงานกับตระกูลซ่งอย่างนั้นเหรอ?” คุณย่าเจี่ยขมวดคิ้ว
“คุณแม่ครับ ประเด็นสำคัญคือหลิงหรงของเราถูกใจซ่งฉือเหล่ย ถ้าเราช่วยให้พวกเขาสองคนแต่งงานกันได้ หลิงหรงของเราก็จะมีความสุข คุณแม่ไม่อยากเห็นหลานสาวมีความสุขเหรอครับ อีกอย่างถ้าเราได้เกี่ยวดองกับตระกูลซ่ง ต่อให้ผมไม่ได้ทำงานราชการ ผมก็ยังจะใช้เส้นสายและเงินทุนของตระกูลซ่งไปทำธุรกิจส่วนตัวได้ ตอนนี้เศรษฐกิจของประเทศกำลังเปิดกว้าง และกิจการร้านอาหารก็ดูจะไปได้ดีที่สุด ผมเชื่อว่าพอถึงตอนนั้น คุณอาซ่งกับคุณอาหญิงซ่งต้องเต็มใจช่วยตระกูลเจี่ยของเราแน่ครับ”
เมื่อพูดถึงหลานสาวสุดที่รัก คุณย่าเจี่ยเริ่มคิดหนัก เมื่อก่อนตระกูลซ่งเป็นรองตระกูลเจี่ยในทุกด้าน ยิ่งได้รู้ข่าวการหายตัวไปของซ่งเฉียง คุณย่าเจี่ยกับสามีก็ทะเลาะกันมาตลอดเพราะนางอยากยกเลิกสัญญาหมั้นหมายเพื่อเปิดโอกาสให้บุตรหลานไปแต่งงานกับตระกูลอื่นที่เหนือกว่าตระกูลซ่ง
ดังนั้นตอนที่ตระกูลซ่งมาขอยกเลิกสัญญา นางจึงเกลี้ยกล่อมสามีอย่างเต็มที่เพื่อให้สามียอมฉีกสัญญาฉบับนั้นทิ้ง พอมาตอนนี้ทำไมตระกูลเจี่ยของนางถึงเป็นฝ่ายที่ต้องเข้าหาตระกูลซ่ง
“คุณแม่กลัวว่าคุณพ่อจะไม่เห็นด้วยเหรอครับ” เจี่ยเยี่ยเห็นท่าทางคิดนักของมารดาจึงถามขึ้น
“ฉันไม่ได้คิดมากเรื่องนั้นหรอก แต่ฉันแค่ไม่อยากไปก้มหัวให้คนตระกูลซ่ง เมื่อก่อนมีแต่พวกเขาที่เป็นฝ่ายเข้าหาเราอย่างอ้อนน้อม แค่คิดว่าจะให้ฉันไปขอร้องพวกเขาเรื่องการแต่งงานของหลิงหรง ฉันก็ทำใจไม่ได้แล้ว”
“คุณแม่ครับ ครั้งนี้คงต้องให้คุณแม่ลำบากใจเพื่อพวกเราแล้วล่ะครับ” เจี่ยเยี่ยรีบเข้าไปโน้มน้าว “คิดเสียว่าสิ่งที่คุณแม่ทำก็เพื่อความสุขของหลิงหรงและความมั่งคั่งของครอบครัวเรานะครับ”
“เฮ้อ...ก็คงต้องเป็นอย่างนั้นล่ะนะ ใครใช้ให้ฉันเกิดมาเป็นแม่แล้วยังเป็นคุณย่าของพวกแกกันล่ะ” คุณย่าเจี่ยบอกลูกชาย “ฉันจำได้ว่าสามีภรรยาคู่นั้นชอบกินสาลี่ ช่วงนี้เป็นช่วงที่สาลี่ออกวางขายพอดี แกไปหาซื้อสาลี่พันธุ์ดีที่สุดและรสชาติดีที่สุดมาสักหน่อย ฉันจะเอาไปฝากพวกเขา”
“ได้เลยครับ ผมได้ยินสาลี่หิมะเป็นที่นิยมมากที่สุด แม้ราคาจะแพงไปสักหน่อย แต่ผมจะหาซื้อมาให้ได้เลยครับ” เจี่ยเยี่ยรับปากอย่างดีใจ “เอาไว้วันนั้นผมจะไปเยี่ยมคุณอาซ่งกับคุณอาหญิงซ่งพร้อมคุณแม่นะครับ”
“อืม...บอกหลิงหรงให้ไปกับเราด้วยก็แล้วกัน”
“พวกนายรู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับคุณลุงเจี่ยเยี่ยแล้วหรือยัง” ซ่งฉือเหล่ยพูดยิ้ม “คุณปู่ของเรายอดเยี่ยมจริงๆ แค่รู้ว่าคุณลุงเจี่ยเยี่ยกับเจี่ยหลิงหรงมาสร้างความวุ่นวายให้คุณอาสะใภ้ คุณปู่ก็ทำให้คุณลุงเจี่ยเยี่ยตกงานทันทีเลย แต่น่าเสียดายที่เจี่ยหลิงหรงยังรอดไปได้”
“คุณปู่ทำยังไงเหรอครับ” ซ่งหย่วนถาม
ซ่งฉือเหล่ยส่ายหน้า “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน คุณปู่ไม่ได้บอก”
“พวกนายอย่าเห็นว่าคุณปู่ดูท่าทางใจดีและไม่เคยโกรธใคร แต่ถ้าเป็นเรื่องของคนในครอบครัว คุณปู่ไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ” ซ่งฉือเหล่ยพูดอย่างอารมณ์ดี “วันนั้นฉันทนไม่ได้ที่คุณอาสะใภ้ถูกทำให้ขายหน้า ฉันก็เลยตั้งใจเล่าเรื่องนี้ให้คุณปู่ฟังเอง แล้วฉันยังเล่าเรื่องที่เจี่ยหลิงหรงชอบมาทำตัวน่ารำคาญต่อหน้าเราสองคนด้วยนะ”
“เรื่องของคุณแม่ผมยังเข้าใจได้ แต่เรื่องของเราพี่จะเอาไปบอกคุณปู่ให้ท่านกังวลใจทำไม ยังไงเจี่ยหลิงหรงคนนั้นก็มาสร้างปัญหาให้เราไม่ได้อยู่แล้ว” ซ่งหย่วนบอก
“ฉันก็แค่เป็นห่วงกลัวว่าหล่อนจะมาสร้างปัญหาให้นายกับน้องสะใภ้”
“ความจริงฉันก็เห็นด้วยที่พี่ฉือเหล่ยบอกเรื่องของเจี่ยหลิงหรงให้คุณปู่กับคุณย่าฟัง” จูเสี่ยวลี่พูดขึ้น “เพราะถ้าหล่อนยังมาคอยตามตื๊อสามีฉันมากๆ ฉันอาจจะจัดการกับหล่อนขั้นรุนแรง ถึงตอนนั้นตระกูลซ่งกับตระกูลเจี่ยอาจจะมีปัญหากันก็ได้”
“ใช่! ฉันก็เห็นด้วยกับน้องสะใภ้ คนหน้าไม่อายแบบนั้นเราต้องตอบโต้ด้วยวิธีรุนแรง ให้คุณปู่กับคุณย่ารู้ปัญหาตั้งแต่ต้น ถ้าเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นมาจริงๆ คุณปู่กับคุณย่าจะได้เข้าใจ” ซ่งฉือเหล่ยสนับสนุน
“พี่ฉือเหล่ย พี่อาหย่วน พวกพี่นั่งอยู่ตรงนี้นี่เอง” เจี่ยหลิงหรงเดินยิ้มเข้ามา เธอเลือกนั่งตรงกลางระหว่างซ่งฉือเหล่ยกับซ่งหย่วน
ซ่งฉือเหล่ยได้ยินเสียงก็เบ้ปากอย่างไม่พอใจ “ผู้หญิงคนนี้ไม่อายบ้างหรือไงที่มาคอยตามตื๊อผู้ชายอยู่ทุกวัน”
“พี่ฉือเหล่ย พี่บ่นอะไรอยู่เหรอคะ” เจี่ยหลิงหรงยิ้มก่อนจะเปิดกล่องอาหาร “หรือว่าพี่เรียนหนักจนหิวแล้ว ฉันรู้ว่าพี่ชอบกินเกี๊ยว ฉันก็เลยทำเกี๊ยวทอดมาให้ พี่ลองชิมสักหน่อยสิคะ อ้อ...ฉันเตรียมชาร้อนมาให้ด้วยนะคะ จิบชาสักหน่อยจะได้ชุ่มคอ”
ซ่งฉือเหล่ยผลักกล่องอาหารออกไปไกลตัว “ไม่ล่ะ คุณย่าไม่อนุญาตให้ฉันกินอาหารของคนอื่นเพราะกลัวว่ามันจะสกปรกเกินไป เธอเก็บอาหารของเธอกลับไปเถอะ”
เจี่ยหลิงหรงได้ยินคำพูดประชดประชันก็รู้สึกไม่พอใจ แต่เธอต้องกลั้นอารมณ์เอาไว้ ในเมื่อซ่งฉือเหล่ยไม่สนใจ เธอจึงหันไปยิ้มให้กับซ่งหย่วน “พี่อาหย่วนล่ะคะ ลองชิมเกี๊ยวทอดของฉันสักหน่อยไหม ครั้งนี้ฉันปรุงไส้เกี๊ยวเองเลยนะคะ”
“ไม่เป็นไร ฉันไม่ชอบกินเกี๊ยว...” ซ่งหย่วนมองเจี่ยหลิงหรง “ฉันไม่ชอบกินเกี๊ยวฝีมือคนอื่น ฉันกินแค่เกี๊ยวที่ภรรยาของฉันทำ”
“เดี๋ยวเย็นนี้ฉันกลับไปทำเกี๊ยวให้คุณนะคะที่รัก” จูเสี่ยวลี่ให้ความร่วมมือักบสามีเป็นอย่างดี “คุณหนูเจี่ย ขอบคุณมากที่เวลาทำอาหารแล้วคุณยังนึกถึงพี่ชายแล้วก็สามีของฉัน แต่คราวหน้าคุณไม่ต้องลำบากแล้วนะคะ เพราะถ้าคุณยังคอยเอาข้าวเอาน้ำมาส่งอยู่แบบนี้ คนเขาจะเข้าใจผิดคิดว่าตระกูลซ่งของเราขาดเงิน หรือถ้าให้พูดไม่น่าฟัง คนเขาจะว่าเอาได้ว่าเราเป็นประเภทหลอกกินฟรี
คุณหนูเจี่ย คุณต้องเข้าใจนะคะว่าแม้ตอนนี้เศรษฐกิจของประเทศเราจะเปิดกว้างจนทำให้เราซื้อขายสินค้ากันได้อย่างอิสระเสรี แต่ยังไงอาหารก็ยังเป็นของที่หายากอยู่ดี คุณเก็บของพวกนี้ไว้ให้ที่บ้านคุณกินเองเถอะค่ะ อ้อ...ฉันได้ยินมาว่าคุณพ่อของคุณเพิ่งลาออกจากงาน ตอนนี้พวกคุณคงไม่มีรายได้มากพอที่จะแบ่งอาหารอันมีค่าให้คนอื่นกินเปล่าๆ หรอกมั้งคะ คุณอย่าทำอะไรที่มันหน้าใหญ่เกินกว่าฐานะเลยค่ะ”
เจี่ยหลิงหรงไม่คิดว่าจูเสี่ยวลี่จะกล้าพูดจาหักหน้าตนต่อหน้าผู้คนมากมายถึงขนาดนี้ “ครอบครัวของฉันจะเป็นยังไงก็ช่าง เธอไม่จำเป็นต้องมาสู่รู้ อีกอย่างอาหารพวกนี้ฉันทำมาให้พี่ฉือเหล่ยกับพี่อาหย่วน แล้วเธอมายุ่งทำไม”
“พี่ฉือเหล่ยเป็นพี่ชายของฉัน” จูเสี่ยวลี่กอดแขนซ่งหย่วนพร้อมกับซบใบหน้าไปที่ต้นแขนของเขา “แล้วอาหย่วนก็เป็นสามีของฉัน ฉันก็เลยไม่อยากให้พวกเขากินอาหารของคนแปลกหน้าน่ะสิ”
นักศึกษาบางคนได้ยินเสียงโต้เถียงของเจี่ยหลิงหรงกับจูเสี่ยวลี่ ทั้งยังมีข่าวลือเรื่องที่ซ่งหย่วนนอกใจภรรยา ไม่นานบริเวณนั้นก็มีนักศึกษาอีกหลายสิบคนเข้ามุงดูด้วยความสนใจ
“ใครเป็นคนแปลกหน้า! ครอบครัวของฉันกับครอบครัวซ่งรู้จักกันมาแล้วหลายรุ่น หากจะบอกว่าใครมาทีหลังก็ต้องเป็นเธอ” เจี่ยหลิงหรงชี้หน้าจูเสี่ยวลี่
จูเสี่ยวลี่มองเห็นสร้อยข้อมือที่เจี่ยหลิงหรงสวมอยู่ ในความฝันของเธอ ผู้หญิงคนใหม่ของเสิ่นต้าไห่ก็สวมสร้อยข้อมือแบบนี้ ด้วยความตกใจเธอรีบมองไปที่เจี่ยหลิงหรงให้ชัดๆ ‘ใช่แล้ว! เจี่ยหลิงหรงคือผู้หญิงคนใหม่ของเสิ่นต้าไห่ หล่อนเป็นคนผลักฉันไปให้รถชน แต่ทำไมตอนนี้เจี่ยหลิงหรงถึงไม่ไปตามติดเสิ่นต้าไห่แต่กลับมาตามติดพี่ชายสามีแล้วก็สามีของฉัน’
เจี่ยหลิงหรงที่เห็นว่าอยู่ดีๆ จูเสี่ยวลี่ก็เงียบไป เธอกอดอกแล้วยิ้มอย่างพอใจ “ทีนี้รู้แล้วสินะว่าใครมาทีหลัง ต่อไปเธออย่ามายุ่งเรื่องของฉันกับคนบ้านซ่งอีก”
จูเสี่ยวลี่ที่ทั้งโกรธและเกลียดเจี่ยหลิงหรงที่เคยทำร้ายเธอในความฝัน อีกทั้งตอนนี้ผู้หญิงคนนี้ยังพยายามจะเข้าหาสามีของเธอ แล้วเธอจะยอมได้ยังไง จูเสี่ยวลี่ลุกขึ้นยืนก่อนจะกอดอกแล้วก้มลงมองเจี่ยหลิงหรงด้วยท่าทางที่เหนือกว่า “คนบ้านซ่งที่เธอว่าเป็นครอบครัวของฉัน ซ่งฉือเหล่ยเป็นพี่ชายสามีฉัน ส่วนซ่งหย่วนก็เป็นสามีของฉัน แล้วเธอมีสิทธิ์อะไรที่มาห้ามไม่ให้ฉันไปยุ่งกับพวกเขา เป็นเธอเสียอีกที่เป็นคนนอก แล้วก็เป็นเธออีกนั่นล่ะที่มายุ่งกับสามีฉันจนเขาถูกเพื่อนๆ ในมหาวิทยาลัยมองว่าเขาเป็นคนเจ้าชู้ที่นอกใจภรรยา หรือว่าจริงๆ แล้วเธอเป็นคนปล่อยข่าวลือเสียหายให้สามีของฉันเพื่อที่เธอจะได้เข้ามาเป็นมือที่สามระหว่างเรา”
เจี่ยหลิงหรงกรีดร้องอย่างไม่พอใจ “แก! นังคนบ้านนอก แกหาว่าฉันเป็นมือที่สามเหรอ คนที่เป็นมือที่สามคือแก คนบ้านนอกอย่างแกมีสิทธิ์อะไรได้มาแต่งกับพี่อาหย่วน”
“ฉันเนี่ยนะมือที่สาม” จูเสี่ยวลี่ชี้นิ้วเข้าหาตัวเองก่อนจะหัวเราะ” ฉันกับอาหย่วนแต่งงานกันตั้งแต่พวกเรายังอยู่ที่ชนบท แล้วเธอมาบอกว่าฉันเป็นมือที่สามได้ยังไง ตกลงแล้วสมองเธอยังดีอยู่หรือเปล่า แม้แต่คำว่ามือที่สามที่ตัวเองเป็นอยู่ยังแยกไม่ออก”
“แก! ฉันจะตบแก” เจี่ยหลิงหรงเงื้อมือเพื่อที่จะฟาดลงบนหน้าจูเสี่ยวลี่ แต่จูเสี่ยวลี่ไวกว่าจึงผลักเจี่ยหลิงหรงไปชนกับเพื่อนนักศึกษาชายคนหนึ่งที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่
จูเสี่ยวลี่ตกใจเมื่อเห็นนักศึกษาชายคนนั้น “เสิ่นต้าไห่!”