พระตำหนักตะวันออกแคว้นจ้าว
ข้างเตียงกว้างจ้าวตี้หยวนฉีจ้องหมอหลวงทั้งหลายที่คุกเข่าอยู่ด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว รัชทายาทที่เป็นความภาคภูมิใจของเขาถูกเจียจือสิงและองค์รักษ์พากลับมาในสภาพร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลเมื่อคณะหมอหลวงใช้เวลาตรวจบาดแผลและทำแผลให้ใหม่เรียบร้อยแล้วเวลาก็ผ่านไปเกือบสองชั่วยาม
หลังจากนั้นก็ทูลเชิญพระองค์เสด็จมาที่นี่เพียงเพื่อมาฟังว่าร่างกายของรัชทายาทได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลมากมายไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาวหากแต่ยังคงทิ้งร่องรอยบาดแผลเป็นไว้จำนวนไม่น้อย
“พวกเจ้าตอบข้ามาสิว่าในเมื่อบาดแผลไม่อันตรายไม่กระทบต่อสุขภาพของรัชทายาทเหตุใดพวกเจ้ามิสามารถรักษาบาดแผลเหล่านั้นให้จางหายไปทั้งหมด เหตุใดต้องปล่อยไว้ให้มีแผลเป็น”
“พวกกระหม่อมตรวจดูแล้วพะยะค่ะ มีหลายบาดแผลที่ลึกมากเมื่อบาดแผลประสานกันและหายสนิทยากนักที่จะมีผิวหนังที่เรียบดังเดิม และตำแหน่งของบาดแผลเหล่านั้นล้วนอยู่นอกชายเสื้อผ้าเช่น หลังมือ ข้อมือ คอและใบหน้าบางส่วนพะยะค่ะ”
“ว่ายังไงนะ พวกเจ้าไม่รู้หรือไงว่ารัชทายาทมิอาจมีรอยแผลเป็นบนร่างกายได้”
พวกหมอหลวงทุกคนต่างรู้ดี กฏสำคัญข้อหนึ่งของการสืบทอดราชบัลลังก์ก็คือร่างกายรัชทายาทต้องไร้รอยตำหนิห้ามมีบาดแผลหรือแผลเป็นใดๆทั้งสิ้น เมื่อมิอาจตอบคำถามได้จึงทำเพียงก้มหน้าลง และนี่เป็นโอกาสอันดีสำหรับองค์ชายพระองค์อื่นๆที่มีขุนนางและตระกูลข้างมารดาสนับสนุนที่จะช่วงชิงตำแหน่งรัชทายาทไปจากจ้าวหลินฟู่เยี่ยที่เป็นพระโอรสที่เกิดจากฮองเฮาที่สิ้นพระชนม์ไปแล้ว
จ้าวหลินฟู่เยี่ยได้เป็นรัชทายาทก็เป็นเพราะฮองเต้ที่ยึดมั่นในความรักต่อฮองเฮาและความเอาใจใส่เลี้ยงดูเขาตั้งแต่ยังพระเยาว์จนได้รับการอบรมทั้งบุ๋นบู๊จากพระอาจารย์ที่เก่งกาจ มีหรือจะรอดพ้นจากการแย่งชิงมาได้ยาวนานขนาดนี้
“พวกเจ้าดูแลรัชทายาทให้ดี”
คลื่นลมที่เคยสงบนิ่งอยู่ได้รับผลกระทบจากข่าวในวันนี้ส่งผลต่อราชสำนักอย่างรุนแรง ขุนนางแบ่งฝ่ายชัดเจนมีฝ่ายที่สนับสนุนองค์ชายเจ็ดที่ในอดีตสูญเสียความเชื่อมั่นจากฮองเต้จ้าวเฉิงเทียนลี่เพราะความสนิทสนมกับชินอ๋องจ้างเฉิงลี่ไท่จนเกือบโดนลงทัณฑ์ในเหตุการณ์ก่อกบฏครั้งก่อนโชคดีที่ครานั้นอยู่ในตำหนักมิได้ออกมาร่วมด้วย(ชินอ๋องเกิดความคิดอยากเป็นใหญ่แทนที่จะส่งองค์ชายเจ็ดขึ้นครองราชบัลลังก์) กับขุนนางฝ่ายมารดาขององค์ชายสิบเอ็ด
ต่างฝ่ายต่างตั้งป้อมท้าทายฝั่งตรงข้ามคาดหวังในองค์ชายเจ็ดและองค์ชายสิบเอ็ดเพื่อให้ตระกูลของตนที่หน้ามีตามีที่ยืนที่มั่นคงในรัชกาลถัดไปเท่านั้น มีเพียงเรื่องเดียวที่เห็นตรงกันคือการถอดถอนตำแหน่งของรัชทายาทจ้าวหลินฟู่เยี่ยลงจากตำแหน่งให้ตำหนักตะวันออกว่างลงอีกครั้ง
“ฝ่าบาทหม่อมฉันมีเรื่องขอให้พระองค์ใคร่ครวญเกี่ยวกับการเกิดรอยตำหนิบนร่างกายของรัชทายาทด้วยบาดแผลที่เกิดขึ้นมิได้เกิดจากการศึกสงคราม การไม่ระมัดระวังถือว่าเป็นการจงใจให้เกิดรอยแผลเป็นทำให้ร่างกายมีตำหนิไม่ถูกต้องตามกฏการสืบราชบัลลังก์ของแคว้นเรานะพะยะค่ะ”
“ฝ่าบาทได้โปรดพิจารณาด้วยพะยะค่ะ ตั้งแต่อดีตรัชทายาทจำเป็นต้องมีกายที่บริสุทธ์ไร้มลทิน ไร้ตำหนิบนร่างกาย ยามนี้มีบาดแผลมากมายเกรงจะเป็นที่ครหาหากยังอยู่ในตำแหน่งรัชทายาทต่อไปนะพะยะค่ะ”
“หม่อมฉันเห็นด้วยกับท่านเสนาบดีหลิวและเสนาบดีจาง พะยะค่ะ”
“ฝ่าบาทได้โปรดไตร่ตรองด้วยพะยะค่ะ”
เสียงของขุนนางที่ชอบถกเถียงกันด้วยเรื่องต่างๆแม้จะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม วันนี้ทุกคนกลับมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างยิ่ง กงกงหลูอินคนสนิทของฮองเต้ได้แต่ลอบถอนหายใจดูท่าวันนี้ฝ่าบาทเองก็จะมิอาจต้านทานความดื้อรั้นและความแข็งกร้าวของบรรดาขุนนางที่เขี้ยวลากดินเหล่านี้ได้เป็นแน่ ดูจากพระพักตร์ที่กล้ำกลืนฝืนทนแล้วแม้อยากจะตรัสสิ่งใดออกมาดูท่าคงได้แต่ถอยให้กับคนเบื้องล่างที่ยืนอยู่อย่างอดทนเหล่านี้เสียแล้ว
“ข้าจะรับไว้เมื่อตัดสินใจอย่างไรจะประกาศให้พวกท่านได้ทราบ วันนี้หากไม่มีเรื่องอื่นแล้วก็เสร็จสิ้นการประชุมเถอะ”
สิ้นเสียงที่ดูอ่อนล้าร่างกายในชุดสีทองก็ก้าวถลาไปเบื้องหน้ายังดีที่กงกงหลูอินขยับเข้ามาประคองไว้ได้ทันก่อนที่จะทรงยกพระหัตถ์ขึ้นโบกเล็กน้อยเป็นเชิงบอกว่ายังไหว เดินกลับออกไปจากท้องพระโรง
“ฝ่าบาท”
“ข้ายังไหว ปล่อยข้าหลูอิน”
ปีนี้พระองค์สี่สิบห้าพระชันษาแต่มองดูคล้ายสักหกสิบผมที่เคยดำสนิทแบกรับความเครียดนับสิบๆทั้งผ่านการปองร้ายนับครั้งไม่ถ้วน ทรงอยากให้บ้านเมืองสงบสุขชาวบ้านมีกินมีใช้ทุกอย่างอุดมสมบูรณ์หลูอินรับใช้มานานจนผมขาวโพลนก็ยังตัดใจออกจากวังไปมิได้เพราะห่วงในการตรากตรำทำงานอย่างหนักของคนที่อยู่ในชุดสีทองนี้ที่เขาได้เห็นตั้งแต่ยังเป็นองค์ชายตัวน้อย
หนึ่งเดือนให้หลังแคว้นจ้าวก็ออกพระราชโองการสละตำแหน่งรัชทายาทของจ้าวหลินฟู่เยี่ยเนื่องจากสุขภาพไม่แข็งแรง ส่วนพระราชวังตะวันออกยังคงว้างเว้นเจ้านายที่จะได้ย้ายเข้าไปประทับ การทำงานของเหล่าองค์ชายหลายๆองค์และบรรดาขุนนางในราชสำนักต่างก็มีความขยันขันแข็งขึ้นมากทุกวัน ในการประชุมจะมีการรายงานผลการทำงานด้านต่างๆ ที่ส่งผลดีต่อชาวบ้านมากมาย บางครั้งมากเสียจนฮองเต้ต้องสั่งหยุดให้รายงานในวันถัดไป
“เป็นเช่นนี้คงถูกใจเจ้าแล้วสินะ ฟู่เยี่ย”
“เดิมที่ข้าก็รับตำแหน่งไว้เพียงเพีื่อให้บ้านเมืองสงบสุขและรอเวลาที่พี่น้องของข้าเติบโตและมีความคิดที่สมควรพอที่จะก้าวขึ้นมารับตำแหน่งก็เท่านั้น”
“เจ้าว่าใครจะสามารถเอาชนะใจองค์ฮองเต้ของพวกเราได้”
“ขอเพียงชาวบ้านได้รับผลประโยชน์มีความสุขความสบายล้วนเป็นใครก็ได้”
“ใช่ ข้าก็คิดเช่นเจ้า”
เสียงที่ดังแทรกเข้ามาเป็นเสียงของจ้าวเฉิงเทียนลี่ ที่ตั้งใจมาเยี่ยมพระโอรสของพระองค์ที่แข็งแรงจนสามารถลุกออกมาเดินออกกำลังกายในอุทยานได้แล้ว เมื่อเดินเข้ามาใกล้ก็โบกมือให้บรรดาขันทีและนางกำนัลถอยออกไปให้ไกล
“ดูพวกเจ้ามีความสุขเสียเหลือเกินนะ จนข้ารู้สึกอิจฉา”
“เสด็จพ่อทรงกล่าวเกินไปแล้วพะยะค่ะ”
“ฝ่าบาทกระหม่อมคิดว่าพระองค์ได้แต่ร่างกายของฟู่เยี่ยไว้อย่างเดียวนะพะยะค่ะ”
“เอ๋ เหตุใดเป็นเช่นนั้น”
“ก็ใจองค์ชายดูเหมือนจะลอยไปแคว้นอื่นแล้วพะยะค่ะ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า เช่นนั้นก็ดี สมน้ำหน้าเจ้าข้าต้องแบกภาระมากมายเจ้ากลับหาเหตุละทิ้งทุกสิ่งได้”
“เสด็จพ่อ วันนี้ทรงเสด็จมาก็ดีพะยะค่ะ หม่อมฉันอยากขอทูลลาไปหาเยว่เอ๋อร์”
“ร่างกายเจ้าพึ่งขยับได้ หากเดินทางไกลบาดแผลเหล่านั้นจะรับไหวหรือ”
“ไหวพะยะค่ะ”
“หึ ตามใจเจ้าแล้วกัน”
ยามจื่อ เรือนรุ่ยเซียง จวนแม่ทัพเฉินในเรือนมีเพียงแสงจากโคมไฟที่แขวนไว้ตามทางเดินที่ถูกลมพัดโยกไปโยกมานานๆครั้งจะมีเวรยามเดินผ่านหน้าเรือนสักครั้ง
บนเตียงเฉินหมิงเยว่นอนหลับห้องข้างจะมีสาวใช้สองหลิว ซิ่วหนิงและชิ่งซิ่ง สลับกันมานอนเฝ้าเป็นเพื่อนคนละสองคน ตั้งแต่กลับมาจากแคว้นจ้าวเฉินอวี้อันก็มิยินยอมให้นางนอนเพียงลำพังโดยเด็ดขาด นางรู้ดีว่าเขาเป็นห่วงจึงได้แต่ยินยอมตามใจ
เข็มเงินถูกซัดออกไปโดยแรงพุ่งทะลุกระดาษกรุบานประตูออกไปครั้งเดียวนับสิบเล่ม ก่อนที่ร่างบางจะคว้าเสื้อคลุมร่างกายก่อนจะขยับพุ่งออกจากเตียงไปอย่างรวดเร็ว ยามวิกาลเช่นนี้จู่ๆมีคนผ่านองค์รักษ์เข้ามาถึงประตูห้องนางได้ย่อมต้องมีวรยุทธ์สูงจนสาวใช้ห้องข้างนอนหลับมิได้รู้ตัว นางไม่สนใจตามไปไม่ลดละก่อนจะคว้าจับร่างคนตรงหน้ามืออีกข้างวาดวงกระบี่เข้าประทะอีกฝ่ายอย่างรุนแรง โรมรันฟันแทงกันนับสิบๆกระบวนท่า ก่อนที่อีกฝ่ายจะหยุดมือถอยหลังไปสองก้าวจากระยะการสู้ประชิดตัวของนาง
“เยว่เอ๋อร์ เจ้ายั้งมือหน่อย ใจคอจะสังหารว่าที่สามีเจ้าหรือไร”
“เป็นท่าน?”
“ข้าเอง เหตุใดท่านลอบเข้าห้องข้า”
“ข้าเดินทางโดยมิได้หยุด เมื่อมาถึงก็อยากพบหน้าแต่ด้วยเวลาเช่นนี้ทำได้เพียงลอบมองเจ้าสักเล็กน้อยมิคิดว่าเจ้าจะยังมินอน”
“ท่านจงใจลวงข้าออกมา”
“เยว่เอ๋อร์ ข้าคิดถึงเจ้า อยู่นั่งคุยกับข้าก่อนค่อยกลับไปได้หรือไม่”
เจียจือสิงเมื่อเดินทางมาถึงเมืองหลวงแคว้นอู๋ได้ก็หาโรงเตี๋ยมเข้าพักนอนหลับเป็นตายโดยไม่สนใจว่าสหายจะหายตัวไปไหนหรือจะกลับมาเวลาใด เขาและเหล่าองค์รักษ์ที่ร่วมเดินทางมาต้องยอมรับว่าขี่ม้าด้วยความยากลำบากอย่างแสนสาหัสทีเดียวเพราะการขี่ม้าโดยมิได้หยุดพักขาด้านในถูกับบังโคลนม้าก้นที่กระแทกจนรู้สึกได้ว่าปวดร้าวไปหมดนั้นต้องบวมแน่นอน ยามนี้แต่ละห้องจึงปิดเงียบสนิทต่างคนต่างดูแลตัวเองยามีก็ทาไปง่วงก็นอนหิวก็กินคงต้องพักเอาแรงสักสองสามวันเป็นแน่
“ความรักทำให้คนมีพลังเสียจริง ข้าหล่ะสู้เจ้าไม่ได้เลย เฮ้อ เจ็บจัง”