การโดนปฏิเสธโดยจงหมิ่น ทำให้องค์จักรพรรดิแห่งราชวงศ์โชติช่วงถึงกับขมวดคิ้วออกมาด้วยความไม่พอใจ เมื่อเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ที่เห็นเสด็จพ่อของตนเองทำสีหน้าเช่นนั้นจึงกล่าวว่า
" เสด็จพ่อ เรื่องของคุณชายอูไม่เห็นจำเป็นจะต้องกังวล ถึงแม้ว่าสายเลือดเขาครึ่งหนึ่งจะมาจากตระกูลเนี่ย แต่อีกครึ่งก็เป็นของตระกูลอู ที่ตระกูลอูยังสามารถอยู่รอดได้จนถึงทุกวันนี้ เป็นเพราะความช่วยเหลือจากตระกูลโอวหยางและราชวงศ์โชติช่วง
จากที่ข้าได้ข่าว ตอนนี้ตระกูลอูสามารถทำให้สายเลือดของพวกเขา เกิดการย้อนคืนจนสามารถทำให้อัสนีม่วงมีประกายสีดำได้ ในอนาคตย่อมสามารถกลายเป็นตระกูลในระดับสูง และหากว่าพวกเราสนับสนุนตระกูลอูย่อมอาจทำให้ตระกูลอูกลับมาเป็นตระกูลระดับมหาตระกูลได้ ถึงเวลานั้นตระกูลอูย่อมกลับมาเป็น ตระกูลที่ขึ้นตรงต่อราชวงศ์อีกครั้ง คุณชายอูที่เป็นบุตรชายคนโตของผู้นำตระกูลคนปัจจุบัน สุดท้ายแล้วย่อมกลายเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งของราชวงศ์เรา"เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์กล่าว ขึ้นหลังจากที่เห็นว่าเสด็จพ่อของตนอาจมีความระแวงในตัวของอูหลินเฟิง
ในอดีตก่อนที่ตระกูลอูจะถดถอยลง เคยเป็นถึงตระกูลระดับมหาตระกูล และยังเป็นตระกูลที่ภักดีต่อราชวงศ์เป็นอย่างยิ่ง และที่ตระกูลอูยังไม่ล่มสลายไปก็เป็นเพราะการช่วยเหลือจากราชวงศ์เช่นกัน
มหาราชครูที่ได้ยินเช่นนั้นย่อมต้องเห็นด้วยกับท่านหญิงเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์" นั่นสิ ถ้าเช่นนั้นก็ให้ราชวงศ์ คอยสนับสนุนตระกูลอู จนกว่าที่ความแข็งแกร่งของตระกูลอูจะเพิ่มขึ้น จนถึงระดับที่สามารถกลายเป็นตระกูลมหาตระกูลได้ สิ่งนี้นอกจากจะได้ตระกูลมหาตระกูลเพิ่มแล้ว ยังได้พันธมิตรที่มีสายเลือดของตระกูลเนี่ย ถือเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวย่อมกลายเป็นผลดีต่อราชวงศ์"
" ถ้าเช่นนั้นก็เอาตามที่พวกเจ้าว่า คอยให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนแก่ตระกูลอู" องค์จักรพรรดิเองก็เห็นด้วยกับความคิดนี้เช่นกัน ตระกูลอูเองก็ภักดีกับราชวงศ์มาอย่างเนิ่นนาน ในสงครามเมื่อพันปีก่อนถึงกับเสนอตัวในการเป็นหัวหอกของสงคราม และทำให้ตระกูลของตนเองตกต่ำลง ด้วยความภักดีในตอนนั้นทางราชวงศ์จึงช่วยเหลือไม่ให้ตระกูลอูถูกตระกูลอื่นล้มล้างไปก่อน ในตอนนี้ที่ทางราชวงศ์สูญเสียตระกูลเซวียนเยวี๋ยนไปแล้ว ตระกูลอูย่อมเป็นตัวเลือกที่ดีในการผลักดันให้เป็นตระกูลระดับมหาตระกูล เพราะมีทั้งความภักดีและความแข็งแกร่งภายในสายเลือดที่สมบูรณ์พร้อม
..
..
" เจ้าคิดว่าข้าวิตกเกินไปหรือไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้" อูหลินเฟิงถามจงหมิ่น ในขณะที่เขาทั้งสอง กำลังเดินตามทหารที่นำเขาไปยังค่ายกลเคลื่อนย้าย ของราชวงศ์โชติช่วง
" ข้าย่อมต้องคิดว่าเจ้าเป็นพวกที่วิตกจนเกินเหตุ แต่ว่าความวิตกหรือกังวลที่มาจากสัญชาตญาณของเจ้า กลับทำให้เรารอดมาได้หลายสถานการณ์ เพราะฉะนั้นข้าจึงเชื่อในความคิดของเจ้า หากเจ้าระแวงในตัวของสถาบันเทพราชัน ข้าก็จะระวังตัวเช่นกัน"จงหมิ่นกล่าว เพราะว่าหากถามว่าในชีวิตนี้เขาเชื่อใจใครมากที่สุด ก็ย่อมต้องเป็นอูหลินเฟิงอย่างแน่นอน
" จะว่าไปแล้วข้าก็เพิ่งสังเกต เจ้ากลายเป็นจอมยุทธขั้นสูงได้จริงๆ ด้วย"อูหลินเฟิงกล่าว เขาเพิ่งที่จะสังเกตระดับลมปราณของสหาย ที่กลายเป็นชนชั้นจอมยุทธ์ขั้นสูงโดยสมบูรณ์แล้ว กระแสพลังของ จงหมิ่นนั้น นิ่งสงบและเสถียรเป็นอย่างมาก ราวกับว่าเขาบรรลุชนชั้นจอมยุทธ์ได้เนิ่นนานแล้ว
" ก็ข้าบอกแล้วว่าข้าจะต้องทำให้ได้ ก็เหมือนกับเจ้าที่บอกว่า อาจไม่สามารถบรรลุชนชั้นจอมยุทธ์ได้ เจ้าก็บรรลุไม่ได้จริงๆ"จงหมิ่นกล่าว แต่ว่าคำพูดของจงหมิ่นก็ไม่ได้สร้างความไม่พอใจให้กับอูหลินเฟิงเลยแม้แต่น้อย
"ก็นะ ข้ารู้ตัวของข้าดีว่า พลังลมปราณคือสายพลังที่ข้าอ่อนด้อยที่สุด"อูหลินเฟิงเองก็ยอมรับอย่างง่ายดายว่าเอาไม่ได้มีความแข็งแกร่งด้านลมปราณมากนัก
หลังจากนั้นทั้งสองก็ถามเรื่องราวทั่วไปของแต่ละฝ่ายแต่ไม่ได้เจาะลึกไปอย่างรายละเอียด นั่นก็เพราะว่าทั้งสองยังอยู่ภายในเขตของราชวงศ์และยังเดินตามหลังของทหารของราชวงศ์อีกด้วย จนกระทั่งพวกเขาเดินมาที่ลานขนาดใหญ่อันเป็นลานสำหรับค่ายกลมิติ เพื่อส่งผ่านไปยังสถาบันเทพราชันโดยตรง
ผู้ที่ต้องการไปยังแดนเทพรกร้างในครั้งนี้ หากนับเพียงจำนวนคนที่จะเข้าร่วมการประลองเพื่อคัดเลือก มีเพียงหลักร้อยเท่านั้น ถือว่าน้อยกว่าการเข้าไปยังแดนเทพรกร้างครั้งก่อนๆ เกือบสิบเท่า และส่วนมากจะเป็นผู้อาวุโสที่มีอายุเหล่าอัจฉริยะที่เป็นผู้เยาว์กลับมีน้อยยิ่งนัก เพราะว่าการไปแดนเทพรกร้างครั้งนี้ ถูกประกาศไว้แล้วว่าอาจจะต้องปะทะเข้ากับแดนจันทราโลหิต เหล่าอัจฉริยะวัยเยาว์ของสำนักระดับสูงบางสำนักจึงถูกห้ามไว้โดยผู้อาวุโสของแต่ละสำนัก นักสู้ระดับหกและชนชั้นจอมยุทธ์ที่เป็นผู้เยาว์นั้นจึงมีเพียงไม่กี่คน แต่ว่าแต่ละคนที่อยู่ภายในค่ายกลนั้นอูหลินเฟิงกลับรู้จักเป็นอย่างดี
ผู้เยาว์ที่เขารู้จัก ย่อมต้องเป็นกลุ่มของเขาที่งานประลองล่าอสูร ลี่เจียง ถงต้าเหวย กวนซ่างซี เสวี่ยหานเอ๋อร์ กู่ซือเอิน หรือแม้กระทั่งอูหมินจิงเองกลับได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมศึกในครั้งนี้ทั้งๆ ที่เขาอายุเพียงแค่สิบสี่ปีเท่านั้น จริงๆ แล้วเหล่าผู้อาวุโสของตระกูลย่อมไม่ต้องการให้ว่าที่ประมุขอย่างอูหมินจิงไปเสี่ยงอันตรายภายในแดนเทพรกร้าง แต่ว่าผู้ที่อนุญาตกลับเป็นอูไต้หรง
เหตุผลที่อูไต้หรงอนุญาตให้อูหมินจิงเข้าร่วมการประลองครั้งนี้ก็เพราะว่าตัวเขาย่อมรู้ดีว่าศึกที่จะเกิดขึ้นภายในแดนเทพรกร้างนั้นสำคัญมากเพียงใด หากว่าภายในแดนเทพรกร้างฝ่ายของแดนจันทราโลหิตเป็นผู้ชนะและสามารถปลดปล่อยชนชั้นเทวะได้ ในอนาคตแดนจันทราโลหิตที่ได้ชนชั้นเทวะกลับคืนมา พลังของพวกมันย่อมแข็งแกร่งมากขึ้น เพียงเท่านี้ก็รอเพียงเวลาที่แดนจันทราโลหิตจะบุกโจมตีทวีปต่างๆ ถึงตอนนั้นต่อให้เป็นที่ตระกูลที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับราชวงศ์ ก็ไม่ได้ปลอดภัยอีกต่อไป แต่หากภายในแดนเทพรกร้างได้รับชัยชนะ ตระกูลของตนเอง ถึงจะปลอดภัยมากกว่า
และนอกจากกลุ่มของเขา ยังมีตัวแทนของพรรคสิบกระบี่อย่างเซี่ยชิงเอ๋อร์ รวมถึงไป๋หลันฮวาเองก็มาด้วยเช่นกัน หากรวมเข้ากับอูหลินเฟิงและจงหมิ่น นี่อาจจะเป็นผู้เยาว์เพียงไม่กี่คนภายในลานย้ายกลมิติแห่งนี้ เหล่าผู้เยาว์ทั้งสิบคนต่างมารวมกลุ่มกันโดยทันทีเมื่อทั้งหมดได้พบเจอกัน
“ซือเอิน ไม่ได้เจอกันนานเจ้าสบายดีหรือไม่” คนแรกที่อูหลินเฟิงทักย่อมเป็นกู่ซือเอิน เมื่อเขาสังเกตดูดีๆ ในตอนนี้กู่ซือเอินก็กลายเป็นจอมยุทธ์ขั้นสูงแล้ว ไม่เพียงแค่นั้นเสวี่ยหานเอ๋อร์เองก็เป็นจอมยุทธ์ขั้นสูงแล้วเช่นกัน
“ข้าสบายดี แล้วเจ้าล่ะเป็นอย่างไรบ้าง” กู่ซือเอินถามกลับไปแม้นางจะทำหน้านิ่งตามแบบของนาง แต่ว่าอูหลินเฟิงกับสามารถสัมผัสความเขินอายบางอย่างจากภายใน และเขายังสัมผัสถึงความสนุกสนานจากตัวของเสวี่ยหานเอ๋อร์ได้อย่างชัดเจน เกรงว่าในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาเสวี่ยหานเอ๋อร์อาจจะพยายามสอนให้กู่ซือเอินพูดหรือแสดงความรู้สึกให้มากขึ้นอย่างแน่นอน
“ตอนแรกข้ารู้สึกไม่ค่อยสบาย แต่พอได้เจอเจ้าก็หายดีแล้ว” อูหลินเฟิงกล่าว แม้จะเป็นคำกล่าวแบบนี้แต่เขาสัมผัสได้เลยว่ากู่ซือเอินนั้นกำลังดีใจ แต่ใบหน้าของนางก็ยังนิ่งอยู่ดี หากว่าอูหลินเฟิงไม่ได้มีความสามารถในการรับรู้อารมณ์ของสิ่งมีชีวิตอาจจะท้อแท้กับท่าทางของนางก็เป็นได้
“อะแฮ่ม คุณชายใหญ่อูไม่คิดจะทักทายข้าบ้างหรือเจ้าคะ” แม้ว่าเสวี่ยหานเอ๋อร์อยากจะให้อูหลินเฟิงกล่าวจีบกู่ซือเอินต่อ แต่นางก็รู้จักนิสัยของศิษย์พี่นางดี หากศิษย์พี่ของนางโดนจีบไปมากกว่านี้อาจจะทำตัวไม่ถูกแล้วเดินหนีไปก็ได้จึงเลือกที่จะกล่าวขัดจังหวะคนทั้งสอง
“สบายดีหรือไม่ เสวี่ยหานเอ๋อร์"
“สบายดีเจ้าค่ะคุณชายใหญ่อู”
หลังจากนั้นแต่ละคนต่างทักทายกันเนื่องจากมีหลายคนในกลุ่มที่ไม่ได้เจอกันนาน โดยเฉพาะลี่เจียงและถงต้าเหวยต่างพูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างมากมาย
“คุณหนูไป๋ คุณหนูเซี่ย โปรดรับสิ่งนี้เอาไว้ด้วย” อูหลินเฟิงได้ยื่นยันต์สื่อสารที่ทำเป็นต่างหูแบบเดียวกับที่เขาเคยให้สหายในงานประลองล่าอสูรให้กับเซี่ยชิงเอ๋อร์และไป๋หลันฮวา
“สิ่งนี้คือ??” ไป๋หลันฮวาถาม
“ยันต์สำหรับสื่อสาร หากท่านติดไว้แทนต่างหู สิ่งนี้จะสามารถใช้แทนการพูดคุยผ่านลมปราณที่สามารถโดนดักฟังได้ง่าย เพราะว่ายันต์ของข้าถูกสร้างโดยลมปราณ จิต และพลังวิญญาณ จึงโดนดักฟังได้ยาก ข้ามีอะไรที่อยากจะบอกกับพวกท่านเอาไว้ ก่อนที่พวกเราจะเดินทางไปยังสถาบันเทพราชัน” อูหลินเฟิงกล่าว เมื่อได้ยินดังนั้นทั้งสองคนจึงรับเอาต่างหูยันต์อาคมติดไว้ที่หูเหมือนกับคนอื่นๆ
‘ขอขัดจังหวะการทักทายเอาไว้เพียงเท่านี้ก่อน สิ่งที่ข้ากำลังจะบอกต่อพวกเจ้านั้นไร้หลักฐานยืนยัน เป็นเพียงความกังวลของตัวข้าเองโดยเฉพาะ เพราะฉะนั้นพวกเจ้าจะเชื่อหรือไม่ข้าไม่ได้บังคับ’ จากนั้นอูหลินเฟิง ได้อธิบายข้อสงสัยเกี่ยวกับสถาบันเทพราชันให้แก่คนทั้งหมดฟัง คนทั้งหมดที่เขาได้เล่าให้ฟังนั้นย่อมเป็นคนที่เขาคิดว่าสามารถเชื่อใจได้ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้สนิทกับเซี่ยชิงเอ๋อร์และไป๋หลันฮวา แต่เขาก็สามารถเชื่อใจทั้งสองได้ นั่นก็เพราะว่าความสามารถในการสัมผัสถึงอารมณ์ของเขานั่นเอง เขารับรู้ได้ว่าเซี่ยชิงเอ๋อร์และไป๋หลันฮวา มีความเกลียดชังต่อแดนจันทราโลหิตอย่างยิ่ง โดยเฉพาะไป๋หลันฮวารู้สึกเหมือนว่านางจะไม่ใช่เพียงแค่เกลียดชังแต่มีความรู้สึกเคียดแค้นต่อแดนจันทราโลหิตอย่างล้ำลึก
..
‘หากว่าสิ่งที่เจ้าสงสัยเป็นเรื่องจริง แม้สถาบันเทพราชันจะเป็นพวกเดียวกับแดนจันทราโลหิตจริงๆ แต่พวกนั้นคงไม่กล้าทำอะไรพวกเราอย่างโจ่งแจ้งแน่นอน เพราะไม่อย่างนั้นด้วยตำแหน่งสถานที่ตั้งของสถาบันเทพราชันมีสิทธิ์โดนรุมโจมตีจากทั่วทุกสารทิศจากอีกสี่ทวีปทันที’ เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าวผ่านยันต์สื่อสาร นั่นก็เพราะว่าผู้ที่เข้าร่วมการประลองครั้งนี้นอกจากจะมีผู้อาวุโสและผู้เยาว์จากพรรคระดับสูงมากมายจากแต่ละทวีป แต่ก็จะมีผู้เยาว์หรือผู้อาวุโสจากแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นเช่นกัน หากคนเหล่านั้นเกิดเป็นอะไรไปในระหว่างการประลองผู้ที่ต้องรับผิดชอบก็คือสถาบันเทพราชัน
‘สิ่งที่ข้ากังวลไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดตอนที่เรายังอยู่ภายในสถาบันเทพราชัน เพราะว่าหากเรายังอยู่ในสถาบันเทพราชันไม่ว่าสถาบันเทพราชันจะเป็นพวกเดียวกับแดนจันทราโลหิตหรือไม่ พวกเราก็ยังจะปลอดภัย แต่สิ่งที่ข้ากังวลก็คือการประลองครั้งนี้ถูกจัดขึ้นโดยสถาบันเทพราชัน เท่ากับว่าเราต้องแสดงความแข็งแกร่งต่อหน้าพวกเขา หากว่าสถาบันเทพราชันส่งข้อมูลการต่อสู้ของพวกเราให้กับแดนจันทราโลหิต
ก็เท่ากับว่าฝั่งของแดนจันทราโลหิตอาจจะมีข้อมูลรูปแบบการต่อสู้ของผู้ที่จะเข้าไปยังแดนเทพรกร้าง และจากที่ข้าเคยปะทะกับเสวี้ยเจ๋อองค์ชายสี่ของแดนจันทราโลหิต ชายผู้นี้เป็นคนประเภทเดียวกับข้า หากเขารับรู้ถึงรูปแบบการต่อสู้ของใครจะสามารถหาทางรับมือรูปแบบการต่อสู้นั้นได้อย่างง่ายดาย’ อูหลินเฟิงกล่าวผ่านยันต์ ที่เขาคิดเช่นนี้ก็เพราะว่าในตอนที่สู้กันภายในตระกูลโอวหยาง อีกฝ่ายทั้งเตรียมค่ายก่อนที่จะใช้ผนึกพลังของจงหมิ่น เตรียมอสุรกายสีดำสำรองเอาไว้ เตรียมค่ายกลวิญญาณมรณะ เรียกได้ว่าอีกฝ่ายเตรียมตัวมาอย่างดี ในการโจมตีตระกูลโอวหยางหากว่าไม่ได้มีเขา จงหมิ่น เสวี่ยหานเอ๋อร์ และ กู่ซือเอิน มีความเป็นไปได้สูงที่ตระกูลโอวหยางจะเสียหายมากกว่านี้
‘หมายความว่าเราต้องแสดงความแข็งแกร่งที่มากพอจะให้ได้รับการเลือก แต่จะต้องไม่ใช่พลังทั้งหมดของตัวเองสินะ’ จงหมิ่นกล่าวผ่านยันต์ สิ่งนี้จงหมิ่นย่อมทำได้อย่างง่ายดาย นั่นก็เพราะว่าอาศัยเพียงพลังที่แดนจันทราโลหิตรับรู้ในตอนที่สู้กับเขาภายในตระกูลโอวหยาง เพียงเท่านี้จงหมิ่นก็แทบจะสามารถชนะได้ทุกคนต่อให้คนผู้นั้นมาแดนศักดิ์สิทธิ์ก็ตาม ยิ่งหลังจากที่เขาสามารถพิชิตสุสานของเทพดาบได้ มรดกภายในนั้นย่อมต้องดีไม่แพ้กับภายในสุสานของเทพกระบี่อย่างแน่นอน
‘ถูกต้อง สิ่งที่ต้องทำนั้นคือการพยายามให้ถูกเลือก แต่ต้องไม่แสดงพลังที่แท้จริงออกไป’ อูหลินเฟิงกล่าว
‘เรื่องแค่นี้...ข้าย่อมทำได้อยู่แล้ว’ ลี่เจียงกล่าวผ่านยันต์ ตอนนี้ลี่เจียงยังคงสะกดพลังของตนเองให้อยู่ในระดับหกขั้นสูงเท่านั้น หรือต่อให้เขาแสดงพลังชนชั้นจอมยุทธ์ออกมา อาศัยเพียงร่างของยักษ์ศิลาก็มีพลังหมัดมากมายมหาศาลแล้ว ยังไม่รู้ว่าหากสู้ตัวต่อตัวจะมีใครสามารถบังคับให้เขาใช้เพลงหมัดพยัคฆ์คชสารได้หรือไม่ อาจจะมีเพียงจงหมิ่นและเซี่ยชิงเอ๋อร์สองคนที่แข็งแกร่งราวกับปีศาจ หากได้ต่อสู้กับทั้งสอง คนนี้ ลี่เจียงก็จำเป็นจะต้องใช้เพลงบาดพยัคฆ์คชสาร ไม่อย่างนั้นย่อมพ่ายแพ้อย่างง่าย
‘แม้ข้าจะไม่มั่นใจเรื่องนี้แต่ก็จะพยายาม’ กวนซ่างซีกล่าว เพราะว่าตัวของนางถนัดการโจมตีระยะไกล การต่อสู้ระยะใกล้จึงเป็นจุดอ่อนของนาง ยังไม่แน่ว่านางจะสามารถชนะจนเข้าไปยังแดนเทพรกร้างได้หรือไม่
‘เรื่องนั้นย่อมต้องได้อยู่แล้ว ข้าถงต้าเหวยผู้นี้จะแสดงความแข็งแกร่งแบบไม่เอาจริงให้ดู’ ถงต้าเหวยเองก็กล่าวอย่างมั่นใจหลังจากที่พลังสายเลือดของเขาได้ตื่นขึ้นมา พลังภายในร่างเองก็เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
‘ข้าจะพยายามขอรับ พี่ใหญ่’ อูหมินจิงกล่าว
‘อือ’ กู่ซือเอินกล่าวสั้นๆ ตามแบบของนาง
‘ข้าจะพยายามเจ้าค่ะ แต่ตัวข้าเองเป็นสายสนับสนุน จะได้รับการคัดเลือกหรือไม่ก็ไม่รู้นะเจ้า’ เสวี่ยหานเอ๋อร์กล่าว
‘การออมมือแต่ต้องชนะ ไม่มีปัญหาสำหรับข้า’ ไป๋หลันฮวากล่าวอย่างมั่นใจ นั่นก็เพราะว่าวิชาสำเนียงของนางเป็นวิชาที่รับมือได้ยาก นางจึงมั่นใจในพลังของตนเองยิ่งนัก
แต่ละคนเมื่อได้ฟังข้อสงสัยของอูหลินเฟิงนั้น ทุกคนต่างเลือกที่จะเชื่อในสัญชาตญาณของอูหลินเฟิงอย่างน่าประหลาด แม้กระทั่งสองคนที่รู้จักกับอูหลินเฟิงช้าที่สุด อย่างไป๋หลันฮวาและเซี่ยชิงเอ๋อร์ยังเลือกที่จะเชื่อเช่นเดียวกับคนอื่นๆ แต่ละคนต่างคิดที่จะชนะโดยไม่แสดงพลังทั้งหมดออกไป พวกเขาคิดจะแสดงพลังทั้งหมดหลังจากที่สามารถเข้าไปยังแดนเทพรกร้างได้แล้ว
..
..
จบตอน