ตลาดแห่งผู้ฝึกตนอยู่ที่สำนักเทียนซิงสายในของเมืองหลินโจวในสมัยแรกสำนักเทียนซิงเป็ผู้จัดรวบรวมและริเริ่มก่อตั้งขึ้น จุดประสงค์ในคราแรกสุดคือการให้เหล่าผู้ฝึกตนนำของที่ไม่ได้ใช้มาแลกเปลี่ยนกันโดยใช้ของเหล่านี้เพื่อแลกสิ่งที่ใช้งานได้ ทั้งยังใช้เสริมความแข็งแกร่งที่สามารถต่อต้านอสูรได้อีกด้วย
เมื่อเวลาผ่านไป ตลาดแห่งผู้ฝึกตนก็พัฒนาใหญ่มากขึ้นไม่ได้มีเพียงศิษย์ของสำนักเทียนซิง แต่ยังมีผู้ฝึกตนจากภายนอกอีกมากมายต่างมารวมตัวกันที่ตลาดแห่งนี้
หนานิอู่เดินไปตามตลาดนัด เพียงครู่เดียวก็ดึงดูดสายตาของคนทั้งตลาดไป
“คุณหนู นี่เป็ครั้งที่สามที่มาเยี่ยมเฟิงเทียนสิงแล้วเขาจะยอมเจอพวกเราหรือเปล่า?” ชายชราหัวโล้นในชุดดำที่เดินติดตามมาขมวดคิ้วถามอย่างแคลงใจ
“หวังว่าจะได้เจอก็แล้วกัน”หนานิอู่ลอบถอนหายใจเบาๆ
“เฟิงเทียนสิงคนนี้นิสัยแปลกเกินไปแล้วแม้แต่คุณหนูมาเยี่ยมเยียนถึงสามครั้ง เขาก็ยังไม่ยอมมาพบ ข้าว่าให้ข้าไปจับตัวเขามาเสียก็สิ้นเื่แล้ว” ชายชราหัวล้านเอ่ยขึ้น
“หลงโป๋ ท่านาุโเฟิงท่านนี้แม้นการบำเพ็ญจะยังไม่เทียบเ้าแต่ฝีมือในเื่ศาสตร์วิชาเวทย์โบราณนั้นเก่งกาจไม่เหมือนใคร ข้าได้ยินคนลือกันว่าเป็ไปได้สูงว่าาุโเฟิงจะเรียนศาสตร์วิชาเวทย์โบราณที่แท้จริงได้หนึ่งแขนงแล้ว หากข่าวลือเป็เื่จริงล่ะก็ที่เ้าจะจับเขามานั้นไม่ง่ายเลย หากกวนโทสะของเขาเข้าจริงๆ เช่นนั้นความเพียรพยายามที่ผ่านมาทั้งหมดของพวกเราคงเปล่าประโยชน์ไปเพราะเหตุนี้”
หนานิอู่ส่ายหน้าเบาๆ “อีกทั้งที่นี่คือพื้นที่ของสำนักเทียนซิงาุโเฟิงกับสำนักเทียนซิงมีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างแน่นแฟ้น ถ้าพวกเราทำเช่นนี้จริงๆคงสร้างปัญหามากมายตามมาเป็แน่”
“ในเมื่อเป็เช่นนี้ คงต้องลำบากคุณหนูแล้วล่ะ”
“ก็ไม่ได้ลำบากอันใด ท่านาุโเฟิงแม้การบำเพ็ญไม่ได้สูงนักหากดูแต่ฝีมือในเื่ศาสตร์วิชาเวทย์โบราณอย่างเดียวล่ะก็ ในดินแดนใต้นี้คงมีเพียงน้อยคนที่จะพอเทียบกับเขาได้ฝึกศาสตร์วิชาเวทย์โบราณเกือบห้าสิบปีแล้ว จะมีผู้ใดจะสามารถยืนหยัดมาได้ถึงเพียงนี้บ้าง?บุคคลเช่นนี้ก็ควรค่าที่จะได้รับความเคารพจากข้าเช่นกัน” หนานิอู่เอ่ยตอบเสียงเบา “หากเขาสามารถฝึกศาสตร์วิชาเวทย์โบราณได้ครบทั้งสามแขนงเกรงว่าทั่วดินแดนใต้คงไม่มีผู้ใดหยุดเขาเอาไว้ได้”
ทั้งสองผลัดกันนำผลัดกันตามกระทั่งเดินมาถึงมุมหนึ่งของตลาดที่นี่รอบด้านเต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือนซึ่งดูเก่าแก่เป็อย่างมากตั้งสลับกันไป
ครั้นมาถึงบ้านหลังหนึ่ง หนานิอู่หยุดลงและเอ่ยคำนับด้วยความเคารพขึ้น“ผู้าุโเฟิง หนานิอู่ สาขาเสวียนหลิง ขอเข้าพบท่าน”
“เ้าเด็กหญิงนี่อีกแล้วเรอะ”เสียงแหบชราดังขึ้นจากในบ้าน “นี่เป็ครั้งที่สามแล้วข้าเคยบอกกับพวกเ้าว่าจะไม่มีทางพบพวกเ้า พอได้แล้ว พวกเ้ากลับไปเสียเถิด”
“ท่านผู้าุโเฟิง พวกข้ามีเื่อยากปรึกษาท่าน...”หนานิอู่เอ่ยด้วยความสงบ
“ไม่ต้องพูดมากแล้ว”เสียงที่ดังออกมาจากในบ้านแฝงความไม่พอใจ
“เฟิงเทียนสิง คุณหนูของตระกูลข้ามาเชิญท่านถึงหน้าประตูด้วยตัวเองถึงสามคราเห็นแก่หน้าเ้ามามากพอแล้ว” ชายชราหัวโล้นชุดดำเอ่ยขึ้นอย่างมีโทสะ“ในเมื่อเ้าไม่ยอมออกมา เช่นนั้นคนแก่อย่างข้าจะเชิญเ้าออกมาเองกับมือ”
ร่างของชายชราหัวโล้นในชุดดำอบอวลไปด้วยกลิ่นอายเจินหยวนอันน่าตะลึงไร้ที่เปรียบฝ่ามือแห้งเหี่ยวคว้าหมัดขึ้นมา พลันกระแสอากาศรอบกายก็แปรเปลี่ยนเป็สีดำทะมึน ราวกับมีพายุทมิฬบ้าคลั่งพัดผ่านสายฟ้าผ่าลงกลางบ้านอย่างรุนแรง
“ไปซะ!” ภายในห้องมีเสียงะโออกเพียงคำเดียว
โครม!
พริบตาเสียงะเิราวฟ้าผ่าพลันดังขึ้น ทว่าผืนลายเวทย์โบราณกลับปรากฏครอบคลุมหน้าประตูใหญ่ขึ้นอย่างทันท่วงทีราวกับกำลังกลืนกินพลังกระแสอากาศนั่นเข้าไป
กระแสอากาศสีดำถูกดูดกลืนไปในพริบตา สีหน้าของชายชราหัวโล้นชุดดำพลันซีดเผือดพลางถอยไปสองก้าวด้วยความตกตะลึง แววตาฉายความหวาดกลัวออกมาจากเบื้องลึก เค้นคำพูดออกได้เพียงคำเดียว“ศาสตร์วิชาเวทย์โบราณ”
“ท่านาุโเฟิง ก่อนหน้านี้ข้าผิดไปแล้วโปรดอภัยให้ข้าด้วย” หนานิอู่คำนับด้วยความเคารพ เอ่ยจบจึงพาชายชราหัวโล้นชุดดำเร้นกายจากไป
เพดานของบ้านยังคงดังกึกก้องไปด้วยแรงกลิ่นอายของทั้งสองที่ปะทะกันไปเมื่อครู่
ผู้ฝึกตนที่การบำเพ็ญต่ำนั้นยากที่จะััได้ทว่าภายในตลาดแห่งนี้กลับมีผู้บำเพ็ญถึงระดับสูงอยู่ไม่น้อย กลิ่นอายทั้งสองที่ปะทะกันะเืกึกก้องไปทั่วผืนฟ้ามีคนจากสาขาทั้งสามของสำนักเทียนซิงทะยานมุ่งมายังตลาดอย่างรวดเร็ว คนเหล่านี่ต่างเป็ระดับสูงของสาขาในเวลาอันรวดเร็วพวกเขาจึงรวมตัวกันที่ละแวกบ้าน
“ท่านผู้าุโเฟิง เจอเื่รบกวนอะไรอย่างนั้นหรือขอรับ”ผู้นำเอ่ยขึ้นเสียงดัง
“แค่พูดคุยกับใครบางคนนิดหน่อยพวกเ้ากลับไปเถิด” เสียงตอบกลับดังขึ้นจากในบ้าน
“ขอรับ!”
ผู้ที่มารวมตัวพากันทยอยเลียบกลับทางเดิม
พริบตาก็ผ่านไปสามวันแล้ว
ณ มุมลับตาทางใต้สุดของสำนักเทียนซิง ชายหนุ่มคนหนึ่งทั้งร่างมืดสนิทแสงดาวกะพริบกระจายไปทั่วร่าง พลังแห่งฟ้าดินที่รวมตัวไหลทะลักเข้าร่างอย่างต่อเนื่องจวบจนกระทั่งแรงดูดซับเส้นสุดท้ายหมดลง
หลินโม่ค่อยๆ ยืนขึ้น พลันเสียงกร็อบแกร็บราวกับถั่วแตกดังขึ้นจากส่วนกระดูกภายในร่างก่อกำเนิดพลังอันแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าก่อนหน้า
“ในที่สุดการฝึกร่างก็ทะลวงไปถึงขั้นที่เก้าแล้ว”หลินโม่ผ่อนหายใจออกมา
สามวันที่ผ่านมา หลินโม่ต่างวิ่งไปทั่วทุกซอกทุกมุมของสาขาเทียนซิงแล้วในการเสริมพลังของ ‘ศาสตร์ดารา’ นั้นดูดซับพลังแห่งฟ้าดินไปแทบหมด ในที่สุดก็ทะลวงได้สำเร็จเมื่อครู่นี้
ครั้นััได้ถึงพลังที่แกร่งยิ่งขึ้นหลังจากทะลวงสำเร็จหลินโม่กลับยังรู้สึกไม่เต็มที่อยู่บ้าง ทว่าน่าเสียดายที่พลังแห่งฟ้าดินของสาขาเทียนซิงถึงขีดจำกัดแล้วต้องรอฟื้นฟูกลับมาให้ถึงที่สุดอย่างน้อยก็สิบกว่าวันได้
“ข้าอยู่สาขาเทียนซิงมาถึงสามวันแล้ว่เวลาที่ผ่านมา แทบจะวิ่งไปทั่วทั้งสาขาเทียนซิงได้แล้ว ทว่าเพียงแค่ไปดูดซับพลังแห่งฟ้าดินอย่างรีบเร่งก็เท่านั้นยังไม่ทันสำรวจสาขาเทียนซิงให้ดีเลยสักนิด” หลินโม่บ่นพึมพำอยู่ในใจ
วันข้างหน้าอาจต้องอยู่ที่สาขาเทียนซิงเป็เวลานานสำหรับตัวเองที่ต้องอาศัยและฝึกฝนที่นี่จำเป็ต้องมีความเข้าใจมากพอ ถึงอย่างไรก็ไม่มีเื่อันใดที่ต้องทำไปพักหนึ่งหลินโม่จึงตั้งใจเที่ยวชมสาขาเทียนซิงเสียหน่อย
พูดแล้วก็น่าแปลก สาขาเทียนซิงนี้ให้ความรู้สึกลึกลับบางอย่างกับหลินโม่นับั้แ่วันแรกที่พบจินเฉียนหยินและศิษย์พี่จูสองคนนั้น หลังจากนั้นก็ไม่เจอร่างของทั้งสองคนอีกเลยทั้งเ้าสาขาของสาขาเทียนซิง และยังมีศิษย์พี่หญิงใหญ่ที่จินเฉียนหยินบอกไว้นั่นอีกยิ่งกว่านั้นแม้แต่เงาก็ไม่เห็นเลยสักคน
ด้วยเหตุนี้ หลินโม่จึงไม่ได้ใส่ใจมากนัก
แม้ว่าทรัพยากรการฝึกตนของสาขาเทียนซิงนั้นจะห่างไกลเทียบกับอีกสามสาขาไม่ได้ทว่าสภาพแวดล้อมของที่นี่กลับสงบเงียบ ไร้คนรบกวน ทำให้หลินโม่จดจ่อทำเื่ของตัวเองได้ทั้งยังไม่ต้องถูกเื่เล็กๆ ไม่เป็เื่รบกวนอีกด้วย
หลินโม่เตร็ดเตร่ตลอดทาง จนเดินมาถึงเขตตะวันออกของสาขาเทียนซิง ก่อนหน้านี้หลินโม่ไม่เคยมาที่นี่มาก่อน สิ่งสำคัญคือพลังแห่งฟ้าดินของที่นี่เบาบางเกินไปการมาครานี้ก็แค่เที่ยวชมเตร็ดเตร่ไปเรื่อยเท่านั้น
เนื่องจากพื้นดินของเขตตะวันออกเป็ดินจืดต้นไม้ที่เติบโตที่นี่จึงมีน้อยมาก ก้อนหินรูปร่างประหลาดกระจายอยู่ทั่วทุกสารทิศ จากระยะไกลๆกลับดูเป็ทัศนีย์ภาพที่มหัศจรรย์และแปลกตาในคราเดียว
ครั้นเหยียบเข้าสู่พื้นที่หินแปลกตาในเขตตะวันออกหลินโม่พลันตกตะลึงไปชั่วขณะ ครั้นหมายจะเลียบกลับเส้นทางเดิม จู่ๆ พลันสังเกตเห็นชายชราชุดขาวคนหนึ่งจากที่ไกลตากำลังนั่งขัดสมาธิบนก้อนหินขนาดมหึมาที่สูงถึงสามจั่งก้อนหนึ่งอยู่
ผมยาวสีขาวดอกเลาทั่วศีรษะ ตามด้วยชุดสีขาวที่สะบัดเบาๆพลิ้วไปตามแรงลม ใบหน้าเืฝาด อวัยวะทั้งหมดบนใบหน้าของชายชราดูเรียบร้อย ท่าทางสง่าผ่าเผยและสุขุมเมื่อมองรวมๆ แล้ว ยามยังหนุ่มคงเป็คนรักอิสระและเ้าชู้พอตัวจนทำให้ผู้หญิงมากมายหลงใหลเลยก็ว่าได้
“หรือจะเป็เ้าสาขาของสาขาเทียนซิงกัน?” หลินโม่คาดเดาไว้ในใจ
เดิมทีสาขาเทียนซิงก็เป็พื้นที่ยากจนข้นแค้นอยู่แล้วยิ่งเพิ่มฉายาที่ถูกเรียกว่าสาขาขยะั้แ่แรกเข้าไป ก็ยิ่งทำให้ไม่มีผู้ใดยอมเข้ามา สาขาเทียนซิงที่ใหญ่ถึงเพียงนี้ แต่เมื่อรวมหลินโม่เข้าไปกลับมีคนทั้งหมดแค่ห้าคนเท่านั้น
ในเวลานี้ก็ปรากฏชายชราชุดขาวขึ้นอีกคน หลินโม่จึงอดไม่ได้ที่จะคาดเดาขึ้นเช่นนี้
ยามนี้ ชายชราที่หลับตาอยู่นั้นพลันลืมตาขึ้นั์ตาส่องสว่างขีดสุด แฝงไว้ด้วยราศีอันน่าตื่นตา เพียงเขาโบกมือ ลวดลายแ่าพลันกระทบยังก้อนหินโดยรอบราวกับพายุฝนพัดกระหน่ำ
ครืน ครืน...
พริบตาผืนดินใหญ่กลับสั่นะเืขึ้นอย่างรุนแรงหินก้อนกลมมากมายสั่นราวกับมีชีวิตขึ้น แผ่กระจายกลิ่นอายสังหารอันน่าสะพรึงกลัวออกมา
ในชั่วพริบตานั้น หินก้อนกลมทั้งหมดในสายตาของหลินโม่พลันแปรเปลี่ยนไปพวกมันไม่ใช้ก้อนหิน ทว่ากลับแปรสภาพกลายเป็ทหารจิตอาฆาตบนสนามรบแทน ครั้นมองผืนแผ่นดินพื้นดินที่กระจายเต็มไปด้วยเศษหินนั้นกลับเปลี่ยนไปอย่างลึกลับขึ้นเรื่อยๆ เส้นสีขาวละเอียดพาดผ่านสลับเป็รูปแบบกากบาทกันไปทีละเส้น
“ใช้ลายเวทย์แปรเป็หมากรุกเปลี่ยนพื้นเป็กระดาน...” ในตอนที่หลินโม่กำลังพึมพำเอ่ยคำนี้ขึ้นมาเองนั้น พริบตาก็นิ่งค้างไป เขาเพิ่งเคยเห็นเป็ครั้งแรกอย่างชัดเจนเต็มตาทว่าใยจึงหลุดปากเื่นี้ออกมาได้อย่างน่าเหลือเชื่อกัน?
ระหว่างความคลุมเครือนั้น หลินโม่มีสัญชาตญาณอันแปลกประหลาดบางอย่างกระดานหมากรุกตรงหน้านั้น ในสายตาของเขา แม้นจะแปรเปลี่ยนไปอย่างน่ามหัศจรรย์และน่าสับสนเป็อย่างมากทว่าเขากลับมองออกถึงความเร้นลับของกระดานหมากรุกประหลาดนี่ในพริบตา
ราวกับว่าเมื่อนานมาแล้ว หลินโม่ก็เคยััแผ่นกระดานพิศวงนี้อย่างไรอย่างนั้น