ตอนที่ 79 อยากได้ร่างกายของท่านอย่างไรเล่า เหตุใดจึงมิเหมือนกับที่คิดไว้
“หากคุณชายมีคำสั่งใดได้โปรดบอกข้ามาโดยตรง มิต้องเกรงใจเยี่ยนจีถึงเพียงนี้หรอกเจ้าค่ะ”
เยี่ยนจีรีบตอบ แม้จะยังรู้สึกสงสัยว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ใด
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา นางรู้สึกมิสบายใจนักที่มิได้ตอบแทนบุญคุณอันใหญ่หลวงของกู้ฉางเกอ
เมื่อได้ยินคำพูดของเขาเช่นนี้ นางก็กลับรู้สึกโล่งใจอยู่บ้าง
นางมิเคยคิดว่าตนเองคู่ควรที่จะได้รับความช่วยเหลืออย่างมิมีเงื่อนไขจากบุคคลผู้สูงส่งเช่นนี้
“จริงๆ แล้วก็มิใช่เรื่องใหญ่โตอันใด ทว่าก่อนอื่น ข้าจะช่วยท่านสร้างร่างกายเนื้อใหม่ขึ้นมาเสียก่อน”
กู้ฉางเกอกล่าวพลางยิ้มเล็กน้อย
เรื่องการมีตัวตนของเยี่ยนจี มีเพียงคนจำนวนน้อยนิดที่ล่วงรู้
และที่สำคัญคือในช่วงที่เยี่ยนจีมีพลังอย่างเต็มเปี่ยม นางเคยเป็นถึงผู้แข็งแกร่งผู้มีพลังระดับขั้นมหาศักดิ์สิทธิ์ผู้ยิ่งใหญ่
หากมอบหมายภารกิจลับบางอย่างไปให้นางจัดการแล้ว กู้ฉางเกอก็นับว่าวางใจได้ไปเปลาะหนึ่ง
อีกทั้งเขาเองก็ยั่งเชื่อมั่นในตัวของนาง
ช่วงเวลาที่อยู่ในโลกเบื้องล่าง เขาได้เห็นชัดถึงนิสัยใจคอของนาง
เยี่ยนจีเป็นผู้ที่สามารถพึ่งพาและไว้วางใจได้
“สร้างร่างกายเนื้อใหม่หรือ…”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น นัยน์ตาสีแดงอ่อนดุจแก้วผลึกของเยี่ยนจีก็พลันเผยแววสั่นไหวขึ้นเล็กน้อย
ใบหน้าของนางเผยแววเลื่อนลอยไปชั่วขณะ
นางเคยคิดถึงวันที่ตนเองจะมีโอกาสได้สร้างกายเนื้อใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง
ทว่าก็มองว่าเป็นความหวังที่ยังห่างไกลนัก
โดยเฉพาะเมื่อฟื้นขึ้นมาในโลกเบื้องล่างอันกันดารห่างไกล นางเกือบจะตัดใจจากความคิดนี้ไปเสียแล้ว
เมื่อเป็นเช่นนั้น นางก็ทำได้แต่เพียงเฝ้ารอวันเวลาไปเรื่อยๆ เท่านั้น
ในเวลานั้น นางยังมีความคิดที่จะให้การอบรมชี้แนะเย่เฉิน เพื่อให้เขาแข็งแกร่งขึ้น จากนั้นจะขอให้เขาช่วยตามหาวัตถุดิบสวรรค์และสมบัติล้ำค่าเพื่อสร้างร่างกายเนื้อใหม่
แต่ทว่าเย่เฉินกลับยังอ่อนแอเกินไป เยี่ยนจีจึงละทิ้งความตั้งใจนั้น และเพียงแต่รอให้เศษเสี้ยววิญญาณที่เหลืออยู่ของตนจางหายไป เพื่อทดแทนบุญคุณที่เย่เฉินเคยช่วยปลุกนางให้ฟื้นขึ้นมา
ทว่าด้วยเหตุบังเอิญนั้น นางกลับได้ติดตามกู้ฉางเกอ
ความปรารถนาที่ดูเหมือนจะห่างไกลในอดีต ก็กลับกลายเป็นเพียงเรื่องง่ายๆ ที่กู้ฉางเกอสามารถทำได้เพียงเอ่ยถ้อยคำเดียว
ความแตกต่างอันมหาศาลนี้ ทำให้นางรู้สึกสั่นสะท้านใจ และอดมิได้ที่จะรู้สึกว่าตนโชคดีถึงเพียงใด
หากในตอนนั้นเย่เฉินมิได้เข้าใจนางผิด หรือมิได้มีเรื่องบาดหมางอันใดกัน ด้วยนิสัยของนางนั้น ในตอนนี้นางคงจะยังเพียงแต่เฝ้ารอคอยให้เศษเสี้ยววิญญาณของตนค่อยๆ สลายหายไปในซอกมุมหนึ่งมุมใดของโลกเบื้องล่างอันห่างไกลนั้น
สิ่งเหล่านี้ หากจะพูดว่าเป็นเรื่องของโชคชะตาก็คงจะนับว่ามิผิดนัก
“เหตุใดคุณชายกู้ถึงดีกับข้าถึงเพียงนี้กัน”
ดวงตาของเยี่ยนจีวาววับราวกับทับทิมแดงอันไร้ตำหนิ จับจ้องมองกู้ฉางเกออย่างมิกะพริบ ขณะความคิดนี้ผุดขึ้นในใจ
ครั้งเดียวก็ว่าไปอย่าง
แต่เมื่อเกิดขึ้นซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง นางจะอธิบายได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น สถานะของกู้ฉางเกอนั้นช่างสูงส่ง เขาเป็นถึงนายน้อยแห่งตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง
สถานที่แห่งนี้ก็น่าจะเป็นแดนสวรรค์ชั้นบน เพราะเพียงมองดูการตกแต่งภายในพระราชวังแห่งนี้ ก็สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังวิญญาณที่หนาแน่นและประกายแสงสมบัติอันลึกลับ
สิ่งเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงรากฐานอันลึกล้ำและน่าหวาดหวั่นของตระกูลกู้
นางรู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมาก
เยี่ยนจีนับว่ามิได้เป็นผู้โง่เขลา
แต่ด้วยเพราะเหตุนี้เองจึงทำให้นางสงสัย
“คุณชายกู้ต้องการสิ่งใดจากข้าหรือ”
ต้องการพลังของนาง หรือต้องการในภูมิหลังที่มาของนางกัน
ทว่าตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงนั้นกลับนับว่ามีอัจฉริยะผู้มีพลังฝีมือแข็งแกร่งนับมิถ้วน ส่วนเรื่องของเชื้อสายเผ่าพันธุ์ของนางที่นับว่าหาได้ยากพิเศษนั้น ก็ยังมิอาจนับได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญในสายตาของตระกูลนี้
หรือว่า…เขาสนใจในตัวนางกัน ทว่านางก็มิคิดเช่นนั้น
แม้นางจะมั่นใจในรูปลักษณ์ของตนเอง แต่ในฐานะนายน้อยแห่งตระกูลกู้ คุณชายกู้ย่อมมิขาดหญิงงามห้อมล้อมรอบกาย
เพียงเอ่ยด้วยถ้อยคำเดียว คงมีหญิงสาวผู้สูงศักดิ์จากแดนสวรรค์มากมายที่พร้อมจะเสนอตัวให้
นางจึงอดมิได้ที่จะงุนงงสงสัย
หากเป็นการช่วยเหลือโดยมิหวังผลตอบแทนแล้ว สำหรับบุคคลอย่างกู้ฉางเกอ ผู้มีลักษณะเช่นผู้ครองยุทธ์ผู้กล้าแกร่ง ก็ย่อมนับว่ายิ่งเป็นไปมิได้ยิ่งกว่า
“บุญคุณที่คุณชายมอบให้ข้านั้นนับว่ามากเกินพอแล้ว เรื่องการสร้างร่างกายเนื้อใหม่นี้ ท่านปล่อยผ่านไปเถิดเจ้าค่ะ เยี่ยนจีมิรู้เลยว่าจะตอบแทนท่านอย่างไรได้…”
แม้ในใจจะรู้สึกหวั่นไหวต่อข้อเสนอในการสร้างร่างกายเนื้อใหม่ ทว่าเยี่ยนจีกลับส่ายศีรษะปฏิเสธเบาๆ
นางมีความยึดมั่นในตนเอง เพราะมิอาจหาวิถีทางมาตอบแทนกู้ฉางเกอได้
เมื่อกู้ฉางเกอเห็นเช่นนั้น เขาก็มิได้รู้สึกแปลกใจอันใดนัก
หากเยี่ยนจีมิซักถามถึงเหตุผลของเขาเลย เช่นนั้นต่างหากที่จะนับว่าดูผิดปกติ
สีหน้าของเขายังคงแฝงไว้ด้วยรอยยิ้มบาง พร้อมแววตาที่ดูมีเลศนัย
“เพราะเหตุใดเล่า การสร้างกายเนื้อร่างใหม่นี้มิดีตรงไหนกัน นี่มิใช่เป้าหมายและความปรารถนาของเจ้ามาโดยตลอดหรือ หรือว่าเพราะมันง่ายดายเกินไปจนทำให้เจ้ามิมีความภาคภูมิใจในตนเอง”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงหยอกล้อเล็กน้อย
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เยี่ยนจีถึงกับนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ในใจอยากจะต่อว่าเขาเบาๆ ว่า “อันใดกันที่ว่าง่ายดายเกินไปจนทำให้มิมีความภูมิใจในตนเอง”
ทว่าเมื่อคิดดูอีกที คำพูดนั้นก็มิผิดไปเสียทีเดียว
หากนางยังอยู่กับเย่เฉิน การสร้างร่างกายเนื้อใหม่นี้ก็คงนับว่ามิมีทางเป็นไปได้ตลอดชีวิต แต่เมื่อได้ติดตามกู้ฉางเกอ เพียงคำพูดเดียวของเขาก็สามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง
สิ่งนี้ทำให้เห็นว่ามิอาจนำเอาทุกคนมาเทียบเคียงกับเขาได้
สิ่งที่คนผู้หนึ่งกลับเฝ้าตามหามาทั้งชีวิต สำหรับอีกคนแล้วกลับเป็นสิ่งที่มีมาตั้งแต่กำเนิด ทุกสิ่งล้วนง่ายดายราวกับการดีดนิ้วยิ่ง
ความคิดนี้ยิ่งทำให้นางรู้สึกซับซ้อนในใจ
ลึกๆ แล้ว นางยังกังวลว่าอาจถูกกู้ฉางเกอรังเกียจ เนื่องด้วยครั้งหนึ่งเคยยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขามาก่อน
ทว่ากู้ฉางเกอกลับมิถือสาเลยแม้แต่น้อย ราวกับเขาเข้าใจในตัวนางทุกอย่าง
สิ่งนี้ทำให้เยี่ยนจีรู้สึกซาบซึ้งใจอยู่ตลอดมา
“วางใจเถิด การที่ข้าช่วยท่านสร้างร่างกายเนื้อใหม่นั้น ย่อมมีจุดประสงค์ของข้าเอง มิต้องคิดกังวลไปมากนัก”
กู้ฉางเกอกล่าวพลางยิ้มเล็กน้อย ในใจคิดว่า “ผู้หญิงนั้นเมื่อใจอ่อนขึ้นมา สิ่งใดก็นับว่าง่ายดายขึ้นทั้งนั้น”
มิว่าทั้งในชาติที่แล้วหรือในโลกนี้ หลักการนี้ก็มิต่างกันนัก
เหตุผลหลักที่เขารับเยี่ยนจีไว้ติดตาม ย่อมเป็นเพราะแต้มวาสนาที่นางนำพามาให้เขา
จะฆ่าเพื่อแย่งชิงผล หรือเลี้ยงไว้เพื่อให้สิ่งนั้นผลิดอกออกผลมาให้เขาเรื่อยๆ
คำตอบนั้นมิจำเป็นต้องพูดให้มากความ
ยิ่งไปกว่านั้น เยี่ยนจีเองก็มีพลังมิใช่น้อย
ในตอนนี้ ผู้ที่กู้ฉางเกอสามารถพึ่งพาได้จริงๆ ก็มีเพียงผู้แข็งแกร่งอย่างผู้อาวุโสหมิงเท่านั้น
ตระกูลกู้เองก็มิอาจจัดหาข้ารับใช้ที่แข็งแกร่งเกินไปให้ลูกหลานของตนได้ เพราะมิเช่นนั้นแล้ว การฝึกฝนพลังและประสบการณ์ย่อมจะทำได้น้อยลง
ทว่าเขาก็ยังคงต้องการผู้มีฝีมือดีอยู่เคียงข้างกาย
“แล้วจุดประสงค์ของคุณชายกู้คือสิ่งใดกันแน่หรือเจ้าคะ” เยี่ยนจีถามขึ้นด้วยความสงสัย
“สิ่งนี้มีอันใดให้ต้องเอ่ยถามกันเล่า อย่าถามข้าเลย เพราะถ้าหากท่านเอ่ยถาม ข้าก็คงต้องตอบว่า...ข้าอยากได้ร่างกายของท่านอย่างไรเล่า” กู้ฉางเกอกล่าวพร้อมมองตรงไปยังดวงตาที่งดงามของเยี่ยนจี ก่อนจะแย้มยิ้มบาง
คำพูดนี้ทำให้เยี่ยนจีนิ่งอึ้งไปทันที
“คุณชายกู้ช่างร้ายกาจจริงๆ! มิพูดก็ช่างมันเถิดเจ้าค่ะ…”
นางหันมามองเขาด้วยสายตาตำหนิเล็กน้อย
มิคาดคิดเลยว่ากู้ฉางเกอจะพูดอันใดเช่นนี้ออกมาได้
นี่มันคำตอบอะไรกัน
อยากได้ร่างกายของนางหรือ นี่นับว่าเป็นเหตุผลที่เขาช่วยนางสร้างกายเนื้อใหม่ได้ด้วยหรือ
เยี่ยนจีรู้สึกว่าหัวใจของตนเต้นสูบฉีดแรงขึ้นในทันที
หากคำพูดนี้มาจากปากของผู้อื่น ป่านนี้นางคงซัดให้แน่นิ่งไปด้วยพลังอันแข็งแกร่งแล้ว
ทว่าเมื่อกู้ฉางเกอเอ่ยเช่นนี้ขึ้นมา กลับทำเอานางรู้สึกมึนงง ใบหน้าพลันร้อนผ่าว
ก่อนในใจจะคิดว่า “นี่ต้องเป็นคำพูดหยอกล้อข้าแน่ๆ!”
คุณชายกู้จะมองนางเช่นนั้นได้อย่างไร เป็นไปมิได้เด็ดขาด!
…
ณ ดินแดนซีหลิง ในเขตแดนชั้นนอกแห่งแดนสวรรค์
กู้เซียนเอ๋อร์ซ่อนเร้นตนเองอยู่ในเงามืด
บนไหล่ของนางมีวิหคสีแดงตัวเล็ก ซึ่งตอนนี้ขยายใหญ่ขึ้นจนสามารถบรรทุกนางและข้ารับใช้ชราตามติดไปยังทิศทางที่ชายชราผู้สวมอาภรณ์ดำผู้มีพลังในระดับราชันเทวะกำลังมุ่งหน้าไป
จากคำพูดของชายชราผู้นั้น ก็ทำให้นางได้รับรู้ว่าเขาคือข้ารับใช้ที่พี่ชายสุดที่รักของนางส่งมา
ข้ารับใช้ระดับราชันเทวะ
เพียงมองดูก็รู้ได้ว่าท่านพี่ของนางช่างรุ่งโรจน์ถึงเพียงใดในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ เขาทั้งทรงอำนาจและอิทธิพล
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ กู้เซียนเอ๋อร์ก็พลันกำหมัดแน่น ความโกรธเกลียดพลุ่งพล่านขึ้นในใจ
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา นางต้องดิ้นรนฝึกฝนอย่างยากลำบากในหมู่บ้านท้อโบราณภายใต้การชี้แนะของอาจารย์ผู้ลึกลับและแข็งแกร่งหลายท่าน จนมีพลังทะลวงระดับถึงขั้นจ้าวศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้ ทว่าท่านพี่ของนางกลับได้รับทุกสิ่งทุกอย่างมาอย่างง่ายดาย ทั้งทรัพยากรอีกทั้งอำนาจ จนบัดนี้ ระดับพลังของเขาคงจะลึกซึ้งจนยากจะคาดเดาได้
“แต่ข้าจะมิยอมแพ้เด็ดขาด! รากฐานของข้านั้นลึกล้ำจนแม้แต่ท่านพี่ถาวที่แข็งแกร่งที่สุดยังต้องเอ่ยชม ข้าจะมิมีวันด้อยกว่ากู้ฉางเกอ! สักวันข้าจะชิงทุกสิ่งกลับมาให้ได้!”
กู้เซียนเอ๋อร์กำหมัดแน่น ขณะติดตามชายชราผู้สวมอาภรณ์ดำเบื้องหน้าไป
นางมีสมบัติล้ำค่ามากมายที่สามารถช่วยให้ซ่อนเร้นพลังของตนจากเขาได้
ดังนั้นนางจึงมิกลัวว่าจะถูกชายชราผู้นั้นพบเห็นเข้า
ทว่าสิ่งที่นางมิอาจเข้าใจได้ก็คือ เหตุใดกู้ฉางเกอจึงส่งชายชราผู้นี้ไปตามหาสายโลหิตที่ถูกขับไล่ของนางกัน
เพื่อสังหารให้สิ้นซากหรือ
เมื่อคิดถึงจุดนี้ กู้เซียนเอ๋อร์ก็ขบฟันเบาๆ ใบหน้าอันงดงามดุจประติมากรรมแฝงไว้ด้วยความคับแค้นใจ
“ท่านพี่ของข้า…มิคิดเลยว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา ท่านกลับมิคิดจะปล่อยข้าไปได้…”
แต่มินาน นางก็ระงับความโกรธและความเกลียดชังในใจ
“ตราบใดที่ข้ายังอยู่ จะมิมีผู้ใดทำร้ายสายเลือดของข้าได้!”
กู้เซียนเอ๋อร์กล่าวขึ้นในใจอย่างแน่วแน่
…
เหนือท้องนภาเบื้องหน้า
ผู้อาวุโสหมิงมิได้ล่วงรู้เลยว่ามีผู้ติดตามเขาอยู่เบื้องหลัง เขาเพียงแต่ทำหน้าที่นำราชโองการของคุณชายมาส่ง และพาสมาชิกของตระกูลกู้ในพื้นที่แห่งนี้กลับไปยังเขตแดนชั้นใน
ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่คุณชายมิได้สั่งไว้ เขาก็มิคิดที่จะยุ่งเกี่ยว
มินานนัก ผู้อาวุโสหมิงก็มาเยือนยังนครโบราณอันมหึมาอันเป็นที่ตั้งของตระกูลกู้
นครแห่งนี้คึกคักและยิ่งใหญ่ ผู้คนหลากหลายเผ่าพันธุ์และนิกายต่างมาเยือนกันอย่างมิขาดสาย ที่แห่งนี้มีผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรนับสิบล้านคนอาศัยอยู่
ผู้อาวุโสหมิงเผยรอยยิ้มอ่อนโยนโดยมิแสดงความเย่อหยิ่ง
แม้เขาจะเป็นคนของนายน้อย ทว่าเวลานี้กลับมิควรแสดงอำนาจจนเกินไป เพราะสมาชิกตระกูลกู้ในเขตแดนแห่งนี้ กลับเคยเป็นหนึ่งในสายอันทรงอิทธิพลที่สุดของตระกูลกู้
ตูม!
ทันใดนั้น เขาปลดปล่อยกลิ่นอายพลังของผู้แข็งแกร่งระดับราชันเทวะออกมา พลังดังกล่าวแผ่กระจายไปทั่วนครโบราณเบื้องล่าง
ก่อนเสียงของผู้อาวุโสหมิงจะเอ่ยขึ้นดังก้องไปทั่วท้องนภา
“ข้ารับราชโองการจากนายน้อย มาตามหาสมาชิกของตระกูลกู้”
เขาเชื่อมั่นว่าประโยคนี้จะทำให้ทุกคนด้านล่างเข้าใจความหมายในทันที
ตูม!
เกือบจะพร้อมกันกับที่กลิ่นอายของพลังถูกปลดปล่อยออกไป นครโบราณทั้งเมืองก็พลันระส่ำระสาย
ผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรทุกคนต่างตื่นตระหนกตกใจ
ผู้แข็งแกร่งระดับราชันเทวะมาปรากฏตัวในเมืองแห่งนี้หรือ
เขามาตามหาสมาชิกในตระกูลกู้น่ะหรือ
ในที่แห่งนี้เป็นดินแดนที่ตระกูลกู้ครอบครองและถืออำนาจเด็ดขาด
ทว่าชายชราในอาภรณ์ดำผู้มีพลังแข็งแกร่งระดับราชันเทวะที่ปรากฏตัวขึ้นนี้เป็นผู้ใดกัน
และนายน้อยที่เขาพูดถึงคือผู้ใด
ทุกคนต่างตะลึงงันและรู้สึกว่าวันนี้อาจมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น
ในขณะเดียวกัน
ภายในกลุ่มอาคารอันโอ่อ่าหรูหราในนครโบราณ
บรรดาผู้อาวุโสที่เปี่ยมด้วยพลังอันแข็งแกร่ง กำลังมองไปยังนอกนครด้วยสีหน้าอันเคร่งเครียด
“มิคาดคิดเลยว่า หลังจากใช้ชีวิตอันสงบสุขมาได้มิกี่ปี กู้ฉางเกอก็กลับตามหาเราจนพบอีกได้ ทว่าเขากลับส่งผู้แข็งแกร่งระดับราชันเทวะมาเพียงคนเดียว นี่คิดว่าพวกเราไร้ความสามารถขนาดนั้นเชียวหรือ”
สีหน้าของพวกเขาต่างมืดครึ้มและเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง
เพียงได้ยินคำเรียกขานว่านายน้อยนั้น พวกเขาก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นผู้ใด
ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงคิดไปเองว่า กู้ฉางเกอหมายจะมากำจัดสังหารพวกเขาให้สิ้นซาก
“สถานการณ์ในตระกูลตอนนี้มาถึงขั้นนี้แล้วหรือ ที่นี่มีสายของผู้อาวุโสอีกหลายสายคอยจับตาอยู่ กู้ฉางเกอมิสนใจพวกเขาอีกต่อไปแล้วงั้นหรือ”
“มิคาดคิดเลยว่าผู้อาวุโสทั้งหลายที่ปกป้องพวกเรามาเนิ่นนานหลายปี จะมิอาจขัดขวางกู้ฉางเกอได้อีกต่อไป ช่างเถิด วันนี้คงต้องได้แต่ยอมรับชะตากรรมแล้ว...”
ขณะที่พวกเขากำลังคาดเดากันอย่างหนักด้วยสีหน้าอันเคร่งเครียด
พลันนั้นเสียงของผู้อาวุโสหมิงจากนอกนครก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“นายน้อยส่งข้ามารับสมาชิกของตระกูลกู้กลับตระกูล”
ทันทีที่คำพูดนี้ดังขึ้น ทุกคนในที่นั้นก็ถึงกับชะงักงัน
อะไรนะ เหตุใดจึงมิเหมือนกับที่คิดไว้เล่า
จะรับพวกเขากลับตระกูลหรือ
เกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่
พวกเขาถูกเนรเทศออกจากตระกูลมานานหลายปี ทว่าตอนนี้กลับจะรับพวกเขากลับตระกูลน่ะหรือ
มิมีผู้ใดคาดคิดถึงเรื่องราวเช่นนี้มาก่อน พวกเขาจึงยืนอึ้งไปด้วยความตกตะลึง