เวลาผ่านไปร่วมสามชั่วยามนับตั้งแต่ที่เฟิ่งเซียนทำการรักษา ในยามนี้นั้นร่างที่เคยนอนหลับไม่ได้สติได้ลืมตาตื่นขึ้นมา เฟิ่งเซียนที่แม้จะมองเห็นแต่ก็ไม่ได้ทำอันใดมากนัก เพียงส่งปราณธาตุลมเข้าไปช่วยพยุงเพียงเท่านั้น
"เจ้าเป็นใคร? "
เสียงของบุรุษปริศนาดังขึ้นด้วยเสียงแหบแห้ง แต่เรื่องนั้นไม่ได้เป็นปัญหากับผู้ฝึกปราณราชันย์ขั้นต้นเช่นนางแม้แต่น้อย
เฟิ่งเซียนไม่ได้เอ่ยอันใดเพียงแต่ใช้สายตามองร่างของบุรุษตรงหน้า เป็นเชิงบอกว่านางนั้นเป็นคนรักษาเขา ชายหนุ่มคล้ายเข้าใจสิ่งที่นางต้องการกล่าว ปฏิกิริยาที่หยิ่งทนงในคราแรกก็ลดหายไป
"ขอบคุณท่านผู้มีพระคุณ"
บุรุษปริศนาประสานมือขึ้นคารวะคนตรงหน้า สรรพนามที่เปลี่ยนไปนั้น ทำเอาเฟิ่งเซียนพอใจอยู่ไม่น้อย อย่างน้อยผู้ที่นางให้ความช่วยเหลือก็ไม่ได้แย่เท่าใดนัก
"เจ้าฟื้นแล้วก็ดี ข้าจะได้ไปเสียที"
เฟิ่งเซียนกล่าวจบก็ลุกจากเก้าอี้ที่ตนนั่งอยู่ทันที ก่อนที่จะเดินออกไปนางสำผัสถึงพลังที่นางไม่รู้จักมากมายนับสิบคนมองมาที่นางเเละเขา
แต่กระนั้นกลับไม่ได้มีจิตมุ่งร้ายเลยแม้แต่น้อยคาดว่าจะเป็นของบุรุษตรงหน้าเป็นแน่ แม้จะสงสัยว่าคนผู้นี้เป็นใคร แต่นางนั้นก็ไม่ได้คิดจะกล่าวถามออกไป
เมื่อเฟิ่งเซียนเดินออกไปได้สักระยะหนึ่งร่างของชายชุดดำนับสิบก็ตรงมาที่บุรุษปริศนาด้านล่างในทันที
"พวกกระหม่อมไม่สามารถทำตามหน้าที่ได้ ไท่จื่อโปรดทรงลงโทษด้วย"
บุรุษปริศนาหรือที่เหล่าชายชุดดำเรียกว่าไท่จื่อนั้น เพียงมองไปยังคนของตนไม่ได้คิดจะตัดสินโทษอันใด
"เราไม่ได้คิดโทษพวกเจ้า ไม่ใช่ว่าพวกเจ้าปกป้องเราด้วยกำลังทั้งหมดที่มีแล้วหรือ
หากไม่ใช่เพราะคนผู้นั้นคิดไม่ซื่อวางยาจนเราไม่สามารถใช้พลังได้ พวกเราทั้งหมดคงไม่ต้องบาดเจ็บกันเช่นนี้"
บุรุษปริศนากล่าวออกมาอย่างเคียดแค้น หากสู้กันจริงมีหรือเขาจะพ่ายแพ้จนบาดเจ็บมากมายเช่นนี้
"ไท่จื่อพ่ะย่ะค่ะ แล้วสตรีเมื่อครู่....."
เสียงของชายชุดดำผู้หนึ่งดังขึ้นก่อนที่จะเอ่ยถามผู้เป็นนาย สตรีที่สามารถรักษาผู้เป็นนายของตนให้หายดีเช่นนี้ได้นั้นไม่อาจดูเบาได้
แม้พิษที่ผนึกพลังจะไม่ได้หายไป แต่ร่างกายที่เคยบาดเจ็บในยามนี้กลับไม่เหลือแม้แต่ร่องรอย ซ้ำเตียงไม้ที่นายเหนือหัวนั่งอยู่คงไม่มีทางเกิดขึ้นเองได้แน่
"นางเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเราไว้ เราต้องการรู้ว่านางเป็นใคร หากพวกเจ้าต้องการชดใช้ความผิดของตนก็จงทำให้สำเร็จ และจำไว้ว่าอย่าเข้าไปก้าวก่ายชีวิตของนางเด็ดขาด"
เมื่อสิ้นคำสั่งของผู้เป็นนาย ร่างของชายชุดดำห้าคนก็หายไปในทันที
"พวกเราออกจากที่แห่งนี้เถิดพ่ะย่ะค่ะ เดินทางอีกไม่ไกลก็ถึงเขตแดนของแคว้นจ้าว พวกเราจะพักที่นั่นกันพ่ะย่ะค่ะ"
ชายหนุ่มไม่ได้กล่าวอันใดมากนัก ในยามนี้ตนและองครักษ์ยังรักษาตัวไม่หายดี แม้จะไม่ได้บาดเจ็บเฉกเช่นหลายชั่วยามก่อน แต่หากต้องเจอกับอันตรายใดๆ ในยามนี้ คาดว่าจะเป็นเรื่องที่เหนือบ่ากว่าแรงอยู่หน่อย
.
.
.
ทางด้านของเฟิ่งเซียนนั้นเมื่อมาถึงยังจุดที่ตั้งกระโจมก็พบกับสีหน้าเคร่งเครียดของฉีหมิงเซียน ใบหน้าหล่อเหลาปนงดงามมองมาที่นางอย่างโล่งใจ ก่อนที่จะรีบมุ่งหน้าเข้ามาหานางในทันที
"เจ้าไปอยู่ที่ใดมา หากไม่ใช่ว่าเจ้าส่งวิหคปราณมาบอกข่าว ข้าคงออกไปตามหาเจ้าแล้ว
เช่นไรป่าหมอกหมื่นพิษแห่งนี้ก็อันตรายนัก ตัวเจ้าแม้จะแข็งเกร่งแต่ก็เป็นสตรีเพียงผู้เดียว หากเกิดอันตรายกับเจ้า ข้าคงรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตเป็นเเน่"
เฟิ่งเซียนมองไปยังบุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็นสหายแต่กลับชอบมองนางเป็นเด็กน้อนผู้หนึ่ง ก่อนที่นางจะส่งยิ้มน้อยๆ ไปให้เขา
นางรู้ดีว่าคนผู้นี้ห่วงใยนางมากเพียงใดเป็นความรู้สึกที่นางรับรู้ได้ด้วยตัวนางเอง เป็นสัญชาติญาณที่เช่นเจนยิ่งขึ้นทุกครั้งเมื่อนางเกิดอันตราย
"ขอโทษเจ้าด้วย ครั้งหน้าข้าจะไม่ทำให้เจ้าเป็นห่วงอีก"
ฉีหมิงเซียนที่ได้ยินคำกล่าวเช่นนั้น ความร้อนรุ่มภายในใจในคราแรกก็พลันหายไป นางกลับมาก็ดีแล้วไม่ใช่หรือเพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
ฉีหมิงเซียนยกมือลูบศีรษะสตรีตรงหน้าอย่างอ่อนโอน ในสายตาผู้ที่พบเห็นในยามนี้ต่างพากันอบอุ่นใจอย่างแปลกประหลาด เป็นความรู้สึกที่มากมายเกินจะพรรณนาออกมา
แต่กลับกันนั้นมันไม่ใช่ความรู้สึกเชิงชู้สาว แต่คล้ายกับคนในครอบครัวเสียมากกว่า
เมื่อฉีหมิงเซียนคลายความห่วงใยลงได้แล้วนั้น จึงให้เฟิ่งเซียนกลับไปพักผ่อนในทันทีในคืนนี้นั้นมีเวรยามเพื่อดูแลความปลอดภัยโดยรอบ โดยมีเหล่าผู้คุ้มกันและตัวแทนแคว้นหลายคนออกมาทำหน้าที่และผลัดเปลี่ยนกันตลอดทั้งคืน
เมื่อจันทราลาลับดวงอาทิตย์อัสดงขึ้นมาทนแทน เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้น เหล่าผู้ร่วมเดินทางทั้งหลายต่างพากันทำความสะอาดชำระร่างกายก่อนที่จะกลับมาเพื่อรับสำรับอาหารที่มีเหล่าตัวแทนหลายคนร่วมกันทำ เช้าที่สดในก่อนออกเดินทางถือเป็นฤกษ์งามยามดีสำหรับการเดินทางยิ่ง
เฟิ่งเซียนได้เรียกทุกคนมาพูดถึงเรื่องเส้นทางก่อนเดินทางอีกรอบ ในครานี้นั้นเฟิ่งเซียนได้พบเส้นทางใหม่ซึ่งเป็นเส้นทางที่จะสามารถออกจากป่าแห่งนี้ได้เพียงสองวัน และเมื่อนับรวมระยะทางถึงเมืองหลวงแคว้นจ้าวแล้วล่ะก็ คงไม่เกินแปดวันเป็นแน่ ไม่นำซ้ำคงถึงภายในวันที่เจ็ดไม่เกินหัวค่ำก็เป็นได้
เมื่อเฟิ่งเซียนกล่าวจบตัวแทนแคว้นและผู้คุ้มกันต่างมีสีหน้าดีใจอย่างปิดไม่มิด การเดินทางถึงจุดหมายก่อนเวลานั้นไม่ใช่ว่าดีมากหรอกหรือ
ก่อนขึ้นรถม้านั้นคนทั้งหมดก็ได้กินโอสถสลายพิษเข้าไป แต่สำหรับม้านิลโลหิตนั้นพิษไม่ใช่สิ่งที่ต้องหวาดกลัว มันไม่เหมือนกับม้าทั่วไป นับว่าการใช้ม้านิลโลหิตในครั้งนี้เฟิ่งเซียนได้เล็งเห็นประโยชน์ส่วนนี้ในตัวของสัตว์อสูรชนิดนี้ด้วย
เมื่อเดินทางเข้ามาในป่าหมอกหมื่นพิษบรรยากาศรอบนอกก็แปลกไปในทันที ภายในป่าแห่งนี้นั้นมีหมอกปกคลุมอยู่แทบทั้งป่า มีสมุนไพรพิษและต้นไม้พิษอยู่มากมายเป็นที่ถูกอกถูกใจของเหล่าผู้ปรุงโอสถและผู้ใช้พิษเช่นหนิงเหอเป็นอย่างยิ่ง
แม้จะมีเวลาได้แวะพักกันไม่บ่อยนัก แต่ด้วยระยะที่ย่นลงมามาก เมื่อถึงเวลาพักเฟิ่งเซียนจึงได้อนุญาตให้พวกเขาไปเก็บสมุนไพรพิษได้เล็กน้อย และห้ามไปคนเดียวเด็ดขาด
ระยะเวลาการเดินทางยาวนานถึงสองวัน เมื่อเดินทางออกมาพ้นเขตป่าหมอกหมื่นพิษแล้วนั้นทุกคนต่างดีอกดีใจกันอย่างยิ่ง แม้จะมีสีหน้าเสียดายของเหล่าผู้ปรุงโอสถอยู่เล็กน้อยก็ตาม
เมื่อมาถึงเขตแดนแคว้นจ้าวเหล่าตัวแทนและผู้คุ้มกันก็เดินทางต่อไปยังเมืองหลวงแคว้นจ้าว ที่เป็นสถานที่จัดการประลองในทันที ตลอดเส้นทางนั้นได้พบกับเมืองต่างๆ มากมาย
เเม้จะไม่ได้แตกต่างจากแคว้นฉีมากนักด้านชีวิตความเป็นอยู่ แต่เรื่องระดับพลังนั้นแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด แคว้นฉีแม้จะมีอัจฉริยะอยู่มากมายแต่ส่วนใหญ่นั้นเป็นเหล่าศิษย์ของสำนักใหญ่ แต่คนทั่วไปนั้นมีพลังปราณกันเฉลี่ยอยู่เพียงระดับ ก่อเกิดขั้นกลาง แต่สำหรับแคว้นจ้าวนั้นมีเฉลี่ยอยู่ที่ระดับหลอมรวมขั้นปลายกันเลยทีเดียว
ด้วยที่แคว้นจ้าวมีปราณที่หนาแน่นกว่าแคว้นฉีมากก็ไม่แปลกที่จะเป็นเช่นนั้น แต่ที่แปลกคือเหตุใดจึงได้มีปราณหนาแน่นมากกว่าถึงเพียงนี้ได้
เหล่าตัวแทนแคว้นฉีแม้รู้ว่าตนต้องต่อสู้กับผู้ที่แข็งแกร่งเพียงใดก็ไม่หวาดหวั่น ผ่านมาที่พวกตนฝึกฝนหนักมานั้นไม่ใช่ว่าต้องการชนะหรอกหรือ แล้วเมื่อเป็นเช่นนั้นจะต้องหวาดกลัวสิ่งใดอีก
เฟิ่งเซียนที่มองเห็นสายตามุ่งมั่นของทุกคนนั้นรู้สึกดีอยู่ไม่น้อย ตัวนางนั้นรู้ดีว่ามนุษย์นั้นมีสองด้านมีดีย่อมมีชั่วมีขาวย่อมมีดำ
แต่สำหรับพวกเขาที่มีทั้งสองอย่างนั้นปะปนกัน แต่กลับมีความคิดในด้านขาวเพื่อผู้อื่นย่อมเป็นสิ่งที่ดี ตัวแทนแคว้นในปีนี้นั้นล้วนต้องการทำเพื่อแคว้นบ้านเกิดและรักแคว้นของตนจากใจจริง นั่นถือว่าเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งเมื่อเทียบกับจิตใจมนุษย์ที่ต่ำตมขึ้นไปทุกวัน
ในเที่ยงของวันที่เจ็ดในที่สุดเหล่าตัวแทนแคว้นฉีก็เดินทางมาถึงเมืองหลวงแคว้นจ้าวเสียที ในขณะนี้ซื่อกงกงได้ลงจากรถม้าเพื่อยื่นป้ายผ่านทางพิเศษสำหรับเหล่าตัวแทน เพื่อที่จะผ่านเข้าเมืองหลวงได้
ก่อนหน้านี้หนึ่งวันเฟิ่งเซียนได้แจกกำไลปกปิดพลังให้กับเหล่าตัวแทนทุกคน เสียอย่างไรแคว้นลำดับหนึ่งก็มีผู้เเข็งแกร่งอยู่มาก หากปกปิดเฉกเช่นทั่วไปคงไม่อาจทำได้เป็นแน่
โดยกำไลนี้จะปกปิดพลังที่แท้จริงแต่จะปลดปล่อยระดับพลังที่ผู้สวมใส่ต้องการออกมา ตัวแทนแคว้นส่วนมากปรับระดับพลังของตนอยู่ที่ระดับ นักรบขั้นกลางกัน และผู้ปรุงโอสถก็ปรับอยู่ที่ระดับ นักปรุงโอสถขั้นพื้นฐานกันเพียงเท่านั้น
มีเพียงเฟิ่งเซียนและฉีหมิงเซียนที่ปล่อยพลังระดับนักรบขั้นปลายออกมา
เมื่อเดินทางเจ้ามาสู่เมืองหลวงของแคว้นจ้าว ความเจริญที่ยิ่งกว่าแคว้นฉีนับเท่าตัวก็ปรากฏขึ้น
ความเจริญทั้งด้านการค้าและการขนส่งรวมถึงชีวิตความเป็นอยู่แคว้นจ้าวนั้นไม่ได้ทำให้พวกเขาหวั่นใจแต่กลับกันกับมองด้วยสายตาเชิงศึกษา
ฉีหมิงเซียนก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่มองเช่นนั้นตัวเขาที่เป็นถึงองค์ชายใหญ่ เช่นไรในอนาคตก็ได้ทำงานรับใช้แผ่นดิน หากได้รู้วิธีการที่จะทำให้แคว้นเจริญยิ่งขึ้นมีหรือเขาจะไม่สนใจ
เมื่อเดินทางเข้ามาได้สักระยะหนึ่งในที่สุดเหล่าตัวแทนแคว้นฉีก็มาถึงโรงเตี้ยมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง โรงเตี้ยมแห่งนี้ในยามนี้ถูกจัดไว้ให้สำหรับตัวแทนแคว้นทั้งห้าเข้าพัก โรงเตี้ยมที่หรูหราบ่งบอกฐานะของผู้เข้าพักได้อย่างดียิ่ง
เหล่าตัวแทนแคว้นฉีเดินเข้ามาโรงเตี้ยมท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย ทั้งสงสัยและชื่นชมและที่มีมากที่สุดคงไม่พ้นสายตาที่ส่อถึงความอิจฉาริษยา โดยส่วนท้ายนั้นถูกมองไปยังเฟิ่งเซียนและฉีหมิงเซียนเป็นส่วนใหญ่
"ตัวแทนจากแคว้นฉี"
ซื่อกงกงยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้เถ้าแก่ของโรงเตี้ยม สายตาที่ในยามแรกมีความอิจฉาริษยาก็หายไปเล็กน้อย
แคว้นฉีเช่นนั้นหรือ แคว้นที่ได้ลำดับรั้งท้ายมาเกือบทุกครั้งที่มีการประลอง หน้าตางดงามราวเทพเซียนลงมาจุติแล้วอย่างไร หากมีระดับพลังเพียงเท่านั้นเช่นไรพวกนางก็เหนือกว่า
ความคิดของตัวแทนแคว้นอื่นมองมายังแคว้นฉีอย่างดูถูกเหยียดหยาม แม้พวกตนจะยังไม่วัดระดับพลังของคนตรงหน้าก็ตาม
เมื่อได้ป้ายประจำห้องพักมาแล้วเหล่าตัวแทนแคว้นทั้งยี่สิบก็เข้าพักที่โรงเตี้ยม โดยมีแม่ทัพอันและเหล่ากงกงพักที่แห่งนี้เช่นกัน แต่สำหรับเหล่าผู้คุ้มกันนั้นต้องพักที่โรงเตี้ยมข้างเคียง เพราะที่แห่งนี้มีเพื่อเหล่าตัวแทนและผู้ติดตามอีกสองคนเพียงเท่านั้น
เมื่อตัวแทนแคว้นได้ห้องพักของตนก็พากันแยกเข้าไปพักผ่อนกันในทันที มีเพียงเฟิ่งเซียนและฉีหมิงเซียนเท่านั้นที่ตั้งการออกไปสำรวจภายในเมืองหลวงแห่งนี้
เมื่อเดินสำรวจมาได้สักระยะ ทั้งสองคนได้ผ่านร้านต่างๆ มากมาย ทั้งร้านขายตำรา ขายผ้า ขายอาวุธ คนทั้งคู่ต่างมองอย่างสนใจ เมื่อมาถึงยังเหลาอาหารแห่งหนึ่ง ก็ตกลงกันว่าจะแวะพักที่นี่ ก่อนที่จะออกสำรวจกันต่อ
เมื่อเดินเข้ามาภายในเหลาอาหาร ด้วยหน้าตาที่โดดเด่นของคนทั้งคู่ไม่แปลกเลยที่จะเป็นที่สนใจของผู้คนรอบข้าง ก่อนที่เสี่ยวเอ้อของร้านจะพาคนทั้งสองขึ้นไปบนชั้นสอง เพื่อหาโต๊ะทานอาหาร
เฟิ่งเซียนและฉีหมิงเซียนสั่งอาหารขึ้นชื่อของที่นี่มาหลายอย่าง ก่อนที่ไม่นานนักจะมีอาหารมาเสริ์ฟ
"คิดว่าตนเป็นใคร เหตุใดถึงกล้ามานั่งโต๊ะของเปิ่นหวาง!! "
********