ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้เอ่ยถามอีกฝ่ายออกมาด้วยโทสะที่ยากจะดับลงง่าย ๆ ใบหน้าขาว ที่บัดนี้สีแดงก่ำแฝงไปด้วยอารมณ์ พยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะหักห้ามห้วงอารมณ์ที่กำลังปะทุขึ้น จากเหตุการณ์ในวังหลวงขณะนี้
หากแต่สตรีงามตรงหน้าก็มิยอมอ่อนข้อ แม้จะหวั่นเกรงอีกฝ่ายเช่นไรก็ตาม
“ฝ่าบาท ท่านกล่าวเช่นนี้ ปลดข้าออกจากตำแหน่งคงง่ายกว่าเพคะ” พระสนมไป๋กุ้ยเฟย ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง มิได้เงยหน้าขึ้นจากพื้นแม้แต่นิดเดียว
แม้กระทั่งฉีกงกงเอง ก็ยังมิสามารถรับรู้ได้ว่านางกำลังคิดอันใดอยู่ในขณะนี้
ยามเมื่อผินหน้าไปด้านซ้ายก็เป็นฉีกงกงที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำราวกับไม่รับรู้สิ่งใด มองไปด้านหน้าก็เป็นสนมไป๋ที่กำลังคุกเข่ากับพื้นราวกับตนคือมารร้ายตนหนึ่ง ใบหน้าคมเข้มจากโทสะ ก็รู้สึกว่าตนเองกำลังโดนกลั่นแกล้ง
เมื่อทำอันใดคนทั้งสองมิได้จึงได้แก่กดข่มอารมณ์และมองหาที่ระบายออกไป
“กรอด! โถ่เอ้ย!” เสียงกัดฟันของต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้ดั่งขึ้นมา พร้อมกับเสียงสบถที่ดังลั่นทั่วห้องทรงงาน
“เพล้ง!” เสียงแจกันใบงามที่ประดับ ณ ห้องทรงงานดังขึ้นมายามที่ไปกระทบกับผนังห้อง
เหล่าขันทีและนางในที่รอถวายงานต่างตื่นตระหนกและเหงื่อตกไปตาม ๆ กัน ด้วยมิเคยได้ยินข่าวว่าฮ่องเต้จักเคยเกรี้ยวกราดสนมไป๋ให้เข้าหูแม้แต่สักเสี้ยวของคำเล่าลือ
หากแต่มิมีผู้ใดกล้าเข้าไปเก็บกวาดในช่วงเวลานี้ นั้นเพราะมีคำสั่งจากกงกงมาให้ออกมาอยู่ด้านนอกห้อง ห่างออกมาราวห้าสิบก้าว หากมิมีรับสั่งก็ห้ามย่างกรายเข้าใกล้พระตำหนักเด็ดขาด
จึงทำได้เพียงเก็บสารที่เล็ดลอดออกมาและนำไปขยายยังนายของตนเองให้มากที่สุด
“หม่อมฉันขออภัยที่ทำให้พระองค์ทรงกริ้วเพคะ เพียงแต่หม่อมฉันเองก็ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้แล้วเช่นกัน” ใบหน้างามเงยหน้าขึ้นมา อย่างยากที่จะคาดเดาในอารมณ์ได้ว่ารู้สึกเช่นไร นัยน์ตาดำสนิทไร้แสงประกายใดจดจ้องไปยังคนตรงข้าม
“ดี เช่นนั้นพรุ่งนี้ ฉีกงกงเรียกประชุมเหล่าขุนนางทั้งหมด” หลังจากหันไปสั่งกงกงข้างกายแล้ว ต้าเฟยเฉิงก็หันกลับมาสนใจหญิงสาวด้านหน้าอีกครั้ง
“เห่อ เช่นนั้นเจ้าลุกขึ้นก่อนเถิด คราวหลังหากข้าโมโหร้ายเช่นนี้ เจ้าควรเรียกสติข้ารู้หรือไม่สนมไป๋” ต้าเฟยเฉิงลุกขึ้นไปหาพระสนมไป๋ ประคองนางขึ้นมาจากพื้นหยาบและกล่าวออกไปอย่างด้วยน้ำเสียงดังลั่น ประกาศก้องให้เหล่าข้ารับใช้ได้ยินและนำไปเล่าขานกันให้ทั่ว
แม้จะคบหากันดั่งเช่นสหายคนหนึ่งจากความหลังในอดีต หากแต่นิสัยของทั้งสองต่างกันยิ่งนัก ต้าเฟยเฉิงนั้นเป็นบุรุษผู้หนึ่งที่มีนิสัยเด็ดเดี่ยวและซื่อตรง ตรงกันข้ามกับไป๋กุ้ยเฟยที่มีลักษณะหวานนอกแต่แข็งใน
การแสดงออกของทั้งคู่ที่มีให้กันนั้น จึงมีทั้งความหวั่นเกรงในตำแหน่ง ยำเกรงในอำนาจและสนทนาอย่างเชื่อใจดั่งสหาย ดั่งเช่นฉีกงกง หากแต่ที่มีมากกว่าฉีกงกงนั้นคือ...
“ฝ่าบาทหม่อมฉันขอถามได้หรือไม่” นัยน์หวานที่แสดงออกถึงความอ่อนแอและเจ้าเล่ห์ยามที่เอ่ยออกมา ชวนให้คนที่โดนเรียกหาถึงกับรู้สึกเสียวสันหลังแปลกๆ
“ว่าอย่างไร”
“ณ ตอนนี้หม่อมฉันคือพระสนมหรือสหายเพคะ” น้ำเสียงกระซิบเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบาที่สุด แววตาเจ้าเล่ห์แฝงไปด้วยโทสะแสดงออกมา ยามเมื่อเอ่ยถามอีกฝ่ายออกไปใน ขณะที่ใบหน้างามกำลังก้มมองพื้น
“สหายนะสิ เจ้ามิเป็นสหายแล้วจะเป็นอันใดเล่าแม่นางไป๋” น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปช้าๆ ลมเย็นๆ ที่พัดผ่านมากระทบแขนยิ่งทำให้รู้สึกแปลกๆ ยิ่งนัก
“เช่นนั้นก็ดีเพคะ ฉีกงกงรบกวนท่านปิดหู ปิดตาหน่อยเถิด” เมื่ออีกฝ่ายตอบออกมาเช่นนี้ นางก็มิรอช้าที่จะกระทำการต่อไป
ฉีกงกงไม่ได้ตอบกลับไป หากแต่ปฏิกิริยาร่างกายกลับแสดงออก ดั่งว่าเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง
ฉับพลับใบหน้าที่อ่อนโยนพลันลุกท่วมไปด้วยไฟแห่งโทสะ
“เฟยเฉิงนะเฟยเฉิง เจ้าเรียกข้าเข้ามาในช่วงเวลาดึกดื่นเช่นนี้มิพอ กลับมาอาละวาดใส่ข้างั้นหรือ” สนมไป๋พยายามกดน้ำเสียงของตนเองให้เบาที่สุด หากแต่เนื้อหาและความคับข้องหมองใจที่มีก็แสดงออกมาผ่านทางสีหน้าและแววตา
“ข้า ข้า” ซวยแล้ว ข้าปลุกนางพญาขึ้นมาหรือนี่
“เงียบ แล้วฟังข้า”
“ได้ๆ เจ้าพูดๆ” ข้ายังไม่ทันเอ่ยอันใดด้วยซ้ำ ใบหน้าสลดหันไปหาฝ่ายร่วมอีกคนภายในห้อง แต่แล้วก็ต้องผิดหวังดั่งเช่นเคย
“มิหนำซ้ำยังปล่อยให้ข้าคุกเข่ากับพื้นมิพอยังให้ใบหน้าของข้าสีขาวเนียนแนบไปกับพื้นห้องเช่นนี้ เจ้าอยากให้ข้าโมโหหรือไม่ ห๊า” เจ้าของนัยน์ตาอำมหิตลุกขึ้นยืน เท้าสะเอวและชี้หน้าไปยังต้าเฟยเฉิง ลืมเลือนฐานะที่มีระหว่างกันไปชั่วคราวเสียแล้วยังคงเอ่ยออกมามิหยุดด้วยคำพูดนับไม่ถ้วน
“น้ำขอรับพี่สาว แหะๆ” จนฝ่ายที่กำลังนั่งฟังถึงกับต้องรินชาและส่งให้ด้วยความขบขันในท่าทีของนาง อีกฝ่ายจึงเงียบและรับมาดื่มด้วยท่าทางกระหาย
“ข้าขอโทษขอรับ ตอนนั้นข้าโมโหมากไปหน่อย เลยขาดสติ”เมื่อนางสงบลง ต้าเฟยเฉิงจึงเอ่ยขึ้นมา
“เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับไป๋ฮวาเช่นนั้นหรือ...”
พระสนมคนงามที่ล่ำลือกันว่าเป็นสตรีหนึ่งเดียวแห่งวังหลัง ที่ครอบครองสถานะเจ้าดวงใจของมังกรสวรรค์ ได้รับคำตอบถึงกับอึ้งไปทันที
มิใช่เสน่หาที่มีต่อมังกรสวรรค์ มิใช่เพราะกลลวงใดๆ หากแต่หลานสาวของตนต่างหาก ที่ทำให้นางมีอาการเช่นนี้
หลังจากออกจากตระกูลเพื่อความต้องการของนายท่านไป๋แล้ว น้อยครั้งนักที่นางจะใฝ่คะนึงหาถึงสถานที่ที่จากมา หากมิมีบุตรสาวคนโตของตระกูลไป๋หรือคือหลานสาวที่นางรักยิ่งคนนี้
การเกิดเป็นหญิงในตระกูลนางย่อมรู้ดีว่ายากลำบากเพียงใด ชีวิตอันน่าเวทนาของบุตรสาวตระกูลไป๋ผู้นี้ หากมิใช่เพราะนางโอบอุ้มมีหรือจะสามารถเติบโตมาจนป่านนี้ได้
หากแต่บุรุษผู้ยิ่งใหญ่ตรงหน้ากลับจะดึงหลานสาวของนางขึ้นสู่การแก่งแย่งชิงดีในวังหลังแห่งนี้อีกครา
“นางมิใช่คนที่เจ้าสามารถดึงเข้าสู่วังวนแห่งกามรมณ์ได้ รู้หรือไม่ต้าเฟยเฉิง...”