บทที่ 7
เก็บผู้อื่นมาอีกแล้ว...
โจวอี้ที่เพิ่งวิ่งผ่านธรณีประตูเข้าบ้านมาก็รู้สึกว่าตัวเองทำไม่ถูกในขณะที่จะกลับไปหาจวี๋ฮุ่ยก็เห็นนางเดินตามมา เด็กน้อยไม่รอช้าถลาเข้าไปกอดขานางแล้วร้องขอ
“จวี๋ฮุ่ยไม่ไปได้หรือไม่ อย่าไปเลย...”
จวี๋ฮุ่ยเห็นท่าทางของโจวอี้แล้วขนลุกชันรีบย่อตัวลงนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น ในใจหวั่นกลัวขึ้นมาว่าหากขุนพลอสนีกลับแดนเซียนเมื่อใด จดจำได้ว่าเคยร้องขอนางอย่างน่าสงสารเช่นนี้ก็เกรงว่าเขาจะเสียหน้า!
“ไม่ไปไม่ได้ โจวอี้ไม่เชื่อข้าหรือ ข้าไม่ทิ้งเ้าจริงๆ ข้ากลับมาแน่นอน”
โจวอี้กอดรัดเอวของจวี๋ฮุ่ยไว้แน่นส่ายหัวไปมา
“ทำไมเล่า ข้าดูไม่น่าเชื่อถือ คำพูดของข้าไม่มีความหมายหรือ” เวลานี้จวี๋ฮุ่ยจนใจยิ่งแล้ว ไม่คิดมาก่อนว่าเขาจะติดนางถึงขั้นนี้!
“ข้า ข้ากลัวว่าจวี๋ฮุ่ยจะเป็อันตราย...” โจวอี้เงยหน้าขึ้นแม้แววตาแดงก่ำแต่เขาก็ไม่ได้ร้องไห้ออกมา
“ข้าแข็งแรงยิ่งกว่าวัวไม่เป็อันตรายง่ายๆ หรอก” จวี๋ฮุ่ยลูบใบหน้าของเขา พยายามปลอบอย่างนุ่มนวล
“ข้าจะรู้ได้อย่างไร จวี๋ฮุ่ยไม่ทิ้งข้าแต่หากจวี๋ฮุ่ยเกิดเื่ไม่ดีจนกลับบ้านมาไม่ได้เล่า ข้าจะรู้ได้อย่างไร!”
น้ำเสียงนี้ของเขาออกจะเอาแต่ใจอยู่บ้าง จวี๋ฮุ่ยยิ้มบางๆ ดันตัวโจวอี้ให้ถอยออกไปเล็กน้อย มองเขาที่สวมสร้อยที่นางมอบให้ก็จิ้มไปยังสาบเสื้อที่ซ่อนจี้หยกเอาไว้
“จี้นี่เปรียบเสมือนชีวิตของข้า หากเ้าดูแลจี้นี่ให้ดีข้าย่อมไม่เป็อะไร” จวี๋ฮุ่ยแววตาอ่อนแสงลงหลังจากเห็นสีหน้าโล่งใจของโจวอี้
“ข้าวางใจถึงขั้นให้เ้ารักษาชีวิตของข้าเอาไว้ โจวอี้ข้าไม่ทิ้งเ้าแน่ ข้าจะกลับมาโดยปลอดภัย”
โจวอี้เม้มปากเล็กน้อย ก้มหน้าลง เข้าใจทุกสิ่งที่นางพูดออกมาแต่ในใจกลับไม่ยินยอม ทั้งไม่อยากเป็คนดื้อรั้นทำให้นางรังเกียจ...
“หากเ้ายังไม่วางใจอีก เช่นนั้นก็ขอให้ขุนพลอสนีคอยคุ้มครองข้า เท่านี้ข้าก็ไม่ได้รับอันตรายใดแล้ว”
โจวอี้ก้มหน้าอยู่พักใหญ่ มือที่กำแขนเสื้อของจวี๋ฮุ่ยไว้แน่นในที่สุดก็เริ่มคลาย เขาเงยหน้าขึ้นมองนางด้วยสีหน้าจริงจังไม่ล้อเล่นดั่งเด็กๆ
“หนนี้ข้าจะให้ขุนพลอสนีคุ้มครองจวี๋ฮุ่ยไปก่อน หากข้าโตขึ้น ข้าจะปกป้องจวี๋ฮุ่ยเอง”
“เด็กดี” จวี๋ฮุ่ยยิ้มกว้างจนตาหยี ลูบหัวโจวอี้น้อยที่เข้าใจเื่ราวได้มากด้วยความพอใจ ยิ้มเย้าเขา
“ดูสิ ต้าเกอ เอ้อร์เกอหรือแม้แต่ซานซานก็ยังไม่งอแงเช่นเ้า หากออกไปต้องถูกล้อแน่ เช่นนี้จะทำอย่างไรหือ”
“ไม่ทำสิ่งใด พวกเขารักจวี๋ฮุ่ยไม่เท่าข้า ย่อมไม่เสียใจเป็ธรรมดา”
จวี๋ฮุ่ยหัวเราะเบาๆ ไม่เก็บคำพูดของเด็กน้อยคิดซับซ้อน เดินจูงโจวอี้ไปยังแคร่ด้านหลังเพื่อห่อบ๊ะจ่างให้เสร็จสิ้น แต่พอโจวอี้ออกมาเสียงของต้าเกอก็ดังขึ้น
“ฮึกๆ แงๆ”
โจวอี้หน้าตึง ดวงตาหรี่ลงกึ่งหนึ่งมองต้าเกอที่กำลังเลียนเสียงร้องไห้ก็สะบัดหน้าหนีทำเป็ไม่ได้ยินให้หงุดหงิดใจอีก
จวี๋ฮุ่ยเห็นแล้วแต่นางก็ไม่ได้ห้าม พวกเขาต้องอยู่ร่วมกันอีกนาน เื่บางเื่ก็ควรต้องจัดการสะสางกันเอง นับเป็เื่ของเด็กๆ
หากนางยื่นมือเข้าช่วยเหลือโจวอี้หลายครั้งก็จะเป็การลำเอียงจนพานทำให้เกิดการแบ่งแยก ดีไม่ดีพวกเขาก็คงไม่ชอบหน้ากันมากกว่าเดิม
จวี๋ฮุ่ยเตรียมอาหารและข้าวของต่างๆ ให้เด็กๆ เพียงพอสำหรับห้าวัน กำชับพวกเขาทั้งห้าว่าหากมีผู้ใดเ็ปหรือป่วยไข้ก็ให้วิ่งไปบอกน้าฉิวบ้านข้างๆ ที่อยู่ห่างไปประมาณครึ่งลี้ [1]
เห็นว่าเด็กทั้งห้าไม่ได้มีท่าทีรุนแรงอะไร พยักหัวหงึกๆ รับฟังอย่างว่าง่ายจวี๋ฮุ่ยก็แสนจะโล่งใจ เดินออกจากบ้านด้วยความสบายใจ ทว่าทันทีที่นางเดินออกจากรั้วเตี้ย ห่างออกไปไม่ได้กี่ก้าว เสียงร้องไห้โฮพลันดังกึกก้อง พร้อมกับเสียงฝีเท้ากรูเข้าหา
จวี๋ฮุ่ยกะพริบตาปริบๆ มองซานซานที่วิ่งเข้ามากอดเอวไว้แน่น ขาซ้ายมีต้าเกอเกาะหนึบ ขาขวามีเอ้อร์เกอรั้งไว้ ยิ่งเห็นเสียวเสี่ยวสลัดตัวหลุดออกจากการจับกุมของโจวอี้ วิ่งเตาะแตะมาหานางพร้อมกับร้องไห้ฮือ
จวี๋ฮุ่ยกะพริบตาปริบๆ เงยหน้าขึ้นทอดสายตามองแผ่นฟ้า เสียงร้องไห้จ้าของเด็กทั้งสี่ดังประหนึ่งฟ้าถล่มอยู่ข้างหู
แวบหนึ่งจวี๋ฮุ่ยก็อดคิดไม่ได้ว่าเวลานี้นางก็กำลังฝ่าด่านเคราะห์อยู่หรือไม่...
จวี๋ฮุ่ยใช้เวลาราวสองเค่อ [2] กว่าจะปลอบเด็กน้อยทั้งสี่ให้หยุดร้องไห้ กล่อมพวกเขาอีกหนึ่งเค่อกว่าจะต้อนพวกเขากลับเข้าบ้านได้โดยดี
โจวอี้ยังคงยืนอยู่หน้ารั้ว มองส่งจวี๋ฮุ่ยจากไปหลังจากไม่เห็นเงาร่างของนางแล้ว เขาจึงมองต้าเกอที่กำลังเกาะรั้วชะโงกหน้ามองจวี๋ฮุ่ย เห็นว่าต้าเกอหน้าแดงตาแดง สองแก้มยังคงทิ้งรอยคราบน้ำตาจึงเชิดคางขึ้นมุมปากบิดเป็รอยยิ้ม ส่งเสียง
“ฮือๆ แงๆ”
“เ้า!”
ต้าเกอได้ยินใบหน้าที่แดงอยู่แล้วก็ยิ่งแดงก่ำ เต้นผางทั้งโกรธทั้งอายที่โจวอี้ล้อเลียนตนเอง โกรธจนไม่หลงเหลือความเศร้าอีก
เมื่อจวี๋ฮุ่ยไม่อยู่เด็กๆ ทั้งห้าก็ต่างพึ่งพาอาศัยกันเอง อยู่ร่วมกันเป็อย่างดี แต่ก่อนต้าเกอรับบทเป็หัวหน้า เป็พี่ใหญ่คอยดูแลน้องๆ เวลานี้เขาก็ยังเป็เช่นกัน แต่เพียงแค่เหนื่อยน้อยกว่าเดิม
แม้ยากจะยอมรับแต่การมีโจวอี้อยู่ร่วมบ้านเดียวกันก็ไม่ใช่เื่เลวร้าย แม้ว่าเขาไม่ค่อยพูดคุยหรือชอบหน้าโจวอี้มากนัก
ทุกเช้าโจวอี้จะรดน้ำผักในแปลงดินข้างบ้าน ต้าเกอเห็นเขาพยายามทำความชอบไหนเลยจะอยู่เฉย ลากถังน้ำไปรดน้ำผักเช่นกัน เดิมทีทำเพราะไม่อยากเสียหน้า ทำเพราะ้าแข่งขันชิงชัย แต่รดไปรดมากลับเป็การช่วยกันรดน้ำไปเสียนี่ โจวอี้รดน้ำครึ่งแปลง ต้าเกอก็รดอีกครึ่งแปลงที่เหลือ
ส่วนซานซานกับเอ้อร์เกอไม่ได้ไปช่วยรดน้ำที่แปลงผักแต่พวกเขาก็สลับกันดูแลเสียวเสี่ยวและถูพื้นทำความสะอาด แม้ทำจริงๆ แล้วจะไม่ได้สะอาดนักแต่ก็ไม่ได้ย่ำแย่ หลังจากทำงานเสร็จแล้วพวกเขาทั้งห้าก็จะพากันไปนั่งเล่นที่แคร่นอกบ้าน ดีดลูกหินไปก็ชะเง้อคอยืดยาวมองดูว่าจวี๋ฮุ่ยกลับมาหรือยัง เล่นดินไปก็เกาะรั้วดูว่าเงาที่เดินเข้าใกล้มาใช่จวี๋ฮุ่ยหรือไม่ พากันมองจนคอยืดคอยาว
จวบจนเวลาสามวันผ่านไป โจวอี้เห็นเงาร่างหนึ่งโผล่ขึ้นจากเส้นถนน แม้ว่าแสงอาทิตย์ส่องจากด้านหลังบังเกิดเป็เงาทอดยาวแต่เขาก็ตาดีกว่าใคร ลุกพรึบยืนบนแคร่เบิกตากว้ามองให้แน่ใจอีกหนแล้วถลาลงจากแคร่ วิ่งออกจากรั้วบ้านร้องเรียกเสียงดัง
“จวี๋ฮุ่ย!”
สิ้นเสียงของโจวอี้ เด็กทั้งสี่ก็รีบวิ่งตามเขาไปในทันที โจวอี้ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าเป็จวี๋ฮุ่ยจริงๆ เขาไม่รอช้าพุ่งตัวเข้าไปกอดเอวของจวี๋ฮุ่ยอย่างแรงจนทำให้จวี๋ฮุ่ยตั้งรับไม่ทันอยู่บ้างจนต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่ง แต่หลังจากถอยไปก้าวหนึ่งแล้วนางก็ต้องถอยติดๆ กันอีกสองก้าวเมื่อเด็กๆ ที่เหลือพุ่งเข้ามาหานางราวกับดาวตก
“พี่สาวจวี๋ฮุ่ย!”
“พี่สาว!”
เสียงจุ๊บจิ๊บจุกจิกดังก้องหูจนจวี๋ฮุ่ยมึนงงไปหมด
“แบะ…”
“พี่สาวจวี๋ฮุ่ยข้ารดน้ำผัก...”
“พี่สาวข้าทำความสะอาด...”
“พี่สาวจวี๋ฮุ่ยแพะหรือ!”
เสียงจอแจแย่งกันพูดไม่เพียงทำให้แพะที่จวี๋ฮุ่ยจูงมาตื่นใ ห่อผ้าน้อยๆ ที่นางอุ้มเอาไว้ในอ้อมแขนก็ร้องไห้จ้า
“แง้!!”
เสียงร้องนี้หยุดเด็กๆ ที่กำลังกระตือรือร้นได้ในทันที พากันหันมองเสียวเสี่ยวเป็ตาเดียว เสียวเสี่ยวกะพริบตาปริบๆ มือเล็กๆ ปิดปากตัวเองเอาไว้พลางส่ายหัวว่าเมื่อครู่ไม่ใช่เสียงร้องของตน
“พี่สาวจวี๋ฮุ่ยซื้อเนื้อมาหรือ”
คำนี้ของเอ้อร์เกอทำให้เด็กๆ ที่เหลือหันมองตามสายตาของเขา เห็นว่าจวี๋ฮุ่ยกำลังอุ้มก้อนดักแด้ที่กำลังดิ้นดุกดิกอยู่
คำถามนี้ของเอ้อร์เกอทำให้จวี๋ฮุ่ยหัวเราะก็ไม่ได้ร้องไห้ก็ร้องไม่ออก มองเ้าทารกผอมแห้งในอ้อมแขนก็ถอนใจ ก้มกายให้พวกเขาทั้งห้าได้เห็น
“นี่เนื้อก็จริง แต่พวกเ้ากินเขาไม่ได้”
เด็กทั้งหมดกะพริบตาปริบๆ มองทารกที่กำลังร้องไห้จ้าจนใบหน้ายับยู่ยี่ แผดเสียงร้องจนตัวแดงไปทั้งตัว
จวี๋ฮุ่ยเห็นพวกเขานิ่งค้างก็เรียกพวกเขาเข้าบ้านพร้อมกับจูงแพะติดตามไปด้วย...
เวลานี้เด็กๆ ทั้งห้าต่างนั่งคุกเข่าล้อมเป็วงกลมอยู่บนเตียง ตรงกลางมีทารกน้อยตัวผอมแห้งดิ้นไปดิ้นมาด้วยความไม่สบายตัวนัก จวี๋ฮุ่ยเห็นแล้วจึงอุ้มทารกน้อยขึ้นแล้วกล่อมเขาเบาๆ เห็นสายตาไม่เข้าใจและกังขา จวี๋ฮุ่ยถึงได้พูดขึ้น
“ข้าเจอเขาถูกทิ้งอยู่ในป่า”
“จวี๋ฮุ่ยจึงเก็บเขามาหรือ” โจวอี้ถามพลางมุ่นคิ้วจ้องมองห่อผ้าด้วยความไม่ชอบใจเท่าใดนัก
“อือ”
การตอบรับง่ายๆ ของนางทำให้เด็กทั้งห้านิ่งงัน เสียวเสี่ยวหนึ่งขวบไหนเลยจะเข้าใจ แต่สำหรับโจวอี้ ต้าเกอ เอ้อร์เกอและซานซานย่อมรับรู้ถึง...
ความลำบาก...
“พวกเ้าไม่ต้องกลัวว่าเขาจะแย่งข้าวพวกเ้าหรือกลัวว่าต้องทำงานหนักเพิ่ม ข้าจะเลี้ยงเขาเอง ทั้งหากมิใช่ข้ารับเขามาข้าก็คงไม่คิดซื้อแพะ” จวี๋ฮุ่ยถอนใจก้มหน้ามองเด็กน้อยในอ้อมแขน แววตาฉายความเศร้าสลด
“เ้าหนูนี่ยังไม่หย่านมดีด้วยซ้ำ เขากินข้าวหรือหมั่นโถวเช่นพวกเ้าไม่ได้ ดังนั้นข้าจึงตัดใจซื้อแพะให้เขาได้ดื่มนม ส่วนพวกเ้าก็จะได้ดื่มเช่นกัน จะได้ขาวๆ อ้วนๆ เหมือนเด็กบ้านอื่นบ้าง!”
“จวี๋ฮุ่ยไม่เหนื่อยหรือ” หว่างคิ้วของโจวอี้ยังคงขมวดเข้าหากัน รู้สึกว่าจวี๋ฮุ่ยใจดีเกินไป...
“จะไม่เหนื่อยได้อย่างไร แต่ข้าเห็นเขาแล้วหากเมินเฉยก็ไม่ได้” จวี๋ฮุ่ยถอนใจรู้สึกอึดอัดใจอยู่บ้างที่ต้องโป้ปดเหล่าเด็กน้อย
โจวอี้มองอยู่พักใหญ่แล้วถอนใจยาว ไม่พูดอะไรอีก
นอกจากโจวอี้แล้วเด็กทั้งสี่ก็ไม่ได้มีผู้ใดขัดข้อง ในเมื่อจวี๋ฮุ่ยเป็ผู้ตัดสินใจ ทั้งโจวอี้ก็ไม่ได้คัดค้าน แม้ต้าเกอจะรู้สึกขัดใจอยู่บ้างแต่เวลานี้เขามิใช่พี่ใหญ่ที่ต้องคอยหาเลี้ยงเหล่าน้องๆ อีกต่อไป
แต่เป็จวี๋ฮุ่ยต่างหาก
ทั้งเ้าเด็กนี่ก็มาพร้อมกับแพะ นับว่าพอทำใจยอมรับได้อยู่บ้าง!
“เขาชื่ออะไรหรือ” ซานซานชะเง้อคอมองทารกหน้าตาไม่ค่อยจะน่ารักเท่าไหร่ด้วยความสงสัย
เื่นี้ก็เป็เื่ที่จวี๋ฮุ่ยคิดไม่ตก มองเสียวเสี่ยวที่กำลังพยายามยัดกำปั้นเล็กๆ เข้าปากจนมือชุ่มน้ำลายก็เวียนหัว
เสียวเสี่ยวจะไม่ใช่เ้าตัวน้อยอันดับสุดท้ายแล้ว...
“...เสี่ยวหยาง [3] ”
ท่ามกลางความเงียบเป็เอ้อร์เกอที่พูดขึ้นมา จวี๋ฮุ่ยได้ยินแล้วก็หัวเราะพรืดใหญ่ มองเอ้อร์เกอที่กำลังยิ้มเขินก็ยื่นมือไปลูบหัว
“เอ้อร์เกอเก่งจริงๆ! ดี เอาเป็เสี่ยวหยางก็แล้วกัน!”
เอ้อร์เกอยิ้มรับด้วยความขัดเขินเมื่อจวี๋ฮุ่ยลูบหัวเขาอย่างอ่อนโยน ในขณะที่กำลังรวบรวมความกล้าพูดคุยกับจวี๋ฮุ่ย เอ้อร์เกอกลับรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ หันมองไปมาก็สบตากับโจวอี้เข้า แววตาของเขานั้นดุดันจนเอ้อร์เกอหวั่นเกรง หดคอหลบมือของจวี๋ฮุ่ยเงียบๆ
โจวอี้เห็นแล้วถึงพยักหน้า ยิ้มแย้มด้วยความพอใจ
[1] หนึ่งลี้ เท่ากับ 500 เมตร
[2] เค่อ เท่ากับ 15 นาที
[3] เสี่ยวหยาง หมายถึง แพะตัวเล็ก
เจ้าที่แรง อ๊า~ จ้องแย่งซีน อ๊า~เท้าเอววีน อ๊า~ ตาเขียวปั้ด อ๊า~