"เป็อันใดหรือไม่"
ฉีิเซียนเอ่ยปากถามขึ้นเมื่อเฟิ่งเซียนเดินกลับมายังที่นั่งของตน
"ไม่เป็อันใด"
เฟิ่งเซียนตอบออกไปและยิ้มน้อยๆ ตามจริงคนที่น่าเป็ห่วงคงเป็ฉางฉางหลินมากกว่านางเสียอีก ถึงตอนที่นางซัดพลังออกไปครั้งสุดท้ายนั้นไม่ได้หวังจะสังหารสตรีผู้นั้น แต่หากสตรีผู้นั้นอ่อนแอจนทนไม่ไหวไม่แน่ว่าคงจะตายจริงๆ
"ดีแล้ว"
ฉีิเซียนกล่าวพรางลูบศีรษะสตรีตรงหน้า ไม่รู้ว่าเหตุใดเขาถึงทำเช่นนี้ เพียงรู้สึกเอ็นดูกระมัง เขากับนางแม้ว่าจะเป็สหายกัน
แต่อายุขแงพวกเขานั้นก็ห่างกันอยู่หลายปี กอปรกับที่เขาไม่มีพี่น้องร่วมมารดาสักคน เมื่อมีสหายที่อายุน้อยกว่าจึงรู้สึกอยากปกป้องมากเป็พิเศษ ทั้งๆ ที่รู้ว่านางแข็งแกร่งแต่ก็อดห่วงไม่ได้
เฟิ่งเซียนในยามปกตินั้นค่อนข้างเป็คนที่หวงเนื้อหวงตัวมาก ยิ่งเป็สิ่งที่ฉีิเซียนทำกับนางเมื่อครู่นั้นหากเป็ผู้อื่นไม่แน่ว่านางอาจจะไม่ชอบใจ แต่กลับคนผู้นี้ไม่ได้ทำให้นางรู้สึกโกรธเคืองขึ้นมาแม้แต่น้อย มันเป็ความรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคยอย่างยิ่ง คล้ายกับว่านางและเขารู้จักกันมาเนิ่นนาน
.
.
.
การกระทำของคนทั้งสองนั้นอยู่ภายใต้สายตาของไป๋จิ้งเทียนมาตลอด ในสมองของไป๋จิ้งเทียนนั้นคิดเื่ชั่วต่างๆ นาๆ
เขาคาดการว่าองค์ชายใหญ่ผู้นี้ต้องชมชอบในตัวบุตรสาวตนเป็แน่ หรือไม่ก็ต้องมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาก ถึงทำให้องค์ชายใหญ่ผู้นี้ที่ไม่เคยเหลียวแลสตรีนางใด ทำเช่นนี้กับนางได้
ไป๋จิ้งเทียนคิดถึงความเป็ไปได้ต่างๆ คิดไปถึงขั้นหากองค์ชายใหญ่ผู้นี้ได้ขึ้นเป็องค์รัชทายาทและบุตรสาวตนได้ขึ้นเป็พระชายา ไม่แน่ว่าในอนาคตตนอาจได้เป็พ่อตาของฮ่องเต้องค์ต่อไปก็ได้
การกระทำทั้งหมดนั้นไม่สามารถรอดพ้นสายตาของผู้ปกครองแคว้นฉีได้ เมื่อหลายวันก่อนฮ่องเต้ ฉีหยางเล่อ ได้รับรายงานจากองครักษ์เงาว่า องค์ชายใหญ่ได้ทำตัวสนิทสนมกับสตรีผู้หนึ่ง ซ้ำเมื่อสืบเบื้องลึกแล้วสตรีผู้นี้เป็บุตรีที่หายไปอย่างปริศนาเมื่อสี่ปีก่อนของเสนาบดีไป๋
ฮ่องเต้ฉีหยางเล่อเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เกิดความกังวลขึ้นมา พระองค์เชื่อในตัวของพระโอรสที่เกิดมาจากสตรีที่ตนรัก แต่สิ่งที่ยังไม่แน่พระทัยนักคือที่มาของสตรีผู้นี้ และยังไม่แน่ใจอีกว่าเสนาบดีฝ่ายซ้ายคิดทำการสิ่งใดกันแน่
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พระองค์ได้สืบเื่ราวการฉ้อราชในสำนักมามากมาย แต่ยังไม่สามารถหาหลักฐานได้มากเพียงพอในการกำจัดขุนนางเหล่านี้ เหตุการณ์บ้านเมืองยังไม่คลี่คลาย พระองค์ไม่้าให้โอรสของตนเป็หมากให้เหล่าขุนนางชั่วพวกนั้นใช้งาน
.
.
.
เฟิ่งเซียนคุยกับฉีิเซียนอยู่ราวสามเค่อ การประลองในรอบที่เก้าก็จบสิ้นลงพร้องเสียงประกาศผู้ชนะ
หลังจากประกาศผู้ชนะแล้วจึงเป็การประกาศชื่อผู้เข้าประลองคนต่อไป
"ผู้เข้าประลองในรอบที่สิบนั้นได้แก่......ซ่งเจียงและ ฉีิเซียนนนน"
สิ้นคำประกาศก็เกิดเสียงดังขึ้นรอบทิศอีกรอบ ฉีิเซียนคือใครเหตุใดพวกเขาจะไม่รู้จัก องค์ชายใหญ่ที่มีพร์มากทีสุดในเหล่าเชื้อพระวงค์ ซ้ำยังมีสัตว์ในพันธะสัญญาเป็สัตว์อสูรชั้นสูงอีกด้วย นับว่าเป็ตัวเกร็งลำดับหนึ่งในการประลองในครั้งนี้เลยทีเดียว
"ชนะให้ได้เล่า ข้าจะรอเ้าในรอบต่อไป"
"ได้ ข้าจะไม่ทำให้เ้าผิดหวัง"
ิเซียนยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเดินขึ้นไปที่เวทีประลองไป
เฟิ่งเซียนที่มองดูอยู่ตลอดนั้นไม่ได้เป็ห่วงอันใดมากนัก นางค่อนข้างมั่นใจในฝือมือของชายผู้นี้ นางเชื่อว่าเขาสามารถทำเช่นที่กล่าวกับนางได้อย่างแน่นอน
เมื่อเสียงสัญญาณเริ่มการประลองดังขึ้น ภายในเวที่ประลองก็ร้อนระอุขึ้นมาทันที บุรุษผู้ที่ประลองกับฉีิเซียนนั้นไม่ใช่ธรรมดา พลังของคนผู้นี้มีระดับพลังปราณอยู่ที่นักรบขั้นปลาย ดูจากความมั่นคงของพลังปราณแล้วคงเลื่อนระดับขึ้นมาได้ไม่นานเป็แน่ แต่ความสามารถระดับนี้จะดูเบาได้หรือ
เวลาในการประประลองผ่านไปมากกว่าสองเค่อ ทั้งสองต่างรุกและตั้งรับกันได้เป็อย่างดี แต่ดูเหมือนฝ่ายของซ่งเจียงจะเริ่มไม่มีพลังเหลือพอให้ต่อสู้แล้ว
เมื่อฉีิเซียนเริ่มซัดพลังเข้าต่อสู้อีกครั้งจึงสามารถชนะมาได้อย่างง่ายดาย ฝ่ายสัตว์อสูรของิเซียนนั้นจัดการสัตว์อสูรของซ่งเจียงได้ก่อน แต่เป็ิเซียนที่ห้ามให้สัตว์อสูรของตนเข้ามาโจมตีอีกฝ่าย
อาจมีคนบางส่วนคิดว่าเขาหยิ่งผยองในตนเองจนเกินไป แต่สำหรับเขานั้นมันคือการให้เกียรติคู่ต่อสู้และให้เกียรติตนเอง ดังนั้นหากคนผู้นี้จะพ่ายแพ้ให้เขา มันควรเกิดจากการประลองกับเขาไม่ใช่กับสัตว์ในพันธะ
เมื่อสิ้นคำประกาศผู้ชนะ ิเซียนก็กล่าวถามอาการผู้ที่ตนประลองด้วยเล็กน้อย เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้เป็อันใดมาก จึงเดินลงมาจากเวทีประลองเพื่อมาหาสหายตนทันที
"ข้าผ่านเข้ารอบสี่ตามที่สัญญาไว้แล้ว"
ิเซียนกล่าวออกไปถึงแม้จะรู้อยู่แล้วว่ารับรู้ถึงชัยชนะนั้นแล้ว
"ข้าหวังว่าเราจะได้ประลองกันในรอบต่อไป "
"แน่นอน ไม่เพียงแค่จะได้ประลอง แต่ข้าและเ้าเราจะต้องได้เป็ตัวแทนของแคว้นไปประลองในงานประลองที่จะเกิดขึ้นในอีกสองเดือนข้างหน้าแน่"
เฟิ่งเซียนยิ้มน้อยๆ ให้กับคำตอบของบุรุษตรงหน้า นางมั่นใจในตัวเขา ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แต่นางเชื่อว่าเขาทำได้อย่างแน่นอน
"สิ้นงานประลองในวันนี้เ้าพอจะว่างหรือไม่" เฟิ่งเซียนกล่าวถามออกไป
"มีอันใดหรือ?"
" ข้ามีเื่ที่จะปรึกษาเ้า หากเ้าไม่มีกิจอันใดก็เชิญไปปรึกษากับข้าที่จวนเถิด"
"ได้"
ฉีิเซียนพยักหน้าตอบ เช่นไรตัวเขานั้นก็ไม่มีกิจธุระเร่งรีบอันใดอยู่แล้ว และเหตุที่เฟิ่งเซียนจะปรึกษาตนคงไม่ได้เป็แค่การชวนไปจิบน้ำชา คุยเล่นที่ไปเป็แน่
ในโลกแห่งการฝึกลมปราณนี้ไม่ได้มีข้อห้ามระหว่างชายหญิงมากนัก เพียงแค่ไม่ทำสิ่งใดผิดจารีต
แต่หากมีเื่ผิดพลาดก็จัดงามสมรสเป็อันเสร็จสิ้น ดังนั้นในโลกนี้จึงเห็นสตรีที่มีสหายเป็บุรุษอยู่มากมาย และไม่ได้เป็ที่กังขานแก่ผู้คนทั่วไป
เมื่องานประลองในรอบที่สามจบสิ้นลงผู้คนก็ต่างแยกย้ายกลับจวนของตนเฉกเช่นทุกวันที่ผ่านมา
เฟิ่งเซียนและฉีิเซียนนั้นออกมาจากสนามประลองเป็คู่ท้ายๆ ระหว่างเดินทางกลับเฟิ่งเซียนได้ซื้ออาหารและขนมหลายอย่างติดมือกลับมาด้วย
เฟิ่งเซียนที่ทำตัวราวปกติเหมือนไม่ได้มีสิ่งใดเกิดขึ้น ต่างจากฉีิเซียนที่รับรู้มาโดยตลอดว่ามีผู้ติดตามตนมาแต่เพียงยังไม่ได้กล่าวอันใด
เมื่อหันมองหน้าสหายก็เห็นนางพยักหน้าให้ ราวกลับย้ำเตือนว่าสิ่งที่ตนคิดนั้นถูกต้องแล้ว และไม่แน่ว่าเื่ที่นาง้าปรึกษานั้นอาจจะเป็เื่นี้ก็เป็ได้
เมื่อเดินมาไม่นานก็มาถึงจวนขนาดกลางหลังหนึ่ง เฟิ่งเซียนผลักประตูจวนราวกลับคุ้นเคยมันเป็อย่างดี เมื่อทั้งคู่เดินเข้ามาแล้วนั้นเฟิ่งเซียนก็เดินไปต้มน้ำร้อน และเตรียมชาชั้นดี รวมถึงน้ำอาหารและขนมต่างๆ จัดใส่จาน
ระหว่างที่จัดเตรียดทุกอย่างราวกับปกตินั้น เฟิ่งเซียนได้ใช้พลังมิติของตนสร้างห้วงเวลาหนึ่งขึ้นเพื่อตบตาผู้ที่เฝ้าดูนางอยู่ตลอด
ภายในมิติที่นางสร้างขึ้นนั้นมีความคล้ายกับการสร้างภาพมายาของเผ่าจิ้งจอกเก้าหาง ในมิตินี้สามารถทำให้ผู้ที่อยู่ในมิติรับรู้ได้เพียงแค่สิ่งที่เ้าของมิติ้าให้รับรู้เพียงเท่านั้น เฟิ่งเซียนทำเช่นนี้เพื่อที่จะได้มั่นใจว่าสิ่งที่ตน้าปรึกษาฉีิเซียนนั้นจะไม่รั่วไหลออกไปอย่างแน่นอน
เฟิ่งเซียนเดินยกกาน้ำชาและอาหารต่างๆ มาวางไว้ที่โต๊ะที่อยู่กลางห้องรับแขกของจวน ที่ตอนนี้มี่ร่างของบุรุษผู้สง่างามนั่งรออยู่แล้ว
เฟิ่งเซียนรินน้ำชาให้บุรุษตรงหน้า ก่อนที่จะกล่าวเื่ที่ตน้าออกมา
"เ้าเคยคิดจะสืบหาตัวตนของข้าบ้างหรือไม่"
เฟิ่งเซียนกล่าวถามบุรุษตรงหน้า นางนั้นไม่โกรธหากคนตรงหน้า้ารู้ความเป็มาของตน เพราะมันจะเป็สิ่งยืนยันว่าตนนั้นไม่ได้คิดร้ายต่อเขา
"ข้าเคยคิดสงสัย แต่ไม่เคยคิดจะสืบค้น เ้าเป็สหายข้าเพียงเท่านี้มันก็เพียงพอแล้ว"
ฉีิเซียนนั้นไม่ใช่คนที่ไว้ใจคนง่ายดายเท่าใดนัก แต่กลับสตรีตรงหน้านั้นเขาเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจ ไม่มีแม้แต่การสืบรู้ถึงตัวตนนาง เขาเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เห็นสำคัญอันใดแม้แต่นิด เช่นไรนางก็คือนางไม่ใช่หรือ
"ข้ามีเื่จะบอกกล่าวกับเ้า....ตัวข้านั้นแต่เดิมมีนามว่า ไป๋เฟิ่งเซียนเป็บุตรีคนที่สี่ของเสนาบดีไป๋ ที่เกิดจากฮูหยินใหญ่คนก่อน...เมื่อมารดาได้ให้กำเนิดข้าไม่นานนางก็สิ้นใจ
ตัวข้านั้นอยู่อย่างเดียวดายภายในจวนหลังใหญ่นั้นเกือบสิบปี ถูกรังแกและทุบตีบ่อยครั้ง ไม่ได้กินข้าวเลยหลายวันก็มี ตัวข้าในตอนนั้นได้แต่อดทนเสมอมา จนเมื่อเหตุการณ์เมื่อสี่ปีก่อน
เมื่อถึงวัยที่ต้องวัดพลังปราณนั้น ตัวข้ากลับไม่มีพลังอันใดเลย บิดาที่รู้เช่นนั้นก็ไม่ได้แยแสข้าอีก ซ้ำยังถูกข้ารับใช้ในจวนกลั่นแกล้งมากมายสารพัด
แต่ที่แย่ที่สุดคือการที่ข้าถูกคนในจวนลอบวางยาพิษและทำร้ายร่างกาย ก่อนที่จะโยนร่างของข้าทิ้งที่ป่าร้อยอสูร"
"หากไม่ไหวก็ไม่ต้องเล่าแล้ว ข้าไม่รู้ก็ได้ ข้ารู้ว่าเ้าไม่้านึกถึงมัน"
เฟิ่งเซียนยิ้มน้อยๆ กับความห่วงใยของคนตรงหน้า แม้ทุกครั้งที่นางคิดถึงเื่นี้นางจะไม่ได้รู้สึกอันใด แต่คล้ายยังมีความรู้สึกเ็ปของเฟิ่งเซียนคนก่อนยังหลงเหลืออยู่บ้าง เลยเป็เช่นนี้
"ไม่เป็อันใด ข้าแค่อยากให้เ้ารับรู้"
ฉีิเซียนถอนหายใจเล็กน้อย เขารู้ว่าเื่เช่นนี้มันคงหนักหนาเกินไปสำหรับนาง ตัวเขาที่ไม่้าให้นางทุกข์ใจอันใด จึงได้กล่าวออกไปเช่นนั้น แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่าย้ากล่าวออกมา ตนจึงไม่ได้ห้ามอันใดต่อ
เฟิ่งเซียนพยักหน้าตอบตกลงก่อนจะเริ่มเล่าเื่ราวต่อไป
"หลังจากตัวข้าถูกโยนทิ้งไว้ในป่าร้อยอสูรนั้น โชคดีอย่างยิ่งที่มีผู้ช่วยเหลือเอาไว้ ซ้ำยังแก้พิษในตัวข้าออกไป ร่างของข้านั้นเดิมมีพิษหนึ่งในกาย นั่นก็คือ พิษสยบั เ้าคงพอรู้จักกระมัง พิษนี้จะทำให้ผู้ที่ได้รับพิษไม่สามารถฝึกปราณได้ และกลายเป็แค่เพียงขยะในที่สุด ตัวข้าหลังจากที่ร่างกายกลับมาเป็ปกติและสามารถฝึกปราณได้แล้ว ก็ได้ความรับช่วยเหลือในเื่ฝึกปราณ
จนเมื่อเวลาผ่านไปถึงสี่ปี ข้าที่รู้ว่าจะมีการจัดงานประลอง'ศึกประลองชิงเ้าห้าแคว้นขึ้น ตัวข้านั้นสนใจจึงได้กลับมาที่เมื่องหลวง และนั่นคือเหตุการณ์เพียงไม่กี่วันที่ได้พบเ้า
ในวันที่ประลองรอบแรกนั้น ชายผู้ที่ข้าซัดพลังจนาเ็ผู้นั้น เป็คนที่ฮูหยินใหญ่คนปัจจุบันส่งมาสังหารข้า และชายที่ตามเราทั้งคู่มานั้นก็เป็คนที่เสนาบดีไป๋ส่งมาสอดส่องข้าเช่นกัน"
เมื่อเฟิ่งเซียนกล่าวจบสีหน้าของฉีิเซียนก็มืดครึ้มขึ้นมาทันที คนพวกนั้นถึงกลับกล้าที่คิดจะสังหารนาง ซ้ำยังไม่คิดจะปล่อยนางไปอีก เขาคงจะอยู่เฉยไม่ได้แล้ว
"ข้าจะจัดการเื่นี้ให้เ้าเอง เ้าไม่ต้องเป็ห่วงข้าจะไม่ยอมให้ผู้ใดทำอันตรายต่อเ้าได้แน่!"
เฟิ่งเซียนยิ้มขอบคุณของฝ่าย
"ที่ข้าจะปรึกษาเ้านั้นก็คือเื่นี้ วันนี้ข้าสังเกตุว่าเขาเฝ้ามองดูพวกเราอยู่ตลอด หากข้าจัดการผู้เดียวกลัวว่าเ้าเองอาจจะถูกกล่าวหาด้วยก็เป็ได้ ข้า้าให้คนผู้นี้ออกจากตำแหน่งเสียก่อน เมื่อถึงเวลานั้นจะจัดการสิ่งใดก็ง่ายดายนัก "
"ไม่ใช่เื่ง่ายที่จะปลดขุนนางขั้นนี้ออกจากตำแหน่ง กล่าวตามตรงตัวข้าและเสด็จพ่อนั้นหาหลักฐานเอาผิดคนเหล่านี้มาตลอด แต่กลับไม่มีหลักฐานเพียงพอให้กำจัดคนเหล่านี้ออกไป"
เฟิ่งเซียนมองหน้าสหายตนก่อนจะวางมือไว้ที่แหวนมิติ คล้ายกลับจะนำของออกมาจากแหวน แต่แท้จริงแล้ว นางนำหลังฐานต่างๆ ออกมาจากในมิติของตน
เมื่อเห็นหนังสือกองโตที่สหายนำออกมาฉีิเซียนก็ได้แต่นึกสงสัย ตนนั้นไม่ได้สงสัยว่ามันออกมาจากที่ใด เขารู้จักเเหวนมิติเพราะเขานั้นก็มีเช่นกัน แต่ที่ส่งสัยคือหนังสือมากมายบนโต๊ะมากกว่า
"มันคือสิ่งใดกัน"
"เ้าไม่ใช่ว่าอยากได้หลักฐานหรือ ทั้งหมดนี้คือหลักฐานการกระทำผิดต่างๆ ภายในราชสำนัก ไม่ใช่เพียงแค่ของเสนาบดีไป๋เท่านั้น"
ฉีิเซียนได้แต่นิ่งค้าง เป็ไปได้อย่างไร เขากับเสด็จพ่อนั้นพยายามรวบรวมมาหลายปีกลับยังไม่สามารถรวบรวมได้ขนาดนี้ แต่สิ่งตรงหน้าเขานี้กลับต่างออกไป
ิเซียนเปิดหนังสือออกมาดู ภายในบันทึกการคดโกงภาษีและโครงการต่างๆ มากมาย รวมถึงการใช้อำนาจโดยไม่ชอบ การสั่งสังหารผู้บริสุทธิ์เพื่อปิดปาก การตั้งกองกำลังเพื่อที่คิดจะฏบ้าง บ้างสิ่งบางอย่างตนก็ไม่เคยรับรู้มันด้วยซ้ำ แล้วสหายของเขานำมันมาจากที่ใด
"หลักฐานเหล่านี้เป็ของแท้แน่นอน หลักฐานคงเป็ลายมือของผู้เขียนกระมัง ไม่ต้องกังวลเื่ที่ข้ารู้ ข้าเพียง้าช่วยเ้า และหวังว่าเ้าจะช่วยข้าเช่นกัน"
ฉีิเซียนพยักหน้า
"เล่าแผนการมาเถิด"
เมื่อสิ้นเสียงของฉีิเซียนเฟิ่งเซียนก็เริ่มอธิบายแผนการต่างๆ ในทันที
"ข้าสืบรู้มาว่าเสนาบดีไป๋จะลงมือในวันประกาศตัวแทนในวันพรุ่งนี้ จากสิ่งที่ข้าสังเกตในวันนี้นั้น เขาต้องเอาเ้าไปเกี่ยวด้วยอย่างแน่นอน ข้าจึงคิดจะให้เ้าใช้โอกาสนี้ในการจัดการเขาไปเลยพร้อมๆ กัน
ข้าจะใช้เื่ที่พวกเขาคิดจะสังหารข้าเป็เื่หลัก และเมื่อนั้นข้าอยากให้เ้า นำราชโองการของฝ่าาเข้ามา และกล่าวประจานคนผู้นี้พร้อมปลดออกตำแหน่ง และเนรเทศออกนอกแคว้นไปเสีย และหลังจากนั้นข้าจะเป็คนจัดการเอง"
ฉีิเซียนคลุ่นคิดอยู่สักคู่จึงตอบตกลงไป แม้เขานั้นจะห่วงนางมากเพียงใด แต่จากที่นางแสดงให้เห็นว่านางสามารถทำสิ่งใดได้บ้าง นั่นย่อมพิสูจน์แล้วว่าตัวตนของนางนั้นยังมีสิ่งที่เขาไม่รู้อีกมาก
เมื่อพูดคุยและนัดแนะแผนการเรียบร้อย ิเซียนก็เก็บหลังฐานต่างๆ เข้าแหวนมิติของตน ก่อนที่จะขอตัวกลับ
******