ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 105 หอคอยพยัคฆ์ขาว

            เย็นวันนั้นพวกเขาต่างดื่มกินกันอย่างสนุกสนานการต้อนรับอย่างเป็นกันเองของอาณาจักรพยัคฆ์ขาวทำให้เฟิ่งหยูและองค์หญิงหนิงเอ๋อประทับใจมาก

            ทางด้านเยี่ยซานหลังจากที่ฟื้นขึ้นมาเขานำพาศิษย์สำนักพยัคฆ์พิรุณออกตามหาเฟิ่งหยูและองค์หญิงหนิงเอ๋อจนแทบจะพลิกเมืองหา

            “ทำไม่แค่คนสองคน พวกเจ้าตามหากันยังไง ทำไมยังไม่เจอพวกมันอีก”

            “อย่าให้ข้าได้เจอพวกมันอีกครั้ง มิเช่นนั้นข้าจะไม่ให้พวกมันได้ตายดี”เยี่ยซานโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ

            วันรุ่งขึ้นเฟิ่งหยูและหนิงเอ๋อเข้าพบองค์กษัตริย์แห่งอาณาจักรพยัคฆ์ขาว

            “ถวายบังคมฝ่าบาท”

            “ถวายบังคมฝ่าบาท”

            เฟิ่งหยูและหนิงเอ๋อ พร้อมด้วยองค์ชายไป๋เซ่อเดินเข้ามาในท้องพระโรงเหล่าขุนนางต่างมองมายังเฟิ่งหยูและองค์หญิงหนิงเอ๋อ

            “พวกเจ้าเดินทางมาไกลคงจะเหนื่อยไม่น้อยเป็นยังไงบ้างพักผ่อนกันเต็มที่แล้วสินะ เป็นยังไงบ้างองค์ชายไป๋เซ่อต้อนรับพวกเจ้าดีไหม”

            “พักผ่อนเต็มที่แล้วพะยะค่ะองค์ชายก็ให้การต้อนรับพวกเราเป็นอย่างดีพะยะค่ะ”

            “เช่นนั้นก็ดีแล้ว”

            “เอาเถอะ ถ้าเจ้าพร้อมแล้วเราก็ไปยังสถานที่ติดตั้งค่ายกลมิติกันเถอะข้าเองก็อยากจะเห็นเช่นกันว่ามันจะเป็นยังไง”

            องค์กษัตริย์พาเฟิ่งหยูและหนิงเอ๋อไปยังบริเวณที่ติดตั้งค่ายกลติดตามด้วยองค์ชายไป๋เซ่อและเหล่าขุนนาง

            “ที่นี่แหละส่วนทรัพยากรต่าง ๆ ข้าเองก็จัดเตรียมไวให้เจ้าเรียบร้อยแล้ว”

            “ขอบพระทัยฝ่าบาท”

            เฟิ่งหยูดจัดการติดตั้งค่ายกลมิติรอบนี้เขามีความชำนาญมากขึ้นจึงลดเวลาในการติดตั้งลงไปไม่น้อยเพียงหนึ่งชั่วยามกว่า ๆ เฟิ่งหยูก็สามารถติดตั้งค่ายกลเสร็จสิ้นเขาทำการตรวจสอบทุกอย่างจนแน่ใจว่าจะไม่เกิดข้อผิดพลาดขึ้นมาได้

            “พระองค์จะลองไปเยี่ยมอาณาจักรเมฆาหวนดูสักครั้งไหมพะยะค่ะค่ายกลนี้จำกัดคนได้เพียงสิบคนเท่านั้น ขอพระองค์เลือกผู้ติดตามไปด้วยพะยะค่ะ”

            “ก็ไม่เลวนะ เอาสิข้าจะลองไปดูสักวันสองวัน”

            “พวกเจ้าสี่คน พร้อมกับองครักษ์ตามข้ามา ไป๋เซ่อเจ้าดูแลพวกเขาทั้งสองคนแทนข้าด้วยก็แล้วกัน ไว้ข้ากลับมาแล้วค่อยตบรางวัลให้กับพวกเขา”

            “พะยะค่ะ พระบิดา”

            เฟิ่งหยูเปิดใช้งานค่ายกล เพียงไม่นานกษัตริย์ไป๋กวางพร้อมด้วยขุนนางและองครักษ์ทั้งสิบก็หายไปจากสายตาของพวกเขา

            ฟิ้ววว....

            กษัตริย์ไป๋กวางพร้อมขุนนางและองครักษ์ข้ามมิติมายังอาณาจักรเมฆาหวนซึ่งกษัตริย์เหวินฉิงเองก็รอต้อนรับเขาอยู่แล้ว

            “เฟิ่งหยู งานของเจ้าก็เสร็จสิ้นแล้วพวกเจ้าอยากจะไปที่ไหนกันบ้างข้าจะพาพวกเจ้าไปเอง”

            “พอดีหนิงเอ๋ออยากไปที่หอคอยพยัคฆ์ขาวหากไม่ลำบากท่านพาพวกเราไปเที่ยวชมได้ไหม”

            “ได้สิ พวกเจ้ารีบไปบอกเจ้าสำนักพยัคฆ์พิรุณว่าวันนี้พวกเราจะไปเยี่ยมเยือนเขา”

            “พะยะค่ะ”

            องค์หญิงหนิงเอ๋อที่กำลังป้อนหินวิญญาณให้แก่เสี่ยวไปได้ยินพลันยิ้มออกมาด้วยความตื่นเต้น

            “ไปกันเถอะ” ขบวนเสด็จขององค์ชายไป๋เซ่อเดินทางมาถึงสำนักพยัคฆ์พิรุณโดยใช้เวลาไม่นานนัก

            “คารวะองค์ชาย ไม่ทราบว่าลมอะไรหอบองค์ชายไป๋เซ่อมาเยี่ยมเยือนสำนักพยัคฆ์พิรุณของเราในวันนี้”

            “ไม่มีอะไรมากหรอกท่านเจ้าสำนักเยี่ย พอดีสหายของข้าเฟิ่งหยูและองค์หญิงหนิงเอ๋อจากอาณาจักรเมฆาหวนต้องการมาเที่ยวชมหอคอยพยัคฆ์ขาวข้าก็เลยอาสาพาพวกเขามา”

            องค์ชายไป๋เซ่อและเจ้าสำนักพยัคฆ์ขาวมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไม่น้อยพวกเขาไปมาหาสู่กันบ่อย ๆ

            “ว่าแต่ลูกชายท่านไปไหนเสียหละ ข้าไม่เห็นเขาเลย”

            “ไอ่ลูกคนนี้ไม่ค่อยจะได้เรื่อง วัน ๆ เอาแต่เที่ยว ไม่รู้จักฝึกฝนตอนนี้คงออกไปเที่ยวอีกตามเคยนั่นแหละพะยะค่ะ”

            “เอาเถอะ ไปกันเถอะ เชิญท่านเจ้าสำนักนำทางพวกเรา”

            เยี่ยหลินเฟย เจ้าสำนักพยัคฆ์พิรุณเดินนำพวกเขาไปยังหอคอยพยัคฆ์ขาวพร้อมกับเล่าความเป็นมาของหอคอยพยัคฆ์ขาวให้กับเฟิ่งหยูและองค์หญิงหนิงเอ๋อฟัง

            “หอคอยพยัคฆ์ขาวแห่งนี้มีมาตั้งแต่สมัยโบราณนับล้านปีมันอยู่คู่เมืองพยัคฆ์ขาวของเรามาโดยตลอดพวกเราเชื่อกันว่ามีจิตวิญญาณของเทพพยัคฆ์ขาวอยู่ที่ชั้นสูงสุดแต่ก็ไม่เคยมีใครสามารถขึ้นไปยังชั้นสูงที่สุดของหอคอยได้”

            “หอคอยพยัคฆ์ขาวแห่งนี้มีด้วยกันสิบชั้นแต่ละชั้นจะมีแรงกดดันที่หนักหน่วงพวกเราจึงใช้เป็นที่สำหรับฝึกฝนลูกศิษย์และได้ก่อตั้งสำนักพยัคฆ์พิรุณขึ้นมาที่นี่เพื่อใช้หอคอยพยัคฆ์ขาวแห่งนี้เป็นที่ฝึกฝนร่วมไปด้วย”

            เพียงไม่นานเยี่ยหลินเฟยก็พาองค์ชายไป๋เซ่อเฟิ่งหยูและองค์หญิงหนิงเอ๋อ มาถึงบริเวณหอคอยซึ่งต่างมีลูกศิษย์จำนวนมากที่ฝึกฝนอยู่ในหอคอยแห่งนี้

            “เจ้าอยากลองเข้าไปฝึกดูสักหน่อยไหม พวกข้าจะรออยู่ด้านนอกนี้”

            “ก็ดีเหมือนกัน ข้าเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่ามันจะสามารถทำให้ข้าแข็งแกร่งขึ้นมากขนาดไหนหนิงเอ๋อเจ้าจะเข้าไปพร้อมกับข้าไหม?”

            “ไม่ดีกว่าท่านเข้าไปเองเถอะข้าไม่อยากจะรบกวนเวลาท่านฝึกฝน”

            “ก็ได้เอาตามที่เจ้าว่าก็แล้วกัน”

            “พวกเจ้าไปเตรียมสุราอาหาร ข้าและเจ้าสำนักเยี่ยและองค์หญิงหนิงเอ๋อจะดื่มรอเจ้าก็แล้วกัน”

            เฟิ่งหยูก้าวไปยังทางเข้าของหอคอยพยัคฆ์ขาวพลันเสี่ยวไป๋พุ่งตัวไปอยู่บนไหล่ของเฟิ่งหยู

            “เจ้าเองก็อยากจะเข้าไปเช่นเดียวกันอย่างนั้นหรือ?”

            เสี่ยวไป๋ พยักหน้า ทั้งคู่จึงเดินเข้าไปในหอคอยพยัคฆ์ขาว

            เมื่อเดินเข้าไปยังชั้นแรก แรงกดดันยังไม่มากเท่าไหร่เฟิ่งหยูจึงเดินต่อไปเรื่อยๆ จนไปถึงบันไดขึ้นไปยังชั้นที่สองเฟิ่งหยูเดินขึ้นไปยังชั้นที่สองต่อในชั้นนี้ลูกศิษย์สำนักพยัคฆ์พิรุณเริ่มมีให้เห็นอยู่ประปรายส่วนมากพวกเขามีพลังยุทธ์ขั้นนภาเสียเป็นส่วนใหญ่

            เฟิ่งหยูเดินขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงชั้นที่สาม แรงกดดันที่เขาได้รับยังพอรับได้สบายๆ ศิษย์ของสำนักพยัคฆ์พิรุณเองก็มีจำนวนมากขึ้นเช่นกันพวกเขาต่างมองมายังเฟิ่งหยูที่เดินขึ้นไปยังชั้นที่สี่เหมือนไม่ได้รับผลกระทบของแรงกดดันความจริงสำหรับคนธรรมดาที่โดนแรงกดดันระดับนี้แม้แต่ผู้อยู่ในระดับสวรรค์เองก็แทบจะต้านไม่ไหวแล้ว

            เฟิ่งหยูเดินมุ่งหน้าขึ้นไปเรื่อย ๆเขาเองกับเสี่ยวไป๋ยังคงทนแรงกดดันนั้นได้อย่างไม่มีปัญหาศิษย์สำนักพยัคฆ์พิรุณส่วนมากที่อยู่ในชั้นที่ห้านี้ล้วนอยู่ในขั้นสวรรค์และราชันสวรรค์เสียเป็นส่วนมาก มีจำนวนไม่กี่สิบคนทุกคนเริ่มมีใบหน้าบิดเบี้ยวเมื่อเห็นเฟิ่งหยูและเสี่ยวไป๋เดินขึ้นไปยังชั้นที่หก

            ภายในชั้นที่หกนี้ มีคนฝึกฝนอยู่สามคนทั้งสามต่างอยู่ในระดับราชันสวรรค์ เฟิ่งหยูเดินผ่านพวกเขาไปโดยไม่ใส่ใจอะไรและขึ้นไปยังชั้นที่เจ็ดต่อพวกเขาทั้งสามคนที่นั่งฝึกฝนอยู่ถึงกับตกตะลึงในความสามารถของเฟิ่งหยู

            ด้านนอกหอคอยพยัคฆ์ขาว องค์ชายและเยี่ยหลินเฟยกำลังนั่งดื่มกินและพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน

            “องค์ชาย ท่านเจ้าสำนัก ข้าขอไปเดินเล่นแถวนี้หน่อยจะได้ไหมข้าอยากเดินดูรอบ ๆ หอคอยแห่งนี้.......”

            “เอาสิในสำนักพยัคฆ์พิรุณแห่งนี้คงไม่มีอันตรายหรอกเดี๋ยวเฟิ่งหยูออกมาข้าจะไปตามหาเจ้าเองแต่อย่าออกไปนอกสำนักหละ”องค์ชายไป๋เซ่อเอ่ยบอกกับองค์หญิงหนิงเอ๋อ

            หนิงเอ๋อเดินเที่ยวชมไปรอบ ๆ หอคอย ข้างนอกดูสวยงามไม่น้อย

            ทางด้านเฟิ่งหยูเขาเดินขึ้นไปเรื่อย ๆจนถึงชั้นที่แปดแล้วแรงกดดันเริ่มหนักหน่วงมากยิ่งขึ้นแต่เขาและเสี่ยวไป๋ยังคงทนรับได้ เขาค่อยๆ ก้าวเดินไปยังชั้นที่เก้าอย่างต่อเนื่องเมื่อถึงบันไดขึ้นชั้นที่สิบแต่ละก้าวที่ก้าวขึ้นไปหนักอึ้งเหมือนกับแบกภูเขาอยู่

            เฟิ่งหยูค่อย ๆ ก้าวเดินขึ้นไปทีละก้าว ทีละก้าวแต่ละก้าวเขาต้องหยุดเพื่อปรับสภาพให้ร่างกายของเขาทนแบกรับแรงกดดันนั้น ส่วนเสี่ยวไป๋ยังคงนอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนไหล่ของเฟิ่งหยูมันไม่ได้รู้สึกถึงแรงกดดันเลยแม้แต่น้อย

            เฟิ่งหยูใช้เวลาในการเดินขึ้นบันไดจนไปถึงขั้นสุดท้ายเกือบหนึ่งชั่วยามเมื่อเขาก้าวไปถึงชั้นที่สิบ แสงสว่างวาบเข้ามาจนทำให้เขามองอะไรไม่เห็นเมื่อเขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้งพลันเปลี่ยนเป็นอีกสถานที่หนึ่ง

            เฟิ่งหยูมองไปยังข้างหน้าของเขาพร้อมกับเบิกตากว้าง

            “นั่นมันวิหารพยัคฆ์ขาวนี่เสี่ยวไป๋”

            “เจ้าหนู ในที่สุดเจ้าก็มาถึงที่นี่จนได้ ข้ารอเจ้ามานานมากแล้วในที่สุดเจ้าก็มา”เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหน้า ชายวัยกลางคนเดินออกมาจากวิหารพยัคฆ์ขาว

            “ท่านผู้อาวุโสทำไมตั้งแต่เข้ามาในอาณาจักรพยัคฆ์ขาวข้าถึงสัมผัสถึงท่านไม่ได้เลย”

            “ที่เจ้าสัมผัสข้าไม่ได้ก็ไม่น่าแปลกเพราะหอคอยแห่งนี้คอยควบคุมวิหารนี้อยู่แต่เดิมวิหารนี้ไม่ได้อยู่ภายในหอคอยแห่งนี้ แต่เพราะต้องหลบซ่อนจากศัตรูข้าจึงต้องมาหลบภัยอยู่ในหอคอยแห่งนี้แทนเพื่อไม่ให้ใครรับรู้ถึงการมีอยู่”

            “แล้วหากท่านออกไปจากที่นี่ หอคอยแห่งนี้จะมีผลกระทบหรือไม่”

            “ไม่หรอกหอคอยแห่งนี้เป็นของที่ผู้ฝึกยุทธ์โบราณสร้างไว้เพื่อสร้างความแข็งแกร่งกับร่างกายเท่านั้นและใจกลางของหอคอยนี้ก็มีผลึกชิ้นหนึ่งอยู่ หากผลึกชิ้นนั้นไม่ถูกทำลายมันก็ไม่มีผลกระทบต่อหอคอยแห่งนี้อย่างแน่นอนข้าเองก็อาศัยผลึกชิ้นนั้นปกปิดตัวตนอยู่มานานเช่นกัน”

            “ท่านผู้อาวุโส พวกเราเข้าไปในเจดีย์ฟ้าสวรรค์กันก่อนดีกว่าข้าจะถือโอกาสนี้หลอมรวมวิหารพยัคฆ์ขาวก่อน เรื่องอื่นเราค่อยว่ากันอีกที”

            เฟิ่งหยูเข้าไปยังเจดีย์ฟ้าสวรรค์เขาส่งจิตสัมผัสออกไปควบคุมเจดีย์ฟ้าสวรรค์และหลอมรวมวิหารพยัคฆ์ขาวอย่างรวดเร็วอู่หวังฉีและเหยียนไท่รีบมุ่งหน้ามาหาเฟิ่งหยูทันที

            “เอ๊ะ เจ้าหนูนี่มีวาสนาจริงๆ ดูพยัคฆ์เพลิงสวรรค์ที่อยู่บนไหล่สินั่นมันมีสายเลือดของพยัคฆ์ขาวไหลเวียนอยู่ในกายของมันด้วย”

            “ฮ่า ฮ่า ฮ่าเจ้าหนูไป๋เจี๋ยคงจะตื่นเต้นไม่แพ้เจ้าที่เจอลูกหลานเหมือนกันกับเจ้าเหยียนไท่”อู่หวังฉีหัวเราะชอบใจเป็นการใหญ่

            “ครั้งนี้เจ้าจะใช้เวลานานไหม ข้าเองก็อยากจะรู้เหมือนกันเจ้าหนู”

            ทางด้านองค์หญิงหนิงเอ๋อที่เดินเที่ยวชมไปเรื่อยๆ อยู่รอบ ๆหอคอย

            “นั่นมันนังผู้หญิงที่คุณชายตามหานี่เจ้ารีบไปบอกคุณชายเร็วข้าจะแอบตามนางไป”

            เพียงไม่นาน เยี่ยซาน กับพวกก็มาถึงพวกเขาล้อมตัวขององค์หญิงหนิงเอ๋อเอาไว้ ยังไม่ทันที่หนิงเอ๋อจะพูดอะไร

            ปึก......

            องค์หญิงหนิงเอ๋อสลบไปในทันที.......

            ภายในเจดีย์ฟ้าสวรรค์เฟิ่งหยูกำลังหลอมรวมวิหารพยัคฆ์ขาวเข้ากับเจดีย์ฟ้าสวรรค์ครั้งนี้เฟิ่งหยูไม่จำเป็นต้องมีอู่หวังฉีคอยแนะนำอยู่ตลอดเวลาเหมือนกับหลอมรวมวิหารหงส์เพลิงในครั้งก่อน

            เฟิ่งหยูหลอมรวมกับวิหารพยัคฆ์ขาวสำเร็จโดยไม่มีอุปสรรค์ใดๆ ทั้งสิ้นพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดเข้มข้นมากกว่าเดิมหลายเท่าตัวพื้นที่ภายในเจดีย์ฟ้าสวรรค์ขยายใหญ่ขึ้นอีกเท่าตัว

            “ในที่สุดก็ได้เจอกันอีกครั้งเจ้าหนู ไป๋เจี๋ย” สิ้นเสียงอู่หวังฉีชายวัยกลางคนคนหนึ่งเดินมาพร้อมกับคำนับ

            “คารวะผู้อาวุโสอู่หวังฉี ผู้อาวุโสเหยียนไท่”

            “เอาละไม่ต้องพิธีการมากนัก เจ้าไปปลุกสายเลือดของเจ้าเสียก่อนเถอะ”

            “........????”

            “สายเลือดของข้าอย่างนั้นหรือ?”

            “ใช่สายเลือดของเจ้านั่นแหละนอนอยู่บนไหล่ของเจ้าหนูนั่นไง”เหยียนไท่พูดพร้อมกับชี้ไปทางเฟิ่งหยู

            ไป๋เจี๋ยมองตามไปเมื่อเห็นพยัคฆ์เพลิงสวรรค์ที่นอนอยู่บนไหล่ของเฟิ่งหยูเขาถึงกับตื่นเต้นดีใจเสมือนปู่ได้พบหลานของตนเองที่คิดว่าไม่มีใครเหลืออยู่อีกแล้ว

    คล้ายกับเรื่องราชันย์สิบโลก ที่คุณอ่าน