ตลอดระยะเวลาสี่วันเต็มที่คณะเดินทางมุ่งหน้าออกจากโรงเตี๊ยมเก่าแก่มุ่งสู่ทิศทางสู่หมู่บ้าน ลู่ชิงเดินจูงม้าแก่ของเขาไปพลางจมดิ่งอยู่กับความคิดที่ตีกันยุ่งเหยิงในหัว เขามักจะลอบหยิบตำรา "วิถีทัณฑ์สยบเทวะ" ขึ้นมาเปิดดูด้วยสายตาที่ก้ำกึ่งระหว่างความเลื่อมใสและความระแวง แม้เขาจะรู้ซึ้งแก่ใจแล้วว่าคัมภีร์เล่มนี้คือของจริงที่บรรจุความลับสวรรค์ไว้ แต่การตั้งชื่อวิชาแต่ละอย่างนั้น ลู่ชิงอดรู้สึกไม่ได้ว่ามันออกจะ "โอหัง" เกินไปหน่อยสำหรับบัณฑิตผู้ถ่อมตน (และกลัวตาย) เช่นเขา
ในตอนแรก ลู่ชิงมีความคิดที่จะหยุดฝึกฝนวิชาเหล่านี้เสีย เพราะเขามองว่าวิชาต่อยตีสึดท้ายแล้วก็นำมาซึ่งปัญหาและการผูกใจเจ็บไม่จบสิ้น ทว่าเมื่อเขานั่งนิ่งพิจารณาอย่างถี่ถ้วนภายใต้เงาไม้ขณะพักแรม ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา "หากข้าไร้กำลัง ข้าจะปกป้องท่านแม่และน้องสาวในหมู่บ้านชิงหมิงได้อย่างไร? และที่สำคัญที่สุด..." ดวงตาของลู่ชิงเป็นประกายขึ้นมาทันทีเมื่อนึกถึงข้อนี้ "วิชาพวกนี้หากฝึกจนชำนาญ ข้าสามารถใช้มันหาเงินได้ง่ายขึ้นมใช่นักรึ! ไม่ว่าจะรับจ้างคุ้มกันหรือกระทั่งการล่ารางวัล ขอเพียงข้าไม่เอาตัวเข้าไปพัวพันกับเรื่องยุ่งยากของพวกจอมยุทธ์มากเกินไป การฝึกวิชาเซียนพวกนี้ก็ดูจะไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรเลย"
เมื่อเปลี่ยนทัศนคติได้ลู่ชิงก็เริ่ม "จริงจัง" กับการฝึกขึ้นมาอย่างผิดหูผิดตา เขาเริ่มจากการเพ่งพิจารณา "ปราณเซียนกำเนิด" ที่ถูกพรรณนาว่าเป็นรากฐานปฐมกาลของทุกวิชาในคัมภีร์ เขาไม่ได้เพียงแค่หายใจเข้าออกตามปกติอีกต่อไป แต่เขาสัมผัสได้ถึงกระแสพลังลึกลับที่ไหลผ่าน "ประตูเซียน" หรือจินตานที่ใสกระจ่างในร่าง พลังเหล่านั้นแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กายจนเขารู้สึกว่ามัดกล้ามเนื้อและประสาทสัมผัสแกร่งกล้าขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
ที่น่าทึ่งที่สุดคือพัฒนาการของวิชา "ท่าย่างไร้พันธนาการ" ลู่ชิงให้ความสำคัญกับวิชานี้เป็นพิเศษเพราะเขาถือคติว่า "หนีรอดคือยอดดี" จากเดิมที่ก้าวเดินดูคล้ายคนเมาเหล้าที่กำลังจะหกล้มแหล่ไม่ล้มแหล่ บัดนี้การเคลื่อนไหวของเขากลับดูมั่นคงและรวดเร็วขึ้นอย่างน่าใจหาย ในบางจังหวะที่เขาตั้งสมาธิมั่น ลู่ชิงเผลอก้าวเท้าเพียงไม่กี่ก้าวก็วิ่งแซงม้าแก่ของตนเองไปไกลลิบจนต้องหยุดรอ เขาเริ่มรู้สึกมั่นใจด้วยซ้ำว่าหากเขาวิ่งกลับบ้านด้วยท่าร่างนี้ เขาอาจจะถึงหมู่บ้านชิงหมิงเร็วกว่าการเดินทางปกติหลายเท่าตัว
ส่วน "ฝ่ามือสยบคลื่น" นั้น ลู่ชิงแอบฝึกซ้อมกับโขดหินยามที่หวังซิวและฉินอวี้เผลอ เขาพบว่าเพียงแค่สะบัดมือเบาๆ ลมปราณไร้ลักษณ์ที่อัดแน่นด้วยกลิ่นอายเซียนก็สามารถทำลายวัตถุเบื้องหน้าให้แหลกละเอียดได้ในพริบตา ยิ่งตอกย้ำความน่าสะพรึงกลัวของวิชาที่เขามีครอบครอง
หวังซิว ปรมาจารย์ผู้เจนโลกเฝ้ามองลู่ชิงอยู่อย่างเงียบเชียบ ทุกย่างก้าวและทุกลมหายใจของบัณฑิตหนุ่มถูกเขาจดบันทึกไว้ในใจอย่างละเอียด เขาพบว่าหลังจากลู่ชิงเริ่มจริงจัง กลิ่นอายจางๆ แห่งสัจธรรมเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างชัดเจนขึ้นรอบกายลู่ชิงประดุจหมอกเทพนิรมิต หวังซิวลอบปาดเหงื่อด้วยความตื่นเต้น "ข้าคิดถูกแล้ว! วาสนาที่ข้าเพียรพยายามไขว่คว้ามากว่ายี่สิบปี บัดนี้กำลังจะสัมฤทธิ์ผลเพียงเพราะการติดตามบัณฑิตผู้นี้"
ในขณะเดียวกัน ฉินอวี้ กลับมองลู่ชิงด้วยความรู้สึกที่สับสน ในฐานะอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่ได้รับการยกย่องไปทั่ว เขาเห็นว่าวิชาของลู่ชิงนั้นประหลาดและดู "ไร้รากฐานปราณยุทธ์" ตามแบบแผนที่เขาเคยเรียนมา แม้จะมีความลึกลับอยู่บ้าง แต่ด้วยประสาทสัมผัสที่ยังไม่ถึงขั้น (หรืออาจจะเพราะความหยิ่งทนงในพรสวรรค์ของตนเอง) ทำให้เขามองไม่ออกว่าวิชานั้นล้ำลึกเพียงใด เขาแอบคิดในใจว่าหากตนเองได้ฝึกบ้างอาจจะทำได้ดีกว่าลู่ชิงเสียด้วยซ้ำ
สุดท้าย ความสงสัยที่อัดแน่นอยู่ในอกก็ทำให้ฉินอวี้ทนไม่ไหว ยามเย็นที่แสงตะวันเริ่มลับขอบฟ้า เขาก้าวออกมาข้างหน้าลู่ชิงแล้วประสานมือคารวะอย่างเคร่งขรึม
"พี่ลู่... ข้าขอเสียมารยาท ประลองกับท่านสักสิบกระบวนท่าได้หรือไม่?"
ลู่ชิงและหวังซิวต่างขมวดคิ้วพร้อมกัน ท่ามกลางความเงียบสงัดของป่าลึก ลู่ชิงในคราแรกนั้นแทบจะโบกมือปฏิเสธเพราะเขามองว่ามันเป็นการเสียแรงงานเปล่าๆ แต่แล้วเขาก็ฉุกคิดได้ว่าหากไม่ลองทดสอบกับยอดฝีมือจริงๆ เขาคงไม่เห็นจุดอ่อนของวิชาตัวเอง
หวังซิวไม่ได้เอ่ยห้าม เขาเพียงแต่ถอยฉากออกมาเพื่อดูเหตุการณ์ ใจหนึ่งอยากให้ศิษย์ได้เปิดหูเปิดตา แต่อีกใจหนึ่งเขากลับรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ ฉินอวี้เห็นอาจารย์ยืนคุมเชิงก็คิดไปเองว่าอาจารย์คงกลัวตนจะเผลอลงมือหนักจนทำร้ายลู่ชิงบาดเจ็บ แต่ความจริงนั้นตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง! หวังซิวพะวงว่าลู่ชิงจะเผลอซัดฝ่ามือสยบคลื่นที่เข้มข้นด้วยปราณเซียนกำเนิดจนศิษย์เอกของเขากลายเป็นฝุ่นผงไปเสียก่อนต่างหาก เพราะอานุภาพสลายปราณที่ลู่ชิงแสดงออกมาในวันนั้น มันคือสิ่งที่แม้แต่ระดับจอมราชันอย่างเขายังต้องขนลุกซู่!
เมื่อลู่ชิงตอบตกลงรับการประลองด้วยสีหน้าเกรงใจปนระแวง บรรยากาศกลางป่าที่เคยสงบเงียบพลันเปลี่ยนเป็นสถานการณ์ที่กดดันขึ้นมาทันที ฉินอวี้ ผู้นิยามตนเองว่าเป็นอัจฉริยะในรอบร้อยปีขยับกายเตรียมพร้อม แววตาของเขาเจิดจ้าขึ้นพลางเอื้อมมือไปกุมด้ามกระบี่คู่กาย เขาคิดในใจอย่างลำพองว่า
"พี่ลู่ แม้ท่านจะมีวิชาประหลาด แต่การที่ท่านเพิ่งเริ่มฝึกจริงจังไม่ถึงห้าวัน มันช่างห่างไกลจากความเพียรนับสิบปีของข้านัก ข้าจะแสดงให้เห็นว่าอัจฉริยะที่แท้จริงเป็นอย่างไร!"
ทันทีที่เริ่มกระบวนท่า ฉินอวี้ก็ไม่ได้ออมมือเหมือนที่ปากว่า เขาชักกระบี่ออกจากฝัก เสียงโลหะกระทบกันดังกังวานบาดหู ก่อนจะทะยานร่างเข้าหาลู่ชิงประดุจสายฟ้าแลบ เพลงกระบี่ที่รวดเร็วและแม่นยำถูกร่ายรำออกมาจนเห็นเป็นเงาแสงนับสิบสายพุ่งเข้าหาจุดสำคัญ ลู่ชิงที่ยังยืนงงๆ อยู่ถึงกับ "เหวอ" จนตาตั้ง เขาอุทานเสียงหลง
"เฮ้ย! พ่อหนุ่มฉิน ไหนว่าประลองมิตรภาพไง นี่กะเอาให้ข้าไปคุยกับรากมะม่วงเลยรึ! กระบี่จริงนะนั่น!"
ลู่ชิงรีบใช้ ท่าย่างไร้พันธนาการ หลบหลีกพัลวัน ท่วงท่าของเขาดูตลกขบขันและทุลักทุเลอย่างยิ่ง บ้างก็ก้มหลบจนหน้าเกือบไถดิน บ้างก็ม้วนตัวกลิ้งขลุกขลักไปกับพื้นหญ้าดูไม่เหมือนยอดยุทธ์แม้แต่นิดเดียว ทว่าในเสี้ยววินาทีที่คมกระบี่ของฉินอวี้กำลังจะพุ่งเฉียดคอเสื้อ ร่างกายของลู่ชิงที่ถูกหล่อหลอมด้วยปราณเซียนกำเนิดมาตลอดหลายวันกลับตอบสนองไปเองอย่างน่าอัศจรรย์
ในวินาทีนั้นเอง โลกในสายตาของลู่ชิงพลันเปลี่ยนไป... ทุกสิ่งที่เคยรวดเร็วกลับเชื่องช้าลงประดุจภาพวาดที่ค่อยๆ ถูกลากเส้น เขามองเห็น "วิถี" บางอย่างที่เลือนลางปรากฏขึ้นในมิติแห่งการรับรู้ มันเป็นเส้นสายสีจางๆ ที่บ่งบอกทิศทางการเคลื่อนที่ของคมกระบี่และแรงปะทะของอากาศ ลู่ชิงรู้สึกคุ้นเคยกับมันอย่างประหลาด เขาเริ่มตระหนักได้ว่าเส้นพวกนี้มีอยู่ตรงหน้าเขามาตลอด เพียงแต่ที่ผ่านมาเขา "ละเลย" ที่จะตั้งใจมองมันเพราะมัวแต่ห่วงเรื่องเงินทองหรือความขี้เกียจต่างหาก!
เมื่อเห็น "วิถี" ชัดแจ้ง ลู่ชิงเพียงแค่เบี่ยงตัวหลบคมกระบี่ตามเส้นสายเหล่านั้นอย่างง่ายดาย ก่อนจะสะบัดมือออกไปตามวิถีที่เห็นในอากาศโดยไม่ได้ตั้งใจ มันคือการสวนกลับด้วย ฝ่ามือสยบคลื่น เพียงหนึ่งกระบวนท่าสั้นๆ
ตูม!!!
เสียงปะทะดังสนั่นกึกก้องราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ ฉินอวี้ที่พุ่งเข้าใส่พร้อมเพลงกระบี่ขั้นสูงกลับรู้สึกเหมือนตนเองวิ่งเข้าชนภูเขาเหล็กที่มองไม่เห็น แรงกดดันมหาศาลม้วนตัวเข้าหาเขาจนลมปราณยุทธ์ในร่างแทบจะหยุดชะงัก อัจฉริยะรุ่นเยาว์รีบยกกระบี่ขึ้นขวางอกตั้งรับสุดชีวิต แต่นั่นก็ไม่อาจต้านทานพลังเซียนอันลึกล้ำได้ ร่างของเขากระเด็นลอยละลิ่วไปกองกับพื้นหญ้าไกลกว่าสามวา จนดินแถวนั้นเป็นรอยครูดทางยาว
ฉินอวี้พยายามยันกายลุกขึ้นพลางกระอักออกมาเป็นไอเลือดเล็กน้อยที่มุมปาก แววตาที่เคยหยิ่งทนงบัดนี้สั่นเครือด้วยความตกตะลึง
"นี่มัน... พลังระดับไหนกัน? ข้าใช้กระบี่ต้านไว้ทันแท้ๆ แต่ทำไมรู้สึกเหมือนโดนขุนเขาถล่มใส่แบบนี้!"
"ตายแล้ว! ศิษย์น้องฉิน! ข้าขอโทษ! ข้าไม่ได้ตั้งใจ!" ลู่ชิงหน้าถอดสีรีบวิ่งถลาเข้าไปหาด้วยความเร็วที่เร็วกว่าม้าแก่ของเขาเสียอีก
"เจ้าอย่าเพิ่งตายนะ! ข้ายังไม่ได้จ่ายค่าแบกของให้เจ้าเลย... เอ๊ย ไม่ใช่! ข้าเป็นห่วงเจ้านะ!"
ดีที่ในจังหวะสุดท้าย ลู่ชิงสัมผัสได้ถึงพลังที่พุ่งพล่านเกินไปจึงรีบถอนมือและยั้งพลังไว้ได้ทันท่วงที มิเช่นนั้นทั้งกระบี่และร่างของฉินอวี้คงแหลกเป็นผุยผงไปแล้ว ทว่าในการพ่ายแพ้ครั้งนี้ ฉินอวี้กลับได้ประโยชน์มหาศาล แรงกระแทกจากปราณเซียนกำเนิดเมื่อครู่ช่วยทะลวงจุดชีพจรที่อุดตันของเขาจนปรุโปร่ง ลมปราณยุทธ์ในร่างของเขาเริ่มหมุนเวียนได้คล่องตัวขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ราวกับว่าการถูกลู่ชิง "ซัด" คือการล้างเส้นชีพจรขนานใหญ่โดยยอดคน
ทางด้าน หวังซิว ที่ยืนคุมเชิงอยู่นั้น อันที่จริงเขาไม่ได้กังวลเลยว่าฉินอวี้จะทำร้ายลู่ชิงได้ แต่เขากำลังเตรียมตัวจะ "เข้าไปห้ามลู่ชิงไม่ให้ทำร้ายฉินอวี้" ต่างหาก! เพราะเขารู้อยู่เต็มอกว่าลู่ชิงคือสัตว์ประหลาดในคราบนักปรัชญาขี้งก ทว่าภาพฝ่ามือเมื่อครู่ที่ลู่ชิงวาดออกมา กลับทำเอาปรมาจารย์เฒ่าลืมเรื่องที่จะเข้าไปห้ามปรามเสียสนิท
ความรู้สึกเลือนลางแต่สูงส่งที่แฝงอยู่ในกระบวนท่านั้น ทรงพลังและเปี่ยมด้วย "เต๋า" จนทำให้หวังซิวถึงกับใจเหม่อลอย จิตวิญญาณของเขาจดจ่ออยู่กับรอยแยกของอากาศที่ฝ่ามือนั้นทิ้งไว้ประดุจคนถูกมนต์สะกด เขายืนนิ่งค้างดวงตาเหม่อมองไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย ลืมสิ้นแม้กระทั่งศิษย์รักที่นอนเจ็บอยู่
ขณะที่ลู่ชิงกำลังกุลีกุจอเอาผ้าเช็ดหน้าเก่าๆ มาเช็ดมุมปากให้ฉินอวี้ อัจฉริยะรุ่นเยาว์ก็ได้แต่นั่งนิ่งอึ้งพลางมองดูบัณฑิตตรงหน้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความหยิ่งทนงมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความนับถือต่อ "พี่ลู่" ผู้ซึ่งเก่งกาจระดับปีศาจแต่กลับทำหน้าเหมือนคนทำแจกันแตกเช่นนี้