สิทธาปัดมือผู้เป็นแม่ออกจากใบหน้าเบาๆ
“ผมไม่เป็นไรครับ ไม่ได้เจ็บอะไร” สิทธากล่าวเพื่อให้สุนีย์สบายใจ
“ทำไมคุณตบหน้าลูกล่ะคะ” สุนีย์หันหน้ามาถามเชษฐาสามีของเธอ
เชษฐาไม่ตอบคำถาม เขามีใบหน้าเรียบเฉยอยู่อย่างนั้น
“พ่อแค่สั่งสอนผมนิดหน่อยครับ ไม่มีอะไรหรอกครับแม่” สิทธาตอบแทน
เชษฐาไม่พูดอะไร เขาเดินหันหลังกลับไปยังโซฟาเพื่ออ่านหนังสือตามเดิม
สุนีย์มองตามสามีไปจนเขานั่งลงที่โซฟาเรียบร้อบแล้ว เธอรู้ดีถึงนิสัยใจคอของสามีของเธอ และเข้าใจถึงความขัดแย้งระหว่างเชษฐากับสิทธา พ่อกับลูกคู่นี้มาแต่ไหนแต่ไร
ด้วยความที่เชษฐาบ้างานอย่างหนัก ไม่มีเวลาให้ครอบครัว ทำให้เธอและเชษฐาผู้เป็นสามีทะเลาะมีปากมีเสียงกันมาแต่ไหนแต่ไร ทั้งต่อหน้าสิทธาด้วยบ่อยครั้ง และด้วยความรักแม่ของสิทธา เขาจึงไม่เคยทำให้แม่ผิดหวังเลยสักครั้ง ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียน หรือด้านไหนๆสิทธาก็ทำได้ดีเพื่อให้แม่ภูมิใจเสมอมา ทั้งนั้นก็เพื่อจะชดเชยในสิ่งที่พ่อทำให้แม่ต้องเสียใจ เขาตั้งใจจะทำทุกอย่างให้แม่ของเขาสบายใจและภาคภูมิใจในตัวของเขา
จนกระทั่งเมื่อสองปีที่ผ่านมา มีการทะเลาะกันอย่างหนักระหว่างสิทธากับเชษฐา จนทำให้สิทธาออกจากบ้านไปใช้ชีวิตลำพัง ไม่ใช้เงินของที่บ้าน สุนีย์พยายยามตามตัวลูกชายกลับบ้านหลายครั้งใช้หลายวิธีแต่ก็ไม่ได้ผล ได้เพียงคำสัญญาว่าจะกลับมาเยี่ยมผู้เป็นแม่ทุกเดือนเท่านั้น
และนี่ก็เป็นการกลับมาบ้านครั้งแรกในรอบหลายเดือนของสิทธา ก็ต้องมาทะเลาะกับพ่อแบบนี้อีก เธอ กลัวจับใจว่าลูกชายอาจจะไม่กลับมาเยี่ยมเธออีกในครั้งต่อไป แต่เธอเองก็ทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่านี้ ได้แต่หันมองลูกชายทีสามีทีด้วยความอ่อนใจ
“ไหนๆลูกก็มาแล้วนอนค้างที่บ้านสักคืนได้มั้ยสิทธา” สุนีย์พูดกับลูกชายพลางพยายามลูบไปตรงที่โดนฝ่ามือของพ่อตบเมื่อครู่
แต่สิทธาก็พยายามปัดมือแม่ออกเช่นกัน
“ไว้ครั้งหน้าครับแม่ครั้งนี้ผมไม่สะดวก” สิทธาตอบแม่เหมือนทุกครั้ง คนเป็นแม่หน้าหงอยขึ้นมาทันที
“ลูกก็เอาแต่พูดว่าคงรั้งหน้าๆ แม่ไม่เห็นว่าลูกจะค้างกับแม่สักครั้ง ไม่ว่าจะครั้งไหน” สุนีย์พูดอย่างตัดพ้อ
สิทธาไม่พูดอะไรได้แต่นิ่งเงียบ จนคนเป็นแม่ก็อ่อนใจ
“งั้นวันนี้อยู่ทานข้าวกับแม่สักวันได้มั้ยล่ะ” สุนีย์พยายามอีกครั้ง ที่จะรั้งลูกชายให้อยู่ด้วยให้นานที่สุด
“ผมไม่ว่างครับแม่” สิทธาตอบหนักแน่นในครั้งนี้ ทำให้คนเป็นแม่หมดปัญญาจะหาคำมาพูดอ้อนวอน ได้แต่ทำหน้าเสียอยู่ตรงนี้น
“อยู่กินข้าวกับแม่แก” เสียงเชษฐาดังมาจากหลังหน้าหนังสือที่กำลังอ่าน สุนีย์หันตามเสียงด้วยความตกใจทันที ด้วยความวิตกกังวลกลัวว่าจะเกิดการมีปากทีเสียงของพ่อกับลูกอีก เธอจึงรีบบอกลูกชาย
“ไม่เป็นไรนะลูกไว้ครั้งหน้าก็ได้ ลูกค่อยกินข้าวกับแม่นะ” สุนีย์พร้อมกับทำเป็นยิ้มแย้มเพื่อกลบเกลื่อนสถาณการณ์ที่กำลังตึงเครียด
“ไม่เป็นไรครับ ผมจะกินข้าวเย็นกับแม่วันนี้เลย” สิทธารับคำผู้เป็นผู้ แต่ไม่หันไปมอง อีกอย่างเขาเองกลัวว่าแม่จะต้องทุกข์ใจเพิ่มขึ้นกับการเริ่มมีปากเสียงกันอีกครั้งของเขากับพ่อ
สุนีย์ยิ้มออกมาได้ในทันที เธอดีใจมากที่ลูกชายสุดที่รักของเธอจะอยู่ทานข้าวเย็นด้วยวันนี้ เธอหันไปทางสามีเห็นเพียงแต่หนังสือที่บังใบหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง เชษฐายังคงนิ่งเฉยไม่มีปฏิกิริยาใดๆหลังจากนั้น
“ป้านิ่ม…” สุนีย์เรียกหาแม่บ้านอาวุโสคนสนิท
“คะ..คุณผู้หญิง” ป้านิ่มร้องรับมาจากที่ใดสักแห่งในบ้าน แล้วรีบกุลีกุจอมาหา
“ป้านิ่ม วันนี้สิทธาจะอยู่ทานข้าวเย็นกับเรานะ” สุนีย์บอกป้านิ่มด้วยความดีใจ
“จริงรึคะคุณผู้หญิง ถ้าอย่างนั้นเราต้องจัดโต๊ะใหญ่แล้วนะคะวันนี้ อิฉันจะทำกับข้าวอย่างสุดฝีมือเลยค่ะ” ป้านิ่มพูดด้วยความดีใจมากเช่นกัน
“ดีๆ..ป้านิ่มทำทุกอย่างที่สิทธาชอบเลยนะ” สุนีย์กล่าวเสริม ในขณะที่ป้านิ่มหันตัวกลับเพื่อไปเตรียมอาหารเย็นชุดพิเศษ
ค่ำคืนนี้สิทธาทานข้าวเย็นพร้อมกับครอบครัว เขาสังเกตุเห็นความสุขของแม่ที่ในวันนี้แม่ของเขาดูสดใจร่าเริงมากขึ้นซึ่งก็ทำให้เขาสบายใจขึ้นมาอีกนิด
นี่เป็นวันแรกในรอบหลายวันที่สุนีย์ทานข้าวได้เยอะและอย่างเอร็ดอร่อยและชวนลูกชายและสามีพูดคุยอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าเชษฐาผู้เป็นพ่อจะวางสีหน้าเรียบเฉย แต่ก็ร่วมวงทานข้าวด้วย และตอบคำถามภร
รยาบ้าง ทว่าสองคนพ่อลูกกลับไม่คุยอะไรกันเลย………..