บันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer

    บทที่ 75 | การทดสอบนักบุกเบิกฝึกหัด 11

            กวีพรั่งพรูถ้อยคำที่น่าตกตะลึงทำให้ทุกคนรู้สึกประหลาดใจ ทั้งสองฝ่ายต่างมีฐานะเป็นศัตรู อีกทั้งต่างฝ่ายต่างยังมีคะแนนไม่เพียงพอสำหรับการสอบผ่าน แล้วเหตุไฉนกวีจึงกล่าวออกไปว่าตนต้องการร่วมมือ

            เมื่อนั้นเอมบริโอ้จึงยื่นหน้าเข้าไปใกล้หูของกวี ริมฝีปากของเขาสั่นไหวเป็นเสียงแผ่วพลางจ้องมองอย่างระมัดระวังไปยังอีกฝ่าย

            “จะดีหรอ ถึงแม้พวกเธอจะดูเหมือนเป็นคนรู้จักของนาย แต่ทางพวกเราเองก็ยังเก็บการ์ดไม่ครบ ซึ่งก็ไม่มีอะไรมารับประกันว่าพวกเธอจะหักหลังพวกเราและแย่งชิงการ์ดไป”

            เอมบริโอ้รู้สึกระแวงต่อท่าทีที่เพื่อนเขาแสดงออกมา กระนั้นกลับคงมิใช่เรื่องแปลก บนเกาะร้างแห่งนี้นอกเหนือจากฝ่ายตน ทุกคนย่อมเปรียบดังคู่แข่งที่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นศัตรูเมื่อยามใดที่สัญจรมาพบเจอ

            หากแต่ว่ากวีกลับไม่คิดเช่นนั้น 

            “ไม่ต้องห่วง ปล่อยให้ชั้นรับมือเอง”

            เขาเปล่งวาจาด้วยความมั่นใจที่อัดแน่นอยู่เต็มอก ส่วนหนึ่งของมาจาก ‘วิธีการ’ ที่เขาเคยกล่าวออกมาในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ไม่กี่นาที

            แม้อะไรต่อมิอะไรจะไม่สมเหตุสมผลก็ตาม ทว่าครั้งนี้เอมบริโอ้กลับยินยอมมอบอำนาจสิทธิ์ขาดให้แก่กวีเป็นคนตัดสินใจ

            เพียงแต่อีกฝ่ายหาได้คิดเห็นเช่นนั้น ยามนี้หญิงสาวผู้มีเส้นผมสีเทาเงางามทอดสายตาจดจ้องมองมาอย่างไม่ลดหย่อนความระวัง  

            “นายคิดจะทำอะไรกันแน่ ?” เสียงของเธอพูดออกไปอย่างใจเย็นไม่กราดเกรี้ยวหากแต่วางอำนาจอยู่ในที “พวกนายยังเก็บการ์ดไม่ครบแท้ๆ แต่คิดจะมาช่วยพวกเราเนี่ยนะ ไม่คิดว่ามันออกจะแปลกไปหน่อยรึไง” เธอเผยเจตนาออกมาอย่างเถรตรง 

            อย่างไรก็ตาม หากอีกฝ่ายมิอาจตอบคำถามได้อย่างชัดเจน เกรงว่าคงไม่มีทางทำให้หญิงสาวผู้มีความระมัดระวังอย่างมากล้นผู้นี้ยินยอมเปิดใจรับฟังในข้อเสนอ ซึ่งทั้งหมดล้วนสมเหตุสมผลแทบทุกประการ

            แต่แล้ว สีหน้าของบุรุษผู้นี้กลับเผยยิ้มออกมาอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม

            “งั้นก็ดูนี่ซะ”

            วาจาของเขาถูกเปล่งขึ้น มือขวาล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงพร้อมแสดงบางสิ่งออกมาให้ทุกคนได้ยลโฉม

            คล้ายกับซองจดหมาย พลันกวีเริ่มคลี่มันออก ภายในกระดาษได้ปรากฏเนื้อความพร้อมมีตราประทับเป็นรูปดาบคู่สลักอยู่ 

            “นี่มันจดหมายแนะนำตัว ทำไมมันถึงมาอยู่ในมือของนาย !!”

            เหล่าผู้หญิงทั้งสามต่างมีแววตาเจือแววตกตะลึง พวกเธอย่อมล่วงรู้ได้ในทันที เพราะสัญลักษณ์ดาบคู่ที่ประทับอยู่บนกระดาษนั้นคือตราประทับของโมมิยะ!

            “เรเวน เจ้านี่มันใช้ยังไง ?” กวีเร่งเหลียวมองไปหาเรเวนและจึงกล่าวถาม 

            เมื่อได้ยินดังนั้น พ่อหนุ่มรูปงามจึงพูดขึ้นทันทีในขณะที่ตนยังมิทันได้หายจากอาการตกตะลึงจากทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมา 

            “ก็.. ก่อนอื่นก็คลี่กระดาษออก ประกาศเงื่อนไขที่ต้องการจะเปลี่ยน และกล่าวเงื่อนไขใหม่ที่ต้องการให้เป็น ขั้นตอนทั้งหมดก็มีเพียงเท่านี้”

            “โอเค เข้าใจแล้ว”

            เขาไม่รอช้าและเริ่มต้นทำตามดั่งที่เรเวนบอก 

            ทุกคนต่างเฝ้ารอว่ากวีต้องการกระทำในสิ่งใด พวกเขาต่างต้องการล่วงรู้ จึงเฝ้ารออย่างเงียบเชียบไม่รบกวนจนกระทั่งกวีเริ่มกล่าวถ้อยคำถัดไป

            “ชั้นขอเปลี่ยนเงื่อนไขที่สาม จากการ์ดที่อยู่นอกเหนือไปจากเป้าหมายจะมีคะแนนรวมกัน ‘0.5คะแนน’ ให้กลายเป็น ‘3คะแนน’ ซะ”

            แผ่นกระดาษส่องประกายแสงสว่างเจิดจรัสท่ามกลางการจดจ้องจากผู้อื่น และในครู่ต่อมาเพียงไม่นาน ม้วนกระดาษแผ่นนั้นพลันสลายหายไปเป็นอันสิ้นสุดกระบวนการ

            จดหมายแนะนำตัวก็คงเปรียบได้ดังสูตรโกง แม้จะมิอาจทำให้ตนผ่านการสอบได้ในทันที ทว่าทุกสิ่งในกำหนดอยู่บนเงื่อนไขสามารถแปรเปลี่ยนได้ตามใจต้องการ 

            ด้วยเหตุนี้ ฝั่งกวีจึงมีคะแนนรวมกันกลายเป็นสี่คะแนน ทำให้แม้ฝ่ายตนจะสูญเสียการ์ดประจำตัวไป สุดท้ายจะยังมีคะแนนเพียงพอสำหรับการผ่านสอบเพื่อเข้าสู่รอบต่อไป

            “เจ้าหมอนี่..”

            ฝ่ายเด็กสาวรู้สึกตกตะลึงในไหวพริบที่กวีแสดงออกมาให้เห็น ย้อนกลับไปในช่วงเวลาก่อนที่การทดสอบจะเริ่มขึ้น โมโมซึมิได้เคยเตือนพวกเธอเอาไว้ถึงชายผู้หนึ่ง ไม่เพียงแค่เป็นเพื่อนสนิทที่รู้จักนามที่แท้จริงของโมมิยะ ทว่ากลับยังเป็นชายที่สามารถพิชิตดันเจี้ยนระดับสี่ได้ด้วยบรรดากลุ่มนักบุกเบิกชั้นปลายแถว 

            ในทีแรกพวกเธอย่อมไม่ยอมตกลงปลงใจเชื่อเป็นธรรมดา แต่ตอนนี้เห็นทีคงต้องคิดใหม่อีกครั้ง

            “แล้วจะเอายังไงต่อ ?”

            หนึ่งถ้อยคำเพิ่มแรงกดดันให้เพิ่มพูนทวี และในครู่ต่อมาเพียงไม่นาน เสียงลมหายใจของเธอถูกทอดถอนออกมาอย่างหนักอกหนักใจ

            “งั้นก็ได้ ในเมื่อนายไม่เหลือทางเลือกและเวลาให้พวกเราคิดแบบนี้ ทางพวกเราเองก็คงไม่มีทางเลือกเช่นกัน” 

            ความตึงเครียดบนใบหน้าของเธอเริ่มต้นคลายลง มือขวาพลันยื่นออกไปพร้อมสำเนียงพูดอ่อนหวานนุ่มนวลฟังแล้วรื่นหู

            “ยินดีที่ได้รู้จัก ชั้นชื่อจุนนะ”

            ท่าทีของเธอไม่มีเจตนาประสงค์มุ่งร้าย เมื่อนั้นกวีจึงไม่รอช้าพลางยื่นมือออกไปเช่นกันพร้อมเอ่ยถ้อยคำเพื่อกล่าวแนะนำตัว

            “ชั้นกวี”

            ทุกคนเริ่มต้นทำความรู้จักกันในทันที เด็กสาวร่างเล็กผู้มีเส้นผมสีฟ้ามีนามว่าอาโออิ ส่วนอีกคนหนึ่งซึ่งมีเส้นผมสีเขียวจาง ๆ นั้นมีนามว่าโมเอโนะ

            ทั้งสามคนล้วนแล้วแต่เป็นลูกศิษย์ของโมมิยะ โดยทางด้านความสามารถย่อมเป็นที่ประจักษ์ว่าแข็งแกร่งไม่แพ้ผู้ใดในรุ่น

            “แต่ก่อนที่พวกเราจะตัดสินใจร่วมมือกับนาย ขอให้ชั้นได้ถามอะไรสักข้อจะได้รึเปล่า” จุนนะเริ่มกล่าวอีกครั้ง 

            “ว่ามาสิ” ซึ่งกวีก็มิได้เห็นแย้งต่อความต้องการของจุนนะ 

             และเมื่อนั้นเสียงของเธอจึงถูกเปล่งขึ้นมาอีกครั้งกลายเป็นหนึ่งถ้อยคำเพื่อเอ่ยถาม

            “ในเมื่อตอนนี้นายเองก็เก็บคะแนนได้ครบแล้ว ซึ่งถ้าชั้นเป็นนาย ป่านนี้คงเร่งหาที่กบดานและรอคอยจนกว่าจะถึงเวลานัดหมาย คงไม่มีออกมาเดินเอ้อระเหยลอยชายกับพวกเราจนอาจทำให้ต้องเสียการ์ดทั้งหมดที่ฝั่งตนถือครองหรอก”

            สิ่งที่เธอพูดมามีเหตุผลสมควรที่จะเอ่ยถาม เพราะตราบเท่าที่จุนนะเคยได้ยินมา ชายผู้มีนามว่ากวีนั้นหาใช่คนที่สนใจประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน จึงไม่มีเหตุผลอันใดที่ตัวเขานั้นจำต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยคนอื่น แม้ว่าคนคนนั้นจะเป็นลูกศิษย์ของเพื่อนเก่าก็ตาม

            กวีเงียบเสียงไปในชั่วครู่ขณะ สีหน้าราบเรียบนิ่งเฉยไม่บ่งบอกอารมณ์จนผู้คนรอบกายมิอาจคาดเดาว่าเขานั้นกำลังครุ่นคิดถึงสิ่งใด 

            แต่แล้วเขากลับเผยยิ้มออกมา พร้อมวาจาที่แฝงอารมณ์อันหลากหลายพลันถูกเปล่งขึ้นอีกครั้ง

            “ก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษทั้งนั้น ก็แค่ว่าตัวชั้นในตอนนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว อาจจะฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่ช่วงนี้ชั้นรู้สึกว่าตัวเองเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นมากเป็นพิเศษ ซึ่งหากจะถามว่าทำไมชั้นถึงยอมเสี่ยงแม้จะมีโอกาสที่อาจต้องสูญเสียผลประโยชน์ส่วนตน มันก็เพราะอาจารย์ของพวกเธอคือเพื่อนของชั้น ทั้งหมดมันก็เท่านั้น ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนอะไรเลย”

            ทุกถ้อยคำล้วนถูกเปล่งออกไปด้วยความจริงใจ มันช่างเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ จากชายคนหนึ่งที่เคยถูกแต้มแต่งไปด้วยสีดำแห่งความเกลียดชัง ทว่ายามนี้สีกลับเริ่มจางลงและแปรเปลี่ยนให้เขาเริ่มกลับคืนสู่ความเป็นมนุษย์อีกครั้ง

            “ตอแหลชะมัด”

            จุนนะพูดเสียงฮึขึ้นคอราวกับกำลังประชด ถึงกระนั้น ในใจของเธอกลับไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ กับสิ่งที่เขาได้กล่าวมา

            กลับมาสู่เรื่องการทดสอบอีกครั้ง 

            “เป้าหมายของพวกเราคือหมายเลขสิบสี่”

            ช่างน่าเสียดายที่หมายเลขดังกล่าวมิได้ตรงกับกลุ่มใดที่เคยพบพานมาจนถึงตอนนี้ 

            แม้จะรู้เป้าหมายที่ต้องตามหา ทว่าจำนวนทั้งหมดก็ยังมากล้นจนเกินกำลังสำหรับคนหกคน 

            ในด้านของกลยุทธ์ ตัวจุนนะมีทักษะประจำศาสตร์อยู่หนึ่งศาสตร์ นามว่า ‘ผีเสื้อสื่อสาร’ ผลของมันจะทำให้เธอสามารถสร้างร่างจำแลงวิญญาณผีเสื้อได้มากถึงสิบตัว แต่ละตัวจะมีความสามารถในการเป็นเครื่องมือสื่อสารระยะไกล เสียงที่ส่งผ่านออกไปจากผีเสื้อหนึ่งตัวจะตรงดิ่งไปยังผีเสื้อตัวอื่นในระยะห้าร้อยเมตร 

            ไม่เพียงแค่เป็นเครื่องมือสื่อสาร ทว่าหากผีเสื้อไปเกาะกับสิ่งมีชีวิตหรือสิ่งของ จะทำให้จุนนะสามารถล่วงรู้ถึงตำแหน่งของสิ่งนั้นไม่ว่าจะเคลื่อนไหวไปที่ใด 

            ยังมีความสามารถอื่นอีกหนึ่งอย่าง สิ่งที่ผีเสื้อไปเกาะสามารถสลับสับเปลี่ยนกับสิ่งที่ผีเสื้อตนอื่นเกาะอยู่

            ทางด้านของอาโออิ เธอนั้นมีทักษะประจำศาสตร์อยู่หนึ่งทักษะ ชื่อนั้นคือ ‘กำแพงวารี’ หากเมื่อใดที่ทักษะถูกเรียกใช้งาน จะทำให้เธอสามารถสร้างกำแพงน้ำเพื่อพันธนาการศัตรูในระยะสามร้อยเมตร 

            ส่วนโมเอโนะซึ่งเป็นคนสุดท้าย ตัวเธอเองก็มีทักษะประจำศาสตร์อยู่หนึ่งทักษะเช่นเดียวกัน นั่นคือ ‘ขั้วอากาศเยือกแข็ง’ จะทำให้อากาศโดยรอบติดลบอย่างมากล้นในชั่วพริบตา และหากเมื่อใดที่มีไฮโดนเจนมากพอ ของเหลวทั้งหมดในระยะบริเวณของทักษะจะเริ่มคลายความร้อนออกมาในรูปแบบพลังงาน หลังจากนั้นพันธะต่าง ๆ จะสมบูรณ์ทำให้โมเลกุลจับตัวกันกลายเป็นโครงสร้างผลึก

            การเดินทางพลันเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ทั้งหกคนได้รับผีเสื้อสื่อสารอยู่คนละหนึ่งตัว พวกเขาเร่งแยกย้ายกันออกไปยังคนละทิศคนละทาง ซึ่งในความจริงการแยกตัวไปคนเดียวหาใช่เรื่องดีแต่อย่างใด แต่เมื่อมีฝ่ายสังเกตการณ์ที่สามารถจับตำแหน่งได้อย่างแม่นยำเช่นจุนนะ ทำให้พวกเขาสามารถขยายทิศทางการสำรวจออกไปได้อย่างไม่ต้องกังวล

            “กวี บอกชั้นมาที มีอะไรที่นายยังไม่ได้บอกพวกเราอีกรึเปล่า ?”

            ในขณะที่ต่างคนต่างแยกย้าย เสียงของเอมบริโอ้ได้กล่าวผ่านผีเสื้อสื่อสารไปหาทุกคน

            ซึ่งกวีก็ยอมรับแต่โดยดี “ขอโทษ..” เขานั้นมิอาจโต้แย้งถึงสิ่งใด 

            ถึงกระนั้น เอมบริโอ้กลับมิได้เอ่ยถามต่อ เขารู้ดีว่าทุกคนย่อมมีความลับที่ตนมิอาจบอกใคร และการย่างกรายเข้าสู่เขตแดนส่วนตัวของผู้อื่นหาใช่เรื่องดี ต่อให้มีเจตนาดีเพียงใด ทว่าแทนที่จะเป็นช่วยเหลือมิตรสหายของตน นั่นกลับจะทำให้ความสัมพันธ์แย่ลงและอาจต้องสูญเสียมิตรแท้ไปอีกหนึ่งคน

            “ไม่มีใครเลยรึไงนะ”

            การค้นหายังคงดำเนินไปต่อ กระนั้นกลับไร้ซึ่งวี่แววใด ๆ ของสิ่งมีชีวิต

            จนกระทั่งในท้ายที่สุด..

            “ทุกคน ชั้นเจอเป้าหมายแล้ว”

            เสียงของกวีถูกเปล่งขึ้นมาผ่านผีเสื้อสื่อสาร ทำให้เขาจึงเร่งส่งสัญญาณไปยังทุกคนในเร็วพลัน

            ในช่วงเวลาราว ๆ สองนาทีต่อมา ทุกคนได้รวมตัวกัน ณ ยอดต้นไม้ต้นหนึ่งที่กวีเฝ้ามองอยู่ในปัจจุบัน

            ทว่าแทนที่พวกเขาจะปีติยินดี กระนั้นกลับมีสีหน้าที่เจือแววแห่งความทุกข์ใจอย่างชัดเจน 

            “นี่กวี พวกเราจะลงมือกันจริงดิ ?” เรเวนเร่งกล่าวถามออกไป ในขณะที่แววตาของเขาและทุกคนยังคงจ้องมองเหยื่อที่อยู่เบื้องล่างด้วยความลังเล

            ทุกคนต่างมีความเห็นที่เป็นเอกฉันท์ เหยื่อตนนี้มิได้อ่อนแอดั่งเช่นศัตรูที่ผ่านมา

            สายตาของพวกเขาจดจ้องมองไปข้างหน้า พบว่ามีชายร่างยักษ์ราวยี่สิบคนกำลังรุมล้อมชายหนุ่มเพียงคนเดียว ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนหาใช่กลุ่มเดียวกัน

            ชายผู้นั้นมีใบหน้าหล่อเหลาเอาการ ร่างกายสูงใหญ่หากแต่กล้ามเนื้อมิได้มีมากนัก ในดวงตาสีครามน่าพิศวงยากเกินจะคาดเดาความคิด 

            มิใช่ใครอื่น ชายผู้นี้มีชื่อเสียงไม่ดีท่ามกลางบรรดาผู้เข้าทดสอบทั้งหมด

            เขาคือชายผู้ถูกขนานว่าฆาตกรโรคจิต..

            ‘เซริน มอลเฟล’

            บนปกเสื้อของเขามีการ์ดหมายเลขสิบสี่แปะอยู่อย่างเด่นชัด ทำให้กวีจึงสามารถยืนยันเป้าหมายโดยไม่ต้องใช้ความสามารถพิเศษใดๆ

            ถึงกระนั้น ระดับความอันตรายของชายผู้นี้หาใช่สิ่งที่สมควรเข้าเผชิญ

            “แกมันก็แค่สิ่งปฏิกูลของโลกใบนี้ แต่ทำไมสมาคมถึงอนุญาตให้ไอ้ฆาตกรอย่างแกเข้าสอบได้กัน” หนึ่งในเหล่าชายชาตรีได้เปล่งขึ้นด้วยความไม่สบอารมณ์ พวกเขาทุกคนล้วนมีมติความเห็นเป็นเอกฉันท์ ว่าเซรินคือบุคคลที่ไม่เหมาะสมแก่การเข้าร่วมทดสอบในครั้งนี้

            ถึงกระนั้น แม้จะถูกรุมล้อมด้วยเหล่านักรบผู้มีอาวุธครบมือนับยี่สิบชีวิต ทว่าบนใบหน้าของเซรินกลับมิได้เจือแววหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย 

            “เอาเข้าจริงตัวผมก็ไม่ได้อยากสอบถึงขนาดนั้นหรอก แต่ก็รู้สึกแปลก ๆ เหมือนกันที่ตัวเองต้องถูกพวกปฏิกูลมาเรียกว่าเป็นสิ่งปฏิกูล อืม มันก็น่าแปลกใจจริง ๆ นั่นแหละ”

            เซรินแขวนยิ้มอย่างไม่กลัวตาย กระนั้นกลับมีท่าทีสบาย ๆ ราวกับกำลังยืนชมวิวอยู่ริมทะเล

            สีหน้าของอีกฝ่ายพลันเดือดดาลเพราะคำยั่วยุ สองมือกำอาวุธแน่นจนเส้นเลือดผุดขึ้นอย่างน่าสยด

            “ไปตายซะไอ้สวะ !!”

            เหล่าชายชาตรีเร่งฝีเท้ามุ่งทะยานเข้ามาประหนึ่งสัตว์ร้าย ผืนดินเริ่มต้นสั่นสะเทือนอย่างบ้าครั้ง กระนั้นเซรินกลับยังคงแน่นิ่งไม่ขยับเขยื้อนอย่างสบายใจ

            เมื่อเหล่าศัตรูเข้ามาใกล้ในระยะโจมตี มือขวาอันว่างเปล่าของเซรินได้เริ่มต้นเปล่งประกายแสงสว่างสีคราม ทันใดนั้น บางสิ่งที่คล้ายดาบสั้นได้ปรากฏขึ้นมาแทนที่ ทว่ากลับมิใช่ดาบ หากแต่เป็นเข็มเล่มใหญ่อันมีขนาดเทียบเคียงกับดาบเล่มสั้น

            “ฉึบ-”

            ในช่วงเวลาที่ไม่มีผู้ใดรู้ตัว เซรินได้ตวัดการโจมตีไปรอบกายอย่างรวดเร็วจนใครก็มิอาจสังเกตทัน

            ศัตรูแน่นิ่งไม่ไหวติง ไม่มีโลหิตแม้แต่หยดเดียวหลั่งไหลออกมา และเพียงไม่นาน พวกมันทั้งหมดพลันล้มลงและสิ้นชีพไปโดยที่ยังมิได้สัมผัสตัวเซรินแม้แต่ครั้งเดียว

    คล้ายกับเรื่องบันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer ที่คุณอ่าน