กวีพรั่งพรูถ้อยคำที่น่าตกตะลึงทำให้ทุกคนรู้สึกประหลาดใจ ทั้งสองฝ่ายต่างมีฐานะเป็นศัตรู อีกทั้งต่างฝ่ายต่างยังมีคะแนนไม่เพียงพอสำหรับการสอบผ่าน แล้วเหตุไฉนกวีจึงกล่าวออกไปว่าตนต้องการร่วมมือ
เมื่อนั้นเอมบริโอ้จึงยื่นหน้าเข้าไปใกล้หูของกวี ริมฝีปากของเขาสั่นไหวเป็นเสียงแผ่วพลางจ้องมองอย่างระมัดระวังไปยังอีกฝ่าย
“จะดีหรอ ถึงแม้พวกเธอจะดูเหมือนเป็นคนรู้จักของนาย แต่ทางพวกเราเองก็ยังเก็บการ์ดไม่ครบ ซึ่งก็ไม่มีอะไรมารับประกันว่าพวกเธอจะหักหลังพวกเราและแย่งชิงการ์ดไป”
เอมบริโอ้รู้สึกระแวงต่อท่าทีที่เพื่อนเขาแสดงออกมา กระนั้นกลับคงมิใช่เรื่องแปลก บนเกาะร้างแห่งนี้นอกเหนือจากฝ่ายตน ทุกคนย่อมเปรียบดังคู่แข่งที่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นศัตรูเมื่อยามใดที่สัญจรมาพบเจอ
หากแต่ว่ากวีกลับไม่คิดเช่นนั้น
“ไม่ต้องห่วง ปล่อยให้ชั้นรับมือเอง”
เขาเปล่งวาจาด้วยความมั่นใจที่อัดแน่นอยู่เต็มอก ส่วนหนึ่งของมาจาก ‘วิธีการ’ ที่เขาเคยกล่าวออกมาในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ไม่กี่นาที
แม้อะไรต่อมิอะไรจะไม่สมเหตุสมผลก็ตาม ทว่าครั้งนี้เอมบริโอ้กลับยินยอมมอบอำนาจสิทธิ์ขาดให้แก่กวีเป็นคนตัดสินใจ
เพียงแต่อีกฝ่ายหาได้คิดเห็นเช่นนั้น ยามนี้หญิงสาวผู้มีเส้นผมสีเทาเงางามทอดสายตาจดจ้องมองมาอย่างไม่ลดหย่อนความระวัง
“นายคิดจะทำอะไรกันแน่ ?” เสียงของเธอพูดออกไปอย่างใจเย็นไม่กราดเกรี้ยวหากแต่วางอำนาจอยู่ในที “พวกนายยังเก็บการ์ดไม่ครบแท้ๆ แต่คิดจะมาช่วยพวกเราเนี่ยนะ ไม่คิดว่ามันออกจะแปลกไปหน่อยรึไง” เธอเผยเจตนาออกมาอย่างเถรตรง
อย่างไรก็ตาม หากอีกฝ่ายมิอาจตอบคำถามได้อย่างชัดเจน เกรงว่าคงไม่มีทางทำให้หญิงสาวผู้มีความระมัดระวังอย่างมากล้นผู้นี้ยินยอมเปิดใจรับฟังในข้อเสนอ ซึ่งทั้งหมดล้วนสมเหตุสมผลแทบทุกประการ
แต่แล้ว สีหน้าของบุรุษผู้นี้กลับเผยยิ้มออกมาอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม
“งั้นก็ดูนี่ซะ”
วาจาของเขาถูกเปล่งขึ้น มือขวาล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงพร้อมแสดงบางสิ่งออกมาให้ทุกคนได้ยลโฉม
คล้ายกับซองจดหมาย พลันกวีเริ่มคลี่มันออก ภายในกระดาษได้ปรากฏเนื้อความพร้อมมีตราประทับเป็นรูปดาบคู่สลักอยู่
“นี่มันจดหมายแนะนำตัว ทำไมมันถึงมาอยู่ในมือของนาย !!”
เหล่าผู้หญิงทั้งสามต่างมีแววตาเจือแววตกตะลึง พวกเธอย่อมล่วงรู้ได้ในทันที เพราะสัญลักษณ์ดาบคู่ที่ประทับอยู่บนกระดาษนั้นคือตราประทับของโมมิยะ!
“เรเวน เจ้านี่มันใช้ยังไง ?” กวีเร่งเหลียวมองไปหาเรเวนและจึงกล่าวถาม
เมื่อได้ยินดังนั้น พ่อหนุ่มรูปงามจึงพูดขึ้นทันทีในขณะที่ตนยังมิทันได้หายจากอาการตกตะลึงจากทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมา
“ก็.. ก่อนอื่นก็คลี่กระดาษออก ประกาศเงื่อนไขที่ต้องการจะเปลี่ยน และกล่าวเงื่อนไขใหม่ที่ต้องการให้เป็น ขั้นตอนทั้งหมดก็มีเพียงเท่านี้”
“โอเค เข้าใจแล้ว”
เขาไม่รอช้าและเริ่มต้นทำตามดั่งที่เรเวนบอก
ทุกคนต่างเฝ้ารอว่ากวีต้องการกระทำในสิ่งใด พวกเขาต่างต้องการล่วงรู้ จึงเฝ้ารออย่างเงียบเชียบไม่รบกวนจนกระทั่งกวีเริ่มกล่าวถ้อยคำถัดไป
“ชั้นขอเปลี่ยนเงื่อนไขที่สาม จากการ์ดที่อยู่นอกเหนือไปจากเป้าหมายจะมีคะแนนรวมกัน ‘0.5คะแนน’ ให้กลายเป็น ‘3คะแนน’ ซะ”
แผ่นกระดาษส่องประกายแสงสว่างเจิดจรัสท่ามกลางการจดจ้องจากผู้อื่น และในครู่ต่อมาเพียงไม่นาน ม้วนกระดาษแผ่นนั้นพลันสลายหายไปเป็นอันสิ้นสุดกระบวนการ
จดหมายแนะนำตัวก็คงเปรียบได้ดังสูตรโกง แม้จะมิอาจทำให้ตนผ่านการสอบได้ในทันที ทว่าทุกสิ่งในกำหนดอยู่บนเงื่อนไขสามารถแปรเปลี่ยนได้ตามใจต้องการ
ด้วยเหตุนี้ ฝั่งกวีจึงมีคะแนนรวมกันกลายเป็นสี่คะแนน ทำให้แม้ฝ่ายตนจะสูญเสียการ์ดประจำตัวไป สุดท้ายจะยังมีคะแนนเพียงพอสำหรับการผ่านสอบเพื่อเข้าสู่รอบต่อไป
“เจ้าหมอนี่..”
ฝ่ายเด็กสาวรู้สึกตกตะลึงในไหวพริบที่กวีแสดงออกมาให้เห็น ย้อนกลับไปในช่วงเวลาก่อนที่การทดสอบจะเริ่มขึ้น โมโมซึมิได้เคยเตือนพวกเธอเอาไว้ถึงชายผู้หนึ่ง ไม่เพียงแค่เป็นเพื่อนสนิทที่รู้จักนามที่แท้จริงของโมมิยะ ทว่ากลับยังเป็นชายที่สามารถพิชิตดันเจี้ยนระดับสี่ได้ด้วยบรรดากลุ่มนักบุกเบิกชั้นปลายแถว
ในทีแรกพวกเธอย่อมไม่ยอมตกลงปลงใจเชื่อเป็นธรรมดา แต่ตอนนี้เห็นทีคงต้องคิดใหม่อีกครั้ง
“แล้วจะเอายังไงต่อ ?”
หนึ่งถ้อยคำเพิ่มแรงกดดันให้เพิ่มพูนทวี และในครู่ต่อมาเพียงไม่นาน เสียงลมหายใจของเธอถูกทอดถอนออกมาอย่างหนักอกหนักใจ
“งั้นก็ได้ ในเมื่อนายไม่เหลือทางเลือกและเวลาให้พวกเราคิดแบบนี้ ทางพวกเราเองก็คงไม่มีทางเลือกเช่นกัน”
ความตึงเครียดบนใบหน้าของเธอเริ่มต้นคลายลง มือขวาพลันยื่นออกไปพร้อมสำเนียงพูดอ่อนหวานนุ่มนวลฟังแล้วรื่นหู
“ยินดีที่ได้รู้จัก ชั้นชื่อจุนนะ”
ท่าทีของเธอไม่มีเจตนาประสงค์มุ่งร้าย เมื่อนั้นกวีจึงไม่รอช้าพลางยื่นมือออกไปเช่นกันพร้อมเอ่ยถ้อยคำเพื่อกล่าวแนะนำตัว
“ชั้นกวี”
ทุกคนเริ่มต้นทำความรู้จักกันในทันที เด็กสาวร่างเล็กผู้มีเส้นผมสีฟ้ามีนามว่าอาโออิ ส่วนอีกคนหนึ่งซึ่งมีเส้นผมสีเขียวจาง ๆ นั้นมีนามว่าโมเอโนะ
ทั้งสามคนล้วนแล้วแต่เป็นลูกศิษย์ของโมมิยะ โดยทางด้านความสามารถย่อมเป็นที่ประจักษ์ว่าแข็งแกร่งไม่แพ้ผู้ใดในรุ่น
“แต่ก่อนที่พวกเราจะตัดสินใจร่วมมือกับนาย ขอให้ชั้นได้ถามอะไรสักข้อจะได้รึเปล่า” จุนนะเริ่มกล่าวอีกครั้ง
“ว่ามาสิ” ซึ่งกวีก็มิได้เห็นแย้งต่อความต้องการของจุนนะ
และเมื่อนั้นเสียงของเธอจึงถูกเปล่งขึ้นมาอีกครั้งกลายเป็นหนึ่งถ้อยคำเพื่อเอ่ยถาม
“ในเมื่อตอนนี้นายเองก็เก็บคะแนนได้ครบแล้ว ซึ่งถ้าชั้นเป็นนาย ป่านนี้คงเร่งหาที่กบดานและรอคอยจนกว่าจะถึงเวลานัดหมาย คงไม่มีออกมาเดินเอ้อระเหยลอยชายกับพวกเราจนอาจทำให้ต้องเสียการ์ดทั้งหมดที่ฝั่งตนถือครองหรอก”
สิ่งที่เธอพูดมามีเหตุผลสมควรที่จะเอ่ยถาม เพราะตราบเท่าที่จุนนะเคยได้ยินมา ชายผู้มีนามว่ากวีนั้นหาใช่คนที่สนใจประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน จึงไม่มีเหตุผลอันใดที่ตัวเขานั้นจำต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยคนอื่น แม้ว่าคนคนนั้นจะเป็นลูกศิษย์ของเพื่อนเก่าก็ตาม
กวีเงียบเสียงไปในชั่วครู่ขณะ สีหน้าราบเรียบนิ่งเฉยไม่บ่งบอกอารมณ์จนผู้คนรอบกายมิอาจคาดเดาว่าเขานั้นกำลังครุ่นคิดถึงสิ่งใด
แต่แล้วเขากลับเผยยิ้มออกมา พร้อมวาจาที่แฝงอารมณ์อันหลากหลายพลันถูกเปล่งขึ้นอีกครั้ง
“ก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษทั้งนั้น ก็แค่ว่าตัวชั้นในตอนนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว อาจจะฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่ช่วงนี้ชั้นรู้สึกว่าตัวเองเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นมากเป็นพิเศษ ซึ่งหากจะถามว่าทำไมชั้นถึงยอมเสี่ยงแม้จะมีโอกาสที่อาจต้องสูญเสียผลประโยชน์ส่วนตน มันก็เพราะอาจารย์ของพวกเธอคือเพื่อนของชั้น ทั้งหมดมันก็เท่านั้น ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนอะไรเลย”
ทุกถ้อยคำล้วนถูกเปล่งออกไปด้วยความจริงใจ มันช่างเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ จากชายคนหนึ่งที่เคยถูกแต้มแต่งไปด้วยสีดำแห่งความเกลียดชัง ทว่ายามนี้สีกลับเริ่มจางลงและแปรเปลี่ยนให้เขาเริ่มกลับคืนสู่ความเป็นมนุษย์อีกครั้ง
“ตอแหลชะมัด”
จุนนะพูดเสียงฮึขึ้นคอราวกับกำลังประชด ถึงกระนั้น ในใจของเธอกลับไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ กับสิ่งที่เขาได้กล่าวมา
กลับมาสู่เรื่องการทดสอบอีกครั้ง
“เป้าหมายของพวกเราคือหมายเลขสิบสี่”
ช่างน่าเสียดายที่หมายเลขดังกล่าวมิได้ตรงกับกลุ่มใดที่เคยพบพานมาจนถึงตอนนี้
แม้จะรู้เป้าหมายที่ต้องตามหา ทว่าจำนวนทั้งหมดก็ยังมากล้นจนเกินกำลังสำหรับคนหกคน
ในด้านของกลยุทธ์ ตัวจุนนะมีทักษะประจำศาสตร์อยู่หนึ่งศาสตร์ นามว่า ‘ผีเสื้อสื่อสาร’ ผลของมันจะทำให้เธอสามารถสร้างร่างจำแลงวิญญาณผีเสื้อได้มากถึงสิบตัว แต่ละตัวจะมีความสามารถในการเป็นเครื่องมือสื่อสารระยะไกล เสียงที่ส่งผ่านออกไปจากผีเสื้อหนึ่งตัวจะตรงดิ่งไปยังผีเสื้อตัวอื่นในระยะห้าร้อยเมตร
ไม่เพียงแค่เป็นเครื่องมือสื่อสาร ทว่าหากผีเสื้อไปเกาะกับสิ่งมีชีวิตหรือสิ่งของ จะทำให้จุนนะสามารถล่วงรู้ถึงตำแหน่งของสิ่งนั้นไม่ว่าจะเคลื่อนไหวไปที่ใด
ยังมีความสามารถอื่นอีกหนึ่งอย่าง สิ่งที่ผีเสื้อไปเกาะสามารถสลับสับเปลี่ยนกับสิ่งที่ผีเสื้อตนอื่นเกาะอยู่
ทางด้านของอาโออิ เธอนั้นมีทักษะประจำศาสตร์อยู่หนึ่งทักษะ ชื่อนั้นคือ ‘กำแพงวารี’ หากเมื่อใดที่ทักษะถูกเรียกใช้งาน จะทำให้เธอสามารถสร้างกำแพงน้ำเพื่อพันธนาการศัตรูในระยะสามร้อยเมตร
ส่วนโมเอโนะซึ่งเป็นคนสุดท้าย ตัวเธอเองก็มีทักษะประจำศาสตร์อยู่หนึ่งทักษะเช่นเดียวกัน นั่นคือ ‘ขั้วอากาศเยือกแข็ง’ จะทำให้อากาศโดยรอบติดลบอย่างมากล้นในชั่วพริบตา และหากเมื่อใดที่มีไฮโดนเจนมากพอ ของเหลวทั้งหมดในระยะบริเวณของทักษะจะเริ่มคลายความร้อนออกมาในรูปแบบพลังงาน หลังจากนั้นพันธะต่าง ๆ จะสมบูรณ์ทำให้โมเลกุลจับตัวกันกลายเป็นโครงสร้างผลึก
การเดินทางพลันเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ทั้งหกคนได้รับผีเสื้อสื่อสารอยู่คนละหนึ่งตัว พวกเขาเร่งแยกย้ายกันออกไปยังคนละทิศคนละทาง ซึ่งในความจริงการแยกตัวไปคนเดียวหาใช่เรื่องดีแต่อย่างใด แต่เมื่อมีฝ่ายสังเกตการณ์ที่สามารถจับตำแหน่งได้อย่างแม่นยำเช่นจุนนะ ทำให้พวกเขาสามารถขยายทิศทางการสำรวจออกไปได้อย่างไม่ต้องกังวล
“กวี บอกชั้นมาที มีอะไรที่นายยังไม่ได้บอกพวกเราอีกรึเปล่า ?”
ในขณะที่ต่างคนต่างแยกย้าย เสียงของเอมบริโอ้ได้กล่าวผ่านผีเสื้อสื่อสารไปหาทุกคน
ซึ่งกวีก็ยอมรับแต่โดยดี “ขอโทษ..” เขานั้นมิอาจโต้แย้งถึงสิ่งใด
ถึงกระนั้น เอมบริโอ้กลับมิได้เอ่ยถามต่อ เขารู้ดีว่าทุกคนย่อมมีความลับที่ตนมิอาจบอกใคร และการย่างกรายเข้าสู่เขตแดนส่วนตัวของผู้อื่นหาใช่เรื่องดี ต่อให้มีเจตนาดีเพียงใด ทว่าแทนที่จะเป็นช่วยเหลือมิตรสหายของตน นั่นกลับจะทำให้ความสัมพันธ์แย่ลงและอาจต้องสูญเสียมิตรแท้ไปอีกหนึ่งคน
“ไม่มีใครเลยรึไงนะ”
การค้นหายังคงดำเนินไปต่อ กระนั้นกลับไร้ซึ่งวี่แววใด ๆ ของสิ่งมีชีวิต
จนกระทั่งในท้ายที่สุด..
“ทุกคน ชั้นเจอเป้าหมายแล้ว”
เสียงของกวีถูกเปล่งขึ้นมาผ่านผีเสื้อสื่อสาร ทำให้เขาจึงเร่งส่งสัญญาณไปยังทุกคนในเร็วพลัน
ในช่วงเวลาราว ๆ สองนาทีต่อมา ทุกคนได้รวมตัวกัน ณ ยอดต้นไม้ต้นหนึ่งที่กวีเฝ้ามองอยู่ในปัจจุบัน
ทว่าแทนที่พวกเขาจะปีติยินดี กระนั้นกลับมีสีหน้าที่เจือแววแห่งความทุกข์ใจอย่างชัดเจน
“นี่กวี พวกเราจะลงมือกันจริงดิ ?” เรเวนเร่งกล่าวถามออกไป ในขณะที่แววตาของเขาและทุกคนยังคงจ้องมองเหยื่อที่อยู่เบื้องล่างด้วยความลังเล
ทุกคนต่างมีความเห็นที่เป็นเอกฉันท์ เหยื่อตนนี้มิได้อ่อนแอดั่งเช่นศัตรูที่ผ่านมา
สายตาของพวกเขาจดจ้องมองไปข้างหน้า พบว่ามีชายร่างยักษ์ราวยี่สิบคนกำลังรุมล้อมชายหนุ่มเพียงคนเดียว ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนหาใช่กลุ่มเดียวกัน
ชายผู้นั้นมีใบหน้าหล่อเหลาเอาการ ร่างกายสูงใหญ่หากแต่กล้ามเนื้อมิได้มีมากนัก ในดวงตาสีครามน่าพิศวงยากเกินจะคาดเดาความคิด
มิใช่ใครอื่น ชายผู้นี้มีชื่อเสียงไม่ดีท่ามกลางบรรดาผู้เข้าทดสอบทั้งหมด
เขาคือชายผู้ถูกขนานว่าฆาตกรโรคจิต..
‘เซริน มอลเฟล’
บนปกเสื้อของเขามีการ์ดหมายเลขสิบสี่แปะอยู่อย่างเด่นชัด ทำให้กวีจึงสามารถยืนยันเป้าหมายโดยไม่ต้องใช้ความสามารถพิเศษใดๆ
ถึงกระนั้น ระดับความอันตรายของชายผู้นี้หาใช่สิ่งที่สมควรเข้าเผชิญ
“แกมันก็แค่สิ่งปฏิกูลของโลกใบนี้ แต่ทำไมสมาคมถึงอนุญาตให้ไอ้ฆาตกรอย่างแกเข้าสอบได้กัน” หนึ่งในเหล่าชายชาตรีได้เปล่งขึ้นด้วยความไม่สบอารมณ์ พวกเขาทุกคนล้วนมีมติความเห็นเป็นเอกฉันท์ ว่าเซรินคือบุคคลที่ไม่เหมาะสมแก่การเข้าร่วมทดสอบในครั้งนี้
ถึงกระนั้น แม้จะถูกรุมล้อมด้วยเหล่านักรบผู้มีอาวุธครบมือนับยี่สิบชีวิต ทว่าบนใบหน้าของเซรินกลับมิได้เจือแววหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
“เอาเข้าจริงตัวผมก็ไม่ได้อยากสอบถึงขนาดนั้นหรอก แต่ก็รู้สึกแปลก ๆ เหมือนกันที่ตัวเองต้องถูกพวกปฏิกูลมาเรียกว่าเป็นสิ่งปฏิกูล อืม มันก็น่าแปลกใจจริง ๆ นั่นแหละ”
เซรินแขวนยิ้มอย่างไม่กลัวตาย กระนั้นกลับมีท่าทีสบาย ๆ ราวกับกำลังยืนชมวิวอยู่ริมทะเล
สีหน้าของอีกฝ่ายพลันเดือดดาลเพราะคำยั่วยุ สองมือกำอาวุธแน่นจนเส้นเลือดผุดขึ้นอย่างน่าสยด
“ไปตายซะไอ้สวะ !!”
เหล่าชายชาตรีเร่งฝีเท้ามุ่งทะยานเข้ามาประหนึ่งสัตว์ร้าย ผืนดินเริ่มต้นสั่นสะเทือนอย่างบ้าครั้ง กระนั้นเซรินกลับยังคงแน่นิ่งไม่ขยับเขยื้อนอย่างสบายใจ
เมื่อเหล่าศัตรูเข้ามาใกล้ในระยะโจมตี มือขวาอันว่างเปล่าของเซรินได้เริ่มต้นเปล่งประกายแสงสว่างสีคราม ทันใดนั้น บางสิ่งที่คล้ายดาบสั้นได้ปรากฏขึ้นมาแทนที่ ทว่ากลับมิใช่ดาบ หากแต่เป็นเข็มเล่มใหญ่อันมีขนาดเทียบเคียงกับดาบเล่มสั้น
“ฉึบ-”
ในช่วงเวลาที่ไม่มีผู้ใดรู้ตัว เซรินได้ตวัดการโจมตีไปรอบกายอย่างรวดเร็วจนใครก็มิอาจสังเกตทัน
ศัตรูแน่นิ่งไม่ไหวติง ไม่มีโลหิตแม้แต่หยดเดียวหลั่งไหลออกมา และเพียงไม่นาน พวกมันทั้งหมดพลันล้มลงและสิ้นชีพไปโดยที่ยังมิได้สัมผัสตัวเซรินแม้แต่ครั้งเดียว